Archive for March, 2008

+ วาจาพิฆาต สถานฑูตเบลเยี่ยม

Tuesday, March 25th, 2008

NOTE : Blog นี้เขียนขึ้นเมื่อยามอารมณ์บูด ๆ ๆ ๆ ๆมาก ๆ อาจจะรุนแรงทำร้ายอารมณ์อยู่เล็กน้อย ขอให้ทำใจก่อนอ่าน และต้องขอพูดแทนเจ้าหน้าที่สถานฑูตเบลเยี่ยมคนนั้นด้วยว่าจริงๆ he ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำอะไรนักหนา แต่ลองคิดดูแทนเขาว่าวัน ๆ เจอคนไม่รู้กี่คนถามคำถามเดียวกันซ้ำๆ ซาก ๆ บางคนก็ไม่ยอมไปหาข้อมูลมาเองก่อน กะว่าโทรมาถามอย่างเดียวจบ …

คุณขา วัน ๆ สถานฑูตมีคนติดต่อเป็นสิบเป็นร้อย ช่วยเหลือตัวเองกันก่อน ตรงไหนไม่เข้าใจจริง ๆ ค่อยถาม (ไม่ใช่แบบ “ฮะโหล คือ จะไปเยี่ยมแฟนที่เบลเยี่ยม ต้องใช้ไรมั่งอะคะ?” แล้ว expect ให้เค้ามานั่งจาระไน บอกคุณทีละข้อทางโทรศัพท์ พูดตรง ๆ นะ เป็นเราเราก็เซ็งอ่ะ พอเค้าเจอแบบนี้บ่อย ๆ ทุกวัน ๆ (กี่ปีมาแล้วล่ะ เราไปมา 3 รอบแล้วอ่ะเบลเยี่ยม ไปขอวีซ่ากี่รอบเค้าก็ยังทำงานอยู่ที่เดิม) พาลให้เค้าอารมณ์เสียไปกับทุกคนด้วย เพราะฉะนั้น ช่วย ๆ กันหน่อยนะคะ ทำการบ้านไปกันก่อน จะได้ไม่มีใครต้องมีอารมณ์เหวี่ยงกันให้เซ็งค่ะ / bee | 1 August 2008

…………………………………………………………………

ใครเคยโทรไปถามข้อมูลอะไรที่สถานฑูตเบลเยี่ยม คงคุ้นกับเสียงผู้ชายที่ฟังดูก็รู้ว่าไม่แมนนี้เป็นอย่างดี ไอ้เรื่องแมนไม่แมนไม่ใช่ประเด็น แต่กิตติศัพท์หล่อนนี้ระบือไกลไปถึงไหน ๆ อันเนื่องมาจากวาจาจิกกัด ฉะดะ ทุกคนที่โทรไปถามข้อมูลวีซ่า

วันไหนหล่อนอารมณ์ดีก็อาจจะตั้งใจฟังคุณได้หน่อย วันไหน she อารมณ์ไม่ดี คนที่โทรไป ถือว่าซวย ๆๆๆๆๆๆๆ

และวันนี้มันก็เป็นวันซวยของข้าพเจ้า

เช้านี้กะว่าต้องไปกองสัญชาติฯ ที่กรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศเพื่อเอาเอกสารไปรับรองซักที ได้ฤกษ์ หลังจากขี้เกียจมานาน (โห ก็บ้านอยู่ปิ่นเกล้า กงสุลอยู่ถนนแจ้งวัฒนะ!)

ขั้นแรกเอาไป 4 ชุดก่อน คือ ทะเบียนบ้าน, ใบรับรองสถานภาพโสด, สูติบัตร จริง ๆ ก็แค่นี้แหละ แต่ของฉันมันดันมีใบเปลี่ยนชื่อด้วยก็เลยเป็น 4 ชุด

อ่านดูในใบรายละเอียดที่สถานฑูตให้มา ขั้นตอนที่สองมันต้องใช้สำเนาหนังสือเดินทางด้วย (ตอนนี้ยังไม่ต้องใช้) แต่งงว่าทำไมพาสสปอร์ตต้องรับรองเอกสารด้วยหว่า ก็เลยโทรไปถามสถานฑูต เจอเจ้าหน้าที่คนเดิม (ที่ใคร ๆ ต่างไม่อยากเจอ)
“สวัสดีครับ”
“ค่ะ คือจะถามเรื่องการรับรองเอกสารโดยกระทรวงต่างประเทศหน่อยน่ะค่ะ”
“คุณไม่ต้องถามหรอก มาเลย”
“มาไหนคะ สถานฑูตเนี่ยนะ?”
“ใช่ มาเลย”
“จะไปทำไมละคะ ดิฉันอยู่ที่กระทรวงฯแล้วค่ะ ถึงดิฉันถ่อไปถึงที่นั่นก็ไม่ได้มีความแตกต่างอะไรอยู่ดี”
“แล้วคุณจะถามอะไรล่ะ!!” น้ำเสียงเริ่มไม่พอใจ
“คือดิฉันสงสัยว่า พาสสปอร์ตเนี่ยต้องทำการรับรองเอกสารด้วยเหรอคะ”
“รับรองอะไร คุณจะทำอะไรเนี่ย”
“ขอวีซ่าเพื่อไปแต่งงานค่ะ”
“ไม่ต้องซิ ก็มันเป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว”
“อ๋อ อันไหนที่เป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ไม่ต้องรับรองเอกสารเหรอคะ”
“ไม่ใช่อันไหนที่เป็นภาษาอังกฤษ แต่อันนี้ไม่ต้อง”
“แต่เห็นบนใบรายละเอียดจากทางสถานฑูต เขียนว่าเอกสารทุกฉบับที่ออกโดยทางการไทย ต้องผ่านการรับรองจากกระทรวงต่างประเทศนี่คะ”
“งั้นก็ทำตามนั้นไปซิ!”
“เอ่า เมื่อกี๊คุณยังบอกไม่ต้องอยู่เลยนี่คะ ตกลงยังไงกันแน่คะ งงค่ะ”
“คุณ คุณจะโทรมาถามแบบนี้ไม่ได้นะ!! มาที่สถานฑูตเถอะน่ะ!!”

อะไรว๊ะ !!?!?!?! ไม่ให้ตูโทรถามสถานฑูตแล้วจะให้ตูโทรถามกระต่ายที่ไหนเนี้ยยยยยยยย นรกมาก ก็เราอ่านบนเว็บไซต์จนตาแทบปลิ้นแล้ว ไม่เห็นบอกว่าพาสสปอร์ตต้องรับรองเอกสาร แต่ใบรายละเอียดภาษาไทยที่สถานฑูตให้มา ดันบอกว่าต้องรับรอง (แต่ไม่ได้ระบุว่าเอกสารอะไรบ้าง หว่านแหเอาเเลย ว่าเอกสารไทยทุกฉบับ) แล้วจะไม่ให้ตูงงได้ไงวะ โทรไปถามก็โดนด่าอีก

แล้วกว่าท่านจะมาคุยโทรศัพท์กับข้าพเจ้านะ ก็ให้รอโคตรนานเลย ประมาณว่าหันไปตะคอกกับฝรั่งอีกคนอยู่
“No Nederlands!! English!” (ชั้นไม่พูดภาษาดัชท์ย่ะ พูดแต่อังกฤษ)

เฮ้ย นี่มันสถานฑูตเบลเยี่ยมนะเว้ย ไม่เห็นหัวคนไทยก็เกรงใจเจ้าของประเทศเค้าหน่อยมั้ยล่ะนั่นน่ะ

ตอนที่ฉันไปเอาแบบฟอร์มวีซ่าก้เหมือนกัน เจ๊ไม่พอใจอะไรก็ชอบปิดหน้าต่างเคาท์เตอร์ดังโครม! คนเค้าระอากันทั้งสถานฑูตแล้ว เสื่อมมาก ไม่รู้ทำไมถึงเลือกคนนี้มาทำ

หวังว่าเอกสารอื่นใด มันคงจะไม่มีปัญหาและให้มันเสร็จๆ ไปโดยเร็ว

ชั้นล่ะไม่อยากจะยุ่งกับเกย์วัยทองให้อารมณ์เสียเหมือนกัน ทนมาหลายทีแล้ว ให้ท่านโขกสับ ไม่รู้ไปเป็นหนี้บุญคุณอะไรคุณท่าน ถึงได้ปฎิบัติกับคนที่ไปติดต่อราวกับท่านเป็นพระเจ้า และคนอืื่นเป็นเห็บหมาได้ถึงปานนี้

ข้อมูลแถม : การรับรองเอกสารโดยกระทรวงต่างประเทศ

สำหรับคนที่จะเอาเอกสารไปรับรองที่ กองสัญชาติฯ กรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศ ง่าย ๆ เลย ก็เอาเอกสารตัวจริงที่จะรับรองไปด้วยนะ แล้วถ่ายสำเนาอย่างละใบ ไม่ต้องเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง เอาไปโล้น ๆ อย่างนั้นแหละ

ไปถึงก็รีบไปกดบัตรคิวรอไว้ก่อนเลย แล้วก็จะมีโต๊ะประชาสัมพันธ์ติดกับตู้กดบัตรคิวน่ะแหละนะ ให้พี่คนสวยและใจดีสองคนนี้ตรวจสอบเอกสารให้ซักรอบก่อน พร้อมรับแบบคำร้อง ซึ่งก็ง่าย ๆ แค่กรอกชื่อนามสกุล เลขบัตรประชาชน พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนไปกับแบบฟอร์มคำร้องด้วย ใครไม่ได้มาด้วยตนเองก็เอาใบมอบอำนาจให้คนอื่นมาทำให้ก็ได้

เสร็จแล้วก็ไปนั่งรอเรียกคิว

พอถึงคิวก็นยื่นแบบฟอร์ม + แนบสำเนาบัตรประชาชน และเอกสารตัวจริงและสำเนาอย่างละชุด ของเอกสารที่เราจะรับรองให้เจ้าหน้าเอาไปดู พอเค้าดูเสร็จก็จะคืนตัวจริงให้ และเก็บสำเนาไป

ชำระเงิน ค่ารับรองเอกสาร (แบบไม่ด่วน) ฉบับละ 200 บาท (โดนไป 4 ชุดก็ 800 บาท) ถ้าจะไม่มาเอาเอกสารเอง แต่ให้เจ้าหน้าทีส่งมาทางไปรษณีย์ก็แจ้งได้เลย เพิ่มเงินอีก 50 บาท เค้าก็จะให้ซองเอกสารมาจ่าหน้าถึงตัวเราเอง กรอกใบนำส่ง ems

รอใบเสร็จรับเงิน

กลับบ้านได้ ชะเอิงเอย

คนเยอะนะ แต่รอไม่นานมาก ไม่ถึงชั่วโมงก็เสร็จแล้ว ทุกสิ่งอย่าง

เหลือก็แต่อีสถานฑูตเบลเยี่ยมนี่แหละ ที่ต้องไปรบราฆ่าฟันกับท่านต่อไป

+ "อยู่"เบลเยี่ยม

Friday, March 21st, 2008

มีคนอีเมล์มาถามบ่อยพอสมควร กับการมาอยู่ที่เบลเยี่ยม เนี่ยว่าต้องทำยังไง ส่วนมาก มีแฟนเป็นคนเบลเยี่ยมกัน หรือไม่ก็มีญาติอยู่ที่นี่

กรณีมีญาติอยู่ที่นี่นี่เราก็ไม่รู้เหมือนกันนะ ว่าจะทำยังไงถึงจะมา “อยู่” ที่นี่ได้

* * อ้อ ต้องบอกก่อนนะคะว่า ข้อมูลของฝั่งวัลลูเนีย เราไม่ค่อยมีอะนะคะ เพราะอยู่ฝั่งฟลานเดอร์ส ค่า * *

LIVING AND WORKING

มาจะอยู่ที่นี่ อย่างแรกเลย ไม่มีทางเลือก (ถ้าอยากจะทำงานที่นี่) คือต้องเรียนภาษาก่อน ยกเว้นกรณีเรานะ ซึ่งโชคดีมาก ได้งานทำก่อน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องไปเรียนภาษาแล้วนะ คือยังต้องไปเรียนอยู่ เมื่อจบ integration course (บังคับเรียน 60 ชม)

belg1

ถ้ามาถึงเบลเยี่ยมแล้ว สิ่งที่ต้องไปทำ

ไปแสดงตัวและทำบัตรประจำตัว
1) ไป city hall ก่อนเลย กรณีแต่งงานแล้ว เอาทะเบียนสมรสไปยื่น บอกเค้าว่าต้องการทำ ID card
2) เค้าจะให้เรากรอกเอกสารมากมาย ประมาณ 4-5 หน้าสอบประวัติไปถึงพ่อแม่กันเลยทีเดียว
3) เค้าจะนัดให้เราไปรับ ID ชั่วคราว เป็นใบสีส้ม ๆ ขนาดเท่า passport และให้หมายเลขประจำตัว (national registration number) มาก่อน หมายเลขนี้ สำคัญมาก ต้องเอาไว้ใช้ในการทำงาน เพื่อเสียภาษี
4) รอ ไปเลย 4-5 เดือนเป็นอย่างน้อย จนกว่าจะได้ ID card ที่เป็นบัตรอีเลคทรอนิคเหมือนคนเบลเยี่ยมเค้าน่ะ

5) บางทีก็รอจนใบส้มหมดอายุ บัตรอิเล็คทรอนิคก็ยังไม่มา ให้รีบไปติดต่อก่อนที่บัตรจะหมดอายุอย่างน้อยซักอาทิตย์หนึ่ง เอารูปถ่ายติดบัตรไปด้วย 2 ใบ ถ้าบัตรอิเล็คทรอนิคยังไม่มา เค้าจะออกเอกสารชั่วคราวให้อีกใบ(เป็นกระดาษ A4 ธรรมดานี่แหละ มีรูปเราติดอยู่ ข้อความก็ประมาณว่า คนๆนี้ชื่อนี้ ได้ลงทะเบียนรอบัตรอิเล็คทรอนิคไว้ ในขณะที่ยังไม่มีบัตรนี้ ใช้ข้อมูลบนนี้แทนไปก่อน และเอกสารนี้มีอายุถึงวันนั้นวันนี้ ฯลฯ)แล้วก็รอ ต่อ ไป..


เรียนภาษา + หางาน
1) ถ้าแต่งงานหรือหมั้นกับคนเบลเยี่ยม เรียนฟรี แต่ต้องไปลง integration course ก่อน (อันนี้เฉพาะคนที่จะมาอยู่ฝั่งฟลานเดอร์ส นะคะ) ไปดูที่ http://binnenland.vlaanderen.be/inburgering/integrationprograme.htm

2) เรียนภาษาดูที่ http://www.huizenvanhetnederlands.be/

3) หางาน : ส่วนมากแล้ว ต้องผ่านการทดสอบภาษก่อน ไม่มีทางเลือก (นอกจากกรณียกเว้น บางงานที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ แต่มีไม่เยอะหรอก บอกตามตรง) พอมาอยู่ที่นี่แล้ว เรียนภาษาแล้ว หนีบเอาดีกรีจากเมืองไทยมาด้วยนะ แต่ไม่รู้ว่าจะเอามาเทียบอะไรที่นี่ได้หรือเปล่า แต่เอามาด้วย transcript ภาษาอังกฤษน่ะนะ ส่วนงานเนี่ย ไปที่ VDAB (อ่านว่า”เว เด อา เบ” ย่อมาจาก Vlaamse Dienst voor Arbeidsbemiddeling en Beroepsopleiding หรือภาษาอังกฤษคือ Flemish Public Employment Service) เค้าจะช่วยหาเราหางาน แต่ไม่ได้การันตี นะ ว่าเราจะได้งาน เพียงแต่จะช่วยเราเท่าที่เค้าทำได้ เช่น หางานว่างที่ตรงกับ profile เรา, ช่วยเรากรอก resume, หรือแม้กระทั่งไปสัมภาษณ์งานยังไปเอาค่าตั๋วรถไฟที่ VDAB ได้เลย เว็บ : www.vdab.be

เปิดบัญชีธนาคาร
เมื่อมีบัตรส้มแล้ว คือลงทะเบียนอาศัยอยู่ที่นี่เรียบร้อย ไปเอาไปเปิดบัญชีธนาคารได้ เปิดบัญชีที่นี่ ไม่ต้องเสียตังค์ (เราไม่ได้เสียอ่ะ) ไม่มีตังค์ในบัญชีด้วย เดินดุ่ย ๆ เข้าไปขอเปิดเลย แล้วก็เดินออกมาตัวเปล่า ๆ เมื่อบัตร ATM/Debit มาก็เป็นอันเรียบร้อย ส่วนการใช้ e-banking  ก็ทำได้ปรกติ โดยธนาคารเค้าจะให้อุปกรณ์อ่านบัตรมาหนึ่งตัว ก็ทำตามขั้นตอนบนเว็บของธนาคารไป

อื่น ๆ : เรียนวิชาชีพ
ที่นี่เค้าจะมีสอนวิชาชีพด้วย บางอย่างก็เรียนฟรี เพราะเค้าอยากส่งเสริมให้คนมีความรู้เอาไปประกอบอาชีพเองได้ ลองสอบถามดูได้ที่ CVO (“เซ เว โอ” ถ้าจะลอง search ใน google ให้ลองเซิร์ชคำว่า centrum voor volwassenenonderwijs แล้วตามด้วยชื่อเมือง) ซึ่งปรกติจะมีทุกเมือง แต่ข้อมูลบนเว็บไซต์จะเป็นภาษาดัชท์เป็นส่วนใหญ่

ห้องสมุดประชาชน
ไม่ใช่ด๋อย ๆ เหมือนห้องสมุดตำบลหนองปลาดุกนะ ห้องสมุดประชาชนที่เบลเยี่ยมค่อนข้างน่าประทับใจ ใครจะยืมหนังสือ (หรือซีดี หนัง เพลง ฯลฯ) ก็ได้ โดยเสียค่าธรรมเนียมแค่ปีละ 5 ยูโร หนังสือยืมฟรี ส่วน  CD  นั้นคิดค่ายืมซึ่งก็ถูกแสนถูก (ไม่ถึง 1 ยูโร) เมื่อเดือนก่อน เราก็ไปยืมซีรีย์ LOST มาทั้ง season  ดูกันตาแฉะเลย เหอๆๆๆ

Photo by johan van vlijtingen

ห้องสมุดประชาชน เมือง Leuven : ชั้นล่างสุดเป็นร้านกาแฟ คนชอบมานั่งเล่น อ่านหนังสือ จิบกาแฟกัน บางทีก็พาเด็ก ๆ มาปั่นสามล้อที่ลานนอกห้องสมุดด้วยในวันแดดดีๆ (Photo by johan van vlijtingen)

STUDYING AND WORKING

สำหรับคนที่จะมาเรียน ก็ต้องมา “เรียน” จริงๆ ไม่ใช่ว่าว่าอยู่กับแฟน หรือมาโดยวีซ่าท่องเที่ยวแล้วไปเรียนมั่งไม่เรียนมั่ง หรือ เลิกเรียนไปเลย ถ้ามาวีซ่านักเรียนก็ต้องเรีียนค่ะ ถ้ามาวีซ่าท่องเที่ยวก็ไม่สามารถ เรียน หรือทำงานได้ นอกจากว่าจะมาเรียนคอร์สภาษาสั้น ๆ ตามสถาบันทั่ว ๆ ไป กรณีนี้อาจจะทำได้ แต่ว่าไม่สามารถขอวีซ่านักเรียนได้เท่านั้นเอง คือจุดประสงค์หลักคือมาเที่ยว หรือมเยี่ยมแฟน แต่มีเวลาว่าง ก็ไปเรียนฆ่าเวลา (เหมือนไปเรียนคอมพิวเตอร์ หรือภาษา ตามสถาบันในห้างบ้านเราอ่ะแหละ)

สรุปคือ จะมาทำอะไรก็ขอวีซ่าให้ตรงจุดประสงค์ อย่าแอบแฝง หรือ ขอให้ได้มาก่อน แล้วค่อยคิดทีหลัง หรือขอวีซ่ามาเรียน แต่ไม่เรียน ไปทำงานแทน (ซึ่งจริงๆ ไม่ง่ายนะ เพราะเค้าไม่ค่อยรับทำงานหรอก นอกจากว่าเป็นงานที่ไม่มีการเสียภาษี หรืองานมืด ไม่ได้หมายความเป็นงานผิดศีลธรรมนะ แต่เป็นงานธรรมดาๆ นี่แหละ เช่น ก่อสร้าง ทำความสะอาด งานเสิร์ฟ แม่ครัวฯลฯ แต่ไม่จ่ายภาษี เพราะไม่มี national number ไง เลยจ่ายไม่ได้ แต่โดยมาก รายได้จะค่อนข้างห่วยแตก และงานก็ค่อนข้างห่วยแตกด้วย เพราะเราไม่มีสิทธิ์ต่อรอง เพราะจริงๆ เราไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานด้วยซ้ำ) กรณีนี้มีหลายคนชอบทำ ซึ่งเค้าอาจจะจับได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ขอความกรุณา อย่าทำจะดีกว่า เพราะคนอื่นที่เค้าไม่มีจุดประสงค์แอบแฝง ต้องมาพลอยลำบากในการขอวีซ่าในภายภาคหน้ากันอีก

แต่ถ้าถามว่า จะมาเรียนแล้วทำงานด้วยได้ไหม

ได้ค่ะ

ลองดูตัวอย่างข้อมูลจาก KU Leuven ได้ที่นี่ค่ะ (เป็นภาษาอังกฤษ) http://www.kuleuven.be/studentemployment/

เดี๋ยวนึกอะไรออกแล้วจะมาพิมพ์ไว้อีกละกันนะคะ


THIS AND THAT

แต่ถ้าถามเรานะ ความคิดเห็นส่วนตัว (เดี๋ยวก่อน บอกไว้ก่อนว่า ไม่ได้กำลังจะบอกว่า “โอ๊ย อย่ามาเล้ย เบลเยี่ยม อยู่เมืองไทยแหละดีแล้ว” เปล่านะ จะเล่าให้ฟังเฉย ๆ ว่าอยู่ที่นี่เป็นยังไง จริงๆ เราก็มาอยู่นี่ได้ไม่นานหรอก เพิ่งเข้าเดือนที่  6 เอง)

“อยู่ที่นี่ไม่ได้มีชีวิตเลิสเลอสวยหรูอย่างที่ใคร (อาจจะ)คิด” หรอก
เมื่อก่อน เคยได้แต่ฟังคนอื่นพูดว่า อยู่ที่ไหนก็ไม่มีึความสุขเหมือนอยู่เมืองไทยบ้านเรา ฟังแล้วก็เฉย ๆ นะ เพิ่งจะมารู้ซึ้งเอาก็ตอนมาอยู่ไกลบ้านตัวเองเข้าไปซะนานพอดู


ชีวิตที่นี่ (เบลเยี่ยม) ค่อนข้างจะน่าเบื่อพอดู มาแรก ๆ คิดถึงรถเข็นข้างทางมากกกกก คืออยู่บ้านเรา อยากกินส้มตำ ไก่ทอดหาดใหญ่ก็เกินออกไปซื้อ หิวตอนตีสองตีสามก็ออกไปเซเว่น บางทียังออกไปนั่งกินชายสี่หมี่เกี๊ยวกันขำๆ ที่นี่ไม่มีเลย คนแทบไม่ออกจากบ้านกัน (ยกเว้นหน้าร้อน ยามเมื่อมีแดดออก) ถ้าเป็นหน้าอื่น แดดไม่ออกเลย ย้ำนะว่า “ไม่มีแดดเลย” ฟ้าเป็นสีขาวๆ เทา ๆ ทั้งวัน ยิ่งเข้าหน้าหนาวแล้วด้วย แปดโมงเช้าแล้วฟ้ายังดำปิดปี๋อยู่เลย พอซักห้าโมงครึ่งตอนเย็นก็พระอาทิตย์ตก ไม่มีแสงแล้ว (แสงสว่างนะ ไม่ใช่แดด แดดน่ะไม่เคยออกอยู่แล้ว)

อยู่เมืองไทย เราบ่นว่าร้อน (ซึ่งมันก็ร้อนจริง ๆ ให้ตายเถอะ) แต่อยู่ที่นี่ หนาวจับขั้วหัวใจ ตอนเช้า ๆ ต้องไปยืนรอรถเมล์ริมถนนอ่ะ โห แม่เจ้า ฆ่ากันให้ตายไปเลยดีกว่า หนาวชนิดที่ว่ามือนี่ชาเลย ขนาดว่าใส่ถุงมือนะ แล้วมันหดหู่มาก ทุกอย่างดูอึมครึมไปซะหมด ให้หิมะตกซะยังดีกว่าฝนพรำ ๆ แล้วแดดไม่ออก (ซึ่งดูเหมือนมันจะเป็นอย่างนั้นแทบทุกวัน)

รถเมล์ที่นี่ มาเป็นเวลา จะ late ก็ไม่เกิน 5-15 นาที แต่รถคันสุดท้ายหมดประมาณสี่ทุ่ม – เที่ยงคืน ถ้าเป็นวันธรรมดา และไม่ใช่ป้ายหลัก ๆ ด้วยนะ น้านนานนนน มันจะมาซักคัน วันเสาร์อาทิตย์จะมี Night Bus ตีสองตีสาม แต่นาน ๆ มาคันเหมือนกัน ถ้าตกรถก็น้ำตาไหลกันเลย เรื่องจะนั่งแท๊กซี่นี่ลืมไปได้เลย แพงหูดับ


SOME GOOD SOME BAD

แต่อยู่ที่นี่ไม่ใช่ว่าจะไม่ดีไม่มีความสุขนะ เรียกว่า มีความสุขตามอัตภาพก็แล้วกัน อยู่ไหนมันก็ไม่สบายใจ ลัลลัลลา เหมือนอยู่ในที่ที่เราเกิดและโตมา ไกลบ้าน ไกลครอบครัว ไกลเพื่อนฝูง ก็ต้องทำใจ แต่ถ้ามีอะไรทำก็ไม่แย่นะ หาอะไรเรียนไป หรือลองเข้ากลุ่มกิจกรรมที่ชอบ เช่น โยคะ (มีฟรี ก็มีนะ) บางคนไปเต้นซัลซ่า บางคนไปเรียนคอมพิวเตอร์ ฯลฯ และแนะนำว่าให้คบคนเบลเยี่ยมเข้าไว้ เพื่อการ “เนียน” ให้เข้าสังคมกับเค้าได้ และไม่รู้สึกแปลกแยก อาหารไทยนับว่า hot มาก จัดปาร์ตี้อาหารไทยทีไร คนเต็มบ้านทุกที ถือว่าเป็นข้ออ้างในการสร้างมิตรภาพใหม่ ๆ ก็แล้วกัน :-)

สิ่งที่อาจจะรบกวนจิตใจบ้่างก็คงเป็นความไม่ชินกับพฤติกรรม ธรรมเนียม เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ขึ้นรถเมล์แล้วเจอคนถือของหนัก ๆ ด้วยความชินแบบไทย ๆ ก็อาสาช่วยเค้าถือ คนที่นีอาจจะมองว่าคุณอยากทำมิดีมิร้ายเค้าหรืออะไรยังไง บ้าป่าว ฯลฯ (เชื่อเหอะ เจอมาแล้ว) แต่ไม่ใช่ว่าคนเค้าใจร้ายนะ เค้าก็ใจดีเป็นมิตรดี แต่ไม่ถึงขนาดคนไทย ที่ออกง่าย ๆ ไม่ค่อยถือความเป็นส่วนตัวสูงเหมือนคนที่นี่ แต่ที่เหมือนกันอยู่อย่างคือ คนนอกเมืองใหญ่ ๆ จะเป็นมิตรมากกว่าคนในเมืองมากกกกก (ลองไปบรัสเซลส์ดิ 5555 ต่อให้หลงให้ตายก็แทบไม่มีใครอยากช่วยบอกทาง คนไม่มีเวลาให้คุณหรอก)


INTEGRATION
ชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะ ถ้าเราอ่าน ฟัง พูดภาษาเค้าออก ทางฝั่งวัลลูนเราก็ไม่ทราบนะคะ เท่าที่ทราบคือ ทางฝั่งวัลลูเนียเค้าไม่บังคับให้เราต้องลงคอร์สปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่นี่ เหมือนที่ทางฝั่งฟลานเดอร์ส คนทางฝั่งวัลลูเนีย เห็นว่ามันเป็นการบังคับไม่เข้าเรื่อง แต่ทางฟลานเดอร์สเห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็น ในเมื่อคุณมาอยู่ในสังคมของเราแล้ว คุณก็ควรจะปรับตัวให้เข้ากับสังคมเราด้วย ซึ่งเราก็เห็นด้วยนะ ไม่งั้นมันก็มีปัญหาตามมาอีกหลายอย่าง เช่น ความไม่เข้าใจในวัฒนธรรม ธรรมเนียมของกันและกัน บางคนมา ไม่ยอมปรับตัวใด ๆ ทั้งสิ้น (คนไทยไม่ค่อยมีปัญหาหรอก เราแบบเนียน ๆ กันไปได้อยู่แล้ว คนไทยชิวๆ) ทำให้คนท้องถิ่นรู้สึกว่าเค้าถูกคุกคามแบบเงียบๆ (ลองนึกว่าถ้าเป็นบ้านเราแล้วมีชาวต่างชาติเป็นเพื่อนบ้าน อยู่มาเป็นสองชั่วคนแล้วยังพูดภาษาไทยไม่ได้ซักคำ ลูกหลานก็พูดไทยไม่ได้ คือเหมือนมายืมประเทศอยู่เฉย ๆน่ะ ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศนี้เลย เป็นเราเป็นเจ้าของประเทศ เราก็แอบเคืองนะ พูดง่าย ๆ เข้าเมืองตาหลิ่ว ก็ต้องหลิ่วตาตาม นั่นแหละ) เป็นการให้เกียรติเจ้าของประเทศเค้าด้วยอีกหนึ่ง


ทำไมฝั่งฟลานเดอร์สถึงได้สนับสนุนเรื่องภาษาดัชท์มากเป็นพิเศษ  เรื่องมันยาว ตั้งแต่เบลเยี่ยมเมื่อก่อนเป็นประเทศที่พูดฝรั่งเศสอย่างเดียว เป็นภาษาราชการ ถึงแม้คนจะพูดดัชท์ที่บ้าน แต่นอกบ้านก็ต้องพูดฝรั่งเศส แต่หนึ่งในจุดแตกหักมันมาถึงที่ การใช้ภาษาฝรั่งเศสตัดสินคดีความในศาล และผู้รับฟังคำตัดสิน เป็นชาวนาชาวเฟลมมิช ที่ฟังฝรั่งเศสไม่ออก แต่ศาลก็ได้รับอนุญาตให้ใช้ภาษาฝรั่งเศสในการตัดสินคดีความอยู่ดี ทำให้ชาวเฟลมมิช (ที่ถึงแม้จะพูดฝรั่งเศสได้) ไม่พอใจเป็นอันมาก เลยต้องลุกขึ้นมาเรียกร้อง และต่อต้าน ให้ดัชท์เป็นอีกหนึ่งในภาษาราชการ ซึ่งก็มาสำเร็จในยุค 60s นี่เอง ไม่ได้นานเท่าไหร่นะ

คนก็เลยกลัวว่าหากปล่อยไปชิว ๆ ภาษาฝรั่งเศสจะมากลืนฝั่งฟลาสเดอร์สอีก(ซึ่งก็เป็นไปแล้วกับบรัสเซลส์) ก็เลยต้องกันไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยที่เค้าไม่ได้บังคับขืนใจให้เราไปเรียนภาษาดัชท์ แต่จูงใจให้ไปเรียน คือ หนึ่ง คุณเรียนฟรีถ้าคุณแต่งงานกับคนเฟลมมิช หรือถ้าคุณไม่ได้แต่งงาน ก็จ่ายค่าเรียนถูกมากๆ เพราะรัฐบาลฟลานเดอร์สให้เงินช่วยเหลือสนับสนุนอยู่แล้ว แบบว่าเต็มที่เลย จะเอาอะไรล่ะ ขอให้เรียนภาษาเขาเท่านั้นแหละ

ซึ่งจริง ๆ อยู่ ๆ ไปคุณก็ต้องอยากเรียนเอง เพราะไปไหนมาไหน อ่านไม่ออก ฟังไม่ออก พูดไม่เป็นมันก็อึดอัดอยู่แล้ว แล้วมันก็สนุกดีด้วยแหละ ได้เรียนภาษาใหม่ ๆ

PEOPLE

คนที่นี่ โดยมากก็ดี เค้าไม่ค่อยสนใจเราเท่าไหร่หรอก โดยเฉพาะเมืองที่เราอยู่ เพราะมีนักเรียนต่างชาติเยอะ แต่บอกให้รู้ว่า พรรคการเมืองทีี่มาแรงมากเมื่อไม่กี่ปีมานี่ คือพรรค Vlaams Belang ซึ่งหนึ่งในนโยบายหลัก (นอกจากต้องการแยก ฟลานเดอร์สเป็นสาธารณรัฐ) คือผลักดันคนต่างด้าวออกจากเบลเยี่ยม

เบลเยี่ยมมีปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าวมาก โดยเฉพาะชาวโมรอคโค และเติร์ก ซึ่งบางกลุ่มไม่ได้เป็น “แรงงาน” ด้วยซ้ำ เพราะอพยพมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายแล้ว แต่ก็ไม่เคยทำงานเลย แต่เนื่องจากเป็น “ผู้อยู่อาศัยโดยถูกกฎหมาย” (ไม่ใช่ ประชากร หรือ citizen นะ) นี่ยังไม่รวมปัญหาทางฝั่ง วัลลูเนีย อีก ที่คนว่างงานมากว่า 50%-60% เพราะเค้าไม่เรียนหนังสือกัน มันเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ เมื่อก่อนฝั่งวัลลูเนีย รวยมาก มีเหมือง มีโรงงาน พออุตสาหกรรมปิดตัวลง คนก็ว่างงาน แล้วก็ไม่ยอมปรับตัวให้เข้ากับอุตสาหกรรมโลกใหม่ แต่กลับอยู่ใน “ความสำเร็จ”ในอดีต ที่ทุกวันนี้ไม่เหลือแล้ว พูดง่าย ๆ คือ จมไม่ลง

ทำให้ฝั่งฟลานเดอร์สต้องส่งเงินไปช่วยเหลือฝั่งวัลลูเนีย เป็นจำนวนมหาศาล แล้วคนเฟลมมิชก็ไม่ชอบเอามาก ๆ ที่คนวัลลูนไม่ยอมทำงาน เอาแต่นั่งรับเงินช่วยเหลือ หรือ welfare money ที่มาจากภาษีของคนทำงาน

แล้วคนต่างชาติที่มาอยู่ที่นี่ ถึงจะแต่งงานกับคนเบลเยี่ยม และอยู่ที่นี่อย่างถูกกฏหมายก็ตาม เค้าค่อนข้างจะมีทรรศนคติที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่หรอก เพียงแต่เค้าไม่พูด ไม่แสดงออกเท่านั้นเอง เพราะส่วนมากแต่งงานแล้วก็ไม่ได้ทำงาน (ซึ่งจะไปโทษเค้าก็ไม่ได้ เพราะงานที่นี่หายากมาก) แต่ในเมื่อแต่งงานกับคนเบลเยี่ยมแล้ว ทำให้ได้สิทธิ์เหมือนคนเบลเยี่ยม(เกือบ) ทุกประการ ตั้งแต่การรักษาพยาบาล (รัฐจ่ายหมด ยกเว้นทันตกรรม ซึ่งรัฐจะ”คืนเงิน” ค่ารักษาให้ประมาณ 80-90%), การศึกษาบุตร.. พอมีลูก ลูกก็ได้เงินช่วยเหลืออีก เรียนก็ฟรี ถ้าภรรยาไม่ได้ทำงาน สามีก็ได้ลดหย่อนภาษีอีก, หรือสำหรับคนทำงาน กรณีถูกเลิกจ้าง จะได้เงินชดเชยช่วยเหลือ (โดยมากประมาณ 60% ของเงินเดือนของงานสุดท้าย) ไปจนกว่าจะได้งานใหม่ ฯลฯ คือได้สิทธิ์เยอะพอสมควร แล้วเงินที่เค้าเอามาให้ “สิทธิ์” ตรงนี้ล่ะมาจากไหน.. ก็ภาษีของคนทำงานอีกอ่ะแหละ


ภาษีที่นี่ ถ้าเงินเดือนปานกลาง (ประมาณ 1300 – 1500 ยูโร/เดือน) ก็เสียแล้วไม่ต่ำกว่า 20-30% ของรายได้ ถ้ารายได้ปานกลางถึงดี ก็เตรียมใจได้เลย ไม่ต่ำว่า 50% เวลาจะคุยเงินเดือน เค้าถึงคุยกันแค่ “Netto” ให้เท่าไหร่ เพราะ “Bruto” หรือเงินเดือนก่อนหักภาษี ไม่มีความหมายเลย เช่น เงินเดือน Bruto 2,400 ยูโร/เดือน หักแล้ว เหลือแค่ 1,500 ยูโรต่อเดือนเองนะ

แต่ถ้าเราทำงาน เสียภาษี คนที่นี่จะให้ความนับถือเราขึ้นมาทันใด (ก็จ่ายภาษีอ่ะ ไม่ได้มาอยู่ฟรี) เอาง่าย ๆ เลย ไป city hall ลองไปบอกว่าไม่ได้ทำงาน อยู่บ้านเฉยๆ สามีเลี้ยง เค้าจะแบบ แทบไม่อยากคุยกะเราเลย (ก็แปลกนะ เพราะผู้หญิงเบลเยี่ยมก็มีเหมือนกัน ไม่น้อยด้วย ที่เป็นแม่บ้านเฉย ๆ ไม่ได้ทำงานอะไร แต่ต่างกันตรงนี้ เค้า เกิด มาเป็นคนเบลเยี่ยมไง แต่เราเปล่า) คนเค้าจะรู้สึกว่าคนต่างชาติ ชอบเข้ามาอยู่เบลเยี่ยมแล้วรอเอาแต่เงิน support ซึ่งก็ช่วยไม่ได้เหมือนกันนะ เพราะกฎหมายเบลเยี่ยมทำช่องโหว่ไว้เยอะเหลือเกิ๊นนนนนน คนเลยชอบเข้ามาอยู่กัน

THINGS I LIKE THOUGH.
แต่เรื่องดี ๆ ที่ฉันชอบ ที่นี่..ก็มีนะเดี๋ยวจะคิดว่า เฮ้ย ที่นี่มันจะไม่มีอะไรดีเลยเรอะ

ชอบ.. ที่เค้าไม่บ้าถุงพลาสติกเหมือนบ้านเรา ชอบที่ไปซูเปอร์ต้องเอาถุงไปเอง จะเอาถุง คิดตังค์เพิ่ม คิดถึงสิ่งแวดล้อมดี ไม่สร้างขยะ

• ชอบ.. ที่เค้าแยกขยะกันจริง ๆ จัง ๆ ไม่ใช่ทำถังออกมาสามสี ซึ่งไอ้เราก็อุตส่าห์แยกขยะ แต่พอรถเก็บขยะมาเก็บ เค้าก็เอาไปเทรวมกันอยู่ดีแบบบ้านเรา
• ชอบ..ที่รถเมล์เค้ามาตรงเวลา และจอดรอให้คนขึ้นและลงให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยออกรถ(อย่างนิ่มนวล เป็นส่วนมาก)
• ชอบ..ที่เค้าใส่ใจคนพิการ ทุกอย่างออกแบบมานึกถึงคนพิการด้วยทั้งนั้น ทั้งการทำทางลาดชันสำหรับรถเข็น, รถเมล์ที่มีเครื่องหมายว่าคันนี้คนพิการขึ้นได้ (คือรถมันจะปรับเอียงลง เพื่อให้รถเข็นขึ้นสะดวก พอขึ้นเสร็จแล้วก็ปรับเข้าที่เดิม)
• ชอบ..ที่รถหยุดให้คนข้ามที่ทางม้าลาย! (แบบไม่ต้องมองถนนเลยก็ได้ ข้าม ๆ ไปเลย เออ ยกเว้นที่บรัสเซลส์นะ จะข้ามก็ดู ๆ หน่อย เดี๋ยวจะตายเอา)
• ชอบ..ที่เค้ามีทางจักรยานอย่างดี คู่กับเลนสำหรับรถยนต์ กับถนนแทบทุกสาย
• ชอบ..ที่เค้าเก็บภาษี(โคตรแพง) แต่ก็ดูแลเรื่องสวัสดิการการรักษาพยาบาลอย่างดีมากๆๆ
• ชอบ..ที่ไปไหนมาไหนในยุโรปสะดวก เบลเยี่ยมโลเคชั่นดี๊ ดี
• ชอบ..ที่เค้าให้โอกาสในการทำงาน ชาย หญิง ทุกวัยเท่าเทียมกัน (ที่นี่คุณจะได้เห็นคนขับรถเมล์ที่เป็นผู้หญิงเยอะมาก ๆ ๆ ๆ ๆ) และไม่ว่าคุณจะอายุ 40 แล้วคิดจะลาออก หางานใหม่ก็ทำได้ ที่นี่คุณไม่ได้อายุงานหยุดที่ 29-30 ปี เหมือนบ้านเรา (จริง ๆ น่าจะออกกฎหมายได้แล้วนะ ที่รับสมัครงานแล้วบอกว่า รับเพศชาย, รับเพศหญิง อายุไม่เกิน 30 ปี ฯลฯ เนี่ย บ้ามาก -เสียงบ่นจากคนอายุใกล้ 30)
• ชอบ..ที่ทำอาชีพไหนคนก็ไม่มีการดูถูกกัน (จะขับรถเมล์ เก็บขยะ เป็นสาวโรงงาน พนักงานทำความสะอาดฯลฯ) มันก็แค่งาน ๆ หนึ่ง
• ชอบ..ที่รัฐบาลสนับสนุนเงินในเรื่องที่น่าสนับสนุน เช่น ถ้าคุณซื้อบ้านมือสอง จะจ่ายภาษีน้อยกว่าซื้อบ้านใหม่หรือสร้างใหม่ และถ้าคุณลงมือซ่อมแซมบูรณะบ้านหลังนั้น คุณสามารถไปขอเงินช่วยจากรัฐบาลได้อีก เพราะถือว่ามีส่วนช่วยรักษาสภาพแวดล้อม ไม่ให้ทรุดโทรม ติดตั้งฉนวนเก็บความร้อนใหม่, ติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ ฯลฯ รัฐก็ช่วยจ่ายคืนให้บางส่วนอีก เพราะถือว่าช่วยชาติประหยัดพลังงาน
• ชอบ..ที่เค้าให้ความสำคัญกับการศึกษามาก ๆ
• ชอบ..ที่กินเฟรนช์ฟรายส์บ่อย ๆ ก็ไม่ต้องรู้สึกผิด เพราะมันเป็นอาหารประจำชาติ ฮ่าๆๆ
• ชอบ..ที่มี IKEA ถูกดี

อยากรู้อะไรเกี่ยวกับฝั่งฟลานเดอร์ส ทั้งการเรียน การอยู่อาศัย การเรียน การทำงาน ฯลฯ เพิ่มเติม ไปดูได้ที่ http://www.flanders.be จ้ะ และ http://www.visitflanders.com/ สำหรับการท่องเที่ยวใน Flanders และ http://visitbelgium.com สำหรับการท่องเที่ยวในเบลเยี่ยมค่ะ

นึกอะไรไม่ออกละ เดี๋ยวนึกออกจะมาตามโปะ ตอนนี้จะกลับไปเชียน ทริป โรม ต่อล่ะ

—-

First Published on: Dec 21, 2008 @ 16:55
Updated on : March 25, 2008

+ เลือกรูมเมทผิด คิดจนเจ็บตับ..

Wednesday, March 19th, 2008

บล็อกนี่มีคำหยาบคาย หากทำใจไม่ได้จงรีบปิดไปโลดเน้อ
—————————————–
เนื่องจากข้าพเจ้านัั้นได้ย้ายนิวาสถานมาเป็นชาว “กล่อง” กับเค้าได้ประมาณหลายเดือนแล้ว
ตั้งแต่คุณแฟนกลับไป คอนโดขนาดสองห้องนอน มันก็ดูจะเกินความจำเป็นไปหน่อย
เลยกะว่าจะหารูมเมทมาแชร์ห้องดีกว่าปล่อยไว้ว่าง ๆ
เพราะผ่อนนี่ก็เดือนนึงใช่น้อย ร่วมสองหมื่นต่อเดือน เฮือก…

มีมาดูก็หลายคนอยู่ แต่การหารูมเมทนี่ไม่ง่าย โอกาสเจอคนที่เข้ากันได้ ยากยิ่งกว่าซื้อหวยปีละครั้ง แล้วให้ถูกรางวัลที่หนึ่งอีก

คนนึงมาจากฟิลิปปินส์ เป็นสาว NGO ชื่อวิเวียน บ้าโยคะ ตอนแรก ๆ เราคุยจากโทรศัพท์ ไม่ค่อยจะถูกใจเธอเท่าไหร่ เพราะเธอฟังดูเนือย ๆ หงอย ๆ แถมโทรมาทีไรก็ให้เพื่อนคนไทยคุยทุกที จนเราต้องถามว่าทำไม she ไม่คุยเอง.. she ก็บอกว่า ชั้นกลัวเธอฟังชั้นไม่รู้เรื่อง

ก็กรูโพสต์ ad เป็นภาษาอังกฤษอะนะ จะให้กรูฟังไม่รู้เรื่องได้ไงล่ะ เจ๊นี่

แต่พอวิเวียนมาถึง เธอมาพร้อมกับรอยยิ้มกว้างเท่าจานดาวเทียมไทยคม แถมขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ว่ามาถึงซะดึก เกรงใจจังเลย ขอโทษจริงๆ

เธอดูเข้ากับคนง่ายและยิ้มเก่ง แถมเอาขนมมาฝากอีกหลายห่อ
แถมเธอก็คุยเก่ง (กำลังดี ไม่ใช่พูดมาก)

โล่งอกไป เจอคนแบบนี้ ค่อยยังชั่ว

แต่ไอ้คนที่สองเนี่ยดิ ไอ้เควิน

จริงๆ เควินเนี่ย เคยเจอมาครั้งสองครั้งแต่ไม่สนิทอะไร ก็ดูไม่ได้มีพิษมีภัย ความชั่วไม่มีความดีไม่ปรากฎ

แต่คืนแรกที่เควินมาก็ปวดกบาลเลย เพราะมันมาถึงประมาณตีสอง
มาถึงก็ไม่มีการขอโทษขอโพยใด ๆ ทั้งสิ้น เดินดุ่ย ๆ เข้ามา วางกระปงกระเป๋าเสร็จ he ก็จะซักผ้าเลย “เดี๋ยวนี้”

เออ มรึงจะซักก็ลงไปเครื่องหยอดเหรียญข้างล่างดิ 20 บาท
“มีแฟ้บยังอะ”
“เอ่อ ไม่มี”
พามันไปถึงเครื่อง
“หยอดเหรียญดิ 20 บาท”
“มี 10 บาทเองอะ”
“กรำ..”

ต้องให้มันไปอีก 10 บาท no big deal..

กลับมาบนห้อง
“อ่ะ นี่กุญแจ ลองใช้ดูดิ แล้วอย่าเจือกทำหายล่ะ คีย์การ์ดอ่ะ หายคิด 500 นะ”
“โห แพงจังอะ”
“ชั้นไม่ได้เป็นคนคิดนะเว้ย คอนโดมันคิด แกก็อย่าทำหายดิ เอ้า ลองไขกุญแจดิ๊”

แล้วไอ้เควินก็ทะลวงกุญแจ กึ้งๆๆๆๆๆๆ !!!! ชนิดที่ว่า มึงจะเสียบแรงๆให้มันได้อะไรขึ้นมาเนี่ย กลัวลูกบิดห้องกูไม่พังใช่มั้ย

เข้ามาออนไลน์ นั่งทำงานต่อ ไอ้เควินเดินไปกุก ๆ กักๆ ทำอะไรกับโมเด็ม wifi เราก็ไม่รู้
“เฮ้ย ทำไร (วะ)”
“พยายามจะต่อเน็ต”
“ใจคอมึงจะถามกรูบ้างมั้ยล่ะว่าใช้ยังไง ใช้ได้ไหม”
หัวเราะแฮะๆ

“เข้าไม่ได้อะ”
“รหัสถูกปะ”
“ถูกนะ”

ซวยกูอีก ต้องมานั่ง set ค่าหาปัญหาให้มันว่าทำไมมันเข้า wifi ไม่ได้ ทำอยู่นานก็ยังเข้าไม่ได้ แล้ว net Buddy ดันมาเจ๊งอีก โทรไปที่ศูนย์คิดว่าพนักงานคงผูกคอตายหนีปัญหากันไปหมดแล้ว เพราะติดสายกัยหมด จนปัญญาไว้ลองใหม่พรุ่งนี้ละกัน ไปนอนดีกว่า

เข้าไปห้องนอน (มีสองเตียง ให้เควินนอนเตียงเดี่ยว เรานอนเตียงใหญ่) เควินยังคงรื้อค้นแคะแงะสิ่งของต่าง ๆ นา ๆ ในกระเป่า ทำของหล่นเป็นระยะ ๆ แล้วไอ้พื้นลามิเนตอ่ะนะ เหรียญสิบบาทหล่นก็ดังไปสามห้องแล้ว แล้วไอ้เควินก็ขยันทำหล่นมาก

แถมมันขยันเปิดไฟมาก เปิดมันทุกดวงอย่างกับงานวัดภูเขาทอง.. ค่าไฟมันแพงนะเว้ยยยย แมร่งงง..

ความซวยได้มาเยือนกรูแล้ววววววว

เราเลยหนีไปนอนก่อน
“ก่อนนอนก็อย่าลืมปิดไฟด้วยล่ะ”

เช้าวันถัดมา
ตื่นมาเพราะอีเควินออกไปเข้าห้องน้ำ แล้วปิดประตูเสียงโคตรดัง กูล่ะเซ็ง

อินเตอร์เน็ตกลับมาใช้ได้เหมือนเดิม เราก็ใช้ wifi ได้ปรกติ

ระหว่างนี้เควินเดินออกไปเก็บผ้าที่ตากไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ซึ่งตากไว้ที่ระเบียงด้านนอกติดกับห้องครัว ที่มันจะมีประตูกระจกสไลด์กั้นไว้
ไอ้เราก็ไปนั่งทำงาน พยายามซ่อมอินเตอร์เน็ตให้มันต่อ

ปั้ง ๆๆๆๆๆๆ!!!

ปั้ง ๆๆๆๆๆๆ!!!

ตอนแรกนึกว่าไอ้ห้องข้างบนพาช่างมาทำ built-in อีก แต่มันทุบไม่เลิกว่ะ แล้วไอ้เควินไปเก็บผ้าอะไรของมันนานนักหนา

ปั้ง ๆๆๆๆๆๆ!!!

เสียงมาจากระเบียงนี่หว่า เดินออกไปดู
นังเควินยืนทุบประตูกระจกอยู่ ทำท่าว่า ประตูล๊อก เลยกลับเข้ามาไม่ได้

เราเดินไปใช้แรงเลื่อนประตูเพียงเล็กน้อย ประตูก็เปิดออกมาได้
“อะไรวะเควิน?”
“ประตูมันล็อกอ่ะ เข้าไม่ได้”
“แกจะบ้าเหรอ ใครจะไปล็อก มันไม่ได้ล๊อก แกไม่ออกแรงดึงเลยนี่นา”
“อ้าว เออ ไม่ได้ล็อกจริงๆด้วย”

ไอ้บ้าเอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย เอ็งจะบ้าไปถึงไหนวะเนี่ย ชั้นชักจะทนไม่ไหวแล้ว นี่แค่วันแรกเองนะ ก็ทำกูจะบ้าแล้ว

มันยังเข้า wifi ห้องเราไม่ได้ เราเลยบอกให้ไปลองที่ร้านกาแฟข้างล่างดูละกัน ว่่าเข้าได้ไหม มันก็เข้าไม่ได้อีก สรุปว่าเป็นที่เครื่องมันอะแหละ ไม่ได้เป็นที่เน็ตเวิร์คเรา

เซ็งเป็ด

คาดว่าเควินคงจะได้อยู่ถึงแค่สิ้นเดือนนี้แล้วเควินคงต้องไป เพราะเราสุดแสนจะอึดอัดกับการมีมันอยู่ด้วยเป็นอย่างมาก

คนอะไรวะ มาวันแรกก็ทำให้เรารำคาญได้เพียงนี้ โคตรนับถือมันจริงๆ