✈ วันนี้ ณ เวียนนา

27 สิงหาคม 2550

mozart.jpg

บันทึกคราวที่แล้วยังไม่ทันจะเสร็จเลย ขอข้าม shot มาเวียนนาก่อน เพราะตอนนี้ยังพิมพ์สดอยู่ที่นี่ สด สดจริง ๆ ไหม่ได้โม๊!

แอร์โฮสเตสในชุดสีแดงแจ๊ด ตั้งแต่หัวจรดเท้า เข็นรถบริการหนังสือพิมพ์มาตามทางเดิน บนเครื่องบินของสายการบินออสเตรียนแอร์ไลน์

“รับหนังสือพิมพ์มั้ยคะ” แอร์สาวสวยผมสีทอง ยิ้มละไมอย่างที่ถูกเทรนมาอย่างดี
“มีหนังสือภาษาอังกฤษมั้ยคะ” ฉันมองหาหนังสือที่น่าอ่านฆ่าเวลาบนเครื่อง น้องแอร์เหลือบไปดูที่รถเข็น แล้วก็ยิ้มเจื่อน ๆ บอกว่ามีแต่ วอลล์สตรีทเจอร์แนล ที่เป็นภาษาอังกฤษ นอกนั้นเป็นภาษาเยอรมันหมด เอาวะ วอลล์สตรีท ก็ วอลล์สตรีท

นั่งทนอ่านไปได้ 3 นาที แทบปิดไม่ทัน หนังสือพิมพ์อะไรช่างซีเรียส และน่าเบื่อปานนี้หว่า

นั่งไปหาวไปจนน้ำตาเล็ด จากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม ใช้เวลาบินหนึ่งชั่วโมง ยี่สิบนาที ทำให้มีเวลาเสิร์ฟอาหารจำกัด อาหารที่เสิร์ฟเลยเป็น snack ถาดเล็ก ๆ (ลาซานญ่าผักโขมอบชีส) ขนมปังคนละก้อน (น้องแอร์เดินถือตะกร้าขนมปังมาให้หยิบกันเองเลยนะ อุ่นๆ) กับเครื่องดื่มหนึ่งแก้ว

Austrian Airline food

ในที่สุด พี่กัปปิตัน ก็พาเรามาถึงสนามบิน Flughafen Wien ของกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ตอนนี้เกือบบ่ายสองพอดี

เนื่องจากเป็นทริปธุรกิจ(ของชาวบ้านเขา) เราได้แต่อาศัยมาเที่ยวด้วย บริษัทคุณเบิร์ตจ่ายค่าที่พักให้ สบายไป เราได้ห้องพักที่ โรงแรมวิลเฮล์มสฮอฟ เกิดมาไม่เคยพักโรงแรมหรูขนาดนี้ ให้ตายเถอะโดเรม่อน ! จริงๆห้องที่จองไว้เป็นห้องธรรมดา แต่ด้วยความจำเป็น โรงแรมได้ให้ห้องของเรากับแขกคนอื่นไปแล้ว ห้องธรรมดาเต็มหมด เราเลยได้ห้องใหญ่กว่าที่จองไว้แทน แบบนี้ไม่บ่นอยู่แล้ว อิอิ

สนนราคาห้องพัก (ซูพีเรีย) ที่นี่คือคืนละ 150 ยูโร!! (โอ มายพระพุทธเจ้า เงินขนาดนั้น ฉันอยู่ได้ประมาณสองอาทิตย์ที่ยุโรป) แต่ไม่ได้จ่ายเอง ก็โอเคอะนะ

โรงแรมนี้อยู่ใกล้ พราเตอร์ (Prater) ที่ก็คือสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ที่เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวเวียนนามาช้านาน เมื่อก่อนเคยเป็นที่สำหรับล่าสัตว์สำหรับพวกเชื้อพระวงศ์ด้วย แม้แต่โมสาร์ทก็ยังมาชอบนั่งเล่น ชิว ชิว ที่นี่

ช่วงเทศกาลใหญ่ ๆ อย่างอีสเตอร์ หรือ คริสต์มาสต์ ชาวเวียนนากว่าครึ่งของทั้งเมืองก็ว่าได้ มักจะมารวมตัวกันที่นี่ คงจะเหมือนที่คนไทยชอบไปลานเซ็นทรัลเวิร์ลด์พลาซ่า ไม่รู้ทำไม

นอกจากจะเป็นสวนสาธารณะแล้ว พราเตอร์ ยังเป็นสวนสนุกกลางแจ้ง มีเครื่องเล่นมากกว่า 200 ชนิด ตั้งแต่สิว ๆ เช่น รถบั๊มบ์ ม้าหมุน บ้านผีสิง ไปจนถึงเครื่องเล่นอลังการอย่างโรลเลอร์โคสเตอร์ สุดยอดซูเปอร์เกลียวตีลังกาพันแปดร้อยสี่สิบเอ็ดรอบ (มั่ว มั่ว) มีสํญลักษณ์ที่เห็นได้แต่ไกลคือ ไอ้เจ้าชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่ อายุเก่าแก่อยู่คู่เวียนนามาตั้งแต่ปี คศ 1879 ที่ดูยังไงก็เหมือนล้อจักรยานยักษ์ ที่มีตู้คอนเทนเนอร์สีแดงแขวนไว้รอบ ๆ ฉันไม่ได้ขึ้นกะเขาหรอก เพราะไม่ชอบความสูง เหอๆๆๆๆ แต่ถ้าจะขึ้นก็ซื้อตั๋วได้ในราคา 9 ยูโร ต่อหนึ่งรอบ ส่วนเครื่องเล่นอื่น ๆส่วนมากค่าตั๋วจะอยู่ประมาณ 3-4 ยูโร

เรานั่งรถไฟใต้ดิน หรือ U-Bahn สาย U1 จาก สถานี Praterstern ไปที่สถานี Stephanplatz ที่เป็นที่ตั้งของวิหารเป็นที่รู้จักโด่งดังที่สุดของเวียนนา คือ Stephansdom ที่นี่เป็นที่ที่โมสาร์ทเข้าพิธีแต่งงาน และ สุดท้าย ก็เป็นที่ทำพิธีศพของเขาด้วย…

Stephansdom หรือ วิหารเซนต์สตีเฟ่น ถ้าออกเสียงเป็นภาษาอังกฤษ.. สร้างขึ้นในปี คศ 1147 สร้างไป ต่อเติมไป ไป ๆ มา ๆ ก็ปาเข้าไปหลายร้อยปี ! การบูรณะต่อเติมครั้งใหญ่คือช่วงปี คศ 1511 การสร้างโบสถ์ที่มีรายละเอียดอลังการ มักกินเวลามากและค่าใช้จ่ายก็แพงมากด้วย และด้วยรายละเอียดในที่อัดแน่นอยู่ในทุกอณูของโบสถ์แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่จนถึงทุกวันนี้ Stephansdom ก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ จุดเด่นของ Stephansdom คือหลังคา ที่มีลวดลายสีสันสดใส เขาบอกมาว่า ได้แรงบันดาลใจมาจากลายพรม ซาราเซ็น ของอาหรับ
Stephansdom, Vienna

การมาเยือนเวียนนา แทบทุกคนต้องไปเยือน Stephansdom แห่งนี้ การเข้าชมนั้นเข้าฟรี แต่เข้าได้เฉพาะบริเวณที่กั้นไว้สำหรับนักท่องเที่ยว ถ้าจะเดินชมด้านใน พร้อมไกด์ ก็มีบริการที่ด้านในของโบสถ์ นอกจากจะเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวแล้ว Stephansdom ยังคงเป็นแหล่งพึ่งพิงทางใจ ของชาวคริสเตียนในเวียนนาเหมือนวัดพระแก้วของเรา ฉะนั้นเวลาเข้าไปเยี่ยมชมก็ควรสำรวมนิดนึง

เมื่อวานยังไม่ได้เข้าไปทัวร์กะเค้า เลยได้แต่เดินดูด้านใน ถ้ามีเวลา (และมีตังค์) จะพาไปดูด้านในแบบเจาะลึกซักรอบ

ลานด้านหน้า Stephansdom นั้นโล่งกว้าง เหมาะแก่การเตะตะกร้อเป็นอย่างยิ่ง แต่ตะกร้อคงยังไปไม่ถึงออสเตรีย เลยไม่เห็นใครเล่น :-P แต่บริเวณนี้ก็ยังมีกิจกรรมหลากหลาย ตั้งแต่คาเฟ่รอบ ๆ ที่มีโต๊ะเรียงราย เหมาะแก่การนั่งจิบกาแฟ มองดูผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา เนื่องจากเป็นแหล่งรวมนักท่องเที่ยว เลยทำให้ลานนี้ดึงดูดนักแสดงข้างถนนทั้งหลาย มาแสดงเปิดหมวกกันอีกด้วย มีตั้งแต่การแสดงแบบเบสิค เช่น การทาหน้าทาตาด้วยสีขาว หรือทอง บางคนก็ทำเป็นสีเขียวสนิม ๆ (ตั้งใจทำมาจากบ้านเลยนะเนี่ย) แล้วยืนแข็งทื่อเป็นหุ่นให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูป หุ่นบางตัวแต่งตัวเป็นโมสาร์ท (หนีบไวโอลินมาเองด้วยนะเฮ้ย) บางตัวก็เป็นสฟิงส์ (ไม่ค่อยจะเกี่ยวกะออสเตรียเท่าไหร่มั้ง)

Street Performer

แต่ละคนยืนได้นิ่งบ้างไม่นิ่งบ้าง แต่ลองไปทำแบบนี้หน้าวัดพระแก้วดิ คงต้องหามส่งโรงพยาบาลศิริราชกันตั้งแต่ยืนได้แต่ 10 นาทีแล้ว เพราะเป็นลมแดดซะก่อน :-P

หากเดินเตร็ดเตร่รอบ ๆ สเตฟานส์ดอม อย่าเดินเหม่อ อาจถูกม้าเหยียบได้ (แต่ไม่ต้องกลัวเหยียบขี้ม้า เพราะไม่มีให้เห็นตามพื้นถนนเลย สะอาดมาก) เพราะบริเวณนี้รถม้าที่มีไว้สำหรับให้บริการนักท่องเที่ยว วิ่งกันให้ครึ่ก (นี่มันก๊อปเมืองลำปางมาเห็น ๆ เลยนี่หว่า) รถม้าที่นี่เรียกว่า Fiaker (เฟียะเกอร์) ค่าขึ้นไปนั่งเล่นชมเมือง 20 นาที ประมาณ 40 ยูโร บวกทิปอีกนิดหน่อย แล้วแต่ความพอใจ

นอกจากจะอุดมไปด้วยรถม้าแล้ว ท่านจะได้เดินกระทบไหล่กับโมสาร์ท (รับรองว่าได้กระทบมากกว่าสี่คน แถว ๆ นั้น) คือเค้ามาโปรโมทตั๋วคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิค ซึ่งซื้อกับเค้าที่นี่ หรือไปซื้อที่ที่แสดงเลย ก็ราคาเท่ากัน

Fiaker

เวียนนาไม่เป็นสองรองใครเรื่องดนตรีคลาสสิค ออสเตรียเป็นบ้านเกิดของนักประพันธ์ระดับโลกมากมาย เช่น โมสาร์ท, บราห์ม, ชูเบิร์ต, โยฮันสเตราส์ ฯลฯ ทำให้การเข้าไปนั่ง (หรือยืน) ฟังและชมดนตรีคลาสสิคดี ๆ ที่เวียนนาเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้สำหรับคนทุกระดับ ไม่ใช่ว่าจัดเฉพาะเป็นการกุศล เพื่อให้คุณหญิงคุณนายใส่เครื่องเพชรมาโชว์กันในงานกะลาดินเนอร์ ที่มีดนตรีคลาสสิคแกล้มนิด ๆ หน่อย ๆ เหมือนบางประเทศ (เอ๊ะ ประเทศไหนฟระ ? คิดไม่ออก)

ตั๋วคอนเสิร์ตที่นี่มีตั้งแต่ราคาไม่ถึง 3 ยูโร ซึ่งเป็นตั๋วยืน ไปจนถึงราคาหลายร้อยยูโร แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนได้รับเหมือนกันคือ การได้ฟังดนตรีคลาสสิคระดับโลก ได้สัมผัสโอเปร่าแท้ ๆ ที่เล่นกันสด ๆ แต่ก็เนี้ยบมากราวกับออกมาจากเครื่องเล่นซีดี ! นักร้องโอเปร่าไม่มีการใช้ไมค์ แต่ร้องกันสด ๆ และผู้ชมหลายพันคนในคอนเสิร์ตฮอล์ก็สามารถได้ยินทั่วถึง ไม่รู้เขาทำได้ยังไง

การซื้อตั๋วยืน ไปซื้อได้หนึ่งชั่วโมงก่อนเปิดม่าน ส่วนมากที่จัดแสดงจะมีออฟฟิศขายตั๋วอยู่ด้านหน้า (หรือด้านข้างอาคาร) การเข้าไปยืนนั้นก็ไม่ใช่ว่า เข้าไปยืนเบียด ๆ กัน ชะเง้อกันอย่างกับคอนเสิร์ตงานแฟตแต่อย่างใด แต่บริเวณ “ยืน” นั้นถูกจัดไว้อย่างเป็นสัดส่วน และเป็นขั้นบันได ลดหลั่นกันไป ทำให้ทุกคนได้เห็นการแสดงชัด ๆ กันทุกคน ไม่ว่าราคาตั๋วของคุณจะ 3 ยูโร หรือ ร้อยยูโร

Ltittle Mozart

นี่คือข้อดีของเวียนนา ที่คนทุกระดับสามารถเข้าถึงดนตรีคลาสสิคได้แบบไม่ยากเย็น หลังจบคอนเสิร์ต เราจะได้เห็นกลุ่มผู้ชมทยอยออกจากฮอลล์ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม บางกลุ่มแต่งตัวไฮโซ ชุดเดรสสีดำเรียบหรู แต่ก็เดินปะปนกันแบบไม่ขัดเขินกับนักเรียนดนตรี ที่มาในชุด รองเท้าผ้าใบ กางเกงยีนส์ เสื้อยืด..

ถึงมีงบการเงินจำกัด เวียนนาไม่เคยใจร้ายกับคนรักดนตรีคลาสสิค

เรามีโอกาศได้เข้าไปชมคอนเสิร์ต State Opera House and Musikverein. Mozart and Strauss music ที่จัดที่โอเปร่าเฮาส์ของเวียนนา ซึ่งราคาตั๋วมีตั้งแต่ 39 – 72 ยูโร (และ 220 ยูโร สำหรับตั๋ว V.I.P) และอย่างที่บอกไว้ข้างบน เวียนนาไม่เคยทำให้คนงบน้อยต้องผิดหวัง เราซื้อตั๋วยืนมาสองใบในราคาใบละ 19 ยูโร ซึ่งถือว่าไม่แพงสำหรับการแสดงที่ค่อนข้างใหญ่

นักดนตรีทยอยออกมาบนเวทีตรงตามเวลา ทุกคนอยู่ในเครื่องแต่งกายแบบโบราณ เลียนแบบมาจาก ศตวรรษที่ 17 เสื้อมีระบายตรงช่วงคอลงมา เสื้อนอกหางยาว กางเกงยาวถึงแค่เข่า ที่สอดทับด้วยถุงเท้าสีขาว และ ใส่วิกผมยาวสีขาว รวบไว้ที่ท้ายทอยและผูกโบว์แบบที่นิยมกันในยุคของโมสาร์ท

คอนเสิร์ตใช้เวลาแสดง 2 ชั่วโมง … 2 ชั่วโมง กับเพลงที่ประพันธ์โดยอัจฉริยะด้านดนตรีอย่างโมสาร์ท รีเควียม, โอเปร่าที่เราคุ้นหูกันดี ถูกทยอยนำมาแสดงชนิดที่ว่าดูกันคุ้มไปเลย ตอนหนึ่งเป็นการแสดงที่ชื่อ Die Zauberflöte หรือ The Magic Flute ที่ฉันเคยได้เข้าไปชมครั้งหนึ่งที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่นักแสดงเป็นชาวไทยทั้งหมด แต่ร้องเป็นภาษาเยอรมัน ซึ่งถึงไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้โอเปร่า ก็อดขนลุกไม่ได้ เพราะแต่ละคนเสียงมีพลังมาก ๆ

การแสดงดนตรีคลาสสิค มักจะออกไปทางน่าเบื่อ ถ้าไม่ได้ชื่นชอบขนาดเข้าขั้นจริง ๆ Conductor หรือวาทยากร รวมไปถึงนักดนตรีมักจะดูเคร่งขรึม ซีเรียสกับการบรรเลงดนตรี เล่นกันจนเหงื่อไหลไคลย้อย คิ้วชนกันตลอด แต่คอนเสิร์ตนี้ไม่เป็นแบบนั้น ค่อนข้างจะสนุกทีเดียว วาทยากร หันมาเล่นกับผู้ชมเป็นระยะ ผู้ชมได้มีส่วนร่วมในการปรบมือตามจังหวะ ตบเบา ๆ ตบแรง ๆ แล้วแต่วาทยากจะหันมาเล่น บางคนตบเกิน ก็ได้ฮากันทั้งฮอล์ อาจจะเป็นเพราะ เป็นการแสดงที่อุทิศให้กับโมสาร์ท ถ้าลองฟังโน้ตในบทประพันธ์หลาย ๆ ชิ้นของเขา จะได้ยินลูกเล่น จิ๊ก ๆ จั๊ก ๆ แบบคนขี้เล่น แทรกอยู่ตลอด ขนาดพระเจ้าโจเซฟที่สองยังเคยตรัสกับโมสาร์ทว่า

“ดนตรีของเจ้านี่ช่างสวยงามเกินกว่าหูเรากระมัง ตัวโน้ตนั้นก็ช่างมากมายยุ่งขิง โมสาร์ทเอ๋ย”
ซึ่งโมสาร๋ทก็ทูลกลับว่า
“หามิได้พ่ะยะค่ะ ตัวโน้ตพวกนี้ หม่อมฉันตั้งใจใส่เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ฝ่าพระบาท”

ฉันจินตนาการหน้าของโมสาร์ที่กำลังยิ้มกรุ้มกริ่มได้ชัดเจน หากใครยังไม่ได้ดูหนังเรื่อง Amadeus แนะนำให้ไปหามาดู และจะอดหัวเราะ และร้องไห้ไปกับโมสาร์ทไม่ได้ น่าเสียดาย ที่อัจฉริยะ มักจะอายุไม่ยืน…
และแน่นอนว่าคอนเสิร์ตนี้ ปิดท้ายด้วย บลูดานูป ของสเตราส์ ที่ทุกคนคงเคยได้ยินผ่าน ๆกันมาบ้าง (ลองฟังไฟล์แบบ midi ที่นี่)

Vienna Opera house

คืนนี้อากาศไม่เย็น เราเดินกันสบาย ๆ ในเสื้อยืด กางเกงยีนส์ แวะกินซูชิราคาประหยัด (ถาดละ 5 – 7 ยูโร) ที่สถานีรถไฟใต้ดินติดกับโอเปร่าเฮาส์ ที่ฮาคือติด ๆ กันกับร้านซูชิ มีบริการห้องน้ำสาธารณะ Opera Toilet ! มันก็คือห้องน้ำธรรมดานี่แหละ ที่เวลาจะเข้าไปใช้ต้องหยอดเหรียญแล้วดันที่กั้นเข้าไปด้านใน ห้องน้ำสาธารณะปรกติ ค่าใช้จะประมาณ 30 เซ็นต์ แต่นี่มันคือ Opera Toilet ! ที่คุณสามารถทำธุระไปด้วย และฟังโมสาร์ทขับกล่อมไปด้วยพลาง ๆ อาาาาา …. คุณได้มาถึงเวียนนาแล้วจริง ๆ แม้แต่ส้วม ยังมีดนตรีคลาสสิค !

แต่ประทานโทษนะ ห้องนึง เปิดเข้าไป .. ใครไม่รู้ เข้าส้วม (หนักด้วยอะดิ) แล้วไม่กดน้ำ แบบนี้ต่อให้โมสาร์ทก็ โมสาร์ท เหอะ ขุดเอาโอเปร่าไหนมาก็เอาไม่อยู่ อ้วกแทบพุ่ง

ปล. รูปจะตามมา (อีก) เร็ว ๆ นี้หนิ ตอนนี้ยังไม่ได้ export จ้ะ ขอตัวออกไปกินข้าวกลางวันก่อน แล้วจะพาเที่ยวเวียนนาต่อจ้า

Tags: , ,

8 Responses to “✈ วันนี้ ณ เวียนนา”

  1. ploy Says:

    เย้ยอ่านแล้วเหมือนได้ไปด้วยเลยอ่ะ อยากดูรูปไว ๆ จังเลยจ้า

  2. beebah Says:

    รูปจะทยอย ๆ มาจ้ะ

  3. khun_aut Says:

    ได้ความคิดอะไรเยอะนะคับ …

    สงสัยมานานแล้ว พวกนักแสดงที่ยืนนิ่งๆ นั่น เขาทำเป็นงานอดิเรก หรือ ทำมาหากินได้เลย? คุณ beebah รู้รึเปล่า?

    แล้วก็ชอบที่ว่า เขาจะให้ยืนฟัง opera นั่น ส่วนตัวไม่ได้ชอบนักหรอกครับ แต่คิดว่า show บางอย่างของไทย น่าจะเอาความคิดอย่างนี้มาใช้บ้าง

    สุดท้าย ก็คือ เมืองแห่งดนตรี classic … แทรกซึมเข้าถึงในห้องน้ำนี่ ต้องบอกว่า “นายแน่มาก”

    : )

  4. beebah Says:

    สวัสดีค่า
    นักแสดงนั่นเค้าทำเพื่อหารายได้พิเศษน่ะค่ะ เค้าจะวางกล่องสำหรับรับเงินจากผู้ชม แล้วแต่จะให้ (ส่วนมากก็ 20 – 50 เซ็นต์ 1-2 ยูโร แล้วแต่คน) เห็นส่วนมากถ้าเป็นฝรั่งด้วยกันเค้าก็ให้นิด ๆ หน่อย ๆ แต่นักท่องเที่ยวเอเชีย (ไม่ได้หาเรื่องว่าคนเอเชียด้วยกันนะ แต่เป็นแบบนั้นจริงๆ) แบบผลัดกันเข้าไป ถ่ายรูปคู่กับนักแสดง กันจนครบทั้งแก๊งค์ (เกิน 5 คนอ่ะนะ) แถมชอบไปจับมือ จับนั่นจับนี่

    แต่สุดท้ายแล้ว ไม่ได้ให้เงินเค้าซักกะเซ็นต์เดียว มันน่าอายจริงๆ เลย

    จริงๆ ผึ้งก็ไม่ได้ชอบโอเปร่่าเป็นพิเศษค่ะ แต่ตอนเรียนมหา’
    ลัย มีวิชาบังคับ (เรียนศิลปะ มาจ้ะ) ชื่อวิชาอะไรจำไม่ได้ แต่ต้องหัดฟังดนตรีคลาสสิคและทำรายงานส่ง ไม่อยากอ่านก็ต้องอ่าน แต่อ่านไปฟังไป เออ มันก็เข้าท่าดีเหมือนกันนะ จากนั้นมา เจอบทความไหนเกี่ยวกับดนตรีคลาสสิคก็อ่านบ้างค่ะ (จากไม่เคยอ่านเลยนะ)

    โชว์ของไทยน่าเอาอย่างจริง ๆ เห็นได้เลยว่าเมืองไหน ประเทศไหน ที่เค้าให้ความสนใจงานศิลปะ การแสดง วัฒนธรรม คนจะดูมีความสุขมาก และเป็นสุขที่หาได้แบบไม่ต้องใช้เงินมากมายด้วย

    อย่างสยามนิรมิตนี่ อยากดูอยู่เหมือนกัน แต่บัตรแพงเหลือเกิน สรุป คนไทยแท้ ๆ ไม่ได้ดู แต่คนที่ไม่ใช่คนไทยได้ดู

    โอ่ละหนอ เมืองสยาม

  5. kampooh Says:

    ผักโขมหน้าตาประเสริฐมากเลย
    อร่อยมั้ยจ๊ะ

  6. beebah Says:

    อร่อยมากเลยจ้าาา
    แต่ว่าถาดมันเล็กไปหน่อย 5555

  7. ิิิำิำิpeung Says:

    แหะๆ ชื่อผึ้งเหมือนกันเลยนะึคะ
    กำลังคิดอยู่ว่าจะไปสวิสหรือไปออสเตรียดี
    แต่มาอ่านอันนี้แล้ว อยากไปออสเตรีย
    สวิสไปแค่วันเดียวไปนอนที่เจนีวา เหมือนไปเฉยๆ
    อยากถามความคิดเห็นหน่อยอ่ะว่าผึ้งไปไหนดี
    ผึ้งไปกับเพื่อนกันเองสองคนน่ะค่ะ กะจะไปสองสามประเทศ
    ที่แน่ๆก้อมีปารีส แล้วก้อ เวนิซกับโรมค่ะ ^^
    แอดผึ้งมาได้นะคะ ทิ้งเมลไว้ให้ อยากทราบจิงๆอ่ะค่ะ

  8. beebah Says:

    สวิสยังไม่เคยไปค่ะ
    แต่คิดว่าผึ้ง (เออชื่อเหมือนกันเลย) น่าจะชอบเวียนนาแน่ ๆ
    เมืองสวยมาก คนก็ใจดี๊ ใจดี
    ปารีสตอนกลางคืนไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ น่ากลัว
    แต่ตอนกลางวันสวยดี
    เวนิส กับโรมยังไม่เคยไปค่ะ
    add MSN มาก็ได้นะคะ

Leave a Reply