Archive for September, 2008

+ กล้องใหม่ ผู้คนใหม่ๆ

Sunday, September 21st, 2008

ซื้อกล้องมาใหม่ แจร่มมมมมม ! ตอนแรกก็ว่าจะซื้อ DLSR ตามชาวบ้านเค้าแหละ เพราะเห็นแล้วอิจฉารูปสวย ๆ ชัด ๆ เลนส์สุดอลังการ สุดยอดฟังก์ชั่น แต่คิดไปคิดมา เจียมตัวหน่อยเมริ๊งงง ตังค์ยิ่งไม่ค่อยจะมีอยู่ เลยไปสอยน้อง Finepix S9600 มาใช้ สั่งผ่านอินเตอร์เน็ตด้วย (เพราะถูกที่สุด) รับประกันสองปี เลนส์ถ่ายได้ตั้งแต่หน้าต่างห้องนอนบ้านฝั่งขะโน้น ไปจนกระทั่งแอบดูเพลี้ยบนต้นไม้คุยกัน (เว่อร์มาก) จริงๆ แล้วมันต้องหา มาโคร มาใส่เพิ่มอีกหน่อยเพื่อความบันเทิงภายในบ้าน แต่ว่าดูเลขในบัญชีธนาคารแล้ว หะ หะ เก็บไว้ซื้อข้าวแดร่กก่อนมั้ยคะเจ๊

บ้านแถวนี้ดีนะ ขี่จักรยานออกไปแค่ 10 นาที เลี้ยวลงมาจากถนนใหญ่ เป็นป่าเฉยเลย แต่มันไม่น่ากลัว เค้าจัดเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน มีป้ายบอกทาง มีอุปกรณ์ออกกำลังกายกลางแจ้งเล็ก ๆ น้อย ๆ มีโต๊ะหินไว้ให้คุณปู่คุณตามานั่งเล่นหมากรุกฝรั่งกัน บางคนก็มาวิ่งออกกำลังกาย บางคนมาขี่ม้า!

จักรยานฉันที่ซื้อมาในราคา 150 ยูโร จากร้านขายของเด็กเล่น (นี่ถูกที่สุดที่หาได้แล้วนะ ไอ้คันที่ cool cool น่ะ 500 ยูโรขึ้นไป) ขี่บนดินขรุขระสบายกว่่าขี่บนถนน (ก็มันเป็นเมาท์เท่นไบท์ไง ชาวบ้านเค้าถึงไม่ซื้อมาขี่กันในเมือง แต่มันถูกอ่ะ ทำไงได้) ตอนนี้เจอที่ที่เอาจักรยานไปขี่ เอากล้องไปถ่ายรูปได้แล้ว แพลนว่าจะไปทุกวันที่มีแดดออก

เมื่อวานออกไปกินดื่มกับน้อง ๆ CS แถวนี้มา “ดรีส์”เป็นเด็กผู้ชายอายุ 20 ปี สิ่งแรกที่ดรีส์แนะนำตัวต่อจากชื่อตัวเองคือ “ผมไม่ได้เป็นนักเรียนนะ” เพราะเมืองนี้ใครอายุ 20 กว่าๆ ก็เป็นนักเรียนกันทั้งนั้น แต่สังเกตุว่าคนที่เกิดหรือโต หรืออยู่ที่ Leuven มานานเน มักจะไม่จบมหาวิทยาลัย เพราะลาออกมาเอง แบบ ไม่เรียนแระ ไม่ชอบ อาจารย์ไม่ฉลาด วิธีการสอนไม่เวิร์ค ไม่เห็นด้วยกับที่ตำราบอก ก็เดินออกมาเลย ไม่ไปเรียนอีก รวมถึง ดรีส์ ด้วย ดรีส์เคยเรียนสังคมสงเคราะห์อยู่ปีนึง แล้วก็ลาออกมาเพราะดรีส์ไม่เห็นด้วยกับปรัชญา​”สังคมสงเคราะห์”ของอาจารย์ พอออกมาแล้ว ดรีส์ก็มาทำงานสังคมสงเคราะห์อีกนั่นแหละ แต่ชอบงานตัวเองมากขนาดยอมไปทำงานทุกวัน

เป็นสิ่งที่แตกต่างจากเด็กไทยอย่างเห็นได้ชัดนะ

ไอ้เราก็ได้แต่หวังว่า วันหนึ่งคงมีวันที่เด็ก ๆ บ้านเราได้มองเห็นว่า “ฉันรักที่จะทำอะไรในอนาคต” ก่อนที่จะเลือกจับตัวเองยัดลงไปในมหา’ลัย หรือวิทยาลัยต่าง ๆ ทั้ง ๆที่ตัวเองยังไม่แน่ใจเลยว่าชอบอะไร เลือกไปก็เพราะว่า อันนี้ฉันน่าจะเรียนได้ จบแล้วงานหาง่าย ฯลฯ บ้านเรายังพัฒนาไม่พอที่จะมีเงินช่วยเหลือ หรือ สนับสนุนคนที่อยากทำตามความฝันตัวเอง หรือริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ เป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างหนึ่ง แต่กับเด็กฝรั่งแล้ว มันบ้าดีเดือดกันดีมาก ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็เป็นเรื่องที่ดี ถ้าเป็นคนรักดี อย่าง “โฟล” ที่ลาออกจากมหาวิทยาลัยมาเหมือนกัน โฟลมีงานอดิเรกชอบปลอมแปลงบัตรคอนเสิร์ต, คูปองอาหารฟรีตามงานเฟสติวัล ต่าง ๆ, ปีนรั้วเข้าไปตามหลังเวทีตามงานคอนเสิร์ตแล้วเดินหน้าตาเฉยเข้าไป โฟลทำมาหมด อย่างละหลาย ๆ รอบ แต่โฟลเริ่มธุรกิจออนไลน์กับเพื่อน มีแผนธุรกิจชัดเจน เริ่มติดต่อนายทุน มีแบ็คอัพที่แข็งแรงจากเพื่อนๆอีก 4-5 คน ซึ่งครึ่งหนึ่ง ไม่จบมหาวิทยาลัย แต่ทำงานได้เงินไม่น้อยกว่าพวกที่จบมาสูง ๆ แต่ก็ยังมีเวลาไปตะลอน ๆ กับตามคอนเสิร์ตในยุโรป

แต่ถ้าจะทำงานกับรัฐบาลล่ะก็อีกเรื่องหนึ่ง รัฐบาลมักรับคนโดยดูจากวุฒิอันดับแรก ถึงจะทำอะไรไม่ค่อยจะเป็นเพราะประสบการณ์น้อย แต่ถ้าจบโทมาสองใบสามใบ เชื่อได้เลยตำแหน่งดีแน่ ๆ แต่เวลาคนพูดถึงคนพวกนี้ (แม้กระทั่งคนที่ทำงานให้รัฐบาลเหมือนกัน) ก็มักจะหัวเราะเชิงเหยียด ๆ ว่าดีแต่เรียน มีดีกรีแต่ทำอะไรไม่เป็น


รูป : เด็กนักศึกษาเริ่มภาคการศึกษาใหม่กันแล้ว เมืองนี้คึกคักขึ้นมาทันตาเห็น

นอกจาก ดรีส์ แล้วยังมี เพื่อนสาวของ ดรีส์ (ยังเรียนอยู่), เกทท์ ที่เป็นซอฟต์แวร์โปรแกรมเมอร์ และ สตีเว่น ที่เป็นคนขับรถหรูไฮให้พวกนักการเมือง และบุคคลสำคัญทั้งหลายทั้งแหล่ สตีเว่นชอบงานของตัวเองมาก ถึงจะบอกว่าเงินเดือนไม่มากมายอะไรสำหรับที่นี่ แต่ก็มีค่าเบี้ยเลี้ยงอื่น ๆ เช่น คูปองสำหรับซื้ออาหาร​(ใช้ได้ทุกที่), เงินพิเศษเดือนละ 300 ยูโรเอาไว้ซื้อเสื้อผ้าและดูแลตัวเอง (สตีเว่นต้องใส่สูทผูกไทด์เนี้ยบทุกวัน) บางครั้งก็ได้ไปนอนโรงแรมสี่ดาวฟรี ๆ เพื่อรอแขกผู้มีเกือกที่จะมาถึงในวันรุ่งขึ้น ซึ่งสตีเว่นก็จะได้มีโอกาสไปใช้สปา ซาวน์น่า นวดตัว ว่ายน้ำ ซึ่งการจะทำยังงั้นที่นี่ แพงมากๆ

สตีเว่นไม่เคยขึ้นเครื่องบิน เขาเป็นโรคกลัวการขึ้นเครื่องบินจับจิตจับใจ ดังนั้น สตีเว่นไม่เคยออกนอกยุโรป!

เรานั่งกินกาแฟ และช๊อคโกแลตร้อนกับไปคนละสองสามถ้วย ทั้งสี่คนใจดีมากที่อุตส่าห์คุยกันเป็นภาษาอังกฤษทั้ง ๆ มีฉันคนเดียวที่พุดดัชท์ไม่ได้ เกือบ ๆ สี่ทุ่ม สตีเว่นต้องไปขึ้นรถไฟกลับบ้านซื่งใช้เวลาแค่ 10 นาทีก็ถึง ทีเน่น ซึ่งเป็นเมืองที่เขาอยู่ สตีเว่นไม่มีรถเป็นของตนเอง เมื่อฉันถามว่าทำไม เขาก็บอกว่า
“มีรถเปลี่ยนมาให้ขับไม่ซ้ำทุกอาทิตย์ ผมจะซื้อรถไปทำไมกันล่ะ” เออก็จริง แต่ขอโทษนะถึงแม้จะเป็นเวลาพักผ่อน เกมเอ็กซ์บ๊อกซ์ที่สตีเว่นเล่น คือเกม​”รถแข่ง” คือชีวิตนี้กรูเจอความหมายของชีวิตแล้วล่ะ คือ ขับรถเท่านั้น :-P

ดรีส์ถามว่ามีใครอยากจะดูหนังไหม ฉันง่วงเอามากๆ ก็เลยผลัดไปเป็นคราวหน้า ดรีส์ก็บอกว่าไม่เป็นไร คราวไหนก็ได้ พูดไปยิ้มไปทุกครั้ง เป็นคนที่มีคาแรคเตอร์น่าสนใจ ดูเหมือนคนที่ซ่อนทุกอารมณ์ไว้ใต้รอยยิ้มแบบ “อะไรก็ได้ ไม่มีปัญหา แอมคูล แอมคูล” แต่เป็นคนที่ดูเหมือนว่าถ้าระเบิดเมื่อไหร่ นี่นรกดี ๆ นี่เอง แต่ น้องเค้า ไนซ์ นะ

ไปล่ะ ทำงานต่อ วันนี้ต้องปั่น 3 โปรเจ๊คท์ ไม่ช้าไม่นานนี้แหละ คงต้องหายาบ้ามาเสพแล้ว กาแฟ เอาไม่อยู่ (-_-”)

+ ไปแอบดูเมือง”ลิเอจ”

Tuesday, September 16th, 2008

+ LIÈGE

เมื่อวันอาทิตย์ นั่งรถไฟไปเมือง “ลิเอจ” มา รถแบบเร็ว ๆ ก็ 35 นาทีถึง ถ้าเป็นรถไฟขบวนแบบอ้อม ๆ จอดบ่อย ๆ ก็ประมาณชั่วโมงนึง

เจ๊ฟรองซัวส์มารออยู่ที่สถานี Guillemins ซึ่งเป็นสถานีหลักของลิเอจแล้ว มาพร้อมกับ คลาร่า ซึ่งฟังจากสำเนียงก็รู้เลยว่าเป็นสาวอังกฤษ เธอมาจากนิวคาสเซิลแต่ย้ายมาเป็นครูที่ลิเอจได้ 7 ปีแล้ว ตอนนี้คลาร่าพูดภาษาฝรั่งเศสได้คล่องปรื๋อ

ลิเอจเป็นเมืองขนาดกลางๆ ประชากรราวๆ หนึ่งแสนแปดหมื่นคน เป็นเมืองใหญ่อันดับที่สามของเบลเยี่ยม (รองจากอันดับหนึ่งคือ บรัสเซลส์ มีประชากรหนึ่งล้านเศษ แต่อันดับสองคือ Antwerp ซึ่งมีประชากร 4 แสนเศษเกือบ ๆ ห้าแสน) ตั้งอยู่ในเขตวัลลูน (Walloon) ซึ่งเป็นเขตที่พูดภาษาฝรั่งเศส ชื่อตามภาษาท้องถิ่น (คือฝรั่งเศส) คือ Liège แต่ในภาษาเฟลมมิชคือ Luik และในภาษาเยอรมันคือ Lüttich

เวลานั่งรถไฟ จะมีอักษรวิ่งขึ้นว่าสถานีต่อไปที่รถไฟจะจอดคือที่ไหน ตอนเรานั่งรถไฟออกจาก Leuven ก็ขึ้นว่า Luik แต่พอเข้าเขตวัลลูนแล้วก็จะเปลี่ยนเอาภาษาฝรั่งเศสขึ้นก่อน ปวดหัวมาก เพราะต้องทำชื่อทั้งชื่อฝรั่งเศส และชื่อเฟลมมิชซึ่งมันไม่ได้จะเหมือนกันเอาซะเลย

+ THE CITY

ลิเอจตั้งอยู่ในหุบเขาที่มีแม่น้ำ มาสส์ (Maas) ไหลผ่าน เมื่อก่อนเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางอุตสาหกรรมของเบลเยี่ยมเมืองหนึ่ง ซึ่งมาจากการทำเหมือง และอุตสาหกรรมเหล็กกล้าซึ่งเริ่มในปี ค.ศ. 1817 (ร้อยเก้าสิบกว่าปีมาแล้ว) ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังพอมีหลงเหลืออยู่บ้าง

เมืองลิเอจเป็นเมืองเก่าแก่ ที่ตั้งของเมืองนั้นไล่ย้อนกลับไปได้ถึงสมัยโรมันเรืองอำนาจนู่นแน่ะ (เค้าพบเอกสารทางศาสนาที่เอ่ยถืงชื่อเมืองลิเอจในยุคนั้น)

สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง พวกนาซีกลับมาในปี ค.ศ. 1940 ชาวยิวในเมืองลิเอจก็ต้องลี้ภัยเหมือนกับชาวยิวอื่น ๆในยุโรปขณะนั้น บ้างก็ซ่อนตัวตามโบสถ์ บ้างก็มีครอบครัวชาวเมืองลิเอจยอมให้เข้ามาหลบซ่อนในที่พัก ถ้าใครเคยอ่านบันทึกของแอนน์แฟรงค์ คงจะพอจินตนาการความลำบากยากแค้นนี้ได้

เมื่อสิ้นสุดสงคราม เมืองลิเอจไม่มีอุตสาหรรมเหล็กกล้าใด ๆ เหลืออยู่เลย อัตราการจ้างงานลดลมฮวบฮาบ นำมาสู่การประท้วงของผู้คนชาวเมืองที่แห่ไปเผาสถานี Guillemins จนเสียหายขนาดหนักในปี ค.ศ.1961

ปัจจุบันลิเอจไม่หวือหวานัก แต่เมื่อมีงานรื่นเริงหรืองานประจำปี ผู้คนก็จะแห่แหนกันมาชนิดที่ว่าเดินกันไม่ได้เลย ต้องไหลไปตามฝูงชน

เทศกาลหลัก ๆ ของเมืองก็มี “Le 15 août” หรืองานวันที่ 15 สิงหาซึ่งเป็นงานประจำปี คนก็ไม่ได้มาทำอะไรกันมากหรอก มาเดินเบียด ๆ กัน ดื่มเบียร์ กินวาฟเฟิลส์ กะหล่ำปลีดอง เบียร์ ฯลฯ

อีกงานที่ีมีสีสัน เหมาะแก่การไปถ่ายรูปหรือแม้แต่ไปนั่งดูเฉย ๆ ก็เพลิน ๆ ดี คืองาน folklore หรืองานตำนานท้องถิ่น มีทั้งหุ่นเล็กหุ่นใหญ่ ขบวนพาเหรด มาร๋ชชิ่งแบนด์ รถที่ตกแต่งด้วยอะไรตลก ๆ คนในชุดแฟนซี ฯลฯ งานนี้มีในฤดูร้อน ประมาณเดือนสิงหาคมทุกปี

เมื่อปีก่อนฉันก็ได้มาถ่ายรูปเก็บไว้เพียบ แต่ปีนี้พลาดไป

+ PEOPLE

คนที่นี่ถ้าไม่เมาจะน่ารักมาก แต่ถ้าเมาแล้วเป็นอีกเรื่อง ปีก่อนนี้หลังงาน Folklore ตอนกลางวันจบลง ก็ต่อด้วยการดวดเบียร์กันต่อในตอนกลางคืนไปจนถึงรุ่งสาง เกือบทุกบาร์จะมีอย่างน้อย 2 คนที่ตั้งใจแค่ออกไปเมา แต่จบลงด้วยการไปยืนผลักอกท้าชกกันหน้าบาร์

เพื่อนฉันก็ยังเกือบถูกชกหน้าเพราะทำเบียร์หยดใส่ขาพี่เบิ้มคนหนึ่ง เพื่อน ๆ ต้องตามไปขอโทษขอโพยกันเป็นการใหญ่ (ทั้ง ๆที่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเล้ยยยย)

แล้วคนที่นี่ถ้าเป็นแบบการศึกษาน้อยหน่อย จะไม่ยอมพูดภาษาอื่นเลยนอกจากภาษาฝรั่งเศส เพื่อนคนเดิม มาจากฝั่งฟลานเดอร์ส ซึ่งพูดดัชท์ ไปยืนเถียงกับคนทำความสะอาดห้องน้ำในบาร์(ซึ่งขอทิปมากเกินเหตุ) แถมยังพูดภาษาฝรั่งเศสใส่ว่า “ที่นี่เบลเยี่ยม เราพูดภาษาฝรั่งเศส” ทำเอาเพื่อนคนนั้นฉุนแตก แม้ว่ามันจะพูดฝรั่งเศสได้ดี (เหมือนชาวเบลเยี่ยมทั่ว ๆ ไป ที่ถูกบังคับให้เรียนภาษาต่างประเทศอย่างน้อยอีกสองภาษาในโรงเรียนมัธยม) ก็จบลงด้วยการยืนเถียงกันร่วมยี่สิบนาทีจนเพื่อนต้องไปลากออกมาอีกเช่นเคย

แต่ถ้าเป็นคนที่ได้รับการศึกษาดีหน่อย ก็จะพูดภาษาอังกฤษได้ดีเลิศมาก ๆ และเด็กรุ่นใหม่ ๆ ก็ต้องเรียนภาษาเฟลมมิชด้วย (ในขณะที่เด็กฝั่งฟลานเดอร์สต้องเรียนภาษาฝรั่งเศสมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ฝั่งวัลลูนต้องเรียนภาษาเฟลมมิชบ้าง แฟร์ ๆ ดี)

+ GAMES :-)

บ้านคุณหมอคลอเดียซึ่งเป็นที่จัดปาร์ตี้เล็กๆ เมื่อวันอาทิตย์ เป็นบ้านสไตล์คันทรี่ ในห้องนั่งเล่นมีเตาผิงก่ออิฐรอบๆแบบคลาสสิค ครัวเต็มไปด้วยเครื่องเทศ และเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นในบ้านถ้าไม่ใช่สีเขียว แดง ก็ต้องเป็นสีเหลือง โดยเฉพาะห้องนั่งเล่น ทุกอย่างเป็นสีเขียว/แดง อารมณ์คริสต์มาสต์สุด ๆ (ซึ่งมันก็น่ารักดีปีละครั้ง แต่คิดดูดิ นี่ต้องเห็นทุกวัน) บนชั้นโชว์เต็มไปด้วยรูปสลักไม้รูปแมวสีสันฉูดฉาดบาดใจ ฉันเห็นทุกคนยืนอึ้ง ๆ ก็เลยโพล่งออกไปว่า เอ้อ!! บ้านน่ารักดีนะคะ คนอื่นก็เลยรีบเออๆออๆ ตามไปด้วยหลักจากตาเกือบบอดไปกับสีสันซูเปอร์คัลเลอร์ในบ้านคุณหมอ

ฉันเป็นคนเดียวในกลุ่ม 10 คนที่ไม่พูดภาษาฝรั่งเศส (หนุ่ม 2 คนเป็นฝรั่งเศสมาจากปารีส, คลาร่าเป็นคนอังกฤษแต่พูดฝรั่งเศสได้ ส่วนที่เหลือเป็นชาวเมืองลิเอจ) คลอเดียซึ่งเป็นคุณหมอและเป็นเจ้าของบ้าน เธอเข้าใจภาษาอังกฤษแต่ว่าพูดไม่ค่อยคล่อง วันนั้นเราก็เลยลงเอยการเล่นเกมด้วยการใช้ภาษาอังกฤษปนภาษาฝรั่งเศส ก็สนุกไปแบบงงๆ

เกมแรกเป็นเล่นต่อเพลง ก็เหมือนกันเราเล่นกันทั่ว ๆ ไป แต่แน่นอน เพลงส่วนมากฉันไม่รู้จัก เพราะนอกจากมันเป็นภาษาฝรั่งเศสแล้ว (อึ้งรอบแรก)ยังเป็นเพลงที่ใช้ร้องในโบสถ์อะไรทำนองนั้น (อึ้งรอบที่สอง)

เกมที่สองเป็น “ไทม์ส อัพ” คือการใบ้ชื่อบุคคลที่มีชื่อเสียง เราต้องเขียนชื่อกันคนละ 5 ชื่อ ฉันล่ะก็อยากจะเขียน เทเลทับบี้ แต่ไม่แน่ใจว่าภาษาฝรั่งเศสมันชื่อเฉพาะของมันอีกหรือเปล่าละนั่น ข้ามไปดีกว่า

รอบแรกสามารถใบ้ด้วยคำพูด กี่คำก็ได้ภายในเวลา 15 วินาที รอบสองใบ้ได้ด้วย คำๆ เดียว ส่วนรอบสุดท้ายแสดงได้แค่กิริยาท่าทางเท่านั้น ห้ามพูด

บัดดี้ของฉันคือน้องแวงซองท์จากปารีส จับได้ชิ่อๆหนึ่ง น้องทำหน้าเหวอ ๆ แล้วก็ไปทำท่ากะลิ้มกะเหลี่ยน้องผู้ชายอีกคน (ห้ามพูดไง ห้ามพูด) ทุกคนฮาาาาา และเดาได้ทันทีว่าเป็น ฮีธ เล็ดเจอร์ 55555! (คือชื่อนั้นได้ถูกขานไปแล้วในสองรอบแรกก็เลยง่าย)

ที่ฮาขนาดหนักคือ อาโบ หนุ่มผิวดำจากกาน่า ซึ่งต้องใบ้ชื่อ “เดวิด โบวี่” อาโบ ลนลานมองหาของรอบ ๆ ตัว แล้วก็เอื้อมมือไปคว้า ชามบนโต๊ะขึ้นมาใบหนึ่ง ส่วนอีกมือหนึ่งกำหมัดแล้วทำท่า “Yes!” คนงง อะไรวะ ชาม? ใช่? สรุปคือ ชาม คือ bowl และ วี คือ Oui (วี!! = Yes!!) bowl+oui รวมกันเป็น? โบ+วี (ฮ่าๆๆๆๆๆๆ ใครจะเดาออกฟระ)

EHMMMM…FOOOOOOD..

หลังจากอาหารกลางวันซึ่งเป็นมันฝรั่งอบกับชีสและหมูสับ (แปลก ๆ ดี) และแอลกอฮอล์จำนวนหลายลิตร ทั้งไวน์ ไซเดอร์ ฯลฯ ก็ตบด้วยของหวานคือเครปชอคโกแลต เครปนี้น้องแวงซองท์ทำเองเพราะมาจากบริตตานี ในฝรั่งเศส ซึ่งมีชื่อเสียงว่าเครปที่นั่นอร่อยโค่ด ๆ ส่วนชอคโกแลตนั้น ชาวเบลเยี่ยมจัดการ (ของถนัดนี่นะ) แทบทุกบ้านมีเตาละลายชอคโกแลต สำหรับทำ ชอคโกแลตฟองดู วันนั้นทุกคนเลยได้ปาดชอคโตแลตเข้มข้นลงบนเครปจากบริตตานี สวรรค์ชัด ๆ (ซัดเข้าไปสามอัน เอิ๊กๆๆๆ)

เกือบจะทุ่มแล้ว เราเลยลาคุณหมอคลอเดียกลับบ้าน บางคนก็อยู่คุยกันต่อ ฉันนั่งรถไฟเที่ยวทุ่มสิบกลับบ้าน กำลังยืนรอรถไฟอยู่ มีคนเดินมาขอเงิน แต่งตัวก็ดี๊ดีนะ แปลกจริงๆ ข้าง ๆ ฉันมากลุ่มวัยรุ่นแต่งตัวสไตล์โกธิค (ชุดดำ ผมดำ ขอบตาดำ รองเท้าดำ ถุงน่องดำ ฯลฯ) ดูไปก็ยิ่งเหมือน ยมทูตลุค (Ryūku ยมทูตที่ชอบกินแอปเปิลในเรื่องเดธโน้ต) แล้วมากันเป็นแกงค์ แต่ดูผู้คนก็ไม่ได้ให้ความสนใจอะไรมากมายนัก ฉันเลยทำเป็นมองไม่เห็นไปด้วย ทั้ง ๆ ที่จริงๆ เหวอเอามาก ๆ

สถานี Leuven คนยังเยอะทัง ๆ ที่เป็นวันอาทิตย์ นักศึกษาอาจจะเริ่มทยอยมากันแล้ว บางคนมาจากประเทศใกล้เคียง บางคนก็อยู่เมืองใกล้ ๆ (กลับมาหลังจากเอาผ้ากลับไปซักที่บ้านพ่อแม่ในวันหยุดสุดสัปดาห์)

ดีใจโค่ด ๆ ที่ตอนนี้มี คาร์ฟูร์เอ็กซ์เพรสส์ (คือ มันดูเหมือนเซเว่นฯอ่ะนะ เล็ก ๆ) เปิดตรงข้ามสถานีรถไฟพอดี ไม่ได้เปิด 24 ชัวโมง แต่เปิดวันอาทิตย์ก็หรูแล้ว (ปรกติวันอาทิตย์นี่ร้างเลย แทบไม่มีอะไรเปิด เซ็งจัด ๆ สุดบรรยาย)

+ งานการ บ้านช่อง คนบ้า และ หน้าร้อน

Tuesday, September 2nd, 2008

WORK + BRUSSELS

จริงๆ ต้องเข้าไปบรัลเซลส์ตั้งแต่วันจันทร์ (1 ก.ย.) แล้ว แต่เลื่อนมาเป็นวันนี้
การไปบรัลเซลส์นี่เป็นเรื่องปวดหัวอย่างนึง ถ้าเรายังไม่ชินกับสายรถไฟ แต่เวลาเดินรถ ถ้าคนที่เค้าต้องไป-กลับ ทำงานจากบ้าน กับ บรัลเซลส์ ทุกวันเค้าก็จะมีเวลาตายตัวเลยว่า รถขบวนไหน เวลาไหน ไอ้เราเพิ่งกลับมาอยู่ใหม่ ๆ ต้องอาศัยเว็บไซต์รถไฟของเบลเยี่ยมเป็นตัวช่วยอันดับหนึ่งก่อนเลย แต่เว็บไซต์เค้าดีจริงๆ เลือกเวลาออก หรือเวลาที่ต้องการไปถีง เลือกว่าจะไปสายตรงหรือไปต่อรถ ฯลฯ สะดวกสบายมาก ๆ

ออฟฟิศหาไม่ยากเท่าไหร่ ดีนะที่มันใกล้สถานี Brussels Midi เดินแค่ 8 นาทีก็ถึงออฟฟิศแล้ว (แต่ก็ยังอุตส่าห์เดินหลงไปบล็อกนึง) แถมถนนที่นี่ยังมีสองชื่อ คือเวอร์ชั่นภาษาฝรั่งเศสกับเวอร์ชั่นภาษาดัชท์ ไอ้ออฟฟิศนี่ก็เขียนว่าอยู่บน Boulevard de la Révision แต่บนแผนที่มันเป็น Herzieningslaan คือจริงๆ แล้วมันถนนเดียวกันนั่นแหละ ทำเอาเหนื่อย!! กดกริ่งเรียกแบบเหวอ ๆ (แบบว่ากลัวมาผิดที่) มีเสียง “บองชู๊ววววว์” ออกมาจากเครื่องตอบรับ ซวยแล้วกูภาษาฝรั่งเศสก็พูดไม่ได้ ก็เลยซัดภาษาอังกฤษไปเป็นชุดแบบไม่ให้อีกฝั่งตั้งตัวเลย ว่า หวัดดีค่านี่บีนะคะคุณโอลิวิเย่ร์ให้มาหาคุณอิริคไม่ทราบว่าคุณอีริคอยู่มั้ยคะถ้าไม่อยู่ก็ไม่เป็นไรนะคะเดี๋ยวมาใหม่หรือว่าจะให้ขึ้นไปรอดีนะไม่ทราบว่ารบกวนหรือเปล่าคะ บลา บลา บลา ฯลฯ อีกฝ่ายอึ้งไปแล้วตอบกลับมาว่า
“Er, it’s OK! Hi Bee. i’ll open the door for you”

เข้าไปในออฟฟิศ มีป้ายไวนิลของไมโครซอฟต์ตั้งเด่นเป็นสง่า แต่ประทานโทษ ออฟฟิศนี้จริง ๆ เป็นสาวก mac กันทั้งออฟฟิศ แต่มารู้ตอนหลังว่าไอ้ไวนิลนั่นน่ะได้มาฟรี ก็เลยเอามากั้นทำเป็นห้องประชุมซะงั้น แต่ออฟฟิศน่ารักมาก ๆ มีคนทำงานอยู่ 10 กว่าคน ดีไซเนอร์มีอยู่สองคนชื่อ นิโคลา และอีกคนชื่อ เอ่อ.. นิโคลา

ซัก 10 นาที โอลิวิเย่ร์ หรือ ที่เราเรียกชื่อเล่นว่า เมช (มาจาก “เมชฮุกการ์” แปลว่า “บ้า” ในภาษาฮิบรู เมชเป็นยิว แล้วก็เรียกตัวเองว่ายังงั้น ขำ ๆ เรียกกันมาตั้งแต่บริษัทมีกันอยู่สามคน ตอนนี้มีลูกน้อง 10 กว่าคนแล้วเราก็ยังติดเรียก เมช ว่า เมช อยู่เหมือนเดิม) เมชพาทัวร์ออฟฟิศ (ออฟฟิศนี้มี นิโคลา สองคน และ โอลิวิเย่ร์สองคน สับสนเล็กน้อย) กลับลงมาคุยเรื่องงานการกันต่อว่าจะยังไงกันดี สรุปว่าเราจะเริ่มทำงานฟรีแลนซ์ก่อน โดยที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ แต่เราต้องจัดการภาษีจัดการอะไรเองทุกอย่าง และดูว่าจะเวิร์คไหม ต่อไปถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็อาจจะขยับไปเป็นลูกจ้างพาร์ทไทม์ แบบทำงานที่ออฟฟิศอาทิตย์ละสามวัน ซึ่งเราก็ว่าดีนะ มันมีบรรยากาศการทำงานดี จะให้ทำประจำฟูลไทม์คงไม่เอา เพราะไม่อยากกลับไปวังวนเดิม ๆ แถมที่เบลเยี่ยมนี่ก็แปลก คนทำงานฟูลไทม์ เนื่องจากทำงานเยอะ ภาษีก็จ่ายเยอะตามไปด้วย (เพราะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากภาษีเงินได้รวมทั้งปี) ทำพาร์ทไทม์จ่ายภาษีน้อยกว่า มีเวลาเอาไปทำอย่างอื่นได้อีก ฟังดูดีกว่าเยอะะะะะ

ก็เป็นอันว่าดูกันต่อไปว่าจะยังไงดีเรื่องงาน แต่ที่แน่ ๆ ฉันเริ่มโปรเจ็คท์แบบฟรีแลนซ์กับบริษัทนีอาทิตย์หน้านี่แน่นอน

คริสตอฟ เพื่อนใน  flickr เบี้ยวนัดจนได้ ไอ้เรารึก็เห็นว่า he ทำงานอยู่บรัสเซลส์ ไอ้เราก็ต้องไปธุระอยู่แล้วก็เลยชวนออกไปแฮงเอาท์หน่อย แต่ he งานยุ่งมาก เพราะจะไปเมืองไทยสามเดือน เดือนหน้านี้ (เกลียดมันจังเลย มันได้ไปเมืองไทย เรากลับติดแหง็กอยู่ที่นี่ แง้ๆๆๆๆๆๆๆ!!!) he ก็เลยไม่สามารถจะปลีกตัวออกมาจากออฟฟิศได้ก่อนสองทุ่ม ไอ่คริส แกติดเบียร์ชั้นสองแก้ว!!

COFFEE AT EXPENSIVE HOTEL

มีเม็มเบอร์จาก CS ชื่อ โรแบร์ เขียนเมล์มาหาเพราะเห็นว่าเราเป็นคนไทยอยู่ที่เบลเยี่ยม โรแบร์กำลังแพลนทริปไปเมืองไทยกับภรรยาโดนบุ๊คทัวร์ไป 16 วัน (รู้สึกว่าจะประมาณ  1.000 กว่ายูโร ซึ่งสำหรับคนที่นี่ถูกเป็นขี้ เป็นแค่ห้าหมื่นกว่าบาท ได้ไปต่างประเทศ นอนโรงแรมสี่ ห้าดาวตลอดทริป) โรแบร์เขียนแผนการเที่ยวมาอย่างดี ว่าวันไหนทำอะไร วันไหนอาหารค่ำรวมอยู่ในโปรแกรมวันไหนต้องออกไปหาอะไรกินเอง ทำมาเป็นไฟล excel อลังการ ขนาดเรายังทึ่ง แถมยังหาที่นั่งคุยได้ไม่เป็นทางการมาก ๆ “โรงแรมเลอเมอริเดียน” ตั้งอยู่ตรงข้าม Central Station ของบรัสเซลส์พอดี โรงแรมหรูไฮประเภทที่จะไปเข้าส้วมยังต้องไปขอ คีย์การ์ดจาก บาร์แมน ! (แถมขอมาได้เสือกใช้ไม่เป็นอีกกรู หมดไปร่วม 10 นาทีกับการพยายามเปิดประตูส้วม เพิ่งมาเห็นตอนหลังว่าบนการ์ดมันก็มีวิธีใช้เป็นภาษาอังกฤษนี่หว่า นึกว่ามีแต่ฝรั่งเศส ควายเรียกพี่เลย แถมป่านนี้ โรแบร์มันคงคิดว่าเราไปขี้แน่ ๆ หายไปซะนานขนาดนั้น)

จริงๆ กาแฟที่นั่นก็ไม่เลวร้ายนะ แก้วละ 4 ยูโร (200 บาท อืม!!!) แต่คิดดู ‘ตาบั๊กส์ ที่กรุงเทพฯแก้วเท่าไหร่ แล้วค่าครองชีพเมืองไทยเท่าไหร่ ที่นี่ 4 ยูโรนี่เกือบจะ nothing เลย (ดีนะที่ฉันไม่ได้เป็นคนจ่าย 55555)

RANT!

ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ทุกวันก็พยายามจะไม่คิดราคาทุกอย่างเป็นเงินไทย เพราะคิดทีไรแล้วผมร่วงทุกที นั่งรถไฟไป – กลับ Leuven – Brussels (ประมาณเหมือนนั่ง BTS จากหมอชิต ไป อ่อนนุช) ก็ฟาดเข้าไป 9 ยูโร​ (450 บาท), จะกินอาหาร cheap cheap fast food super value menu ขี้ ๆ ก็ปาเข้าไป 6 ยูโร 40 เซ็นต์ (300 กว่าบาท) ใครติดบุหรี่นี่เตรียมอดตายได้เลย บุหรี่ก็ซองละ 200 กว่าบาท คิดแล้วผูกคอตายใต้ตนมะเขือเทศ

IT’S SUMMER. IT’S AWKWARD BBQ..

อาทิตย์ที่ผ่านมา ไปกินบาร์บีคิวที่บ้าน เคลมองต์ (พ่อคุณเบิร์ต) มันเป็นธรรมเนียมคือวันอาทิตย์ลูก ๆ ต้องกลับบ้านไปกินข้าวกับพ่อแม่ กรณีคุณเบิร์ตนี่น่าเบื่อโคตร ๆ คือพ่อเค้าเฟรนด์ลี่นะแต่ว่าค่อนข้างซีเรียสกับชีวิตแล้วก็ขี้บ่น(เล็กน้อยถึงปานกลาง) ส่วนเจ้าน้องชายคนเล็ก “ทอม” (จริง ๆ ถ้าออกเสียงแบบเฟลมมิช ต้องออกเสียงว่า “ตม”) ก็อายุน้อยกว่าชาวบ้านเขา (25) ก็คงเซ็งเพราะไม่รู้จะหาเรืี่องอะไรมาคุย น้องชายคนกลาง “สเตเว่น” ก็ไม่ค่อยพูด แถมแฟน (เป๊กกี้) ก็ยังน่าเบื่อ เฟรนด์ลี่แบบ fake ๆ ขอโทษนะ คือแบบ กูเลี่ยนไง ไม่ต้องพยายามขนาดนั้นก็ได้
WHAT DID YOU SAY?

เพื่อนเคลมองต์ที่เค้าชอบไปแล่นเรือใบ เรือยอชต์อะไรของเค้าด้วยกันก็โผล่มาแจมด้วย เรายืิน ๆ อยู่ดี ๆ เดินผ่านมาตบตูด!! ไรวะ!! นี่ถ้าไม่ใช่เพื่อพ่อคุณเบิร์ตนะ จะซัดให้จมูกหักเลย!! แล้วไอ้บาร์บีคิววันอาทิตย์มันก็ลงเหวมาตั้งแต่ตอนนั้น ถึง he จะพยายามทำให้เราประทับใจด้วยการบอกว่าชอบกรุงเทพฯมาก ถึงจะร้อนไปหน่อยแต่ก็สนุกดี เป๊กกี้ก็เปรย ๆ ขึ้นมาว่า “สำหรับชั้นน่ะ กรุงเทพฯ 2-3 ก็เกินพอแล้ว” ( plus ทำหน้าเบิื่อ ๆ แหยะๆ)

ทานโทษ เลือดคน กทม พุ่งปรี๊ดดดดดดด excuse มี๊!!!! หล่อนว่าอะไรนะยะ แหม ยังกะประเทศแกมีไรมากมายนักหนา นังนี่ เดี๋ยวปัดจับไปขายพัทยาเลย! เราก็เลยพูดไปว่า มันก็อยู่ที่คุณรู้จักเมืองนั้นดีแค่ไหนน่ะ ถ้าคุณอยู่แค่ 2-3 วันแล้วไม่ได้ดูไม่ได้เห็นอะไรเลยนอกว่า tourist attractions คุณจะมาตัดสินไม่ได้ เพราะคุณมันก็แค่นักท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไปแล้วก็ขอโทษเหอะนะ ถ้าชั้นใจแคบหน่อยน่ะ ชั้นก็พูดได้เหมือนกันว่า เบลเยี่ยมสำหรับกูเนี่ย 2-3 วันก็พอแล้วเหมือนกันเว้ย! หล่อนหัวเราะฮ่า ๆๆๆ คิดว่าเราพูดเล่น (โทด กรูพูดจริงๆ) แล้วก็บอกว่า “แต่ชั้นชอบธรรมชาติมากกว่า” เราก็ได้แค่ก้มหน้ากินถั่วฝักยาวเย็น ๆ ในจานบาร์บีคิวของตัวเองแล้วพึมพัมไปว่า “กู๊ก็ชอบประเทศที่น่าเบื่อน้อยกว่าประเทศนี้เหมือนกันแหละ”

แต่จะว่าไปแล้ว จริงๆ เบลเยี่ยมไม่ใช่ประเทศน่าเบื่อถ้าคุณให้เวลากับประเทศนี้ซักหน่อย จริงๆ แล้วเบลเยี่ยมเป็นประเทศเก่าแก่ มหาวิทยาลัยที่นี่ติดอับดับเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก (มหาวิทยาลัยแคธอลิคแห่งลือเฟ่น อายุ 600 กว่าปีแล้ว), บรัสเซลส์ก็มีอาคารสถาปัตยกรรมแบบอาร์ตนูโวเจ๋ง ๆ เยอะมาก ๆ , คอนเสิร์ต เทศกาลหนังฟรี ๆ มีให้ดูตลอด  ฯลฯ แต่เบลเยี่ยมเป็นประเทศที่ไม่หวือหวา อาจจะเป็นเพราะบรัสเซลส์มันเป็นที่ตั้งของอะไรซีเรียส ๆ เยอะไปหรือไงก็ไม่ทราบได้ (องค์การนาโต้, สหภาพยุโรป ฯลฯ) เป็นเมืองที่ร่ำรวยเป็นอับดับสามในสหภาพยุโรป (ถ้าจำไม่ผิด อันดับหนึ่งคือ ลักเซมเบิร์ก) คนทำแต่งาน งาน งาน กันเป็นหลัก ผลคือ รวย! แต่ไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น เต็มที่ก็อาจจะมีเวลาล้างรถวันอาทิตย์ (ฮ่าๆๆ)

แล้วก็คนไม่ค่อยบ้าบิ่นเท่าประเทศใกล้เคียงอย่าง เนเธอร์แลนด์ ที่คนของเค้าดูจะ relaxและดูหนุกหนาน ๆ กันมากกว่า หรือแม้แต่เยอรมัน อย่างในเบอร์ลิน ที่มีศิลปะข้างถนน  cool cool ให้เห็นอยู่ทั่วไป แต่เบลเยี่ยมมีปัญหาหลักเลยคือคนสองฝั่ง คือฝั่งที่พูดเฟลมมิช และอีกฝั่งที่พูดฝรั่งเศส ไม่ค่อยชอบขี้หน้ากันเท่าไหร่ คนฝั่งที่พูดเฟลมมิช คิดว่าฝั่งที่พูดฝรั่งเศสนั้นขี้เกียจ ไม่ทำงานทำการ (มันก็มีอะนะ เพราะฝั่งนั้นมันไม่ค่อยมีงานให้ทำ) แถมคอยเรียกเอาแต่เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลตลอด ในขณะที่คนฝั่งที่พูดเฟลมมิช (ฝั่งฟลานเดอร์ส) ทำงานกันตูดขวิด จ่ายภาษีกัน 50% ของรายได้ เงินไปไหน? เอาไป support พวก unemployed (แถมไม่พยายามหางานทำด้วย) ไม่แปลกใจเลยที่มีพวก immigrants เยอะมากๆ ที่พยายามเข้ามาอยู่ที่เบลเยี่ยม (ส่วนมากเป็น เตอร์กิช กับโมรอคคัน) เพราะเผลอ ๆ อยู่บ้านเฉย ๆ รอเงิน support จากรัฐบาลยังได้เงินเยอะกว่าทำงานประจำอีก

FLO’S RASPBERRIES MILKSHAKE

อย่างน้อยอาทิตย์ที่ผ่านมาก็มีอะไรสนุก ๆ ทำ จู่ ๆ “โฟล” (Flo) ก็โทรมาว่า เฮ้ กลับบมาจากสเปนแล้ว มากินราสป์เบอร์รี่ปั่นที่บ้านไหม? ไอ้เราก็แบบ ไรเนี่ย มันเอาจริงๆนะเนี่ย (โฟลเคยชวน ไอ้เราก็นึกว่าพูดเล่น) แต่น้องโฟลก็โผล่มายืนหัวทองอยู่หน้าบ้านยิ้มเผล่


“เราไปซื้อไอซ์กันก่อนนะ” (คนที่นี่เรียก ไอศครีมว่า “ไอซ์” เฉย ๆ) โฟลท่าทางเป็นคนใส่ใจสุขภาพเอามาก ๆ บนตู้เย็นของโฟลมีชาร์ตรายการอาหารและผลไม้ต้านมะเร็ง อะไรที่เค้าว่ากินแล้วมันแบบ แอนตี้อ็อกซิแด๊นท์ โฟลก็จะไปหามาขบเคี้ยว

ขนาดไอติมที่มันซื้อมาปั่นทำมิลค์เชค ยังเป็นไอติมนมถั่วเหลือไม่มีน้ำตาลเลย คิดดูละกัน

เราเดินขึ้นไปเก็บราสป์เบอร์รี่สด ๆ จากต้นบนเนินหลังบ้าน ซึ่งเป็นแหล่งแฮงเอาท์ของหอยทากน้อยใหญ่ ก็ดีดกันไป (ถ้าไม่อยากกินราสป์เบอร์รี่ปั่นผสมหอยทาก) เด็ดมาได้สองชามใหญ่ ๆ เอามาล้างให้สะอาด ใส่ไอติมเพื่อสุขภาพของนังน้องโฟลลงไป (ตอนปั่นมีกระเด็นใส่หน้าเล็กน้อย) ได้ราสป์เบอร์รี่มิลค์เชคมาสี่แก้วมหึมา กินกันจนโคตรสุขภาพดีเลย ราสป์เบอร์รี่มิลค์เชคเปรี้ยวสะใจจริง ๆ ยังมีราสป์เบอร์รี่เป็นลูก ๆ อยู่เลย อร่อยมั่ก ๆ

“โฮ้วว์ นี่เราได้แอนตี้อ็อกซิแด๊นท์ไปจนถึงเดือนหน้าเลยนะเนี่ย แหม เฮลท์ตี้เนอะ?” โฟลลูบพุงตัวเอง แล้วมันก็เดินออกไปสูบบุหรี่ (-_-”) (เพื่ออะไรวะเนี่ย)

เอ้อ ฉันได้แวะไปห้องสมุดประชาชนมาด้วย ค่าสมาชิกแค่ปีละ 5 ยูโรเอง หนังสือเยอะมาก ๆ ฉันยืมไกด์บุ๊ค Rough Guides Italy เล่มล่าสุดมา (โชคดีที่มันยังอยู่) ดีเลย ไม่งั้นต้องลงทุนซื้อใหม่ทั้งเล่ม (ตั้งพันกว่าบาท) ทั้ง ๆ ที่จะไปแค่ โรม เมืองเดียวแค่ 6-7 วันเอง

ที่ห้องสมุดยังมีหนัง เพลง CD, DVD ให้ยืมด้วย โดยคิดค่าบริการยืมแผ่นละ 50  เซ็นต์
BEAUTIFUL SATURDAY

วันเสาร์น่่าจะเป็นวันที่ฉันชอบที่สุดที่นี่ แต่ต้องเป็นวันเสาร์ที่แดดออกด้วยนะ ถ้าเป็นวันเสาร์ที่ฝนตกล่ะก็จบเห่ แต่ถ้าแดดออกล่ะก็ พ่อคุณเอ๋ย พ่อแม่ลูกเล็กเด็กแดง ออกไปเตร็ดเตร่กันให้วุ่นวายไปหมด ตามคาเฟ่ที่หน้าร้านมีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งรับแดด ก็จะคลาคล่ำไปด้วยประชาการชาวเบลเยี่ยมที่พยายามรับแดดหน้าร้อนให้เต็มที่ ก่อนที่มันจะหนาวจนหูชาในไม่ช้านี้แหละ รวมไปถึงในสวนสาธารณะต่าง ๆ, ปราสาทโบราณ​(ที่ปัจจุบันนี้ KU Leuven หรือมหาวิทยาลัยของที่นี่ใช้เป็นสถานที่ทำการเรียนการสอน เป็นสถาณที่สอบ final ของนักศึกษาไปซะแล้ว), แม่น้ำเล็ก ๆข้างปราสาทคนก็ยังอุตส่าห์เอาเรือคายัคลงไปพายกันเป็นที่สนุกสนาน บางคนเอาขนมปังเหลือ ๆ ไปโปรยให้เป็ด กับหงส์ในบึงที่ปราสาท (ซึ่งมักจะจบลงด้วยการที่โดนฝูงเป็ดและฝูงหงส์วิ่งไล่เป็นขโยง เพราะจะเอาขนมปังเพิ่ม) – หน้าร้อน วันเสาร์ มันก็ดีแบบนี้แหละ