✈ A lot of ขี้วัว ที่พาราณสี (update)
นรกมีจริง
ไปมาสองครั้งแล้วพาราณสีเนี่ย ไปถึงครั้งแรก บอกได้เลย ว่าโคตร ๆ ๆ ๆ จะเกลียดเมืองนี้เลย วุ่นวายมาก!! คนก็ชอบเดินตามมาขายของ ตื๊อแบบว่าถ้าตบะไม่แตก ไม่ไล่ ไม่ไป มีอะไรมั้ย (พร้อมสั่นหัวยึกยัก) ขี้วัวเป็นพรืด ชนิดปูพรม.. เดินยังไงให้ไม่เหยียบขี้วัวที่พาราณสี ยากกว่าซื้อหวยปีละครั้งแล้วเอาให้ถูกรางวัลที่หนึ่งอีกมั้ง
แต่อยู่ ๆ ไป พอเริ่มรู้จักคนบ้าง เริ่มจะชินกับความอลหม่านของเมืองนี้แล้ว ก็จะเริ่มรู้สึกดีกับมันมากขึ้น อะไรที่เคยกวนใจ ก็พอจะมองเป็นตลกไปได้ เริ่มจะนั่งจิบชาข้างถนน เริ่มจะชอบชีวิตแบบวุ่นวายแต่มีสีสันของที่นี่ ชอบเสียจนต้องกลับไปอีกเป็นครั้งที่สอง และคาดว่าจะมีครั้งต่อ ๆ ไปอีก

อินเดียในตำนาน
ฉันกับเอก เพื่อนที่สุดแสนจะเกลียดอินเดียเข้าไส้ มาถึงพาราณสีด้วยรถไฟ หลังจากที่ดื่มด่ำกำซาบ แถปุยหิมะ กันอย่างน่าหมั่นไส้ที่สิกขิมมาหมาด ๆ ไม่นับที่ไปติดอยู่ที่ สถานีรถไฟ New Jalpaiguri อีก 2 คืน เพราะรถไฟขบวนที่เราต้องการนั้นเต็มหมด ลำพังเพิ่งผ่านพ้นวิกฤตการณ์ “จองตั๋วรถไฟ” มาอย่างสะบักสะบอมก็ต้องมาผจญต่อกับเหล่า “นักตื๊อ” ที่พาราณสีอีก
แม้กระทั่งในไกด์บุ๊คยังเขียนบรรยายไว้ซะน่าเที่ยวว่า “พวกเหล่านักตื๊อพวกนี้ จะจ้องมองหานักท่องเที่ยว ราวกับสิงโตที่รอคอยขย้ำเหยื่อที่ไม่มีทางสู้” (-_-”) แหม่ ฟังดูแล้วใจชื้นยังไงชอบกล

ก็เหมือนเมืองไทยล่ะนะ พวกตุ๊ก ๆ แท๊กซี่ (กรณีที่พาราณสีจะเป็นริกชอว์ หรือ สามล้อถีบ, ถ้าตุ๊กๆ ที่นี่จะเรียกว่า ออโต้ริกชอว์) จะคอยหาเหยื่อแถว ๆสถานีรถไฟ หรือสถานีรถบัส พอเห็นนักท่องเที่ยวแบกเป้รุงรัง แบบ ใหม่สดจากเตาเลย แบบนี้เพิ่งเคยมาแน่ จะกรูกันเข้ามาแบบไม่เกรงใจเทพเจ้าองค์ไหนเลย
แล้วไอ้เราก็ดันไปลงที่สถานี มุฆัลเซราย (Mughal Sarai) ซึ่งอยู่ห่างจากพาราณสีประมาณ 10 กิโลเมตร ที่เราต้องมาลงที่นี่เพราะตั๋วไปพาราณสีหาไม่ได้เลย เต็มหมดทุกเที่ยว มาลงที่นี่แทนก็ได้(วะ) แล้วต่อออโต้ริกชอว์ที่เราโทรให้ทางเกสต์เฮาส์ส่งมารับที่สถานี เพื่อต่อไปยังพาราณสี ไอ้เวลาที่รถไฟมาถึงก็ดีมาก ประมาณตีสาม! แล้วออโต้ริกชอว์ก็ไม่ยอมมารับด้วยจนกว่าจะเช้า เราต้องนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่แถว ๆ ม้านั่งที่สถานีนั่นแหละ
ข้าง ๆ ม้านั่งมีตู้ขายกาแฟอัติโนมัติ แบบรุ่นล่าสุด ดูดีไฮโซ เหมือนตามออฟฟิศในกรุงเทพฯ แต่ถ้วยไม่ได้เป็นถ้วยกระดาษนะ เป็นถ้วยดินเผา! แปลกดี เครื่องทันสมัย แต่ถ้วยยังเดิม ๆ อยู่ กินเสร็จแล้วก็เขวี้ยงให้แตก เพราะคนอินเดียยังถือเรื่องวรรณะกันอยู่ (บางคนมาก บางคนน้อย) ไม่กินถ้วยซ้ำกับใคร กินถ้วยไหนก็ถ้วยนั้น กินเสร็จแล้วทำลายทิ้งเลย ถ้าเป็นตามร้านอาหารที่มีแก้วน้ำสเตนเลสให้ คนอิินเดียส่วนมากจะไม่มีการเอาปากแตะแก้วเลย แต่จะยกแก้วขึ้นสูง ๆ แล้วเทน้ำแบบ กรอก ใส่ปาก อันนี้รวมไปถึงขวดน้ำด้วย แม้กระทั่งเพื่อนกันก็ตาม ถ้าเราเอาปากแตะปากขวดไปแล้ว เขาจะไม่กิน หรือบางคนถ้าสนิทกันจริงๆ ก็กินได้ แต่เค้าก็ยังกินแบบ “เท” น้ำเข้าปากอยู่ดี
ริกชอว์นรกส่งมาเกิด
เด็กที่เกสต์เฮาส์ชื่ออโศก เอาออโต้ริกชอว์มารับถึงหน้าสถานี เขาเอาโบรชัวร์ของเกสต์เฮาส์ Ganga Fuji ที่เราจองไว้ติดมาด้วย พร้อมชื่อฉันที่เขียนไว้บนโบรชัวร์ ว่าไม่ได้มั่ว แต่เรื่องมันไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะขนาดว่ามีคนมารับถึงที่แล้ว พวกเหล่าริกชอว์แขกจอมตื๊อก็ยังมารุมล้อม คือ “ล้อม”จริงๆ เราติดแหง็กอยู่ตรงกลาง ไอ้เราก็แหวกเอากระเป๋าไปใส่รถได้แล้ว ยังมาพูดหว่านล้อมไม่ให้เราไป ฉันพยายามไม่ใส่ใจ แต่มันกวนตีนเหลือเกิน
“อีนี่นายจะไปหนาย ไปริกชอว์ม้าย”
“จองเกสต์เฮาส์ไว้แล้วมีคนมารับแล้ว”
“ไอ้เนี่ยเหร๊อ” (ชี้ไปที่เด็กที่มารับ)
“ใช่ มีปัญหาเรอะ”
“โอ๊ย ไปกันฉานดีกว่า”
“จะบ้าเหรอก็เค้ามารับแล้ว ไม่ไปๆๆ” แล้วไอ้แขกมหาประลัยนั่นมันก็ไปเจรจากับเด็กของเกสต์เฮาส์ ซึ่งกำลังทำหน้าหวานอมขมกลืนอยู่ข้าง ๆ คนขับรถด้านหน้า จะบอกให้ออกรถก็กลัวโดนตีน เพราะพวกมาเฟียริกชอว์ได้ล้อมท่านไว้หมดแล้ว
ฉันปล่อยให้แขกได้เจรจากันไป นานเกือบสิบนาที รถก็ยังไม่ออก
ลามไปถึงการไปฉกโบรชัวร์เกสต์เฮาส์มาจากมืออโศกแล้วมันก็เอาไปพลิก ๆ ดู
“นี่อีกนานป่าว? ไปเหอะ” ไอ้แขกริกชอว์นั่นยังพล่ามกับอโศกไม่เลิก ส่วนอโศกก็ทำหน้าไม่ถูก ฉ้นเลยเดินลงไปคุยกับอาบังนั่นตัวต่อตัวไปเลย เบื่อที่สุดถึงที่สุดแล้ว
“ยังคุณยังไปไม่ได้ คุณบอกชื่อเกสต์เฮาส์คุณมาก่อน” ฉันเริ่มจะหมดความอดทน กัดฟันบอกชื่อเกสต์เฮาส์มันไป
“เจ้าของเกสต์เฮาส์ชื่ออะไร” จะถามทำไมเนี่ย
“ชั้นจะไปรู้ได้ไงล่ะ จะถามชื่อพ่อชื่อแม่เขาด้วยมั้ยล่ะฮึ” ฉันยื่นมือไปจะเอาโบรชัวร์คืน เพราะมันมีชื่อฉันอยู่บนนั้นด้วย ริกชอว์ตัวแสบเอาโบรชัวร์ไปซ่อนไว้ด้านหลัง!! เชื่อมันเลย!!
“คุณต้องบอกมาก่อนว่าเขาชื่ออะไร” บ๊ะ!!
“ทำไมบัง ทำไมมีปัญหาอะไรหรอ จะเอาอะไรอีก”
“มา ผมโทรหาเขาก็ได้ ผมจำเสียงได้ ถ้าได้ยินเสียงจะรู้ว่าเป็นใคร” ฉันเส้นประสาทขาดผึง
“เฮ้ย แกจะบ้าเรอะ เจ้าของชื่ออะไรแล้วมาเกี่ยวอะไรกับชั้นด้วย เอาโบรชัวร์คืนมานี่นะ”
“ยูเงียบปากไปเลย”
“อ๊าวววว พูดงี้เดี๋ยวเอาขี้วัวป้ายหน้าเลย ก็ชั้นจ่ายเงินให้เค้ามารับ ชั้นมีสิทธิ์สั่งให้เค้าออกรถ”
“แต่ว่าเขา (ชี้ไปที่อโศก) เป็นคนอินเดีย ยู่ไม่ช่ายคนอินเดียนี่!”
????? ฉันได้แต่อึ้ง แล้วมันเกี่ยวตรงไหน (วะ)
“แล้วทำไม เกี่ยวอะไรกับเป็นคนประเทศอะไร ยูจะบ้าเหรอ” เพื่อนเอกก็ช่วยเหลือดีมากเลย นั่งเงียบตลอด
“เพราะคนอินเดียต้องคุยกับคนอินเดียด้วยกันซี๊!”
“ทำไม จะได้โกงง่าย ๆ หน่อยใช่มั้ย นี่ บอกเลยนะ ปล่อยให้เราไปได้แล้ว แล้วเลิกไปยุ่งกับอโศกซะที”
“ทำไม ทำไม ยูจะทำไม”
“เอ๊า แล้วยูล่ะจะทำไม ใหญ่นักเหรอ เอ๊อ ชั้นไม่ไปก็ได้” ฉันหันไปเอากระเป๋าออกจากรถ
“ไป จะไปนักใช่มั้ย ไปหาตำรวจด้วยกันเลย มา”
เท่านั้นแหละ แขกก็แขกเหอะวะ เงียบไปทันที
คนอินเดียไม่ค่อยชอบตำรวจ ไม่ใช่ว่าเกรงกลัว แต่กลัวเสียเงิน (ฮา) ฟังดูเหมือนประเทศไหนก็ไม่รู้เนอะ มันอยู่ที่ว่าใครจะยัดเงินตำรวจได้มากกว่ากัน ใครยัดมากกว่า ฝ่ายนั้นชนะ ระบบเน่าพอกับประเทศแถว ๆ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศหนึ่ง แต่นี่คือเรื่องจริง
ลิงกับเกสต์เฮาส์
เราพักที่เกสต์เฮาส์ Ganga – Fuji เจ้าของเป็นหนุ่มใหญ่ ท่าทางไว้ตัว แต่ถามอะไรก็ให้ข้อมูลดี ไม่หวง เขาชื่อราช แต่คนอื่นมักเรียกเค้าด้วยนามสกุลว่า การ์ปูร์ เพราะเป็นตระกูลมีชื่อ ค่อนข้างไฮโซของพาราณสี การ์ปูร์เคยแต่งงานกับผู้หญิงญี่ปุ่น และย้ายไปอยู่ญี่ปุ่นเกือบสิบปี จนพูดภาษาญี่ปุ่นได้คล่องราวกับเจ้าของภาษา ทำให้เกสต์เฮาส์นี้มีคนญี่ปุ่นมาพักค่อนข้างมาก แต่การ์ปูร์เทคแคร์ทุกคนอย่างดี แถมออกจะไม่ค่อยชอบคนญี่ปุ่นอยู่หน่อย ๆ ด้วยซ้ำ (อ้าว) การ์ปูร์บอกว่า อยู่ไป 9 ปี ปีแรก ๆ ก็มีความสุขดี แต่อยู่ไปนาน ๆ เริ่มไม่ชินวัฒนธรรมต่อหน้าอีกอย่างลับหลังอีกอย่าง ปัจจุบันการ์ปูร์หย่ากับภรรยาแล้ว มีลูกชายวัย 8 ขวบด้วยกันหนึ่งคน เป็นเด็กผิวขาวแบบญี่ปุ่น แต่ตาโตเหมือนแขก เออก็เป็นส่วนผสมที่เข้าท่าดี (แต่ไอ้เจ้าเด็กคนนี้มันเลี้ยงยากมากเลยนะ อาหารอินเดียก็ไม่กิน นอนห้องไม่มีแอร์ก็ไม่ได้ แถมดูพ่อจะภูมิใจซะอีก ไว้จะเล่าให้ฟังทีหลัง)
แถวเกสต์เฮาส์มีลิงเยอะมาก แต่มักจะไม่ลงมาที่พื้น จะอยู่บนหลังคา หรือไม่ก็เกาะกลุ่มกันอยู่ตามต้นไม้ และไม่กลัวคน คนซะอีกที่ต้องกลัวลิง เพราะบางทีชอบมาขโมยของกิน บางทีก็มาขี้ทิ้งไว้ต่างหน้าแล้วก็จากไป ปล่อยให้คนในเกสต์เฮาส์เหยียบขี้ลิงกันสนุกสนานในตอนเช้า เกสต์เฮาส์แทบทุกที่ต้องติดลูกกรงหรือเหล็กดัดกันลิงเข้า ไป ๆ มา ๆ ดูเหมืิอนคนถูกขังอยู่ในกรง แล้วลิงได้อยู่อย่างมีอิสรเสรีภาพซะมากกว่าอีกนะนั่น

มีอยู่ตัวหนึ่ง ฉันเลยให้ถั่วกิน วันถัดมามันพาเพื่อนมาเป็นฝูงเลย มารอที่หน้าต่าง ฉันเลยแบ่งทับทิมให้ไปครึ่งลูก ดูลิงตบตีแย่งทับทิมกัน สนุกดี (อ้าว ซาดิสม์นี่หว่า)
ดูวิดิโอเจ้าลิงตัวนี้ได้ที่นี่
[youtube=http://www.youtube.com/watch?v=dfJrLRjppOs&hl=en]
วัวศักดิ์สิทธิ์
ฉันใช้เวลา 2-3 วันก็เริ่มที่จะปรับตัวได้ แต่ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่า วัวตัวไหน ดูท่าว่าจะขวิดหรือไม่ขวิด! เพราะบางตัวดูใจดี มีเมตตา หน้าเซื่อง ๆ แต่พอเดินเฉียดไปหน่อย ก็เอาเขา (โชคดีที่มันกุด) ขวิด ๆ แบบทีเล่นทีจริง (แต่ตูเสียวนะ) ฉันไม่เคยไว้ใจวัวที่อินเดียได้ซักตัว แม้แต่เพื่อนชาวอินเดียที่เป็นชาวพาราณสีโดยกำเนิด จะพยายามชวนเชื่อเท่าไหร่ว่า “วัวน่ารักออก ดูซิ แววตาอินโนเซนท์” ฉันก็ไม่เชื่อเด็ดขาด เพราะฝังใจ ที่โดนขวิดแบบหวุดหวิดมาแล้วสองครั้งสองครา ในขณะที่เพื่อนชาวอินเดีย เดินผ่านวัวไปแบบตัวปลิว (บางครั้งมีแวะตบหัววัวแบบเอ็นดูอีกต่างหาก)
สงสัยชาติหน้าอาจจะต้องเกิดเป็นฮินดู วัวถึงจะรัก

เค้าว่าวัวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นพาหนะของพระศิวะ (หรืออีกชื่อคือพระอิศวร แต่คนอินเดียจะเรียก Shiva) ยิ่งที่พาราณสี ซึ่งเป็นเมืองของพระศิวะ ด้วยแล้ว คนยิ่งไม่ไปยุ่งกะวัวให้วัวต้องรำคาญใจเลย แถว ๆ วงเวียนกลางสี่แยกแถว ๆ Dasaswamedh (ทาสอัศวเมธ) Ghat (ฆาต หรือเชิงตะกอนนั่นแหละ) หรือ Main Ghat เป็นสี่แยกที่จอแจที่สุดแห่งหนึ่งของพาราณสี เป็นวงเวียนที่ติดกับตลาด ติดร้านอาหาร ติดแผงลอย และเป็นฆาตที่นักท่องเที่ยวมามากที่สุด คิดดูว่ามันจะวุ่นวายขนาดไหน
แต่ถึงจะวุ่นวายจอแจ ทั้งรถราผู้คนเป็นหมื่นเป็นแสนสัญจรผ่านไปมา กลางวงเวียนนี้ จะมีวัวมานอนเป็นประจำ แล้วไม่ได้มาแบบไม่ได้ตั้งใจด้วยนะ คือมันตั้งใจมานอนที่นี่เลย เพราะทุกวันจะเป็นตัวเดิม ๆ คนแถวนั้นจำได้หมด วันไหนไม่มาอาจจะถึงขึ้นคิดถึงกันเลยทีเดียว
แต่ไม่ใช่ว่าวัวทุกตัวจะน่ารักสงบเสงี่ยมเสมอไป วัวจะมีสองประเภทที่ไอ้พวกตัวที่ขาว ๆ เจี๋ยมเจี้ยม นี่เค้าก็เรียกกันตามปรกติว่า Cow และพวกตัวดำ ๆ มีหนอก คนอินเดียเค้าจะเรียกว่า Bull (จริง ๆ มันก็ไม่ใช่กระทิงหรอกนะมันก็คือวัวนี่แหละ แต่เป็นพวกพันธุ์บราห์มัน หรือพวกอินดูบราซิล ตัวใหญ่บะเล่ง) แล้วไอ้พวกตัวดำ ๆ นี่แหละ ดุนัก พยากรณ์อารมณ์ไม่ค่อยจะได้ คนอินเดียเองยังหวาด ๆ เวลาเจอที่ไหนต้องหลบให้มันเดินไปก่อน
แล้วพาราณสีก็เป็นเมืองที่เป็นเหมือนเขาวงกต แต่ละซอยนี่แต่คนเดินสวนกันได้ก็บุญแล้ว แถมบางทีเจอวัวเดินผ่านมา ต้องหลบขึ้นบนร้านข้างทางกันเป็นแถบ ๆ แถมบางตัวก็ชอบนอนขวางหน้าร้านหรือทางเข้าโรงแรม บางตัวชอบแวะร้านขายส่าหรี (ไม่รู้ทำไม เห็นหลายครั้งแล้ว โผล่มาแต่ตูด แต่หัวเข้าไปอยู่ในร้าน)
แต่คนอินเดียรุ่นใหม่ ๆ ไม่ค่อยเคร่งเรื่องวัวนี้เท่าไหร่นัก ฉันเคยถามเพื่อนคนอินเดีย ซึ่งเป็นคนเมืองใหญ่อย่างมุมไบ (บอมเบย์) ว่ากินเนื้อวัวด้วยเหรอ ไม่ใช่ว่ามันศักดิ์สิทธิ์เหรอ เจ้าหล่อนตอบหน้าตาเฉย “ศักดิ์สิทธิ์ก็ดีดิ กินซะเลย ฮ่าๆๆๆๆ”
จะรีบไปตาย??
คนไทยคุ้นกับชื่อพาราณสีมานาน เพราะตั้งแต่เล็กจนโตเราก็ร่ำเรียนกันมาว่า พาราณสีคือเมืองที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนาเป็นครั้งแรก แก่่พระปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน (ปัจจุบันเรียกว่า เมืองสารนาถ ใช้เวลาเดินทางแค่ครึ่งชั่วโมงจากพาราณสี) บางที่ก็ยังเห็นใช้ชื่อ “กาสี” อยู่ ซึ่งเดิมนั้น กาสี เป็นชื่อแคว้น (กาสี แปลว่า แสงสว่าง) ต่อมาเมื่อสมัยอยู่ภายใต้อาณานิคมก็เป็นชื่อ เบนาเรส (Benares) จนในที่สุดก็เปลียนกลับมาเป็นพาราณสี (หรือ วาราณสี Varansi ตามสำเนียงอินเดีย)
ทุกวันนี้คนไทยจำนวนมากยังคงเดินทางมาแสวงบุญที่นี่ ถ้าได้ลงไปที่แม่น้ำคงคา (หรือคนอินเดียเรียก Ganges – แกงกี หรือ Ganga – กังกา, Ganges คือเวอร์ชั่นที่รับมาจากฝรั่ง แต่แบบเดิม ๆ คือ Ganga แต่แบบไหนก็ได้ แล้วแต่คนจะเรียก ) จะเห็นทัวร์กรุ๊ปจากเมืองไทยกันอยู่บ่อย ๆ หลายคณะมักจะมีพระสงฆ์มาด้วย ได้ฟังการนำทัวร์ผสมธรรมมะเพลินดีไปอีกแบบ

สำหรับคนไทยคือที่ที่มาแสวงบุญ สำหรับคนอินเดียคือที่ที่มาล้างบาปและที่ที่เดินทางมาตาย
บางคนรู้ตัวว่าใกล้ตาย ก็จะให้ลุกหลานพามา “รอ” ที่นี่เลย เอาให้แน่ใจว่าตัวเองได้มาตายที่พาราณสี เพื่อจะได้ไปสู่ภพชาติที่ดีกว่าและบาปจะได้รับการชำระเสียแต่ชาตินี้ บางคนไม่ทันได้รอ ตายเสียก่อน อาจจะสั่งเสียลูกหลานไว้ ให้มาเผาหรือลอยน้ำที่นี่
พาราณสีมี “ฆาต” อยู่ริมแม่น้ำจำนวนมากมาย ฆาต หรีอเชิงตะกอนนี้ไม่ได้มีไว้เผาศพเสียทุกฆาต ฆาตส่วนใหญ่จะเป็นลานกว้าง สำหรับทำพิธีทางศาสนาทั่ว ๆ ไป เช่น ทำบุญ อาบน้ำล้างบาปช่วงเช้า แม้กระทั่งมานั่งสมาธิ สวดมนต์ แต่ฆาตที่ไว้เผาศพนั้นจะแยกตัวออกไป จะเรียกฆาตที่ใช้ทำพิธีศพนี้ว่า Burning Ghat หรือฆาตสำหรับพิธีฌาปณกิจ ซึ่งห้ามถ่ายรูปโดยเด็ดขาด
รอบ ๆ Burning Ghat นี้จะมี “สถานที่รอ” เป็นห้องเล็ก ๆ บางทีก็ใช้เป็นที่หลบแดดนั่งพักของญาติ ๆ ที่นำศพมาทำพิธี แต่บางครั้งก็เป็นสถาณที่ที่คนแก่ ๆ มานั่งนอนรอความตายอย่างที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่..
ศพจะถูกแห่มาตามถนน และไม่มีใครสนใจ เพราะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญยิ่งกว่าคนไทยกินข้าว ขบวนศพปะปนอยู่กับขบวนสามล้อ วัว พ่อค้า แม่ค้า ที่หลั่งไหลกันมาตามถนนแคบ ๆ ของพาราณสี
ถ้าตะโกนด่าใครลอย ๆ ว่า”เฮ้ยจะรีบไปตายหรือไงวะ!!?”ที่พาราณสี
อาจจะได้คำตอบว่า “เออ ขอโทษนะ เดี๋ยวไม่ทัน”
การเผาศพก็ต้องใช้ไม้ ขนาดตายแล้วยังมีแบ่งชั้นวรรณะ คนที่มีเงินหน่อยอาจจะเลือกไม้กฤษณาที่หอมเนื้อดี ที่คนจน ๆ หน่อยก็เลือกเอาไม้อะไรก็ได้ ขอให้ถูก ๆ ไว้ก่อน ให้ได้เผาก็พอแล้ว การเผาก็ทำกันกลางแจ้ง ไม่มีโลง มีแต่ศพที่ห่อผ้าหลากสีสัน มีพวงมาลัยและดอกไม้โปรยไว้ แล้วก็เผากันเลย คนที่นี่เผาศพกันทุกวันวันละหลาย ๆ ศพ บางศพแขนขาเด้งขึ้นมา เรียกเสียงกรี๊ดวี๊ดว้ายของคนขวัญอ่อนได้ทุกครั้ง แต่สำหรับคนที่มีหน้าที่เผาศพ แค่เอาไม้เขี่ย ๆ แล้วก็หันไปนั่งจิบชาต่อ ไปนั่งดูบ่อย ๆ ก็ปลง ความตายและชีวิตแตกต่างกันก็แค่ลมหายใจเดียว หายใจเข้าได้หายใจไม่ออกก็ตายแล้ว ตายไปก็เหลือแค่กระดูกกองนึง แค่นี้แหละ
ราช
ฉันไปนั่งดูเขาเผาศพและไปนั่งเล่นแถวแม่น้ำคงคาเป็นประจำ จนคุ้นเคยกับเด็กขายโปสการ์ดแถวนั้น มีคนนึงตัวเล็กนิดเดียวชื่อ พินตู เอาโปสการ์ดมาขายทุกวัน ฉันก็อุดหนุนไปบ้าง หลัง ๆ เริ่มมาถี่ ฉันเลยบอกว่าซื้อหลายใบแล้วไง พินตูเลยมีของเล่นมาใหม่ เป็นผงสีผสมกากเพชร วาดเป็นลวดลายบนมือได้
“นี่ นี่ ผมเรียนเองเลยนะ ลองดูมั้ย”
“แล้วมันจะติดนานไหมล่ะ”
“ก็นานนนน”
“นาน พรุ่งนี้พินตูก็ไม่ได้มาขายอีกน่ะซิ?”
“พรุ่งนี้ก็เลือกลายใหม่ซิ”
“แล้วจะลดราคาให้หรือเปล่าล่ะ”
“ลดไม่ได้หรอก สีแพง”
“ฮ่าๆๆ”
“นะ นะ ลองหน่อยนะ”
“อ่ะก็ได้” ฉันยื่นมือขวาให้พินตู พินตูเปิดกล่องกระดาษที่มีขวดผงสีอยู่ 5-6 ขวดออกมา แล้วก็เริ่มละเลงสี ดูไม่ค่อยจะเข้าท่า แต่ออกมาแล้วก็สวยดี
“เก่งนี่ เรียนเองเหรอ”
“ใช่แล้ว ผมชอบเรียนอะไรใหม่ ๆ ทุกวัน นี่ ๆ ๆลองอันนี้ด้วยมั้ย มีเฮนน่าด้วยนะ”
“วันนี้ทำอันนี้ไปแล้วไง”
“ก็อีกข้างนึงไง”
“ขายเก่งจริงว่ะตัวแค่นี้” พินตูยิ้มปากกว้างถึงรูหู

“พินตู! อย่าไปกวนพี่เค้ามากนักเลยวะเอ็งนี่” ฉันหันไปตามเสียง เจ้าของเสียงเป็นผู้ชายอินเดีย อายุราว ๆ ซักยี่สิบปลาย ๆ ผมเผ้าเปียกเหมือนเพิ่งขึ้นมาจากน้ำ พินตูพูดกลับไปเป็นภาษาฮินดี แล้วทั้งคู่ก็โต้ตอบกันเป็นภาษาฮินดีอยู่นาน แต่ดูเหมือนจะแหย่กันเล่นมากกว่า เพราะโวยวายกันไปขำกันไป
ฉันให้เงินพินตูไปยี่สิบรูปี
“แต๊งกิ้ว!!” แล้วกฺ็วิ่งแจ้นไปหานักท่องเที่ยวคนอื่นต่อ
“มันน่ารำคาญหน่อยนะ เด็กแถวนี้” ชายแปลกหน้าคนเดิม ขึ้นมานั่งที่บันไดขั้นเดียวกับฉันพลางเช็ดผมไปด้วย ฉันไม่ตอบอะไร
“มาจากประเทศไหนเหรอคุณ?” ฉันก็ยังไม่ตอบอะไร นั่งเขียนไดอารี่ไปเงียบ ๆ ไอ้นี่ท่าจะบ้า มาชวนคุย โจรป่าววะ
“กลัวผมเหรอไง” เขาพูดกลั้วหัวเราะ
“เปล่า แต่แม่ไม่ให้คุยกับคนแปลกหน้า” (มุขโคตรโบราณเลยกรู)
“ผมแปลกหน้าเหรอ ไม่มั้ง คุณต่างหากที่แปลกหน้า ผมเกิดที่นี่ โตที่นี่นะ คุณไม่ได้มาจากที่นี่ซักหน่อย”
คนอะไร กวนทีนนนนนนนนนนน (-*-)
“เอ่า มาจากประเทศอะไรล่ะตกลง”
“ไทย”
“อ๋อ ไทยแลนด์ ว่าแล้วเชียว”
“ทำไม รู้ได้ไง”
“ก็เดาเอา เพราะหน้าก็ไม่ใช่ญี่ปุ่นแน่นอน จีนก็ไม่น่าจะใช่ เกาหลียิ่งไม่น่าใช่ เพราะคุณดำเกินไป”
เออ เออ.. ตูมันดำ..
“มาทำไรแถวนี้ล่ะ” ชักไม่อยากจะคุยกะมันแล้วนะเนี่ย แต่รอถ่ายรูปพระอาทิตย์ตก ต้องนั่งต่อไป
“มาทำนามั้ง ไม่เห็นเหรอ มานั่งเล่น”
“อ่าว ก็นึกว่ามาตาย”
“เอ๊า…”
“อะล้อเล่น นี่ คุณกลัวผมจริง ๆ ใช่ปะเนี่ย เป็นไร ทำไม หน้าผมมันน่ากลัวมากหรอ”
“ที่เมืองไทยเค้าบอกว่าไม่ให้ไว้ใจแขก”
“ฮ่าๆๆๆๆ”
“ทำไมขำอะไร”
“ก็ไม่ต้องไว้ใจซิ คนอินเดียยังไว้ใจคนอินเดียด้วยกันไม่ได้เลยคู้ณ”
ฉันไม่พูดอะไร ก้มหน้าก้มตาเขียนไดอารี่ต่อ
“เขียนไรอะ” (ชะโงกหน้ามาดู)
บ๊ะ ไอ้บ้านี่ นอกจากกวนทีนแล้วยังสอดรู้สอดเห็นอีกด้วย
ฉันหยุดเขียน ยื่นไดอารี่ให้ดู เขาหยิบไปดูซักแป๊บนึง แล้วส่งคืน
“อ่านไม่ออก”
ก็แหงล่ะ ภาษาไทยนี่หว่า จะไปอ่านออกได้ไง เขาลุกขึ้นยืน ปัดตูดกางเกงปั้บ ๆ แล้วก็หันหลังจะเดินกลับไปข้างบนฝั่ง
“ไปละนะ ยินดีที่ได้รู้จัก ผมชื่อ ราช นะ”
“อือ”
“ถ้าเย็น ๆ ยังอยู่อาจจะได้เจอกันอีก ผมทำงานอยู่ที่เกสต์เฮาส์แถวนี้แหละ”
ว่าแล้ว ราชก็เดินจากไป ความสงบสุขก็ได้กลับมาเยือนอีกครั้ง เวลาวางกระดาษ ไม่ว่าจะเป็นสมุดโน้ต หรือ อะไรก็ตามต้องระวัง ไม่ใช่แค่ว่ามันจะปลิวอย่างเดียว แต่ระวังแพะมากิน!
ประชากรแพะที่นี่ มีมากไม่น้อยกว่าประชากรวัว และเดินเล่นได้อย่างอิสระตามใจฉันมาก ๆ และกินทุกอย่างที่ขวางหน้า กระดาษนี่ชอบมากเป็นพิเศษเลย เผลอเป็นไม่ได้
ปูจา – บูชาไฟ
ตอนเย็น ๆ พระอาทิตย์ตก สวยมาก ๆ แต่พอพระอาทิตย์จากไปแล้ว ยุงจะเข้ามาแทนที่ทันที ฉันรีบถ่าย ๆ ๆ รูปแล้วก็แจ้นกลับที่ Main Ghat ซึ่งเค้ามีพิธีปูจา (Puja หรือ ภาษาไทยคือ บูชา) ช่วงค่ำกันอยู่ คนจะมานั่งกันที่แม่น้ำแล้วทำพิธีบูชาไฟ โดยคนทำพิธีเป็นพราหมณ์หลายคน แต่ละคนคงต้องมีกำลังแขนเป็นเยี่ยม เพราะต้องทั้งเหวี่ยง ทั้งถือภาชนะทองเหลืองชิ้นไม่ใช่เล็ก ๆ แถมยังมีไฟลุกอยู่อีก ร้อนก็ร้อน หนักก็หนัก นานก็นาน นับถือในความพยายามจริง ๆ

พิธีนี้ทำกันทุกวัน มีการสวดมนต์ สั่นกระดิ่ง ทำกันหน้าแม่น้ำที่ main ghat นี่แหละ (ghat อื่นก็มีแต่ไม่ใหญ่เท่า) มีเคริื่องขยายเสียงดังไกลไปหลายกิโล ทั้งคนอินเดียทั้งนักท่องเที่ยว และแน่นอน รวมไปถึงวัว แห่มารวมพิธีกันแน่นทุกวัน แต่อย่าลืมเอายากันยุงไปทาด้วยล่ะ

ยังมีต่ออีกสำหรับพาราณสี ไว้แวะมาอ่านอีกนะก๊ะ
Tags: พาราณสี อินเดีย

March 24th, 2008 at 3:53 pm
อ่านแล้วสนุกจริง ชอบรูป 2356713693_797b77b322_o.jpg ด้วย ^_^
March 27th, 2008 at 10:17 pm
ติดตามอ่านอยู่นะคะ…ตามไปเที่ยวพาราณสีกับคุณ beebah สนุกจริงๆ เลยค่ะ
March 31st, 2008 at 3:03 pm
วู้ น่าสนใจ ยาวมาก ค่อยๆ ลงน่ะ แต่ลงเรื่อยๆ น่ะ
March 31st, 2008 at 3:38 pm
เรื่องราวยังมีเสน่ห์ อ่านเพลินเกินห้ามใจเหมือนเดิม
รอนาน แต่ก็คุ้มค่าการรอคอยนะเนี่ย
March 31st, 2008 at 10:56 pm
ขอบคุณค้าบบบ
April 2nd, 2008 at 3:56 pm
แว๊ปมาดู…เผื่อจะมี update ค่า…
รออ่านอยู่นะคะ
April 5th, 2008 at 2:18 pm
ชอบภาพถ่ายมากครับ ดูมีชีวิตจริง ๆ
April 5th, 2008 at 9:53 pm
กร๊ากกกกๆๆๆ อ่านตอนริกชอว์ แล้วฮาลั่นห้องเลย พี่ผึ้งเขียนได้เห็นภาพมากๆ คิดถึงหน้าพี่ตอนเถียงกับแขกแล้วไม่รู้จะขำรึจะสงสารดี รีบมาเขียนต่อเร็วๆ นะคะ ของตัวเองไม่มีเวลาเขียนก็เลยมากดดันพี่แทน นะพี่นะ ให้น้องให้นุ่งได้บังเทิงวันละนิด อิอิ
รูปสวยมากค่ะ แต่ชอบสุดคือรูปสุดท้าย หนุ่มอินเดียหล่อเชียว เอิ๊กๆๆ
May 3rd, 2008 at 11:49 pm
- ประชากรเมืองนี้คงปลงสังขารกันได้ในระดับสูงนะ ก็มีคนแห่มาตายทุกวัน คิดดูแล้วก็ปลงไปด้วย ชีวิตมันก็แค่เนี้ยนะ อยากไปเที่ยวไหนรีบ ๆ ไปซะ
- ทัวร์แบบมีพระไปบรรยายในอินเดีย แหล่งกำเนิดพุทธศาสนา ฟังดูน่าสนใจดี ถึงแม้ส่วนตัวจะค่อนข้างมีอคติกับพระ (คงสะสมบาปไว้ได้หลายแล้ว) จำได้ว่าเคยเห็นพระไทยกะกรุ๊ปทัวร์ไทยไปเยี่ยมชมจตุรัสแดงที่มอสโก ความคิดแรกที่วาปมาคือ “เฮ่ย พระไรฟะมาเที่ยวต่างประเทศ” พอสักพักถึงคิดได้ว่าพระอาจจะมีเหตุผลส่วนตัวก็ได้ เช่น มาสำรวจที่ทางเปิดวัดไทย ฯลฯ บาปจริงหนอตู
May 14th, 2008 at 1:57 am
อาจจะไป ธรรมมะเดลิเวอรี่ ก็ได้นะ หุๆ
July 21st, 2009 at 9:45 am
อยากไป อยากไป เอาเงินไปเท่าไหร่พี่ แบบว่ายังเรียนอยู่เลย