+ สองสัปดาห์แรกของการทำงาน
Saturday, November 22nd, 2008+ FIRST WEEKS @ WORK
และแล้วเวลาก็ผ่านไปสองอาทิตย์เต็ม ๆ กับการทำงานประจำอีกครั้ง (หลังไม่ได้ทำงานทำการเป็นหลักเป็นแหล่งมาร่วม 2 ปี)
ความรู้สึกโดยรวม ชอบนะ ออฟฟิศใหม่ คนไม่เยอะ มีกันอยู่ 6-7 คนนี่แหละ

เคยพูดถึง เซบาสเตียน แล้ว ตอนนี้คนอื่น ๆ มั่ง คนแรกคือ อเล็กซอง ชื่อเต็มๆ คืออเล็กซานเดอร์ แต่เรามักเรียก อเล็กซ์ ว่า อเล็กซ์ เฉย ๆ อเล็กซ์เป็นดีไซเนอร์เหมือนกับฉันและ เซบาสเตียน แต่สองคนนี้มักจะได้งานสิ่งพิมพ์ ฉันมักจะได้งานเว็บเป็นหลัก (ก็สองคนนี้ทำสิ่งพิมพ์มาเกือบ 8 ปีแล้ว ส่วนฉันไม่ค่อยได้แตะเท่าไหร่หรอกงาน print)
ภาษาอังกฤษของอเล็กซ์อยู่ในขั้นโอเค ถ้าพูดช้า ๆ และไม่ใช้ประโยคที่ซับซ้อนมาก อเล็กซ์จะเก็ท แต่ถ้าเทียบกับคนอื่น ๆ แล้ว อเล็กซ์อ่อนภาษาอังกฤษที่สุดในออฟฟิศ ภาษาแม่ของอเล็กซ์คือฝรั่งเศส เหมือนกับอีก 3 คนคือ เซบาสเตียน, แม๊กซ์ และซาวิเย่ร์ ส่วนอีกสองคนคือ คริสเตียน (The boss) และโซฟี (มือขวา boss) ภาษาแม่คือดัชท์
ด้วยความที่อเล็กซ์อ่อนภาษาอังกฤษ ทุกคนมักจะแกล้งอเล็กซ์ตลอดเวลา ทุกครั้งที่อเล็กซ์พูดภาษาฝรั่งเศส (และถ้าฉันอยู่แถว ๆ นั้นด้วย) คนอื่นจะตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษ อเล็กซ์จะงง! และเปลี่ยนโหมดไปเป็นภาษาอังกฤษด้วย (แต่ช้ากว่าพูดฝรั่งเศสประมาณ 5 เท่า) ฉันจำได้ว่าวันหนึ่งถามอเล็กซ์เรื่อง อพาร์ทเมนท์ที่เค้าอยู่ในบรัสเซลล์ เค้าบอกว่า เออ มันก็โอเคนะ มันเล็กแค่ 40 ตรม. เอง คือเมื่อก่อนมันก็โอเค แต่ตอนนี้แฟนมาอยู่ด้วย
“จะบอกว่ายังไงดีล่ะ แฟน-ใหม่-มาก”
“อะไรคือแฟนใหม่มากเหรอ”
“แฟน 6 เดือนน่ะ”
“หา แฟนท้อง 6 เดือนเหรอ”
“ไม่ใช่ๆๆๆ แฟน มีมา 6 เดือนเองครับ”
“อ๋อ เพิ่งคบกับแฟนมาได้ 6 เดือน”
“เอ้อออออนั่นแหละๆๆๆ”
หรือ
“บี คุณตัดกระดาษเสร็จยังครับ?” อเล็กซ์หมายถึงตัวอย่างงานที่จะให้ลูกค้าดู
“ยังเลย แต่พรุ่งนี้คงเสร็จ” (แล้วเซบาสเตียนก็ตะโกนมาจากอีกฝั่งของออฟฟิศว่า “พรุ่งนี้บีช่วยอเล็กซ์ไม่ได้นะ ฉันมีงานด่วนให้บีช่วย”)
อเล็กซ์ก็เลยเหวอ ๆ แล้วบอกว่า ไม่เป็นไร
“เดี๋ยวผม อืม ตัดตัวผมเองก็ได้”
“ตัดตัวเองเลยเหรอ”
“ไม่ใช่ๆๆ จะบอกว่ายังไงอ่ะ ผม จะตัดน่ะ”
“ผมจะตัดเอง”
“เอ้ออออออนั่นแหละๆๆๆ”
แล้วทุก ๆ วันก็มีเหตุการณ์แบบนี้ตลอด คืออเล็กซ์ฟังออกแต่จะตีความไปคนละเรื่อง เช่นอเล็กซ์บอกว่า วันหยุดที่ผ่านมาฉันไปดูเจมส์บอนด์มาล่ะ แล้วฉันก็เลยบอกว่า เออฉันไป Kite Surfing ที่ฮอลแลนด์มา อเล็กซ์ดันคิดไปว่า ฉันไป kite surf อยู่ในหนังเจมส์บอนด์!! คือ อเล็กซ์เป็นคนที่งงง่ายมากขนาดนั้น!!
ทั้งออฟฟิศ รวมฉันด้วย ก็มีอยู่ 3 คนที่ทำงานออกแบบเป็นเรื่องเป็นราว ส่วน เจ้าแม่แห่งออฟฟิศคือ โซฟี : โซฟีทำทุกอย่างตั้งแต่ติดต่อลูกค้า รับบรีฟ ปิดบัญชีงาน ฯลฯ คือเหมือนเลขาอ่ะแหละ แต่เธอชอบให้เรียกว่าเหมือน “มือขวา” ของคริิสเตียนมากกว่า (คือฟังดูดีกว่าเลขา) จริงๆ โซฟีก็จบมาทางด้านออกแบบแต่ว่าในออฟฟิศ เธอไม่ได้ทำงานออกแบบแล้ว แต่เหมือนเป็น Project Manager มากกว่า คือรับบรีฟมาจากลูกค้า แล้วต้องเอามาบรีฟ ดีไซเนอร์ต่ออีกที
อาทิตย์ที่ผ่านมา ทำงานเสร็จไป 3 ชิ้น ลูกค้าชอบ (รอดตัวไปกรู) เมื่อวานคริสเตียนเลยเดินมาบอกว่า ให้เริ่มคิดคอนเซ็ปต์เว็บไซต์ใหม่ของบริษัทได้แล้ว เพราะเว็บที่ใช้อยู่ปัจจุบันนั้นเก่าและดูโบราณอย่างไมน่าให้อภัย บรีฟก็สั้น ๆ เลย
“เราไม่ใช่บริษัทออกแบบ เราเป็นคนสร้างแบรนด์ งานออกแบบเป็นแค่ส่วนหนึ่งของ Brand building เว็บก็เรียบ ๆ นะ แต่ต้องน่าสนใจ”
โห ไม่ค่อยจะยากเลยนะนั่นน่ะ
+ INTEGRATION
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ฉันไปเข้าคอร์ส “Integration” ตามปรกติ สำหรับคนที่ย้ายมาอยู่ที่ฝั่งฟลานเดอร์ส โดยเฉพาะที่แต่งงานกับคนเฟลมมิช ต้องเข้าโปรแกรมนี้ทุกคน (แต่ฝั่งวัลลูนไม่ต้อง) ทั้งโปรแกรมใช้เวลา 60 ชั่วโมง โดยขาดได้ 4 ครั้ง (ฉันขาดไปแล้ว 3 – ก็โปรแกรมมันอยู่ Leuven ไอ้เราทำงานอยู่บรัสเซลส์ กว่าจะลากสังขารมาจากออฟฟิศได้ก็แทบตาย) ซึ่งจะลากยาวไปถึงมกราคมนู้น พอจบคอร์สก็จะได้ใบประกาศว่าเราได้เข้าคอร์สนี้มาแล้ว
ทำไมต้องเข้าโปรแกรมนี้ด้วย
เบลเยี่ยมมีประชากรไม่เยอะ แต่จำนวนผู้อพยพย้ายมาจากประเทศอื่นนั้น ค่อนข้างเยอะ เมื่อเทียบกับประเทศใกล้เคียง โดยเฉพาะชาวโมรอคโค ตุรกี อาร์เมเนีย อิรัก อิหร่าน ฯลฯ เอาง่าย ๆ เลย คือประเทศแถบ ๆ ตะวันออกกลางและแอฟริกา โดยเฉพาะโมรอคคันนั้นพูดภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่สองอยู่แล้ว และรุ่นแรก ๆ ที่มา ก็เข้ามาทำเหมือง เป็นแรงงานถูกกฎหมาย แต่อยู่ไปอยู่มา ก็พาครอบครัวลูกหลาน ญาติโกโหติกามาอยู่ด้วยหมด ตอนนั้นเบลเยี่ยมให้สัญชาติคนพวกนี้ง่ายมากกกกก ง่ายมากๆ แล้วชีิวิตก็ง่ายแสนง่าย เพราะเบลเยี่ยมเป็น Welfare state คือรัฐช่วยทุกอย่าง จนบางครั้งก็เกินไป เหมือนไม่่ยุติธรรมระหว่างคนที่ทำงานแทบตาย กับคนที่อยู่บ้านเฉยๆ แล้วแจ้งกับรัฐว่าไม่สามารถทำงานได้ (แต่จริงๆแอบทำ ที่ต้องแอบเพราะไม่ต้องจ่ายภาษี)
ตอนนี้เบลเยี่ยมมีอยู่ 5-6 พรรคการเมืองหลัก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พรรคคาธอลิคมักจะนำพรรคอิื่นเสมอ ตามมาด้วยโซเชียลลิสต์ และ ลิเบอรรัล แต่ที่น่าประหลาดใจและตกใจคือปีล่าสุดนี้พรรคขวาจัดหรือ Vlaams Blok (ซึ่งเพิ่งเปลี่ยนชื่อมาเป็น Vlaams Belang เมื่ีอ 3-4 ปีก่อน เพราะถูกยุบพรรคไปเพราะศาลที่อังกฤษตัดสินว่าพรรคนี้ เหยียดผิว จริง ตามข้อกล่าวหา) ตามตูดมาติด ๆ ด้วยเปอร์เซ็นต์สูงลิ่งคือ 22%
พรรคนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างดีในแง่ของเป็นพรรคที่เหยียดผิว แอนตี้คนต่างชาติต่างภาษา(ที่ไม่ยอมละทิ้งวัฒนธรรมของตนเอง) หนึ่งในนโยบายหลักของพรรคคือ ส่งคนพวกนี้กลับประเทศไปให้หมด นอกเสียจากว่าจะยอมทิ้งวัฒนธรรมตนเองและหันมาปฎิบัติเยี่ยงชาวเฟลมมิชทั่วไป อีกนโยบายหลักคือ การแยกประเทศ ตั้งฟลานเดอร์เป็นรัฐอิสระ คิือ กูไม่เอาฝั่งวัลลูน ว่างั้นเถอะ
+ WHY
22% นี่ไม่ใช่น้อย ๆ เลยนะ ฟังดูแล้วอึ้งมาก ๆ การเมืองเบลเยี่ยมน่าเบื่อพอ ๆ กับบ้านเรา แต่น่าเบื่อคนละแง่ ฉันนั่งฟังอาจารย์สอนไปก็อึ้งไป อะไรกันนี่ นี่มัน นีโอนาซี หรือยังไงกัน

สาวชาวอเมริกันคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนร่วมคลาสของฉัน เธอเป็นมุสลิม เธอบอกว่าตอนมาเบลเยี่ยมใหม่ ๆ เธอก็ไม่ได้สวมฮิญาบ เธอแต่งตัวปรกติ และคนก็ดีกับเธอมาก (เธอผิวขาว ตาสีเขียว) แต่วันหนึ่งเธอลุกขึ้นมาสวมฮิญาบ ปรากฎว่าคนปฏิบัติกับเธอเปลี่่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้า ส่วนมากคิดว่าเธอไม่พูดภาษาอังกฤษ คิดว่าเธอพูดแต่อารบิค และทำตัวกลัว ๆ เธอแบบประหลาด ๆ
ฟังดูแย่ใช่ปะ แต่จริง ๆ แล้วก็แล้วแต่ดวงด้วยนะ คนเบลเยี่ยมทั่วไปนั้นเค้าก็ปรกติกันดี ไม่ได้มีทีท่าเกลียดชาวต่างชาติหรืออะไร แม้แต่ในบรัสเซลล์ที่คนเป็นที่รู้จักประมาณว่า เป็นพวกไม่ค่อยมีมารยาททางสังคม (คือไม่มีเวลาอ่ะ รีบ ๆๆ ทำแต่งาน) เวลาคนข้ามถนนก็ไม่ค่อยหยุดรถให้คนข้าม (ซึ่งนอกบรัสเซลล์ไม่มีเลย รถแต่ละคันนี่ถ้าเห็นคนตั้งท่าจะข้ามถนนนี่นะ โห แม่เจ้า เบรคมาตั้งแต่ 200 เมตรก่อนถึงทางม้าลาย)
แต่สาเหตุที่พรรคนี้เกิด hot ขึ้นมา มันมีหลายปัจจัย คือ หนึ่ง) คนเฟลมมิชจำนวนมาก อยากแยกประเทศจริง ๆ เพราะเบื่อกับการต้องช่วยเหลือด้านการเงินให้ฝั่งวัลลูน ที่เศรษฐกิจไม่ดีเท่าฝั่งฟลานเดอร์ (คนฝั่งนั้นจนกว่าอ่ะนะ แต่เมื่อก่อนฝั่งนั้นรวยกว่านะ แต่พออุตสาหกรรมเหมือง เหล็ก ไม่รุ่งแล้ว เงินก็ไหลมาจากฟลานเดอร์แทน)
สอง) คนเบื่อพรรคการเมืองอื่น เพราะเอาแต่พูด ๆ ๆ ๆไม่เคยทำอะไรจริงจังซักอย่าง ก็เลยโหวตให้พรรคนี้ เหมือนเป็นการประท้วง (เหมือนเราอยากโหวตให้”ชูวิด” มั้ง)
น่าเบื่อเนอะ การเมือง นี่เดี๋ยวจบโปรแกรมนี้แล้วฉันต้องไปลงเรียนภาษาดัชท์ต่ออีก ซึ่งก็เป็นภาคบังคับเหมือนกัน คงจะปวดกบาลน่าดู เพราะตอนนี้พยายามเรียนภาษาฝรั่งเศสอยู่ (จะได้คุยกับอเล็กซ์รู้เรื่อง 555) แต่คิดว่าคงไม่สำเร็จแน่ เพราะเรียนแบบลักกะปิดลักกะเปิด มาก ๆ คิดว่าจะเริ่มเรียนดัชท์ก่อน ฝรั่งเศสเอาไว้ทีหลัง
+ TOO MUCH MEDICAL TERMS
เมื่อวานนี้คุณชายเบิร์ตเป็นลม!!
ที่บริษัทเค้ามีวิทยากรมาอบรมเรื่องหลักสรีระศาสตร์ คือ การนั่ง เดิน ยืน ยกของหนัก ฯลฯ บริษัทนี้ซึ่งเต็มไปพวกเหล่าโปรแกรมเมอร์ และวิศวกรคอมพิวเตอร์ผู้นั่งหน้าคอมกันวันละ 7-8 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย เลยจัดวิทยากรมาอบรมให้ด้วย (จะได้ทำงานให้บริษัทได้นาน นานนนนนน) คุณชายนั่ง ๆ ฟังกับเค้าด้วย วิทยากรก็พูดไป กระดูกสันหลัง ไขข้อ บั้นเอว ซี่โครง บลา ๆ ๆ วิทยากรเริ่มโชว์สไลด์ร่างกายมนุษย์ คุณชายเริ่มไม่สบายตัว อี๊–ไรวะ ไม่เอาอ่ะ ไม่เอาไม่อยากดู แล้วก็เป็นลมไปเลย
ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ!!!!
“ตื่นมาอีกที มีเพื่อนพยุงอยู่ 3 คน ตกใจหมดเลย!! นึกว่ามันแกล้ง!!” ตัวเองเป็นลมยังไม่รู้เรื่องอีก แต่ถามสตีเว่น (น้องชายของคุณชาย) ก็เป็นลมบ่อยเหมือนกัน ครอบครัวนี้ไม่รู้เป็นอะไร
“ก็ตอนนั้นอยู่ในบาร์ไง เฮ้ย คนมันเยอะด้วย หายใจไม่ออก เป็นลมดีกว่า” กรรม..
เป็นอันว่า แผนที่จะหนีบคุณชายไปดูนิทรรศการ Body Worlds ที่บรัสเซลล์ด้วยเป็นอันจบสิ้น แค่ “ฟัง” ยังเป็นลม ถ้าไป “ดู” คงเข้าโรงหมอแน่ ๆ
เอ้อ วันนี้หิมะตกแล้วล่ะ







