+ ปารีส โอ้ละหนอ day 1

9ไปปารีสคราวนี้ เหมือนหาเหาใส่หัว ไปถึงแล้วก็ไม่รู้ว่าจะไปทำไมให้เสียเงินเล่น นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าเมย์มันต้องมาทรานสิทที่ปารีสล่ะก็ อย่าหวังว่าจะได้เหยียบย่างไปอีก เพราะไปครั้งแรกก็เฉย ๆ กับมันมากกกกกกกก แล้วก็งงมากที่ทำไมคนถึงได้ชอบปารีสกันจังวะ เราไม่รู้สึกอะไรเลยกับเมือง ๆ นี้ (ภาษาฝรั่งเรียก overrated ) กะว่าไปครั้งนี้อาจจะดีขึ้น แต่ก็ไม่ค่อยนะ สงสัยต้องไปศึกษาประวัติปารีสมาให้ดีกว่านี้ จะได้อิน ไม่งั้นมันก็เหมือนอยู่เบลเยี่ยมอ่ะ ชิน ๆ บอกไม่ถูก

หรือปารีสมันอาจจะไม่เหมาะกะตรูจริง ๆ (-_-”)

วันศุกร์ ออกจากที่ทำงานไวหน่อย สี่โมงก็ถึงสถานีบรัสเซลส์ใต้ ชิว ๆ สิว ๆ ไปเรื่ีอย ๆ เกิือบห้าโมงเย็นก็วิ่งแถ่ด ๆ ๆ ๆ ไปขึ้น Thalys ซึ่งก็สะดวกสบายดีนะ ปรินท์ตั๋วที่มีบาร์โค้ดมาจากอีเมล์ที่เค้าส่งมายืนยันเมื่อเราซื้อตั๋วออนไลน์ พอถึงวันเดินทางก็หนีบเอาอันนี้ไปขึ้นรถไฟได้เลย ไม่ต้องมาเช็คอง เช็คอินอะไรให้วุ่นวายอีก

DSCF5878

รูป : เคาท์เตอร์ Thalys ก่อนขึ้นไปบนชานชลา


ตอนขึ้นไปก็อย่างเสร่อ เพราะมองไม่เห็นว่าตรงไหนมันคือเลข carriage หรือตู้รถวะคะ? เพิ่งจะมาเห็นว่ามันเป็นดิจิตอลหมดแล้ว เราก็ randomly นั่งที่ชาวบ้านเค้าจนเค้ามาแล้วไม่มีที่นั่ง เลยเพิ่งรู้ว่ากรูนี่แหละ เสร่อมาผิดตู้ ก็ต้องย้ายกันไป
การซื้อตั๋วรถไฟ Thalys
• ไปที่ www.thalys.com แล้วทำตามขั้นตอนการจองตั๋วได้เลย ง่ายมาก ๆ
• book เสร็จ จ่ายเงินเสร็จ รออีเมล์จากทาง Thalys จะส่งมาว่า “Confirmation of Thalys Ticketless reservation” แสดงว่าจองแล้วเรียบร้อย

• บน Ticketless (ซื้อตั๋วแบบไร้ตั๋ว หรือปรินท์เอง) ที่เค้าส่งมาให้ทางเมล์ จะมีรายละเอียดการเดินทางทั้งหมด – วันที่เดินทาง, ออกกี่โมง, ถึงกี่โมง, รถหมายเลขอะไร, ตู้ที่เท่าไหร่ที่นั่งหมายเลขอะไร, ชั้น 1 หรือ ชั้น 2.

Fare Category หรือประเภทค่าโดยสารซึ่งที่ใช้บ่อย ๆ ก็จะมี SMOOVE ที่จะถูกที่สุด (ห้ามเลื่อน, ห้ามแคนเซิล, ซื้อล่วงหน้าได้ก่อนเดินทาง 15 วัน, มีชั้นสองเท่านั้น) และ Optiway ที่จะแพงขึ้นมาหน่อย (เลื่อนหรือเปลี่ยนวันเดินทางได้, มีชั้นหนึ่งและชั้นสอง, ซื้อก่อนเดินทางวันเดียวก็ได้, ถ้าตกรถไฟ แบบว่าไปไม่ทัน หรือจะคืนตั๋ว ก็จะได้เงินคืน 50% แต่ต้องไปขอเงินคืนภายในหนึ่ง ชม หลังรถไฟออกไปแล้วนะ) รายละเอียดไปดูได้ที่ http://www.thalys.com/be/en/new-fares

ดูง่าย ๆว่าขาไป (จากบรัสเซลส์ ไป ปารีส) ปาเข้าไป 68  ยูโร เพราเป็น Optiway แต่ขากลับเป็น Smoove แค่ 29 ยูโร

thalysticketless

seating : เลขที่นั่ง ตู้ที่ 8 เลขที่นั่งที่ 44 เย่!!


หนึ่งชั่วโมงสามสิบนาทีผ่านไป ทำไมรถหยุดวะเนี่ย จริง ๆ ต้องถึงปารีสตั้งแต่หกโมงหน่อย ๆ แล้ว นี่ปาเข้าไปจะทุ่ม รถจอดติดแหง็กมี เสียงประกาศมาตามสายเป็นระยะว่ารถเกิดขัดข้องเล็กน้อย และยังไม่ทราบว่าจะใช้เวลานานเท่าไหร่​(เวร) เวลาประกาศก็ดีนะ สี่ภาษาเลย ฝรั่งเศสก่อน ตามด้วย ดัชท์ เยอรมัน และ อังกฤษ เว่อร์มาก!

ซักพักเค้าก็ประกาศว่าคงจะใช้เวลาแก้ไขประมาณ 15 นาที ต้องขออภัยอย่างสูง (ขออภัยประมาณอย่างน้อย 4 ครั้ง)

ถึงแล้วก๊าบบบบบบ Gare du nord (การ์ ดู นอร์) หรือสถานีปารีสเหนือ หน้าตาเหมือนหัวลำโพง! (เคยใช้เป็นหนึ่งในสถานที่ถ่ายทำ Bourne Identity ด้วยอ่ะ)
DSCF5879
สถานี Gare du nord เป็นสถานีที่จอแจที่สุดอันดับสามของโลก รองจาก สถานีชินจูกุ และ สถานีอิเคะบุกุโระ ในโตเกียว สถานีถูกออกแบบและสร้างโดยสถาปนิก Jacques Hittorff ในปี คศ 1861 แน่ะ (ตรงกับปี พศ 2404)

ลอง search ดูก็ได้พบว่าปี คศ 1861 นี้ เป็นปีที่รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้คณะราชทูตไปเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับฝรั่งเศสพอดี และเป็นปีที่ที่อิตาลีประกาศตั้งกรุงโรม เป็นเมืองหลวง และเป็นปีที่วรรณคดีนิราศลอนดอนออกจำหน่ายครั้งแรก อีกตะหาก เก่าแก่น้าาาาา (ข้อมูล : guru.sanook.com)

DSCF5881

รูป : ชาวปารีส รอรถไฟกลับบ้าน แออัดยัดทะนาน

มาถึงก็เดินไปชั้นลอย (นึกภาพชั้นลอยของหัวลำโพง เหมือนกันเด๊ะ!) น้องเมย์รออยู่แล้ว ไม่ได้เจอกันนานมากกกก เย้ๆๆๆ

DSCF5884

เมย์อยู่ระหว่างทรานซิท เพิ่งกลับมาจากไปทำงานให้สถานฑูตอเมริกาในประเทศมาลีในแอฟริกา (ป้าด!) ก็เลยมาแวะปารีสสามคืนเพื่อรอเครื่องกลับเมืองไทย (หวานนนนนน)

หิวมากอ่ะ ดีนะ น้องมันซื้อขนมอะไรไม่รู้​(รสชาติเหมือนซาลาเปาทอดที่ขายคู่กะปาท่องโก๋บ้านเรา)มากินรองท้อง (ซัดของน้องมันซะหมดเลย เป็นพี่ที่ดีมาก)

ไปหาเมโทรไปโรงแรมก่อนดีว่า

คราวก่อนที่มาปารีส ฉันซื้อ carte orange ที่เป็นแบบเหมาจ่าย ใช้กี่ครั้งก็ได้ภายใน 3 วันหรือหนึ่งอาทิตย์นี่แหละ นานละ จำไม่ค่อยได้ มาคราวนี้ carte orange มันเปลี่ยนเป็น Navigo แล้ว มีแบบ Navigo week และ Navigo month ที่ฮาคือไม่ว่าคุณจะมาถึงวันไหน มันก็เริ่มนับจากวันจันทร์! จะมาถึงศุกร์แล้วนับไปศุกร์ก็ไม่ได้นะ เซ็งเป็ด

เลยซื้อตั๋วธรรมดาแทน ถ้าซื้อที่ละสิบในจะถูกกว่า , 10 ใบ 11.40 ยูโร (ตกใบละ 1.16 ยูโร) แต่ถ้าซื้อทีละใบ จะใบละ 1.60 ยูโร แต่มาวันหลัง ๆ ฉันก็ซื้อแบบครั้งละใบเหมือนกัน เพราะจะกลับแล้ว จะซื้อสิบใบก็จะฮาเกินไป

การซื้อก็ซื้อได้ที่ตู้ขายอัตโนมัติ บางตู้ก็รับทั้งเหรียญทั้งแบงค์ และ บัตรเครดิต บางตู้ก็รับแต่เหรียญ แล้วแต่อารมณ์

parismetrotix

รูป : ซื้อตั๋วแบบเที่ยวเดียว ถ้าจะซื้อสิบใบก็เลือก Acheter de tickets, coupons เหมือนกัน แต่พอเลือกแล้วแทนที่จะเลือกอันแรก ก็เลืิอกอันที่สองแทน (Carnet 10 tickets) แล้วกดปุ่มเขียว จ่ายตังค์ รอตั๋ว เสร็จ! จะได้ตั๋ว t+ tickets มาหวาน ๆ ซื้อตั๋วมาแล้วก็ใช้เวลาเดินทางต่อรถไปสายไหนก็ได้ภายในหนึ่งชั่วโมง ตราบใดที่ยังไม่ได้สอดตั๋วออก (แต่ส่วนมากมันไม่ต้องให้สอดตั๋วออกนะ ผลักประตูออกไปได้เฉย ๆ เลย) เอาเป็นว่าตั๋วถ้าใช้แล้ว เอาไปสอดจะใช้อีกมันก็ไม่ให้ผ่านละกัน

t+ tickets นี่ใช้ได้ทั้งกับ RER และ รถเมล์ด้วยนะ

ตอนอยู่นั่นก็เห็นบางคนไม่ค่อยจ่ายค่าตั๋ว บางทีประตูมันเจ๊ง ๆ ก็แบบมั่วเดินเข้าไปเลย เกรียนมาก อย่าได้ทำ

more at : http://parisbytrain.com/paris-metro-ticket-machine/

Metro Paris ติดอันดับเมโทร งง นรก ที่สุดในโลก ดีนะที่เรา download iPhone App “Metro Paris” มา เฮ้ยมันเก๋มาก มันคำนวณเส้นทางให้หมดเลยว่าจะไปสถานีจากไหนไปไหน ลงสถานีไหนดี จะเลือกเอาแบบเปลี่ยนสถานีน้อยที่สุดหรือระยะทางสั้นที่สุด (แต่เปลี่ยนมากสถานีกว่า) หรือว่าจะเอาแบบใกล้สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ฯลฯ

ที่เก๋สุดยอด (แต่บังเอิญไม่ได้ roaming internet เลยไม่ได้มีปัญญาใช้) คือมันหาเมโทรที่ใกล้ที่สุดให้เราแถมให้ info อื่น ๆ อีก (เช่น สายไหนเมโทรเจ๊ง, เกิดอุบัติเหตุ, ซ่อมแซม หยุดวิ่งชั่วคราว อัพเดทกันแบบ real time) หรือแม้กระทั่งเอาไปยืนจ่อ ณ สถานที่ท่องเที่ยวมันก็จะ display ข้อมูลให้อีกต่างหาก

ไปดูเองดีกว่ากับ app นี้สุดยออวววว์ดดดดด

แต่ถึงกระนั้น ก็ยังหลงอยู่ดี 5555 เฮ้ย ยังไม่ชิน ๆ ๆ ตามป้ายยังไม่ค่อยถูก ผ่านไปวันสองวันค่อยดีขึ้น

กว่าจะถึงโรงแรมก็สองทุ่มหน่อย ๆ แล้ว หิวมากกกก ไอ้สลัดมักกะโรนีที่ซื้อมาจากสถานีบรัสเซลส์ ก็ยังไม่ได้แกะ เลยเอามาแบ่งกะไอ้เมย์กินรองท้องไปก่อน รอคุณทรายเครื่องลง สามทุ่ม จะได้ไปกินพร้อมกัน

DSCF5887

รูป : ห้องค่อนข้างเล็ก แต่ก็โอเค สิ่งอำนวยความสะดวกครบ มาทริปนี้หรูนะฮะ เพราะเพื่อนจองโรงแรมได้ลดเกืิอบ 60% เพราะมันทำงานโรงแรมเครือเดียวกัน แถมมีของขวัญเป็นชอคโกแลตหนึ่งกล่องจากผู้จัดการโรงแรมด้วย เว่อร์มาก

โรงแรม : http://www.folkestone-paris-hotel.com/

เกือบจะสี่ทุ่ม มันยังไม่มาซักที เฮ่ย ไม่รอแล้วนะ หิวมาก ไปกินละ เลยวิ่งไปฝากเมสเสจกับรีเซ็ปชั่น (ที่ดูจะ งง ๆ หน้ากระเดียดไปทางอัลจีเรียน หรืออียิปต์แบบผู้ดี ๆ ปารีสคนอัลจีเรียน, โมรอคโค และคนดำเยอะมากกกกกก ไม่รู้จะมากกว่าคนฝรั่งเศสผิวขาวด้วยซ้ำมั้ง แต่เห็นเค้าก็กลมกลืนกันดีนะ)

ฉันบอกเค้าว่าเดี๋ยววัชรามาแล้วช่วยบอกเธอให้โทรหาชั้นด้วยนะคะ เค้าก็ชี้ไปที่ไอ้เมย์แล้วถามว่าอ้่าว แล้วคนนี้ไม่ใช่วัชรา เหรอ ฉันก็บอกเปล่า เค้ามาเยี่ยมเฉย ๆ เดี๋ยวเค้ากลับ
“เอ แต่ห้องมันนอนได้สองคนนะครับ”
“เหอ? ค่ะ ทราบค่ะ”
“แล้วนี่จะมีใครมาอีกเหรอครับ??”
“เปล่าค่ะ(โว้ย!) ไอ้คนเนี้ย มาเยี่ยมเฉย ๆ แต่วัชราที่เป็นคนพักเนี่ย ยังมาไม่ถึง”
“อ๋อครับ เอ่อ ครับ งงครับ”
“ไม่ต้องงงค่ะคุณน้อง เอาเป็นว่าเดี๋ยววัชรามาแล้วก็ฝากข้อความให้ด้วยนะคะ”
“ครับผม”
“แถวนี้มีร้านอาหารอะไรแนะนำมั่งมั้ยคะ กินที่ไหนดีคะ หิว”
“ก็ เอ่อ เดินออกไป เลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาก็ได้ครับ มีหลายร้าน”

ไม่ได้ช่วยกรูเลย..เลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาก็ได้…


ลมก็แร้ง แรง แต่ไม่หนาวนะ คงจะประมาณ 14-15 c ได้ เดินวน ๆ ไป วน ๆ มา เฮ้ย กินไรดีอ่ะ ไม่รู้จะกินไรอ่ะ สรุปมาจบที่ถนนหน้าโรงแรมเหมือนเดิม เลือกร้านที่คนเยอะ ๆ หน่อย (อยากช่วยร้านตรงข้ามที่ไม่มีคนเหมือนกัน แต่แบ่บ.. นะ ปลอดภัยไว้ก่อน)

ร้านตกแต่งหรูดูดีมาก ๆ แต่ไม่ได้หรูเกินไป (พอให้เขินเมื่อเดินเข้า) พนักงานพูดภาษาอังกฤษพอได้อยู่ (รอดตัวไปกรู) เมนูมีให้เลือกเป็นอย่าง ๆ หรือจะเลือกเป็น menu set  ก็ได้ เมนูเซ็ทราคา  60-65  ยูโร (เฮือก ผีมาถึงหลุมแล้วนี่นะ) ตอนแรกเมย์จะกินปลาอะไรซักอย่าง แต่มันหมด เลยเปลี่ยนมาเป็นเนื้อลูกแกะแทน ส่วนฉันก็เสี่ยงสั่ง อี half-cooked tuna (ปลาทูน่าสุกครึ่งเดียว??) มากิน

อาหารเรียกน้ำย่อยก็เป็นหน่อไม้ฝรั่งขาวในซอสครีม ดูดีโพด ๆ มีผักเสียบมาพอเป็นพิธี

DSCF5922

หน่อไม้ฝรั่งครีมซอส

DSCF5922-3

half-cooked tuna อร่อยมากกกกกกกกกกกกกกก

DSCF5922-3b

สุกครึ่ีงเดียวจริงๆ

DSCF5922-2

เนื้อลูกแกะ ซอสอะไรซักอย่างเว่อร์ๆ กับวอเตอร์เครสส์ + มันฝรั่ง

DSCF5922-4

ของหวานมันคือ คัสตาร์ดแฟลมเบ้!! ไฟลุกมาเลย มีกลิ่นเหล้าหน่อย ๆ หวานครีม ๆ เนื้อเนียนมาก ๆ

DSCF5922-5

ไอติมวานิลลา + เครป (งั้นๆ แหละ 555 จะมาเว่อร์สู้ แฟลมเบ้ ของชั้นได้ไง)

DSCF5919

วัชรา!! มาถึงจนได้!! ชั้นละโทรจนมือหงิก หร่อนก็ไม่รับสาย นึกว่าเครื่องพาไปลงอัฟกานิสถานแล้ว!

DSCF5918

แล้วนี่ไปเอาคนขับรถมาด้วยเหรอ? เย้ยยย ไม่ใช่!! มันคือคุณ ราชิต เพื่อนเจ๊เค้านี่เอง ราชิตมีเชื้อสายโมรอคคัน แต่เกิดและโตที่ปารีส (เสร็จ! ให้เป็นไกด์เลย​!)


กว่าสองคนจะมาก็ห้าทุ่มแล้ว ร้านเค้าบอกว่า It’s too late to order food นะ แต่สั่งเครื่องดื่มได้ แต่ละคนก็นะ ฝรั่งเศ้ส ฝรั่งเศส แทนที่จะดื่มไวน์กัน ประทานโทด สั่ง โค้ก !! (ราชิตเป็นมุสลิม ไม่ดื่มแอลกอฮอล์) เลยออกไปหาซูชิรอบดึกกินแทน

ได้ข่าวว่าคุณราชิตต้องขึ้นรถไฟรอบเที่ยงคืนยี่สิบกลับบ้าน แต่วัชราก็พาเค้าไปกินซะจนเค้าตกรถไฟ ซวยเลยเมิง ต้องหาที่นั่ง เพราะจะให้มานั่ง ๆ นอน ๆ ที่ห้องก็น่าเกลียดอยู่

สรุปว่าไปจนลงที่ Bastille (บาสตีย์ ออกเสียง บาส-ตี ด้วยนะ ไม่ใช่ บาสติลล์ – แปลว่า ป้อมปราการ, ที่มั่น- ทำเอาคนปารีสงงมาแล้วกับการอ่านภาษาฝรั่งเศสให้เป็นภาษาอังกฤษของข้าพเจ้า )

Bastille มีประวัติโชกโชนมาก เป็นจุดเริ่มของการปฎิวัติฝรั่งเศส (คศ 1789)

เมื่อก่อน Bastille เป็นคุก คุมขังนักโทษทางการเมือง ที่ส่วนมากถูกนำไปขังเพราะความเห็นไม่ตรงกับชนชั้นปกครอง หรือขุนนาง หรือ ราชวงศ์ ประเทศฝรั่งเศสในสมัยนั้นยังปกครองด้วยราชวงศ์ เป็นระบอบกษัตริย์ ขุนน้ำขุนนางเป็นใหญ่ ในขณะที่ประชากรส่วนมากเป็นชนชั้นแรงงาน กรรมาชีพ ชาวนา ฯลฯ ที่อยู่อย่างแร้นแค้น สังคมมีความเหลื่อมล้ำเป็นอย่างมาก ผู้คนเลยเรียกร้องให้เปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นสาธารณรัฐ

กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเลยร่วมกันลงนามสัญญาว่าจะร่วมมือกันจนกว่าจะร่างรัฐธรรมนูญได้สำเร็จ (ซึ่งแน่นอน พวกขุนนาง ไม่ชอบอยู่แล้ว เพราะตนเองนั้นแน่นอนว่าต้องหมดอำนาจลง)

11 กรกฎาคม 1789 – กลุ่มหัวรุนแรงในปารีสระดมชาวปารีสที่ส่วนใหญ่เป็นกรรมกร จับอาวุธต่อสู้กับรัฐบาลเพราะทนความอดอยากไม่ไหว

และในที่สุด วันที่ 14 กรกฎาคม คศ 1789 ชาวปารีสได้ร่วมกันเดินขบวนไปยังคุก Bastille เพื่อทำการโจมตีและปลดปล่อยนักโทษทางการเมืองให้เป็นอิสระ หลุดพ้นจากการปกครองระบบราชาธิปไตย ชาวปารีสทำการปฎิวัติิเปลี่ยนระบอบการปกครองสำเร็จ ด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของประชาชน

คศ 1789 ยังเป็นปีที่ สหรัฐอเมริกาประกาศใช้รัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ โดยมี จอร์จ วอชิงตัน รับตำแหน่ง ปธน.คนแรกของอเมริกาด้วย นับเป็นปีที่ happening มาก ๆ ปีหนึ่งในประวัติศาสตร์นะเนี่ย (ช่วงนั้นคิดว่าไทยยังวุ่นวายอยู่กับการรบกับพม่า)

ต่อมาจากนั้นอีกสี่ปี พระนาง มารี อองตัวแนตต์ ถูกประหารชีวิต (ตรงกับปีที่ไทยเสียเมือง มะริด ทวาย และ ตะนาวศรี ให้แก่พม่าพอดี ปี พศ 2336)

bastille

bastille2

วันที่ 14 กรกฎาคม กลายมาเป็นวันชาติฝรั่งเศส ในวันนี้ชาวฝรั่งเศสจะร่วมกันรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในวันนั้น

ปัจจุบันนี้ ประเทศฝรั่งเศส หรือ สาธารณรัฐฝรั่งเศส (République Française) ปกครองด้วยระบอบกึ่งประธานาธิบดี โดยยึดอุดมการณ์จากปฏิญญาว่าด้วยสิทธิของมนุษย์และของพลเมือง

DSCF6349

บริเวณที่เคยเป็นคุก ตอนนี้กลายมาเป็นโรงละครโมเดิร์นทีเดียว

DSCF6347


Bastille ณ วันนี้

วันนี้เรานั่งดื่มเบียร์ Desperado (คนที่นั่นดันเรียกสั้น ๆ ว่า เดสเป) รสชาติทะแม่ง ๆ, ราชิตดื่มกาแฟ, วัชราก็ซัดตั้งแต่ไวน์ ไปยันน้ำชา (ซึ่งโดนค่อนแคะว่านี่มันฝรั่งเศสนะ ไม่ใช่อังกฤษ จะมานั่งจิบชา ม้นจะไปอร่อยอะไร้!) ไปยันโน่น… ตีห้า!!!

ซักตีห้ากว่าเพื่อนราชิตที่เป็น bouncer ในไนท์คลับก็แวะมาเซย์ฮัลโหลหน่อยนึง (คนอะไรตัวใหญ่มาก!!) แล้วพาพวกเราไปส่งโรงแรม และพาเพื่อนกลับบ้าน 555 สงสารราชิตมาก วันนี้ he คงไม่ได้ไปทำงาน (จะเอาแรงที่ไหนไปทำ)

เช้าวันต่อมา อาหารเช้าไฮโซเป็นอันไม่ได้กิน เพราะว่าจะตื่นก็โน่น เที่ยง!

+ บ้าน บาน ๆ และ อาหารแช่แข็ง (รูปตรึม)

จ่ายเช็คกันเพลินเลยเดือนนี้ ไหนจะรื้อพื้น รื้อครัว ซื้อครัวใหม่ ซ่อมหลังคา ทาสีผนัง จ้างคนมาอุดปล่องเตาผิง (เพราะรื้อทิ้งไปแล้ว ไม่เก็บไว้ ถ้าไม่อุด เวลาฝนตก อาจจะได้เล่นน้ำกันในบ้านได้) ฯลฯ

ผนังบ้านสีแร่ดได้ใจมาก ครัวผนังสีแดง ห้องนั่งเล่นผนังสีม่วง! เน่! เป็นไงล่ะ ๆ ๆ เอาให้ตาบอดสีกันไปเลย (ทาฝั่งเดียวนะ ทาทุกผนังก็จะเกินไป) ไปให้ที่ร้านเค้าผสมสีให้ ซึ่งจริง ๆ มันก็ไม่ค่อยตรงกับสีตัวอย่างบนกระดาษเท่าไหร่หรอก (ก็กะไว้อยู่แล้ว)

..ยังไงก็ตาม โดยรวมแล้ว บ้านก็ยังดูเหมือนบ้านพักคนงานก่อสร้างแรงงานเถื่อนอยู่ พื้นไม้ก๊อกที่สั่งไปก็เพิ่งเอามาส่ง แต่ยังไม่ได้ปู ก็กองไว้อยู่ยังงั้นน่ะ (บ้านเคยเป็นพิื้นกระเบื้อง แต่ไม่ไหวละ ไม่ไหวจริง ๆ มันเย็นมาก หน้าหนาวนี่อยากตายมาก เลยต้องยอมเปลี่ยนเป็นพื้นไม้ก๊อกแทน อุ่นหน่อย)

ต้องซื้อของหลายอย่าง อันไหนทำเองได้ก็ทำเองประหยัดเงินหน่อย ปรกติเวลาคนที่นี่จะทำบ้านทำอะไร ก็ต้องไป Brico (เหมือน HomePro อ่ะ) แล้วอาทิตย์นี้มันมีโปรโมชั่น “อะไรก็ตามที่ยัดลงถุงได้ ลดกันไปเลย 20%!!”

คือเค้ามีถุงพลาสติก ไซส์ก็ปรกติที่เราซื้อของเข้าบ้านกันน่ะ

ส่วนใหญ่ของที่ Brico มันก็จะใหญ่ ๆ ประมาณแบบว่า มาซื้อกันทีก็ซื้อ ประตู, วงกบ, ผนัง, ชั้นวางของ ฯลฯ กันไปเลย ไอ้เราก็แบบ เฮ่ยยยยย ไม่ได้ละ อยากได้โคมไฟ (ลดราคาแล้วด้วยอีกตะหาก ปรกติมัน 20 ยูโรกว่า ๆ ลดมาเหลือ 19.90) ยอมได้ไง ยัดอีกล่องโคมไฟมันลงถุงไปจนได้ น้องที่แคชเชียร์ยังอึ้ง (คงจะแบบ ยัยนี่กล้ามาก ถุงปริเล็กน้อยอีกตะหาก) แต่ก็ยังลดให้อีก 20%

ภูมิใจโคตรๆ

แว้บไปดูสกู๊ตเตอร์มาหน่อยนึง น่ารักมั่ก ๆ อยากได้นะเนี่ย แต่ต้องคิดดู (ให้หนัก ๆ) ก่อน เพราะหน้าหนาวไม่รู้จะทนขี่มันไหวมั้ย

ครัวเราก็ทะเลาะกันไปหลายรอบ ไอ้เราก็อยากจะได้สีแรง ๆ เว่อร์ ๆ บ้า ๆ ไปเลย แต่คุณชายแกไม่เอาด้วย เราอยากได้เคาท์เตอร์ท๊อปเป็นไม้ เพราะมันดูอุ่นดี แต่คุณชายแกไม่เอา จะเอาแบบโมเดิร์น ๆ สารพัดจะหาเรื่องมาเถียงกัน สรุปมาลงที่สีสุดแสนธรรมดาอย่าง “คาเฟ่ลาเต้” กาแฟนม(เยอะๆ) แล้วอีพื้นมันสีอะไรยังจำไม่ได้เลยเนี่ย

ครัวว่าสั่งมาได้ก็ต้องไปนั่งกุมขมับกับอีน้องคนขาย ที่จบอะไรเกี่ยวกับงานอินทีเรีย ๆ ของหล่อนมานี่แหละ

ฉันอยากได้ลิ้นชักเยอะ ๆ เพราะจะได้เอาไว้เก็บเครื่องปรุง แล้วต้องเป็นแบบลึกหน่อยด้วย เพราะเรามีเครื่องแกง ขวดน้ำปลา นู่นนี่นั่น เลือก ๆ ไปก็เออ โอเค จับนู่นชนนี่ก็ออกมาได้ แต่นังหนูคนขายหล่อนไม่ยอม หล่อนบอกว่า “ลายเส้นลิ้นชักมันจะไม่ขนานกัน ไม่สวยค่ะพี๊! ไม่ได้ค๊า! ไม่ได้ ๆๆๆ ไม่ด้ายยยย!”

ก็กรูจะเอาอะ มีไรไหม

หล่อนก็เคืองไป เพราะคิดว่าตัวเองดีไซน์ระดับโลกแล้วลูกค้าไม่ฟัง (เอ๊าก็กรูไม่ชอบแบบที่เสนอมานี่หว่า จะให้ทำไงอ่ะ)

ครัวนี่เราไปดูหลายที่เหมือนกัน ตอนแรกว่าจะซื้อที่ IKEA แต่ยังไงก็ไม่รู้ ไม่ได้ซื้อ ดันมาได้ที่ Eggo (www.eggo.be)

แล้วสั่งนี่ก็กว่าจะมานะ เป็นเดือน ๆ เพราะเค้าต้องส่งขนาดไปทำที่ไหนไม่รู้ แล้วเราก็ต้องรอ และ รอ และ รอ และ รออออ…

อยู่ ๆ มานี่ไม่มีครัว เลยได้กินอาหารแช่แข็งจนเอียนเลย เอียนมากจริง ๆ รสชาติมันก็พอกินได้นะ แต่รู้สึกเลย อาทิตย์สองอาทิตย์นี่รู้สึกว่ากินอะไรที่ไม่ค่อยจะดีต่อสุขภาพ ก็นะ ผักก็ไม่สด เนื้อก็ไม่รู้ว่าผ่านสารกันบ่งกันบูดอะไรมาบ้างหรืออะไรยังไง ยังดีนะ ยังมีอาหารไทยแช่แข็งตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปด้วย ไม่งั้นเอียนได้อีก

บางวันก็เลยต้องระเห็จออกไปกินตามร้านอาหารที่แพงโพด แต่ก็ต้องจำใจ เพราะกินอาหารแช่แข็งทุกวันมิไหวจริง ๆ เอียนมากๆๆๆๆ

บางวันมีการแบบว่าตัดคูปองจากหนังสือพิมพ์ (จริง ๆ นะ) เอาไปลดราคาในร้านหรูที่ปรกติไม่เคยเยื้องกรายเข้าไปหรอก แต่นี่ลดกันแบบ เฮ่ย ต้องตัด ๆ ๆ ๆ เอามาเลยคูปอง เข้าไปร้านงี้อย่างไฮโซ เราเอาคูปองปะ เป้ง! ลงบนโต๊ะเลย น้องเอามาเลย 9 ยูโร 90 เซ็นต์ใช่ปะ จัดมา! (ปรกติมัน 15 ยูโรอ่ะ นี่ว่าจะไปหาตัดมาอีก เหอๆๆๆ)

ไปนี่ปั่นจักรยานไปด้วย ประทานโทด วันอาทิตย์นี่เมืองอย่างร้าง ไม่มีอะไรทำเลย (เรายังนั่งล้างเครื่องทำความร้อนที่บ้าน ฝุ่นกระจาย ปรกติก็ไม่ล้างมันเท่าไหร่หรอก แต่มันไม่มีไรทำ เลยล้างแก้เซ็ง) คนก็ไม่ค่อยออกไปไหนกัน จะออกก็ออกไปนั่งตามคาเฟ่ กับร้านอาหาร เท่านั้นจริง ๆ เราแวะเอาหนังสือไปหย่อนคืนห้องสมุด หนังสือหล่นดังปั้ก! ได้ยินกันทั้งถนน เพราะคนไม่มีเลยจริง ๆ ถนนเงียบมาก

ถ้าวันธรรมดาก็กินหรูได้หน่อย เพราะใช้บัตรเครดิต “บริษัท” คุณแฟนจ่าย จริง ๆ แล้วมันคือการมีบริษัทเองแล้วตั้งตัวเป็นฟรีแลนซ์ ไปทำงานให้บริษัทใหญ่กว่าแล้วก็เอาบริษัทเราเองส่งบิลไปเก็บ

แล้วไอ่เงินเดือนที่ได้ทุกเดือน ๆ เนี่ย ถ้ามันเกินจำนวนหนึ่ง ภาษีก็บาน เราเลยต้องหาเรื่องใช้เงินกันก่อนที่รัฐบาลจะมาเอาไปเป็นค่าภาษีหมดซะก่อน การกินอาหารนอกบ้านก็หนึ่งในนั้น เพราะมันคิดเป็น Business dinner ได้

อยู่เบลเยี่ยมนี่อะไร ๆ ก็เป็นภาษีหมด ไม่ภาษีก็ค่าปรับ นิด ๆ หน่อย ๆ ก็ปรับ อะไรไม่รุ..

เลยไปซัดอาหารญี่ปุ่นบุฟเฟ่ต์มาซะหนึ่ง เค้ากำหนดให้กินได้สองชั่วโมง สั่งอะไรก็ได้ ก็เหมือนเมืองไทยอ่ะนะ ตรงสวนลุมฯอ่ะ ชื่อไรจำไม่ได้ ร้านไม่หรูมาก แต่อาหารนี่อย่างไว หร่อยด้วย ไม่แพงด้วย แต่ที่นี่ ประทานโทด สั่งกว่าจะมา ไม่รู้ว่าเอาซูชิไปปั้นกันที่ตีนภูเขาไฟฟูจิหรืออย่างไรกัน นานมั่ก ๆ แต่ก็โอเคอ่ะ มันก็อร่อยดี

นี่ไม่ได้ทำกับข้าวนานมากกกกแล้วจริง ๆ ครั้งสุดท้ายที่ทำนี่คือตอนอยู่บ้านคุณลุค ทำพาสต้าผัดน้ำพริกเผา (เฮ้ย กินได้จริง ๆนะ ดูรูปประกอบ 555) ตอนนี้อาจจะลืมไปหมดแล้วเนี่ย กับข้ง กับข้าว

อยากกิน ฟูจิิ อ่ะ อยากกินมาก ๆ  งือออออออออ

งง!! กับคนข้างบ้าน

เคยเล่าไปผ่าน ๆ แล้วเกี่ยวกับเพื่อนบ้านที่ออกจะแปลก ๆ ของเรา

บ้านที่เราอยู่มันเป็นบ้านประมาณบ้านแถว (ไม่ใช่ตึกแถวอะนะ เพราะมันเล็กกว่า มีแค่ชั้นครึ่ง) บ้านก็อยู่ติด ๆ กัน แชร์ผนังบ้านกัน โปรดดูรูปประกอบถ้านึกภาพไม่ออก  ขนาดว่าอยู่กันแค่ผนังกั้น ถนนเดียวกันแค่นี้ ยังไม่รู้จักกันเล้ย เรารู้จักแค่คุณหมอฟันคนเดียวที่อยู่ถนนเดียวกัน

เพื่อนบ้านข้างซ้าย เป็นคุณป้าอยู่เงียบ ๆ ไม่มีอะไร เพราะแกอยู่คนเดียว นาน ๆ ลูกหลานจะแวะมาเยี่ยมซักที

ส่วนเพื่อนบ้านข้างขวา คุณ”ลุค” อันนี้พอจะรู้จัก เป็นเรื่องบังเอิญมาก ๆ ที่เมื่อก่อนนี้คุณลุค แกเคยทำงานดูแลอพาร์ตเมนต์นักศึกษาที่คุณเบิร์ตแกเคยแชร์กับเพื่อนสมัยเรียนมาก่อน เลยเคยเจอกันคุยกันผ่าน ๆ ตอนนี้ดันมาอยู่บ้านติดกันซะงั้น

คุณลุคแกไม่ค่อยจะคุยกะเรา จะว่าไปไม่คุยเลยดีกว่า บางทีแกก็ชวนคุณเบิร์ตไปกินเบียร์ที่บ้าน พอเมา ๆ ก็บ่นเรื่องอดีตชีวิตแต่งงานอันบัดซบให้ฟังว่าผู้หญิงเอเชียแมร่งเชื่อไม่ได้ (อ้าว เฮ่ย..) , They have no dignity, blah blah blah..

เลยรู้มาว่าแกเคยแต่งงานกับผู้หญิงมองโกเลีย แล้วอีเมียก็หนีตามผู้ชายฝรั่งเศสไปหรือไงนี่แหละ หอบเอาข้าวของไปด้วย  พร้อมกับพาสสปอร์ตเบลเยี่ยมใหม่เอี่ยม (ที่ได้มาจากการแต่งงาน) เรียกว่าแต่งงานเสร็จ ทน ๆ อยู่ไป พอได้พาสสปอร์ตปั๊บ she ก็หนีตามผู้ชายคนใหม่ไปเลย

เวรจริงๆ

เพื่อนบ้านฉันเลยคล้าย ๆ ว่ามีทัศนคติไม่ดีกะผู้หญิงเอเชีย (ผู้หญิงมองโกเลียเลว ๆ คนเดียว เค้าก็ เหมาได้ทั้งทวีปเลยอ่ะนะ)

เวลาเดินผ่านกันโดยบังเอิญบนถนนหน้าบ้าน ฉันสวัสดี (ไม่ว่าจะภาษาอังกฤษหรือดัชท์) เขาก็ไม่เคยอยากจะทักตอบเท่าไหร่

มีครั้งเดียวที่เขามาที่บ้านเพราะนึกว่าคุณแฟนเราอยู่ แต่ดันเจอฉันอยู่บ้านคนเดียว ก็เลยจำใจต้องคุยกะฉัน คุย ๆ ฝากบอกธุระเสร็จก็รีบลาเลย

ขนาดฉันทำซูชิไปให้กิน สามวันผ่านไป ฝากจานเปล่ากับคุณแฟนมาคืนให้ แถมฝากบอกมาด้วยว่า “ซูชิ อีส น๊อต ฟอร์ มี” ซึ่งจริง ๆ ฉันไม่ถือ เพราะคนที่นี่มักจะตรง ๆ ไม่ชอบก็บอกไม่ชอบ ไม่ค่อยจะมารักษาน้ำใจกันเหมือนคนไทย  แต่เป็นเฉพาะบางเรื่องนะ ไม่ใช่ว่าเค้าไม่มีมารยาท

ด้วยความที่เขาเป็นแบบนี้ ฉันเลยกลัว ๆ ไม่ค่อยกล้าจะเสวนาด้วย แต่เวลาเจอก็ทักทุกครั้ง เค้าจะทำเย็นชาก็ช่างเขา

ซักเดือนสองเดือนก่อน เห็นมีผู้หญิงมาบ้านอยู่บ่อย ๆ หนีบน้องหมามาด้วยสองตัว บางทีก็มาค้างเสาร์อาทิตย์  ไอ้เราก็เพิ่งจะนินทา(อย่างแอบยินดีด้วย) ว่าเพื่อนบ้านหนุ่มใหญ่ของเราในที่สุดก็มีแฟนซะที หลังจากที่ประหลาด ๆ อย่างเหงา ๆ มึน ๆ มานาน ก็มีคนมาดูแลซะที

เพิ่งจะดีใจด้วยได้ไม่เท่าไหร่ เมื่อกี๊โทรเข้ามือถือคุณแฟน ว่าอยู่บ้านเปล่า? คุณเบิร์คแกก็งง ๆ ว่า เอ่อ อยู่ มีไรเหรอ? เค้าถามว่าเดี๋ยวจะขอเข้ามาในบ้านหน่อยได้ป่ะ  เราก็เออ ฮะ? อะไรนะ มาทำไรวะ งง เออ มาก็มา

ฉันไม่อยากอยู่ในเหตุการณ์ ผู้ชายเขาอาจจะอยากคุยกันเอง ว่าแล้วฉันก็ลี้เข้าห้องน้ำไป

พอออกมา …

พื้นที่ในครัว เต็มไปด้วยชุดโต๊ะเก้าอี้ทำจากไม้ กองสุมกันกันเป็นพะเนิน!!

อะไรวะคะ??!!?

แฟนยังยืนเหวอ ๆ อยู่ ฉันก็งง
“เค้าไม่พูดพล่ามทำเพลงอะไรเลย เดินเข้ามาในบ้านแล้วก็ถามว่า บ้านมีที่เหลือมั้ย ชั้นก็แบบ เอ่อ ก็พอมีอยู่ เพราะครัวยังไม่มา เค้าก็บอก เออดี แป๊บนะ มาช่วยขนโต๊ะหน่อย  ชั้นก็ตามเค้าไป แล้วก็เนี่ย โต๊ะ เก้าอี้  มาอย่างที่เห็น เขาบ่นไปด้วยว่าเบิร์ต คุณไม่รู้หรอกว่าผู้หญิงบางคนเนี่ย มันเลววววว มันเละเทะได้แค่ไหน คิดว่าตอนเมียมองโกเลียนั่นแย่แล้ว นังนี่ยิ่งแย่กว่าล้านเท่า  นู่นนี่นั่น ฯลฯ

ชั้นเลยถามว่าแล้วเมื่อไหร่จะมาเอาคืน  เขาบอก -เอาไปเลย ไม่อยากได้แล้ว ไม่อยากเห็นมัน  แล้วถ้าเอาไว้ที่บ้านเดี๋ยวนังนั่นมันจะมาทำเนียนเอา ไป เรื่องไรกรูจะให้ !! ตอนซื้อซื้อด้วยกันจริงแต่มันเงินกรูโว้ย!

- ชั้นก็แบบเฮ้ย บ้านเล็กอ่ะ ไม่มีที่วางหรอก  แค่นั้นแหละ เค้าก็บอกว่างั้นเค้าจะไปเอาเลื่อยไฟฟ้ามาเลื่อยทิ้งเลย   – บ้าโคตร!! ชุดนึงตั้งพันกว่ายูโรเพิ่งจะซื้อมาเอง!!

เขาก็แบบ เฮ้ย เอาไปเหอะ ได้โปรด ชั้นก็เออ ก็ได้วะ แต่ไม่ใช่ว่าผู้หญิงเอามาเฟียมาเผาบ้านกรูนะ

เรายืนมองชุดโต๊ะเก้าอี้ราคาพันสองร้อยยูโร กองอยู่กลางบ้านแล้วก็อึ้ง อะไรของเค้าเนี่ย!!

ไม่ถึงห้านาที เขาก็กลับมาอีก คราวนี้ -ไมโครเวฟ-!!  บอกว่า  เอาไปด้วย

ยังอึ้งไม่หายดี เขาก็กลับมาอีกแล้ว คราวนี้เป็น

“คู่มือการใช้ไมโครเวฟ” !!

IMG_0500

ฮา ๆ ไปได้ไม่ถึง 24 ชม
วันนี้โทรส่ง sms มาละ
“เอ่อ อยู่บ้านมั้ย เมื่อวานหุนหันพลันแล่นไปหน่อย ตอนเย็นไปหาที่บ้านได้ป่าว”

มาเอาโต๊ะคืน (กรูว่าละ)

ไม่ใช่แค่บ้านเราบ้านเดียวนะ มีการเอาของอื่นไปฝากอีกบ้านที่ปากซอยด้วย

ชะตากรรมเดียวกัน

“ดีนะ ที่เมื่อวานไม่เลื่อยทิ้ง” อือ กรูก็ว่างั้น แล้วนี่ตูจะรู้มั้ยว่าวันไหนเอ็งจะหอบเอาข้าวของมาดั๊มพ์ไว้บ้านตู แล้ววันรุ่งขึ้นก็มาเอากลับ แล้วเดี๋ยวไม่แน่เปลี่ยนใจจะมาเอาทิ้งใหม่อีกมั้ย?

“แต่ไมโครเวฟอ่ะ สงสัยใช้ไม่ได้แล้วล่ะ” อ้าว เฮ้ย ชั้นไม่ได้แตะต้องเลยนะเว้ยตั้งแต่เอามากองไว้เมื่อคืนเนี่ย
“เพราะเมื่อวานเอาน้ำราดใส่มันไปซะแล้วอ่ะ”  อ๋อ เจ๊งแล้วก็เอามาทิ้งบ้านกรู (ให้คู่มือด้วยอีกตะหาก)

หลอนมาก เพื่อนบ้าน