Archive for August, 2007

✈ ปรอยฝน กับ เค้กช็อกโกแลต

Thursday, August 30th, 2007

28-29 สิงหาคม 2550

นอกจากจะเป็นที่รู้จักโด่งดังทั่วโลก ในฐานะบ้านเกิดของนักประพันธ์ดนตรีคลาสสิคแล้ว คนส่วนมาก ถ้านึกถึง ออสเตรีย ก็คงนึกถึง อาร์โนล์ ชวาเสน็กเกอร์ ! อาจจะเป็นชาวออสเตรียคนเดียวในยุคนี้ที่ดังทั่วโลก หรืออาจจะนึกถึงภูเขาหิมะ ที่เหมาะกับการเล่นสกี คนออสเตรียเล่นสกีกันแทบทุกคน หากเด็ก ๆ บ้านเราต้องไปเที่ยวทะเลเล่นน้ำฉันท์ใด เด็ก ๆ ออสเตรียก็ไปเล่นสกีฉันท์นั้น เล่นกันตั้งแต่ 4-5 ขวบ

เนื่องจากเวียนนาเป็นนคร “สุขนิยม” ไม่แพ้ปารีส หรือ ปราก คนให้ความสำคัญเรื่องหาความสุขใส่ตัวกันอย่างเอาจริงเอาจัง เช่น การสรรหาขนมเค้กอร่อย ๆ หาร้านกาแฟที่มีกาแฟดีที่สุดในเมือง หาดนตรีดี ๆ ฟัง ไปนั่งอาบแดดในสวน ปั่นจักรยานในวันแดดออก ขยันหาดอกไม้ไปเปลี่ยนในแจกันที่บ้าน ฯลฯ ทั้งหมดนี้ไม่่ได้หมายความว่าต้อง “ซื้อ”ความสุข เพราะบางอย่างมันก็ฟรี ถึงไม่ฟรีก็ไม่แพง ความสุขของคนเวียนนาไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันกันมีมือถือรุ่นล่าสุด หรือกระเป๋ามียี่ห้อแต่ดีไซน์ก็งั้น ๆ แล้วยังขายแพงหูดับ เค้าถึงบอกว่ามีเงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้ ต้องโง่ด้วย(แต่อาจจะโดนสวนกลับมาว่า “ก็มันเงินกู!”) :-P

เค้ก เป็นอีกอย่างที่เวียนนาขาดไม่ได้ โรงแรมใหญ่สองเจ้าในเวียนนา เคยทำสงครามเพื่อแย่งชิงการเป็นเจ้าของสูตรเค้ก Sacher Torte (เค้กช็อกโกแลตไส้แยมแอปริคอต เสิร์ฟพร้อมวิปครีม) มาแล้ว ถึงขนาดที่เถียงกันหน้าดำหน้าแดงว่าตกลง แยมแอปริคอต มันควรจะอยู่ชั้นไหนของเค้ก! และถึงขนาดที่ว่ามีข่าวออกมาว่า ญี่ปุ่นส่งสปายมาขโมยสูตรกันเลยทีเดียว

ฉันได้ลองกินเจ้า Sacher Torte เมื่อวานนี้ (ลองมาทั้งหมด 3 ร้าน.. บ้ามาก ทำไปได้ไง) เนื้อเค้กค่อนข้างนุ่มและโปร่ง ๆ มีช๊อคโกแลตสอดไส้แยมแอปริคอต และด้านนอกของเค้กฉาบด้วยช็อคโกแลตแท้ ๆ อีกชั้น ซึ่งมันก็อร่อยดี แต่ถามว่าอร่อยแบบยอมตายเลยไหมมันก็ไม่ขนาดนั้น เค้กที่เมืองไทย หลาย ๆ ร้านก็ทำได้อร่อยไม่แพ้ Sacher Torte ของเวียนนา นะจะบอกให้ ไม่ได้โกหก!

ถ้าดูโปรแกรมทัวร์จากเมืองไทย เวียนนา ส่วนมากก็คงไม่พ้น วิหารเซ็นต์สตีเฟ่น (หรือ สเตฟานส์ดอม ยังไงๆ ก็ต้องเห็น ถ้าไปเดินเล่นแถว ๆ นั้น), อนุสาวรีจักรพรรดินีมาเรียเทเรเซีย (ไม่ได้ไปกะเค้าหรอก), จตุรัสพลาท์อัทฮอฟ โบสถ์คาลส์เคร์ซ (ไม่ได้ไปอีกนั่นแหละ), พระราชวังเซินบรุนน์ (อันนี้ไปเดินผ่านมาหน่อยนึง), อนุสาวรีย์โยฮันซ์สเตร้าส์ (อันนี้ได้ไป เพราะอยู่ระหว่างทางพอดี) ฯลฯ ซึ่งจริง ๆ มันก็สวยดีอย่างที่เค้าว่า แต่โดยส่วนตัวแล้ว บางครั้งฉันเหนื่อยกับการที่ต้องมาเที่ยวแบบ “เก็บแต้ม” กับ check list ทั้งหลายที่เค้าว่า “must see” อะไรทำนองนั้น

ฉันเลยค่อนข้างจะมีความสุขมากกว่ากับการนั่งรถรางไปเรื่อย ๆ มองดูผู้คนตามท้องถนน (บางทีนั่งมองนาน ๆ กลัวเค้าหาว่าโรคจิตเหมือนกัน) และอาจจะเข้าไปดูงานศิลปะดี ๆ ที่ราคาค่าเข้าชมไม่แพงนัก นั่งดื่มกาแฟหอม ๆ ซักถ้วยตามคาเฟ่เล็ก ๆ แค่นี้ก็สุขเกินพอ

ส่วนพระราชวัง เครื่องเพชรเครื่องพลอยต่าง ๆ นานานั้น ก็ไป “เดินผ่าน” กับเขามาเหมือนกันนะ แต่ไม่ได้เสียเงินซื้อตั๋วเข้าไปดูกับเค้า เพราะดูแล้วไม่อิน มันก็แค่ตึกยาว ๆ ที่มีหินสีมีค่าประดับอยู่บนมงกุฎ ฉันดูเอาจากรูปก็ไม่ได้รู้สึกแตกต่างกับการไปดูของจริง เพียงแค่มันใกล้กว่าก็เท่านั้น ลางเนื้อชอบลางยา

การเดินทางสัญจรในเวียนนา เจ้ารถเลื่อนแบบนี้ไม่ใช่แค่เด็ก ๆ ที่ใช้ ผู้ใหญ่ก็ใช้กันหลายคน ทางเดินเท้าเค้าเรียบ จะไถลจากบ้านไปทำงานก็ยังได้

ตั้งแต่มาถึงเวียนนาฉันก็รู้สึกประทับใจและทึ่งปนอิจฉา กับระบบการคมนาคมของที่นี่ ถนนทุกสายมี U-bahn (อู บาห์น) วิ่งผ่าน และ ถนนย่อยที่ U-bahn ไม่ผ่านซะทีเดียว ก็มี Tram หรือรถราง ต่อจากสถานี U-bahn ไปจนถึงที่ที่ต้องการไป ส่วนถนนที่เล็กกว่านั้นอีก ก็มีรถเมล์วิ่งผ่าน “ทุกถนน” ส่วนแถบชานเมืองจะเป็น S-Bahn หรือรถไฟฟ้าความเร็วสูง เชื่อมต่อจากสถาน U-Bahn อำนวยความให้คนที่ทำงานในเมืองแต่บ้านอยู่ชานเมือง และ S-Bahn นี้ยังเชื่อมไปถึงสนามบินด้วย

แม้ระบบจะดีเลิศจขนาดนี้ แต่ตั๋วโดยสารนั้นถูกแสนถูก ตั๋วแบบ weekly นั้นราคาแค่ 14 ยูโร และใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ใช้ได้กับ U-bahn, S-bahn, รถราง และ รถเมล์ ! เรียกว่าไม่ต้องจ่ายค่ายานพาหนะใด ๆ อีกเลยตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่

รายละเอียดเกี่ยวกับราคาตั๋วโดยสาร เข้าชมได้ที่เว็บไซต์ ของ Wiener Linien: http://shop.wienerlinien.at/en/index.php

ระบบตั๋วนั้นใช้ความเชื่อใจ ได้ตั๋วมาใหม่ ต้องเอาไปสอดในกล่องสีน้ำเงินที่มีอยู่ที่ทางลงทุกสถานี สอดครั้งเดียว แล้วใช้ไปตลอดอายุตั๋ว นาน ๆ ทีจะมีพนักงานมาสุ่มตรวจ ถ้าเค้าเจอว่าไม่มีตั๋ว ก็ปรับกันไป มันคงจะน่าอายมากถ้าโดนจับแบบนั้น เพราะราคาตั๋วไม่ได้แพงเลย (ตั๋ววันไม่ถึง 6 ยูโร ใช้ได้ไม่จำกัดเที่ยว ตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนแบบ one week ticket คือ 14 ยูโร ใช้ได้ไม่จำกัดเที่ยวเหมือนกัน ) คือระบบก็สุดแสนจะสะดวก เชื่อใจก็เชื่อใจแล้ว ถูกก็ถูก ยังจะโกงอีก มันก็น่าอะนะ…

แถว ๆ Karlsplatz

วันก่อนฉันเลยนั่ง u-bahn ไปนั่นมานี่เป็นว่าเล่น จะไปไหนก็ได้ในเวียนนา ฉันเลยไปโผล่ที่ คาร์ลสพลาสซ์ (Karlsplatz) แล้วเดินทะลุถนนนั้นถนนนี้ (จริง ๆ มีหลง มีหลง) ดูตลาดโคห์ล-มาร์กท์ (Kohlmarkt)และย่านกราเบน (Graben) – สมัยก่อนเป็นตลาดขายถ่าน

ดูโบสถ์ ผ่านหน้าพระราชวัง พิพิธภันฑ์อัลเบอร์ติน่า (Albertina) (แต่ยังไม่ได้เข้า วันนี้จะไปดูข้างใน) ดูคนนั่งรถม้า เข้าไปฟังออร์แกนในโบสถ์ แบบไม่ต้องเสียกะตังค์แต่อย่างใด ปิดท้ายด้วยการไปนอนเล่นบนพื้นแถว ๆ อนุสาวรีย์ใครซักคน ซึ่งเพิ่งมารู้ทีหลังว่ามันคือหน้า  วังจักรพรรดินีมาเรียเทเรเซีย ก่อนที่ถูกแก๊งค์สาวชาวอเมริกัน มาทำลายความสงบด้วยการพูดคุยอันดังลั่น ทำให้ต้องย้ายไปนั่งฟังเพลงฟรีในโบสถ์เซนต์โจเซฟอีกรอบ

มาถึงเมื่อวานฉันนั่ง U-bahn ไปลงที่สถานีสตาร์ดพาร์ค (Stadtpark) ที่เป็นที่ตั้งของ อนุสาวรีย์โยฮันซ์สเตร้าส์ (Johann Strauss) ใครมาเวียนนาก็ต้องมาถ่ายรูปคู่กับอนุสาวรีย์นี้แหละ พอลงมาจาก U-bahn แล้วก็ตาม ป้าย Stadtpark ไป จะเห็นพ่อแม่พาลูก ๆ มาเล่นที่สนามเด็กเล่นเยอะแยะเลย เดินผ่านสนามเด็กเล่นไป ก็จะมีสะพานข้ามคลอง ที่เป็นสายที่แยกออกมา จากแม่น้ำดานูบ (แต่ตอนฉันไป ไม่ยักกะมีน้ำ มีแต่รถบรรทุกจอดอยู่ด้านล่าง เหมือนกำลังก่อสร้างอะไรกันอยู่ซักอย่าง) พอข้ามสะพานไป มองไปรอบ ๆ รับรองว่าไม่มีทางไม่รู้ว่าอนุสาวรีย์อยู่ตรงไหน เพราะท่านจะได้เห็นกลุ่มนักท่องเที่ยวพากันมุงอนุสาวรีย์ เพื่อผลัดกันถ่ายรูปเป็นการใหญ่ ฉันเดินเข้าไปดูกับเขาเหมือนกัน อ่อ นี่เอง อนุสาวรีย์โยฮันซ์สเตร้าส์.. ได้เห็นแระ แค่นี้แหละ ไปเดินเล่นต่อดีกว่า

รูปปั้น Johann Strauss ใน Stadtpark และบรรยากาศรอบ ๆ สวน

Stadtpark (สตาดท์ปาร์ค) หรือ city park นี้กินพื้นที่กว้างขวาง เหมาะกับการมาออกกำลังกาย นั่งเล่นพักผ่อน ดูเป็ดว่ายน้ำ หรือจะมานั่งเซ็งเป็ดก็ได้ มีให้เซ็งหลายตัว ถ้าอากาศดี ฝนไม่ตก อาจจะนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ที่นี่ได้ทั้งวัน เดินทางมาก็ง่ายแสนง่าย

จาก Stadtpark ฉันนั่ง U-bahn สาย U4 สีเขียวสายเดิม ต่อไป พระราชวังเซินบรุนน์ (Schönbrunn) ซึ่งจะเอาให้ง่ายเลยนะ ก็ลงที่สถานี Schönbrunn นั่นแหละ โผล่มาเจอกำแพงวังพอดี และเป็นประตูทางเข้าหลักด้วย แต่เนื่องจากฉันเป็นคนไม่ค่อยปรกติ ก็เลยนั่งเลยไปอีกสถานีหนึ่ง ไปลงที่สถานี ฮ​ีตซิง (Hietzing)

จากสถานี Hietzing ก็ตามป้าย Hietzinger Hauptstrasse (ถนนฮีตซิงเกอร์ ฮอปท์) ไปโผล่บนถนนข้าง ๆ วังพอดี ฉันแวะซื้ออาหารกลางวัน คือ Durum (3 ยูโร 30 เซ็นต์) ที่เป็นอาหารสไตล์ตะวันออกกลาง มีเนื้อ ผัก ซอส กับพริกป่น ม้วนด้วยแป้ง ออกมาหน้าตาคล้ายโรตี อันใหญ่พอที่จะทำให้อิ่มไปได้หลายชั่วโมง แล้วเดินถืออาหารกลางวันราคาประหยัดแต่อิ่ม เดินตรงขึ้นไปทางเข้าวัง (ข้าง ๆ วัง)

ประตูทางเข้าเหมือนประตูสวนสาธารณะทั่วไป ใคร ๆ ก็เข้าไปได้ ไม่ต้องเสียเงิน เข้าประตูไปเป็นถนนตรง ๆ มีต้นไม่ตัดแต่งไว้สวยงามประดับสองข้างทาง ยาวไปจนสุดถนน ฉันเลือกมานั่งใต้ต้นไม้เพื่อกินอาหารกลางวัน กินไป ก็ต้องระแวงเหล่ากองทัพอีกา ไป เพราะเยอะเหลือเกิน แล้วชอบมายืนมุงรอกดดันด้วยนะ เหมือนมันรู้ว่าเรามีของกิน ได้อารมณ์เหมือนมีอีแร้งรอกินเราอยู่ แง….

ฉันกินไปเกือบหมดก็อิ่มพอดี อีกาแถวนั้นเลยลาภปาก ได้กินต่อ แต่ต้องไปตบตีแย่งกันเอง ฉันเลยรีบถอยฉาก พาตัวเองออกมาจากวงอีกาก่อนที่มันจะเริ่มเปิดฉากถล่มกัน

เดินเข้าประตูด้านหลังของพระราชวังเซินบรุนด์ เข้าไปเดินผ่านมารอบนึง

เดินวนเข้าไปดูบ้านสวนปาล์มแต่ไม่ได้เข้าหรอกนะ (รู้กันอยู่แล้วใช่มั้ย) เพราะปาล์มสำหรับฝรั่ง มัน exotic สำหรับเขา แต่สำหรับคนที่มีปาล์ม 5 ต้นอยู่ที่บ้าน กับต้นมะพร้าวอีก 2 ต้นอย่างเรา ไม่รู้จะเสียค่าเข้า 4 ยูโรไปดูกับเขาทำไม .. ที่นี่มีสวนสัตว์ด้วยนะ แต่ก็ไม่เข้าอีกนั่นแหละ เพราะดู ๆ แล้ว สัตว์ที่เป็น ไฮไลท์เลยคือ หมีแพนด้า (ไปดูที่เชียงใหม่มาแล้วอ่ะ) แถมค่าเข้าก็ค่อนข้างแพง ก็เลยเดินไปดูวังแทน

โผล่มาเจออาคารใหญ่โตสีเหลืองมัสตาด อ้าว นี่มันวังเชินบรุนน์ นี่หว่า ตลกดี เดิน ๆ มาก็เจอตั้งอยู่ตรงนั้น ตรงข้ามกับวังเป็นภูเขามีรูปปั้นและน้ำพุประดับอลังการ แต่เดินกว่าจะถึงนะ อยากได้ตุ๊ก ๆ หรือลูกหาบมากเลย จะให้ขับหรือหามไปส่งบนยอดเขา! คิดว่ากษัตริย์ฮับสเบิร์ก ท่านคงจะมีม้าส่วนพระองค์ สามารถขี่ขึ้นเขาไปได้ เพราะระยะทางจากวังไปนี่เดินกันเกิน 20 นาทีเป็นอย่างต่ำ ฝนก็ดันมาตกตอนนี้อีก ..(ควักเอาเป็ดที่เก็บมาจากสวน Stadtpark เมื่อเช้าออกมาเซ็งอีกรอบ)

อาหารกลางวัน (3.30 ยูโร), บรรยากาศรอบ ๆ พระราชวัง

ฉันเดินดูนั่นดูนี่ บางคนเค้าก็เขาไปใน Maze หรือเขาวงกต กัน เป็นพุ่มไม้สูงท่วมหัว ค่าเข้าไปหลงคือ 4 ยูโร ฉันนั่งดูอยู่นาน คนที่เข้าไปตอนแรก ผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้วยังไม่ออกมาเลย ฉันเลยไม่เข้าดีกว่า กลัวต้องนอนในวัง

สรุปแล้ว ไม่ได้จ่ายตังค์ซํกกะเซ็นต์เดียว (บางคนอาจจะคิดว่า แล้วมันไปของมันทำไมล่ะนั่น นั่นน่ะซิ ไปทำไมฟระ งงตัวเอง) เดินทะลุวังถ่ายรูปมาขำ ๆ แล้วก็นั่ง U-bahn กลับมาที่่ Karlsplatz เพื่อไปที่ Secession ที่มีภาพเขียนเฟรสโก​​ (เทคนิคเขียนภาพบนปูนเปียก ทำให้สีติดทนอยู่นาน) ของ กุสตาฟ คลิมท์ (Gustav Klimt) ค่าเข้าชม 6 ยูโร

ภาพเขียนของ คลิมป์ เป็นแนวที่ยังใหม่ในสมัยนั้น ที่ยังนิยมภาพวาดสัจจนิยม หรือ ​Realism กันอยู่ แต่คลิมท์ขียนภาพแบบตัวคนก็ยืด ๆ ยาว ๆ ยังกะหนังสติ๊ก แขนก็ยาว ขาก็ยาว แล้วผู้หญิงก็ไม่ค่อยชอบใส่เสื้อผ้า บางคนจะใส่ก็เป็นเสื้อทูนิคย้วย ๆ ดูฝัน ๆ ฟุ้ง ๆ ถ้ามาเกิดในสมัยนี้ต้องเรียกว่าเป็น Illustration Artist ที่สไตล์กำลัง​”อิน”มาก ๆ

Secession เมื่อแรกสร้าง และ ​Secession ในปัจจุบัน

งานที่ดังมาก ๆ ของคลิมป์คือชิ้นที่ทำเพื่ออุทิศแด่ บิโธเฟน เป็น serie บนกำแพงยาวต่อกัน 3 กำแพง ชื่อ Beethovenfries คอนเซ็ปต์คือมวลมนุษย์ที่ ที่เดินไปเข้าไปหาสิ่งชั่วร้ายและปีศาจ ความร่ำรวยแบบจอมปลอมที่แทนด้วยภาพวาดรูปผู้ชายในชุดคล้ายพวกขุนนาง มีหญิงชายคู่นึงกำลังคุกเข่าลงเหมือนกำลังอ้อนวอน, ซาตานและลูกสาวทั้งสามอันได้แก่ ความบ้า ความเจ็บป่วย ความตาย … มนุษย์ได้จำนนให้กับสิ่งเหล่านั้น จนกระทั้งได้มาพบกับ บทกวี และดนตรี ทำให้ในที่สุดก็มาถึงดินแดนที่มีแต่ความ รักแท้ ความซาบซึ้ง และความสุขสงบอันเป็นนิรันด์

ทุกภาพแทนด้วยภาพมนุษย์ที่อ่อนช้อยงดงาม และ ออกจะหลอน ๆ ฟุ้ง ๆ และตกแต่งประดับประดาด้วยสีทอง หินสี ฯลฯ เป็นสไตล์การเพนท์ของคลิมท์ กลางกำแพงนั้นเคยมีรูปปั้น บิโธเฟน อยู่ด้วย แต่ปัจจุบันไม่อยู่แล้ว ไม่รู้ไปเที่ยวที่ไหน

ฝนยังคงโปรยปรายอยู่ตอนฉันเดินออกมาจา secession

เดินเลี้ยวขวาขึ้นไปหน่อยเดียว ก็จะเจอกับ ตลาด Naschmarkt (แนชท์มาร์คท์) ที่เป็นที่รู้จักโด่งดังที่สุดของเวียนนา ตลาดนี้อารมณ์คล้าย อตก. แฮะ ร้านค้าเรียงรายตลอดทาง เท่าที่สังเกตุดู ส่วนมากจะเป็นร้านที่พี่ๆ แขกขาวเป็นเจ้าของ มีร้านอาหารอยู่บ้างประปราย คนนิยมมานั่งดิ่มกันซะมากกว่า หรือไม่ก็มากินอาหารจีนที่ทำใหัสด ๆ ฉู่ฉ่า ฉู่ฉ่า กันต่อหน้า (ส่วนเรานั่นเฉย ๆ เพราะกระเพราไก่ที่บ้านก็ทำกัน ฉู่ฉ่า ฉู่ฉ่า สด ๆ เหมือนกันเป็นประจำ ตั้งแต่เดินไปกินข้าวหน้าปากซอยด้วยตนเองได้ตั้งแต่ 7 ขวบก็หายตื่นเต้นไป) ที่แปลกใจมากคือบางร้านมี “เบียร์ช้าง” ขายด้วย ขวดเล็กขายกันที่ขวดละ 99 เซ็นต์ ประมาณ 40 กว่าบาท จริงๆ แล้วก็ถูกนะนั่นน่ะ ถูกกว่าซื้อเบียร์ลาวกินที่ถนนข้าวสารอีก

ก่อนที่นอกเรื่องไปกันใหญ่ ตลาด Naschmarkt นี้ตั้งมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เลยนะ ในเวลานั้นเป็นตลาดที่ค้านมสดบรรจุขวดเป็นหลัก ชื่อตลาดก็มาจากคำว่า Asch ที่แปลว่าขวดบรรจุนม) จนกลายมาเป็น Naschmarkt นี่แล

ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ฉันต้องกลับไปโรงแรม เพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าไปกินบุฟเฟ่ต์ที่ทางเจ้าภาพที่จัดงาน Perl เค้าจัด (แต่คิดตังค์คนละ 50 ยูโร ถ้าจำไม่ผิด รู้แต่ว่า ไม่ค่อยถูกเท่าไหร่) ฉันนั่ง U-bahn ไปที่มหาวิทยาลัยเวียนนา ที่เป็นจุดนับพบ จากที่นั่นก็มีรถบัสหลายคนถูกจัดมารับโปรแกรมเมอร์ทั้งหลาย ไปที่ร้านอาหารที่ทางเจ้าภาพได้จองไว้แล้ว พ่อแก้วแม่แก้วเอ๋ย ร้านนี้มันช่างไกลอะไรปานนี้ เรานั่งรถไปจนเมื่อยแก้มก้น ฝนก็ตกปรอย ๆ หลายคนเริ่มบ่นหิว

ไปถึงที่ร้าน โต๊ะจานชามถูกจัดไว้เรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายไปนั่งเป็นกลุ่ม ๆ ตามโต๊ะ ผ่านไปยี่สิบนาที อาหารยังไม่มา ทุกคนหิวกันจนตาลาย แทบจะกินกันเองแล้ว ฉันเองก็งงว่าเค้าไม่รู้หรือว่าวันนี้จะมีคนมากี่คน แล้วไม่ได้เตรียมอะไรล่วงหน้าไว้เลยเหรอเนี่ย ครึ่งชั่วโมงผ่านไป อาหารเริ่มทยอยมา พอทางเจ้าภาพพูดจบ ทุกคนก็รี่เข้าไปต่อแถวตักอาหารกัน (ถ้าเป็นเมืองไทย ลืมเรื่องแถวไปได้เลย)

แล้วมันก็กร่อยอีกรอบ เพราะบางคนที่รอให้คนเริ่มซาก่อน ค่อยไปต่อแถว ต่อไปราวๆ 10 นาที พอมาถึงโต๊ะที่วางอาหาร อาหารหมดไปต่อหน้าต่อตา! มีคนนึงได้เค้กแบน ๆ ไปชิ้นหนึ่ง เห็นเดินคอตกออกไปอย่างยอมรับชะตากรรม

ฉันนึกว่าวันรุ่งขึ้น ที่เป็นวันปิดประชุม ต้องมีคนโวยเรื่องนี้แน่นอน เพราะประมาณ 20% ของคนทั้งหมด (ประมาณ 200 คนได้) แทบจะไม่ได้กินอะไรเลย ในขณะที่ก็ต้องจ่ายคนละ 50 ยูโร แต่ผิดคาด ที่ไม่มีใครบ่นหรือเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเลย คุณเบิร์ตบอกว่า เงินที่ได้จากบุฟเฟ่ต์ หักค่าใช้จ่ายแล้ว เค้าจะเอาเก็บไว้ใช้ในการประชุมครั้งหน้า วันสุดท้ายเค้ามีการประมูลของกันด้วย ได้เงินเยอะพอดู ก็เก็บไว้ใช้จัดงานคราวหน้าเหมือนกัน

เรายังมีเวลาอีกวันในเวียนนา พรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวกันต่อ

✈ วันนี้ ณ เวียนนา

Monday, August 27th, 2007

27 สิงหาคม 2550

mozart.jpg

บันทึกคราวที่แล้วยังไม่ทันจะเสร็จเลย ขอข้าม shot มาเวียนนาก่อน เพราะตอนนี้ยังพิมพ์สดอยู่ที่นี่ สด สดจริง ๆ ไหม่ได้โม๊!

แอร์โฮสเตสในชุดสีแดงแจ๊ด ตั้งแต่หัวจรดเท้า เข็นรถบริการหนังสือพิมพ์มาตามทางเดิน บนเครื่องบินของสายการบินออสเตรียนแอร์ไลน์

“รับหนังสือพิมพ์มั้ยคะ” แอร์สาวสวยผมสีทอง ยิ้มละไมอย่างที่ถูกเทรนมาอย่างดี
“มีหนังสือภาษาอังกฤษมั้ยคะ” ฉันมองหาหนังสือที่น่าอ่านฆ่าเวลาบนเครื่อง น้องแอร์เหลือบไปดูที่รถเข็น แล้วก็ยิ้มเจื่อน ๆ บอกว่ามีแต่ วอลล์สตรีทเจอร์แนล ที่เป็นภาษาอังกฤษ นอกนั้นเป็นภาษาเยอรมันหมด เอาวะ วอลล์สตรีท ก็ วอลล์สตรีท

นั่งทนอ่านไปได้ 3 นาที แทบปิดไม่ทัน หนังสือพิมพ์อะไรช่างซีเรียส และน่าเบื่อปานนี้หว่า

นั่งไปหาวไปจนน้ำตาเล็ด จากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม ใช้เวลาบินหนึ่งชั่วโมง ยี่สิบนาที ทำให้มีเวลาเสิร์ฟอาหารจำกัด อาหารที่เสิร์ฟเลยเป็น snack ถาดเล็ก ๆ (ลาซานญ่าผักโขมอบชีส) ขนมปังคนละก้อน (น้องแอร์เดินถือตะกร้าขนมปังมาให้หยิบกันเองเลยนะ อุ่นๆ) กับเครื่องดื่มหนึ่งแก้ว

Austrian Airline food

ในที่สุด พี่กัปปิตัน ก็พาเรามาถึงสนามบิน Flughafen Wien ของกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ตอนนี้เกือบบ่ายสองพอดี

เนื่องจากเป็นทริปธุรกิจ(ของชาวบ้านเขา) เราได้แต่อาศัยมาเที่ยวด้วย บริษัทคุณเบิร์ตจ่ายค่าที่พักให้ สบายไป เราได้ห้องพักที่ โรงแรมวิลเฮล์มสฮอฟ เกิดมาไม่เคยพักโรงแรมหรูขนาดนี้ ให้ตายเถอะโดเรม่อน ! จริงๆห้องที่จองไว้เป็นห้องธรรมดา แต่ด้วยความจำเป็น โรงแรมได้ให้ห้องของเรากับแขกคนอื่นไปแล้ว ห้องธรรมดาเต็มหมด เราเลยได้ห้องใหญ่กว่าที่จองไว้แทน แบบนี้ไม่บ่นอยู่แล้ว อิอิ

สนนราคาห้องพัก (ซูพีเรีย) ที่นี่คือคืนละ 150 ยูโร!! (โอ มายพระพุทธเจ้า เงินขนาดนั้น ฉันอยู่ได้ประมาณสองอาทิตย์ที่ยุโรป) แต่ไม่ได้จ่ายเอง ก็โอเคอะนะ

โรงแรมนี้อยู่ใกล้ พราเตอร์ (Prater) ที่ก็คือสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ที่เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวเวียนนามาช้านาน เมื่อก่อนเคยเป็นที่สำหรับล่าสัตว์สำหรับพวกเชื้อพระวงศ์ด้วย แม้แต่โมสาร์ทก็ยังมาชอบนั่งเล่น ชิว ชิว ที่นี่

ช่วงเทศกาลใหญ่ ๆ อย่างอีสเตอร์ หรือ คริสต์มาสต์ ชาวเวียนนากว่าครึ่งของทั้งเมืองก็ว่าได้ มักจะมารวมตัวกันที่นี่ คงจะเหมือนที่คนไทยชอบไปลานเซ็นทรัลเวิร์ลด์พลาซ่า ไม่รู้ทำไม

นอกจากจะเป็นสวนสาธารณะแล้ว พราเตอร์ ยังเป็นสวนสนุกกลางแจ้ง มีเครื่องเล่นมากกว่า 200 ชนิด ตั้งแต่สิว ๆ เช่น รถบั๊มบ์ ม้าหมุน บ้านผีสิง ไปจนถึงเครื่องเล่นอลังการอย่างโรลเลอร์โคสเตอร์ สุดยอดซูเปอร์เกลียวตีลังกาพันแปดร้อยสี่สิบเอ็ดรอบ (มั่ว มั่ว) มีสํญลักษณ์ที่เห็นได้แต่ไกลคือ ไอ้เจ้าชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่ อายุเก่าแก่อยู่คู่เวียนนามาตั้งแต่ปี คศ 1879 ที่ดูยังไงก็เหมือนล้อจักรยานยักษ์ ที่มีตู้คอนเทนเนอร์สีแดงแขวนไว้รอบ ๆ ฉันไม่ได้ขึ้นกะเขาหรอก เพราะไม่ชอบความสูง เหอๆๆๆๆ แต่ถ้าจะขึ้นก็ซื้อตั๋วได้ในราคา 9 ยูโร ต่อหนึ่งรอบ ส่วนเครื่องเล่นอื่น ๆส่วนมากค่าตั๋วจะอยู่ประมาณ 3-4 ยูโร

เรานั่งรถไฟใต้ดิน หรือ U-Bahn สาย U1 จาก สถานี Praterstern ไปที่สถานี Stephanplatz ที่เป็นที่ตั้งของวิหารเป็นที่รู้จักโด่งดังที่สุดของเวียนนา คือ Stephansdom ที่นี่เป็นที่ที่โมสาร์ทเข้าพิธีแต่งงาน และ สุดท้าย ก็เป็นที่ทำพิธีศพของเขาด้วย…

Stephansdom หรือ วิหารเซนต์สตีเฟ่น ถ้าออกเสียงเป็นภาษาอังกฤษ.. สร้างขึ้นในปี คศ 1147 สร้างไป ต่อเติมไป ไป ๆ มา ๆ ก็ปาเข้าไปหลายร้อยปี ! การบูรณะต่อเติมครั้งใหญ่คือช่วงปี คศ 1511 การสร้างโบสถ์ที่มีรายละเอียดอลังการ มักกินเวลามากและค่าใช้จ่ายก็แพงมากด้วย และด้วยรายละเอียดในที่อัดแน่นอยู่ในทุกอณูของโบสถ์แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่จนถึงทุกวันนี้ Stephansdom ก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ จุดเด่นของ Stephansdom คือหลังคา ที่มีลวดลายสีสันสดใส เขาบอกมาว่า ได้แรงบันดาลใจมาจากลายพรม ซาราเซ็น ของอาหรับ
Stephansdom, Vienna

การมาเยือนเวียนนา แทบทุกคนต้องไปเยือน Stephansdom แห่งนี้ การเข้าชมนั้นเข้าฟรี แต่เข้าได้เฉพาะบริเวณที่กั้นไว้สำหรับนักท่องเที่ยว ถ้าจะเดินชมด้านใน พร้อมไกด์ ก็มีบริการที่ด้านในของโบสถ์ นอกจากจะเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวแล้ว Stephansdom ยังคงเป็นแหล่งพึ่งพิงทางใจ ของชาวคริสเตียนในเวียนนาเหมือนวัดพระแก้วของเรา ฉะนั้นเวลาเข้าไปเยี่ยมชมก็ควรสำรวมนิดนึง

เมื่อวานยังไม่ได้เข้าไปทัวร์กะเค้า เลยได้แต่เดินดูด้านใน ถ้ามีเวลา (และมีตังค์) จะพาไปดูด้านในแบบเจาะลึกซักรอบ

ลานด้านหน้า Stephansdom นั้นโล่งกว้าง เหมาะแก่การเตะตะกร้อเป็นอย่างยิ่ง แต่ตะกร้อคงยังไปไม่ถึงออสเตรีย เลยไม่เห็นใครเล่น :-P แต่บริเวณนี้ก็ยังมีกิจกรรมหลากหลาย ตั้งแต่คาเฟ่รอบ ๆ ที่มีโต๊ะเรียงราย เหมาะแก่การนั่งจิบกาแฟ มองดูผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา เนื่องจากเป็นแหล่งรวมนักท่องเที่ยว เลยทำให้ลานนี้ดึงดูดนักแสดงข้างถนนทั้งหลาย มาแสดงเปิดหมวกกันอีกด้วย มีตั้งแต่การแสดงแบบเบสิค เช่น การทาหน้าทาตาด้วยสีขาว หรือทอง บางคนก็ทำเป็นสีเขียวสนิม ๆ (ตั้งใจทำมาจากบ้านเลยนะเนี่ย) แล้วยืนแข็งทื่อเป็นหุ่นให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูป หุ่นบางตัวแต่งตัวเป็นโมสาร์ท (หนีบไวโอลินมาเองด้วยนะเฮ้ย) บางตัวก็เป็นสฟิงส์ (ไม่ค่อยจะเกี่ยวกะออสเตรียเท่าไหร่มั้ง)

Street Performer

แต่ละคนยืนได้นิ่งบ้างไม่นิ่งบ้าง แต่ลองไปทำแบบนี้หน้าวัดพระแก้วดิ คงต้องหามส่งโรงพยาบาลศิริราชกันตั้งแต่ยืนได้แต่ 10 นาทีแล้ว เพราะเป็นลมแดดซะก่อน :-P

หากเดินเตร็ดเตร่รอบ ๆ สเตฟานส์ดอม อย่าเดินเหม่อ อาจถูกม้าเหยียบได้ (แต่ไม่ต้องกลัวเหยียบขี้ม้า เพราะไม่มีให้เห็นตามพื้นถนนเลย สะอาดมาก) เพราะบริเวณนี้รถม้าที่มีไว้สำหรับให้บริการนักท่องเที่ยว วิ่งกันให้ครึ่ก (นี่มันก๊อปเมืองลำปางมาเห็น ๆ เลยนี่หว่า) รถม้าที่นี่เรียกว่า Fiaker (เฟียะเกอร์) ค่าขึ้นไปนั่งเล่นชมเมือง 20 นาที ประมาณ 40 ยูโร บวกทิปอีกนิดหน่อย แล้วแต่ความพอใจ

นอกจากจะอุดมไปด้วยรถม้าแล้ว ท่านจะได้เดินกระทบไหล่กับโมสาร์ท (รับรองว่าได้กระทบมากกว่าสี่คน แถว ๆ นั้น) คือเค้ามาโปรโมทตั๋วคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิค ซึ่งซื้อกับเค้าที่นี่ หรือไปซื้อที่ที่แสดงเลย ก็ราคาเท่ากัน

Fiaker

เวียนนาไม่เป็นสองรองใครเรื่องดนตรีคลาสสิค ออสเตรียเป็นบ้านเกิดของนักประพันธ์ระดับโลกมากมาย เช่น โมสาร์ท, บราห์ม, ชูเบิร์ต, โยฮันสเตราส์ ฯลฯ ทำให้การเข้าไปนั่ง (หรือยืน) ฟังและชมดนตรีคลาสสิคดี ๆ ที่เวียนนาเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้สำหรับคนทุกระดับ ไม่ใช่ว่าจัดเฉพาะเป็นการกุศล เพื่อให้คุณหญิงคุณนายใส่เครื่องเพชรมาโชว์กันในงานกะลาดินเนอร์ ที่มีดนตรีคลาสสิคแกล้มนิด ๆ หน่อย ๆ เหมือนบางประเทศ (เอ๊ะ ประเทศไหนฟระ ? คิดไม่ออก)

ตั๋วคอนเสิร์ตที่นี่มีตั้งแต่ราคาไม่ถึง 3 ยูโร ซึ่งเป็นตั๋วยืน ไปจนถึงราคาหลายร้อยยูโร แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนได้รับเหมือนกันคือ การได้ฟังดนตรีคลาสสิคระดับโลก ได้สัมผัสโอเปร่าแท้ ๆ ที่เล่นกันสด ๆ แต่ก็เนี้ยบมากราวกับออกมาจากเครื่องเล่นซีดี ! นักร้องโอเปร่าไม่มีการใช้ไมค์ แต่ร้องกันสด ๆ และผู้ชมหลายพันคนในคอนเสิร์ตฮอล์ก็สามารถได้ยินทั่วถึง ไม่รู้เขาทำได้ยังไง

การซื้อตั๋วยืน ไปซื้อได้หนึ่งชั่วโมงก่อนเปิดม่าน ส่วนมากที่จัดแสดงจะมีออฟฟิศขายตั๋วอยู่ด้านหน้า (หรือด้านข้างอาคาร) การเข้าไปยืนนั้นก็ไม่ใช่ว่า เข้าไปยืนเบียด ๆ กัน ชะเง้อกันอย่างกับคอนเสิร์ตงานแฟตแต่อย่างใด แต่บริเวณ “ยืน” นั้นถูกจัดไว้อย่างเป็นสัดส่วน และเป็นขั้นบันได ลดหลั่นกันไป ทำให้ทุกคนได้เห็นการแสดงชัด ๆ กันทุกคน ไม่ว่าราคาตั๋วของคุณจะ 3 ยูโร หรือ ร้อยยูโร

Ltittle Mozart

นี่คือข้อดีของเวียนนา ที่คนทุกระดับสามารถเข้าถึงดนตรีคลาสสิคได้แบบไม่ยากเย็น หลังจบคอนเสิร์ต เราจะได้เห็นกลุ่มผู้ชมทยอยออกจากฮอลล์ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม บางกลุ่มแต่งตัวไฮโซ ชุดเดรสสีดำเรียบหรู แต่ก็เดินปะปนกันแบบไม่ขัดเขินกับนักเรียนดนตรี ที่มาในชุด รองเท้าผ้าใบ กางเกงยีนส์ เสื้อยืด..

ถึงมีงบการเงินจำกัด เวียนนาไม่เคยใจร้ายกับคนรักดนตรีคลาสสิค

เรามีโอกาศได้เข้าไปชมคอนเสิร์ต State Opera House and Musikverein. Mozart and Strauss music ที่จัดที่โอเปร่าเฮาส์ของเวียนนา ซึ่งราคาตั๋วมีตั้งแต่ 39 – 72 ยูโร (และ 220 ยูโร สำหรับตั๋ว V.I.P) และอย่างที่บอกไว้ข้างบน เวียนนาไม่เคยทำให้คนงบน้อยต้องผิดหวัง เราซื้อตั๋วยืนมาสองใบในราคาใบละ 19 ยูโร ซึ่งถือว่าไม่แพงสำหรับการแสดงที่ค่อนข้างใหญ่

นักดนตรีทยอยออกมาบนเวทีตรงตามเวลา ทุกคนอยู่ในเครื่องแต่งกายแบบโบราณ เลียนแบบมาจาก ศตวรรษที่ 17 เสื้อมีระบายตรงช่วงคอลงมา เสื้อนอกหางยาว กางเกงยาวถึงแค่เข่า ที่สอดทับด้วยถุงเท้าสีขาว และ ใส่วิกผมยาวสีขาว รวบไว้ที่ท้ายทอยและผูกโบว์แบบที่นิยมกันในยุคของโมสาร์ท

คอนเสิร์ตใช้เวลาแสดง 2 ชั่วโมง … 2 ชั่วโมง กับเพลงที่ประพันธ์โดยอัจฉริยะด้านดนตรีอย่างโมสาร์ท รีเควียม, โอเปร่าที่เราคุ้นหูกันดี ถูกทยอยนำมาแสดงชนิดที่ว่าดูกันคุ้มไปเลย ตอนหนึ่งเป็นการแสดงที่ชื่อ Die Zauberflöte หรือ The Magic Flute ที่ฉันเคยได้เข้าไปชมครั้งหนึ่งที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่นักแสดงเป็นชาวไทยทั้งหมด แต่ร้องเป็นภาษาเยอรมัน ซึ่งถึงไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้โอเปร่า ก็อดขนลุกไม่ได้ เพราะแต่ละคนเสียงมีพลังมาก ๆ

การแสดงดนตรีคลาสสิค มักจะออกไปทางน่าเบื่อ ถ้าไม่ได้ชื่นชอบขนาดเข้าขั้นจริง ๆ Conductor หรือวาทยากร รวมไปถึงนักดนตรีมักจะดูเคร่งขรึม ซีเรียสกับการบรรเลงดนตรี เล่นกันจนเหงื่อไหลไคลย้อย คิ้วชนกันตลอด แต่คอนเสิร์ตนี้ไม่เป็นแบบนั้น ค่อนข้างจะสนุกทีเดียว วาทยากร หันมาเล่นกับผู้ชมเป็นระยะ ผู้ชมได้มีส่วนร่วมในการปรบมือตามจังหวะ ตบเบา ๆ ตบแรง ๆ แล้วแต่วาทยากจะหันมาเล่น บางคนตบเกิน ก็ได้ฮากันทั้งฮอล์ อาจจะเป็นเพราะ เป็นการแสดงที่อุทิศให้กับโมสาร์ท ถ้าลองฟังโน้ตในบทประพันธ์หลาย ๆ ชิ้นของเขา จะได้ยินลูกเล่น จิ๊ก ๆ จั๊ก ๆ แบบคนขี้เล่น แทรกอยู่ตลอด ขนาดพระเจ้าโจเซฟที่สองยังเคยตรัสกับโมสาร์ทว่า

“ดนตรีของเจ้านี่ช่างสวยงามเกินกว่าหูเรากระมัง ตัวโน้ตนั้นก็ช่างมากมายยุ่งขิง โมสาร์ทเอ๋ย”
ซึ่งโมสาร๋ทก็ทูลกลับว่า
“หามิได้พ่ะยะค่ะ ตัวโน้ตพวกนี้ หม่อมฉันตั้งใจใส่เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ฝ่าพระบาท”

ฉันจินตนาการหน้าของโมสาร์ที่กำลังยิ้มกรุ้มกริ่มได้ชัดเจน หากใครยังไม่ได้ดูหนังเรื่อง Amadeus แนะนำให้ไปหามาดู และจะอดหัวเราะ และร้องไห้ไปกับโมสาร์ทไม่ได้ น่าเสียดาย ที่อัจฉริยะ มักจะอายุไม่ยืน…
และแน่นอนว่าคอนเสิร์ตนี้ ปิดท้ายด้วย บลูดานูป ของสเตราส์ ที่ทุกคนคงเคยได้ยินผ่าน ๆกันมาบ้าง (ลองฟังไฟล์แบบ midi ที่นี่)

Vienna Opera house

คืนนี้อากาศไม่เย็น เราเดินกันสบาย ๆ ในเสื้อยืด กางเกงยีนส์ แวะกินซูชิราคาประหยัด (ถาดละ 5 – 7 ยูโร) ที่สถานีรถไฟใต้ดินติดกับโอเปร่าเฮาส์ ที่ฮาคือติด ๆ กันกับร้านซูชิ มีบริการห้องน้ำสาธารณะ Opera Toilet ! มันก็คือห้องน้ำธรรมดานี่แหละ ที่เวลาจะเข้าไปใช้ต้องหยอดเหรียญแล้วดันที่กั้นเข้าไปด้านใน ห้องน้ำสาธารณะปรกติ ค่าใช้จะประมาณ 30 เซ็นต์ แต่นี่มันคือ Opera Toilet ! ที่คุณสามารถทำธุระไปด้วย และฟังโมสาร์ทขับกล่อมไปด้วยพลาง ๆ อาาาาา …. คุณได้มาถึงเวียนนาแล้วจริง ๆ แม้แต่ส้วม ยังมีดนตรีคลาสสิค !

แต่ประทานโทษนะ ห้องนึง เปิดเข้าไป .. ใครไม่รู้ เข้าส้วม (หนักด้วยอะดิ) แล้วไม่กดน้ำ แบบนี้ต่อให้โมสาร์ทก็ โมสาร์ท เหอะ ขุดเอาโอเปร่าไหนมาก็เอาไม่อยู่ อ้วกแทบพุ่ง

ปล. รูปจะตามมา (อีก) เร็ว ๆ นี้หนิ ตอนนี้ยังไม่ได้ export จ้ะ ขอตัวออกไปกินข้าวกลางวันก่อน แล้วจะพาเที่ยวเวียนนาต่อจ้า

✈ Road Trip 3 ประเทศ ตอนที่สอง

Sunday, August 19th, 2007

เย้ นอนในครัว ที่ ฮัมบูร์ก

HAMBURG
Was hamburger invented here?

เราขับรถมาได้ครึ่งของอุโมงค์ เห็นแสงสว่างจ้ารอเราอยู่ข้างหน้า ในที่สุดเราก็มาถึงเมืองฮัมบูร์ก เยอรมนีซะที ขับรถกันหลังขดหลังแข็งมาหลายชั่วโมง

เป็นที่ถกเถียงกันมาตลอดทางว่า ตกลงเราควรจะออกเสียง Hamburg ว่าอย่างไรดี ภาษาอังกฤษนี่เป็นภาษาที่ใช้ไม่ค่อยจะได้เอาซะเลย เมื่อมาถึงการอ่านออกเสียงภาษาที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ เพราะมันดันไม่มีกฎตายตัว ตัว u ในบางคำออกเสียง อู แต่ในบางคำออกเสียง อัง (เช่น Bun อ่านว่า บัน แต่ทำไม Bus อ่านว่า บัส? ทำไมไม่อ่านว่า บุส? แต่ Bush อ่านว่า Bush ทำไมไม่อ่าน บัช?) เป็นที่น่าเหนื่อยหน่ายเป็นอย่างยิ่ง

แต่ภาษาดัชท์ และเยอรมันดีอย่าง นอกจากแกรมม่าที่สามารถทำให้เราผมหงอกได้ภายในสามวันเจ็ดวันแล้ว อย่างแล้ว U มันก็เป็น เสียง อู เสมอ.. A ก็เป็นเสียง อะ เสมอ หลายคนอ่านจะเริ่มหงุดหงิด คิดในใจว่า ตกลงเจ๊จะบอกได้หรือยังว่า สรุปแล้ว Hamburg มันอ่านออกเสียงอย่างไรกันแน่เล่า เอ๊อ!

ไม่รู้จะเอาสระอะไรมาผสมกันดี แต่ออกเสียงกึ่งๆ กันระหว่าง อู กับ​ โอ คล้ายๆ ฮัมโบว์ก แต่ที่แน่ ๆ ไม่ออกเสียงว่า ฮัมเบิร์ก ชัวร์ และไม่ใช่ แฮมเบิร์กด้วย จะห่อปาก เผยอปากเผื่อออกเสียงอย่างไรนั้น เนื่องจากอิฉันไม่ได้จบปริญญาทางทางภาษาดอยช์ จึงขอข้ามไป ก่อนจะออกทะเลนอกเรื่องไปมากกว่านี้ เอาง่าย ๆ ในที่นี้จะขอใช้ฮัมบูร์กก็แล้วกัน (เอาตัวรอดไปได้อย่างหน้าด้าน ๆ แบบนี้แหละ หุๆๆๆ)

ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ทุกวันนี้ว่า แฮมเบอร์เก้อร์ (Hamburger) ชิ้นแรกของโลก ได้ถูกทำขึ้นที่เมือง Hamburg นี้หรือไม่ แต่ชาวเมือง Hamburg เอง ก็เรียกว่าชาว ฮัมเบอร์เก้อร์ (กร๊าก ขอโทษที่ต้องแอบฮา ก็มันตลกหนิ) แต่ฝรั่งมังค่าเขาก็ว่ากันว่า เจ้าขนมปัง มีไส้เป็น(เอ้อ..เศษ)เนื้อ อยู่ตรงกลาง ได้ถูกตั้งชื่อขึ้นตามชื่อเมือง Hamburg นี้จริง ๆ นะเอ้า

อีกสื่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดตั้งแต่เริ่มเข้าเขตเมือง ก็คือท่าเรือขนาดใหญ่ของฮัมบูร์ก ก็เพราะเมืองนี้เป็นเมืองท่าที่สำคัญที่สุด แห่งหนึ่งของเยอรมนีและยุโรป เมื่อปี คศ 1241 ฮัมบูร์กได้เข้าเป็นสมาชิกของ ฮันซีติก ลีก ซึ่งครอบคลุมกิจการเทรดดิ้งของยุโรปตอนเหนือแบบแทบจะผูกขาด ทำให้เมืองนี้ดึงดูดธุรกิจการค้าการลงทุนมากมาย จนได้ฉายาว่าเป็น ประตูสู่โลก หรือ The Gate to The World ซึ่งก็เป็นที่มาของตราสัญลักษณ์ของเมืองที่เป็นรูป ประตู มียอดปราสาทสามยอด ที่ก็ยังใช้มาถึงปัจจุบันนี้และมีให้เห็นทั่วไปในเมืองฮัมบูร์ก

Lucky Friend No.1 : Fabian

การขับรถข้ามประเทศกันเป็นว่าเล่นในประเทศสมาชิก EU นี้ เป็นเรื่องปรกติธรรมดายิ่งกว่าการอาบน้ำแปรงฟันเสียอีก ทำให้ประชาชนผู้มีรถขับได้เอ็นจอยฮอลิเดย์กันเป็นอย่างมาก เพราะหยุดสุดสัปดาห์ที ก็ขับรถข้ามประเทศกันเล่น ๆ ซะที ยิ่งหน้าร้อนแล้ว ไฮเวย์ของยุโรปเต็มไปด้วย เหล่า “รถบ้าน” มีข้างในตกแต่งหรูหรา มีห้องครัวห้องน้ำเสร็จสรรพ ที่เหลือก็แค่เอามันห้อยท้ายรถ แล้วก็ลากไปจอดที่แคมป์ไซต์ที่ไหนก็ได้ในยุโรป อาจจะมีจักรยานเท่าจำนวนคนในครอบครัวห้อยติดไปด้วย จอด “บ้าน” เสร็จก็พากันออกไปขี่จักรยานรอบ ๆ เด็ก ๆ อาจจะไปเล่นน้ำในทะเลสาป คุณลุง คุณพ่อก็อาจจะไปตกปลา ป้า ๆ แม่ ๆ ก็ไปตั้งวงเล่นไพ่นกกระจอก (เฮ่ย นั่นมันเมืองไทยแล้ว!555) เรียกว่า มองไปทางในก็เห็นแต่ไอ้เจ้ารถบ้านและจักรยานละลานตาไปหมด

แต่เนื่องจากเราไม่มีรถบ้านกะชาวบ้านเค้า ก็เลยริเริ่มโครงบ้าน “บ้านเพื่อน ก็เหมือนนอนบ้านเรา” แทน หลักการก็มีง่าย ๆ คือ อีเมล์ไปหาเพื่อนผู้โชคดี ว่าใครจะได้แจ็คพอค ถูกมัดมือชกให้เราไปนอนบ้านก่อนคนอื่น

ผู้โชคดีคนแรกคือ น้องฟาเบียง :-D
ฉันรู้จักฟาเบียง (หรือชื่อเล่นที่คุณครูสอนภาษาไทยของฟาเบียง ตั้งให้ว่า “น้องฟา”) เมื่อปีที่ผ่านมาเมื่อน้องฟามาเที่ยวเมืองไทย น้องฟารักเมืองไทยมาก ขนาดว่าเลือกเรียนเอกภาษาไทยในมหาวิทยาลัยที่ฮัมบูร์ก มาเมืองไทยก็พยายามใช้ภาษาไทย อ่านเขียนภาษาไทย แต่ไม่ยักกะมีแฟนคนไทย แฟนน้องฟาเป็นสาวเยอรมันผมบลอนด์ที่ตอนน้องฟามาเมืองไทยครั้งนั้น เธอไม่ได้มาด้วยเพราะติดเรียนอยู่ที่บาวาเรีย

ฉันกับน้องฟามีความสนใจเหมือนกันอยู่สองสามอย่าง คือ เรื่องการถ่ายถาพ เรื่องท่องเที่ยว และเรื่องกิน ! 555 แต่พระเจ้ามักไม่ค่อยเป็นธรรม ฟาเบียงกินมากเท่าวัวทั้งฝูงจะสามารถกินได้ แต่ยังตัวก็ยังเท่าถั่วงอกเหมือนเดิม ในขณะที่ฉันก็โตเอา โตเอา (รอบเอวน่ะนะ)

ตอนแรกก็ไม่เคยคิดว่าจะได้ไปเจอน้องฟาที่ฮัมบูร์กแต่อย่างใด แต่ดู ๆ แล้ว มันขับรถไปทางนั้นได้ถ้าเราจะไปเดนมาร์ก น้องฟาก็เลยถูกหวย ได้เราไปนอนที่บ้านเป็นคนแรก ฮาาาา

ฉันส่งอีเมล์นัดหมายเรียบร้อย ได้ที่อยู่มาเรียบร้อย ลอง search หาจาก http://maps.google.com (Google Maps ฉลาดจัดมาก หาอะไรก็เจอ เจ๊ไม่อยากจะเชื่อเลย) จัดที่อยู่ใส่เจ้าอุปกรณ์ที่แสนจะมีคุณอนันต์ ​(แต่บางกรณีก็โง่มหันต์) อย่างไอ้เจ้า GPS ให้มันนำทางเราไปสู่เยอรมนี และสู่บ้านน้องฟาเบียงได้ในที่สุด

Greek Restaurant

ตอนนี้เรายืนกันอยู่หน้าอพาร์ทเมนต์ฟาเบียง เดินไปเช็คดูป้ายชื่อหน้าประตู นามสกุลน้องฟาเบียงแน่นอน ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ฟาเบียงล่ะอยู่ไหน ไม่มีใครรู้ โทรไปก็ไม่ยักกะมีคนรับสาย เลยเขียนโน้ตทิ้งไว้ที่หน้าประตู แล้วออกไปเดินเล่นรอบ ๆ

แถวนั้นร่มรื่นดี มีต้นไม้สองข้างทางแทบทุกที่ และอากาศเย็นกำลังดี แต่ตอนนี้ชักจะหิวแล้วอะดิ เราเลยเดินหาร้านอาหารกัน ซึ่งมันก็ไม่ค่อยจะมีอะไรเปิดเท่าไหร่แถวนั้น มีแต่คาเฟ่แบบที่ลุง ๆ เค้าไปนั่งทอดหุ่ยกัน คุณเบิร์ตก็ไม่ค่อยจะอยากรับประทานซักเท่าไหร่

เดินวนไปวนมาแถวนั้น เห็นไอ้เจ้าพื้นคอนกรีตยกสูงประมาณซักสองคืบเห็นจะได้ และล้อมด้วยรั้วเหล็กตาห่าง ๆ ทำให้เราสงสัยว่า เค้าจะไปไว้ทำไมกันเนี่ย ตะไคร่ขึ้นเต็มไปหมด หรือว่าจะทำไว้ให้คนมาปิ้งบาร์บีคิวเล่น? ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะมันอยู่ริมถนนเลย และเห็นหลายอันแล้ว หันไปถามคุณเบิร์ตว่ามันคืออะไร เพราะภาษาดัชท์ กับเยอรมัน นั้นใกล้ ๆ กัน พอจะอ่านออก
“ไม่รู้อ่ะ”
โอ้ ขอบคุณมาก (-_-”) ช่างมีประโยชน์จริงๆ
“เอ๊ะ แต่เดี๋ยวก่อน เฮ้ย มันมีบันไดทางลงด้วยฟร่ะ!!” เออจริงด้วย เหมือนห้องใต้ดิน
คุณเบิร์ตยื่นจมูกเข้าไปอ่านป้ายที่ติดไว้ข้างใน
“เอ้ยยยยยย มันคือหลุมหลบภัย!!”
“เจงงงงเด้ โห อยากดูข้างใน”
“บ้า เค้าไม่ให้เข้าแล้ว เนี่ยล็อกไว้ แต่ถึงไม่ล็อก พี่ก็ไม่ลงหรอกนะ สยอง” (ลืมบอกไป คุณเบิร์ตชอบแทนตัวเองว่า “พี่” สงสัยชาติที่แล้วคงเป็นคนไทย ดีเหมือนกัน จะได้คล้องกับน้องฟา เหอๆ)

แต่ดูแล้วมันก็สยองจริงๆ มืด ๆ เย็น ๆ มีเสียงน้ำหยดดังดิ๋ง ๆ แถมไม่รู้ว่า สมัยสงครามนั้น หลุมหลบภัยพวกนี้ ทำหน้าที่ของมันได้ดีแค่ไหน มีอะไรเคยเกิดขึ้นข้างในบ้างก็ไม่รู้

วนเวียนกลับมาที่เดิม มีร้านอาหารกรีกเปิดอยู่หัวมุมถนน เนื่องจากเราสองคน หิวมากขนาดที่ว่าแทบจะกินควายไบซันได้ทั้งตัว ก็เลยตัดสินใจเข้าไปนั่งรอในร้านและสั่งอาหารมากินล่วงหน้าไปก่อน ฉันสั่ง Schnitzel มากินเหมือนประชด เพราะมันเป็นอาหารที่โค๊ตรรรจะเยอรมันเลย ไม่ได้กรีกตามร้านเลยซักนิด และตามด้วยเบียร์สัญชาติฮัมบูร์กคือ Astra ที่มีโลโก้น่ารักจุ๋มจิ๋ม รูปหัวใจและสมอเรือ

ฟาเบียงก็ยังไม่กลับ เอ๊ะ หรือมันจะหนีเอาตัวรอดไปก่อนเรามาฟระ? รอนาน ชักกระวนกระวาย ดีที่เราหนีบน้องแอ๊ปเปิ้ลมาด้วย เลยแงะขึ้นมาเช็คอีเมล์เก่าอีกที ว่าเบอร์ถูกหรือเปล่านี่ ที่แท้ เบอร์ที่เราเพียรโทรไปนั้นเป็นเบอร์บ้าน ดีนะ ที่มันให้เบอร์มือถือมาในอีเมล์ด้วย เลยโทรไปเบอร์มือถือแทน คราวนี้ฟาเบียงรับสายหลังจากที่สัญญาณดังเพียงสองตู๊ด (หลายตู๊ดไม่ไหวนะ สยิว อิอิ)

“เฮ่ย ถึงแล้วเรอะ!!”
“ถึงแล้ว ๆ หิวแล้วด้วยอ่ะ เมื่อไหร่กลับบ้านเนี่ยยยยย”
“เสร็จงานแล้วล่ะ อีก 15 นาทีเจอกันนะ อยู่ที่ไหนน่ะ”
“ร้านอาหารกรีกตรงหัวมุมบ้านหนูน่ะแหละ”
“อ๋ออออ เออโอเค กำลังไป”

แล้วฟาเบียงก็ได้พิสูจน์ว่า อย่าได้ทำเรื่องเวลาเป็นเรื่องเล่น ๆ กับคนเยอรมัน เพราะฟาเบียงก็มาถึงภายใน 15 นาทีเป๊ะจริง ๆ เหอๆๆๆ ผมยังม้วนเป็นหมูหยอง น่ารักน่าชังเหมือนเดิม ! ฉันแนะนำให้ฟาเบียงกับเบิร์ตรู้จักกัน สั่งเบียร์มาเพิ่ม

“นี่ บ้านผมอยู่ครงนี้ยังไม่เคยเข้าเลยนะร้านนี้เนี่ย ขนาดว่าเดินผ่านทุกวันเนี่ย”
“อ่าวนี่ไง ได้เข้ามาแล้วไง ฮ่าๆๆๆ”
“อือจริง คือปรกติร้านนี้จะมีแต่พวกขาประจำ ลุงๆป้าๆ บางทีนั่งกินอยู่ดี ๆ ก็ลุกขึ้นมาวอลท์กันซะงั้นน่ะ มีบ่อย ๆด้วย”

ยังไม่ทันขาดคำ คุณลุงกับคุณป้าโต๊ะข้างหลังก็ลุกเดินมาเต้นจังหวะสโลว์จริง ๆ แปลกดี แต่ก็น่ารักไปอีกแบบ

Check-in ห้องครัว

ฟาเบียงช่วยเราถือสัมภาระที่ก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากเป้หนึ่งใบ ถุงนอน และ แลปท็อป ขึ้นมาที่อพาร์ทเมนต์ ฟาเบียงแชร์อพาร์ทเมนต์ขนาดสองห้องนอนนี้กับเพื่อนจากมหาวิทยาลัยอีกคน ซึ่งตอนนี้ยังไม่กลับ

“ข้างนอกมันอาจจะดูซกมกหน่อยนะ แต่ข้างในค่อนข้างโอเคเลยล่ะ”

ฟาเบียงออกตัวไว้ก่อน เมื่อพาเราเดินผ่านทางเดินระหว่างร้านตัดผมและออฟฟิศ ประตูทางเข้าอพาร์ตเมนต์นั้นอยู่ด้านหลังของอาคาร ที่ค่อนข้างชื้นและเย็น ทำให้เป็นที่ชื่นชอบและกลายศูนย์ปาร์ตี้สังสรรค์ย่อม ๆ ของเหล่าหอยทากน้อยใหญ่

ห้องของฟาเบียงที่ชั้นสี่ ขนาดกะทัดรัดพอดีสำหรับคนอยู่ 2-3 คน ห้องน้ำค่อนข้างเล็ก ความลึกแค่พอดีอ่างอาบน้ำ, ส้วม และ ตู้ลิ้นชักหนึ่งตู้ ราวตากผ้าแบบพับเก็บได้ บนผนังห้องน้ำ เต็มไปด้วย โปสเตอร์รูปภาพผัก ผลไม้ มีภาษาไทยและภาษาอังกฤษกำกับ แบบที่เราใช้เรียนภาษาอังกฤษกันตอนเด็ก ๆ น่ะนะ แต่ฟาเบียงเอาไว้เรียนภาษาไทย กลางห้องน้ำมีผ้าเช็ดตัวที่พับซ้อนกันไว้เป็นตั้ง ๆ ชวนให้สงสัยว่า หนุ่มๆ อยู่กันแค่สองคน แต่มีผ้าเช็ดตัวสะอาดเรี่ยม หลากสีสันตั้งเรียงกันมากกว่า 10 ผืนนี่นะ หรือว่าซื้อมาตอน sale หรือไงก็ไม่รู้ แปลกดี

ส่วนห้องนอนมีสองห้อง ห้องของฟาเบียงอยู่ด้านหลังติดกับสวน และห้องรูมเมทติดกับห้องครัว ซึ่งห้องนอนนี้กว้างขวางดีทั้งสองห้อง และห้องสุดท้ายคือห้องครัว ซึ่งเป็นที่ที่เราจะนอนนี่แหละ

ใช่แล้ว เราจะนอนในห้องครัว ฮ่าๆๆๆ

ในครัวมีโซฟาอยู่ตัวหนึ่ง ซึ่งปรกติก็เอาไว้นั่งกินข้าวกันนี่แหละ แต่เมื่อกางออกมาแล้วสามารถใช้เป็นเตียงนอนได้ พอตกกลางคืนเราก็แค่ย้ายโต๊ะไปชิดอีกมุมนึง กางโซฟาออกมาแล้วก็หลับสบายยยย เ

เป็นครั้งแรกในชีวิตเหมือนกัน ที่นอนในครัว เหอๆๆ สนุกดี

Let’s Drink!

หลังจากอาบน้ำอาบท่ากันเรียบร้อยแล้ว รูมเมทของฟาเบียงก็กลับมาพอดี ทักทายกันตามมารยาท แล้วก็เตรียมตัวออกไปข้างนอกกัน ฉันยังมีอีกนัดที่ต้องไปเจอ คือ “อธิก” เพื่อนชาวอินเดียจากมุมไบ (บอมเบย์) ที่เจอกันเมื่อตอนที่ฉันไปเที่ยวอินเดียเมื่อปลายปี 49 ที่ผ่านมา ตอนที่อยู่มุมไบ อธิกขับรถพาไปนั่นไปนี่ตลอด แถมเลี้ยงข้าวอีกต่างหาก อะไรจะดีปานนั้น

อธิกมาเที่ยวยุโรปช่วงเดียวกับฉันพอดี แถมเป็นคนไม่มีแผนล่วงหน้า อธิกเลยตกลงว่าจะมาร่วมทริปกับเราด้วย โดยมาเจอกันที่ฮัมบูร์ก แล้วจะขับรถต่อเข้าไปเดนมาร์ก และแชร์ค่าน้ำมันกัน

อธิกใช้เวลาเที่ยวเล่นอยู่ใน ริกา เมืองหลวงของประเทศลัตเวียอยู่ประมาณ 3 อาทิตย์เห็นจะได้ ก็ข้ามมาเบอร์ลิน และ ก็มาถึงฮัมบูร์ก ส่ง sms หากันไม่ต่ำกว่า 5-6 รอบกว่าจะหากันเจอ ในที่สุดก็มาเจอกันที่ย่าน โชเดอร์บลาด ที่เป็นแหล่งแฮงค์เอาท์ยอดนิยมอีกแห่งของฮัมบูร์ก เพราะอาหารไม่แพง เป็นร้านพวกปลาทอดกับมันฝรั่ง เบอร์เกอร์ กาบับ ฯลฯ ตั้งเรียงรายกันตลอดถนน และตั้งโต๊ะกันข้างทาง ได้บรรยากาศกันเองมากๆ และคนก็เยอะมาก ๆ ยิ่งกว่ารถเมล์กรุงเทพฯ ตอนหกโมงเย็นอีก นั่งทีนี่หลังติดกับคนที่นั่งโต๊ะข้างหลังเลย เพื่อนของน้องฟาเบียงผู้ที่มีชื่อแปลกว่า “ริโอ” มาแจมด้วย ริโอมาจากเบอร์ลิน แต่กำลังเรียนวิศวกรรมอากาศยานอยู่ที่ฮัมบูร์ก ในอนาคต น้องริโอนี่แหละ จะเป็นหนึ่งในทีมออกแบบเครื่องบินที่เรานั่ง ๆ กันอยู่ทุกวันนี้ โอ้ว เท่ ป่าววว

ง่วงแล้ว ขอไปนอนก่อนนะ พรุ่งนี้มีบาร์บีคิว ฝนก็จะตก แถมยังต้องเป็นผู้ใช้แรงงาน นั่งเสียบบาร์บีคิวอีก กรำ.. ไว้จะมาพาเที่ยวฮัมบูร์กต่อจ้ะ

ไปอ่าน : Road Trip 3 ประเทศ ตอนที่หนึ่ง