+ กล้องใหม่ ผู้คนใหม่ๆ
Sunday, September 21st, 2008ซื้อกล้องมาใหม่ แจร่มมมมมม ! ตอนแรกก็ว่าจะซื้อ DLSR ตามชาวบ้านเค้าแหละ เพราะเห็นแล้วอิจฉารูปสวย ๆ ชัด ๆ เลนส์สุดอลังการ สุดยอดฟังก์ชั่น แต่คิดไปคิดมา เจียมตัวหน่อยเมริ๊งงง ตังค์ยิ่งไม่ค่อยจะมีอยู่ เลยไปสอยน้อง Finepix S9600 มาใช้ สั่งผ่านอินเตอร์เน็ตด้วย (เพราะถูกที่สุด) รับประกันสองปี เลนส์ถ่ายได้ตั้งแต่หน้าต่างห้องนอนบ้านฝั่งขะโน้น ไปจนกระทั่งแอบดูเพลี้ยบนต้นไม้คุยกัน (เว่อร์มาก) จริงๆ แล้วมันต้องหา มาโคร มาใส่เพิ่มอีกหน่อยเพื่อความบันเทิงภายในบ้าน แต่ว่าดูเลขในบัญชีธนาคารแล้ว หะ หะ เก็บไว้ซื้อข้าวแดร่กก่อนมั้ยคะเจ๊

บ้านแถวนี้ดีนะ ขี่จักรยานออกไปแค่ 10 นาที เลี้ยวลงมาจากถนนใหญ่ เป็นป่าเฉยเลย แต่มันไม่น่ากลัว เค้าจัดเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน มีป้ายบอกทาง มีอุปกรณ์ออกกำลังกายกลางแจ้งเล็ก ๆ น้อย ๆ มีโต๊ะหินไว้ให้คุณปู่คุณตามานั่งเล่นหมากรุกฝรั่งกัน บางคนก็มาวิ่งออกกำลังกาย บางคนมาขี่ม้า!
จักรยานฉันที่ซื้อมาในราคา 150 ยูโร จากร้านขายของเด็กเล่น (นี่ถูกที่สุดที่หาได้แล้วนะ ไอ้คันที่ cool cool น่ะ 500 ยูโรขึ้นไป) ขี่บนดินขรุขระสบายกว่่าขี่บนถนน (ก็มันเป็นเมาท์เท่นไบท์ไง ชาวบ้านเค้าถึงไม่ซื้อมาขี่กันในเมือง แต่มันถูกอ่ะ ทำไงได้) ตอนนี้เจอที่ที่เอาจักรยานไปขี่ เอากล้องไปถ่ายรูปได้แล้ว แพลนว่าจะไปทุกวันที่มีแดดออก

เมื่อวานออกไปกินดื่มกับน้อง ๆ CS แถวนี้มา “ดรีส์”เป็นเด็กผู้ชายอายุ 20 ปี สิ่งแรกที่ดรีส์แนะนำตัวต่อจากชื่อตัวเองคือ “ผมไม่ได้เป็นนักเรียนนะ” เพราะเมืองนี้ใครอายุ 20 กว่าๆ ก็เป็นนักเรียนกันทั้งนั้น แต่สังเกตุว่าคนที่เกิดหรือโต หรืออยู่ที่ Leuven มานานเน มักจะไม่จบมหาวิทยาลัย เพราะลาออกมาเอง แบบ ไม่เรียนแระ ไม่ชอบ อาจารย์ไม่ฉลาด วิธีการสอนไม่เวิร์ค ไม่เห็นด้วยกับที่ตำราบอก ก็เดินออกมาเลย ไม่ไปเรียนอีก รวมถึง ดรีส์ ด้วย ดรีส์เคยเรียนสังคมสงเคราะห์อยู่ปีนึง แล้วก็ลาออกมาเพราะดรีส์ไม่เห็นด้วยกับปรัชญา”สังคมสงเคราะห์”ของอาจารย์ พอออกมาแล้ว ดรีส์ก็มาทำงานสังคมสงเคราะห์อีกนั่นแหละ แต่ชอบงานตัวเองมากขนาดยอมไปทำงานทุกวัน
เป็นสิ่งที่แตกต่างจากเด็กไทยอย่างเห็นได้ชัดนะ
ไอ้เราก็ได้แต่หวังว่า วันหนึ่งคงมีวันที่เด็ก ๆ บ้านเราได้มองเห็นว่า “ฉันรักที่จะทำอะไรในอนาคต” ก่อนที่จะเลือกจับตัวเองยัดลงไปในมหา’ลัย หรือวิทยาลัยต่าง ๆ ทั้ง ๆที่ตัวเองยังไม่แน่ใจเลยว่าชอบอะไร เลือกไปก็เพราะว่า อันนี้ฉันน่าจะเรียนได้ จบแล้วงานหาง่าย ฯลฯ บ้านเรายังพัฒนาไม่พอที่จะมีเงินช่วยเหลือ หรือ สนับสนุนคนที่อยากทำตามความฝันตัวเอง หรือริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ เป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างหนึ่ง แต่กับเด็กฝรั่งแล้ว มันบ้าดีเดือดกันดีมาก ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็เป็นเรื่องที่ดี ถ้าเป็นคนรักดี อย่าง “โฟล” ที่ลาออกจากมหาวิทยาลัยมาเหมือนกัน โฟลมีงานอดิเรกชอบปลอมแปลงบัตรคอนเสิร์ต, คูปองอาหารฟรีตามงานเฟสติวัล ต่าง ๆ, ปีนรั้วเข้าไปตามหลังเวทีตามงานคอนเสิร์ตแล้วเดินหน้าตาเฉยเข้าไป โฟลทำมาหมด อย่างละหลาย ๆ รอบ แต่โฟลเริ่มธุรกิจออนไลน์กับเพื่อน มีแผนธุรกิจชัดเจน เริ่มติดต่อนายทุน มีแบ็คอัพที่แข็งแรงจากเพื่อนๆอีก 4-5 คน ซึ่งครึ่งหนึ่ง ไม่จบมหาวิทยาลัย แต่ทำงานได้เงินไม่น้อยกว่าพวกที่จบมาสูง ๆ แต่ก็ยังมีเวลาไปตะลอน ๆ กับตามคอนเสิร์ตในยุโรป
แต่ถ้าจะทำงานกับรัฐบาลล่ะก็อีกเรื่องหนึ่ง รัฐบาลมักรับคนโดยดูจากวุฒิอันดับแรก ถึงจะทำอะไรไม่ค่อยจะเป็นเพราะประสบการณ์น้อย แต่ถ้าจบโทมาสองใบสามใบ เชื่อได้เลยตำแหน่งดีแน่ ๆ แต่เวลาคนพูดถึงคนพวกนี้ (แม้กระทั่งคนที่ทำงานให้รัฐบาลเหมือนกัน) ก็มักจะหัวเราะเชิงเหยียด ๆ ว่าดีแต่เรียน มีดีกรีแต่ทำอะไรไม่เป็น

รูป : เด็กนักศึกษาเริ่มภาคการศึกษาใหม่กันแล้ว เมืองนี้คึกคักขึ้นมาทันตาเห็น
นอกจาก ดรีส์ แล้วยังมี เพื่อนสาวของ ดรีส์ (ยังเรียนอยู่), เกทท์ ที่เป็นซอฟต์แวร์โปรแกรมเมอร์ และ สตีเว่น ที่เป็นคนขับรถหรูไฮให้พวกนักการเมือง และบุคคลสำคัญทั้งหลายทั้งแหล่ สตีเว่นชอบงานของตัวเองมาก ถึงจะบอกว่าเงินเดือนไม่มากมายอะไรสำหรับที่นี่ แต่ก็มีค่าเบี้ยเลี้ยงอื่น ๆ เช่น คูปองสำหรับซื้ออาหาร(ใช้ได้ทุกที่), เงินพิเศษเดือนละ 300 ยูโรเอาไว้ซื้อเสื้อผ้าและดูแลตัวเอง (สตีเว่นต้องใส่สูทผูกไทด์เนี้ยบทุกวัน) บางครั้งก็ได้ไปนอนโรงแรมสี่ดาวฟรี ๆ เพื่อรอแขกผู้มีเกือกที่จะมาถึงในวันรุ่งขึ้น ซึ่งสตีเว่นก็จะได้มีโอกาสไปใช้สปา ซาวน์น่า นวดตัว ว่ายน้ำ ซึ่งการจะทำยังงั้นที่นี่ แพงมากๆ
สตีเว่นไม่เคยขึ้นเครื่องบิน เขาเป็นโรคกลัวการขึ้นเครื่องบินจับจิตจับใจ ดังนั้น สตีเว่นไม่เคยออกนอกยุโรป!
เรานั่งกินกาแฟ และช๊อคโกแลตร้อนกับไปคนละสองสามถ้วย ทั้งสี่คนใจดีมากที่อุตส่าห์คุยกันเป็นภาษาอังกฤษทั้ง ๆ มีฉันคนเดียวที่พุดดัชท์ไม่ได้ เกือบ ๆ สี่ทุ่ม สตีเว่นต้องไปขึ้นรถไฟกลับบ้านซื่งใช้เวลาแค่ 10 นาทีก็ถึง ทีเน่น ซึ่งเป็นเมืองที่เขาอยู่ สตีเว่นไม่มีรถเป็นของตนเอง เมื่อฉันถามว่าทำไม เขาก็บอกว่า
“มีรถเปลี่ยนมาให้ขับไม่ซ้ำทุกอาทิตย์ ผมจะซื้อรถไปทำไมกันล่ะ” เออก็จริง แต่ขอโทษนะถึงแม้จะเป็นเวลาพักผ่อน เกมเอ็กซ์บ๊อกซ์ที่สตีเว่นเล่น คือเกม”รถแข่ง” คือชีวิตนี้กรูเจอความหมายของชีวิตแล้วล่ะ คือ ขับรถเท่านั้น
ดรีส์ถามว่ามีใครอยากจะดูหนังไหม ฉันง่วงเอามากๆ ก็เลยผลัดไปเป็นคราวหน้า ดรีส์ก็บอกว่าไม่เป็นไร คราวไหนก็ได้ พูดไปยิ้มไปทุกครั้ง เป็นคนที่มีคาแรคเตอร์น่าสนใจ ดูเหมือนคนที่ซ่อนทุกอารมณ์ไว้ใต้รอยยิ้มแบบ “อะไรก็ได้ ไม่มีปัญหา แอมคูล แอมคูล” แต่เป็นคนที่ดูเหมือนว่าถ้าระเบิดเมื่อไหร่ นี่นรกดี ๆ นี่เอง แต่ น้องเค้า ไนซ์ นะ
ไปล่ะ ทำงานต่อ วันนี้ต้องปั่น 3 โปรเจ๊คท์ ไม่ช้าไม่นานนี้แหละ คงต้องหายาบ้ามาเสพแล้ว กาแฟ เอาไม่อยู่ (-_-”)













