+ ทริปดีเดือด 1 week in Rome.
30 สิงหาคม 2551
ใครจะไปคิด ว่าเงินจำนวน 1,500 บาทจะพาเราเดินทางจากไปถึงกรุงโรม ประเทศอิตาลีได้ แต่ที่นี่ Ryan Air คือพระเจ้าที่นักนิยมชมชอบตั๋วเครื่องบินราคาถูก ทั้งรักทั้งบูชา และทั้งเกลียดมันไปพร้อม ๆ กัน ถ้าจองตั๋วแล้ว จ่ายเงินแล้ว เรื่องจะแคนเซิลตั๋วนี่ลืิมไปได้เลย ไม่มีทางได้เงินคืน แต่ก็ต้องเข้าใจสายการบินเค้าอ่ะนะ เพราะตั๋วมันถูกจริง ๆ มีบ่อย ๆ ที่ตั๋วราคา 0 ยูโร (แต่ tax ต่างหากนะ) ด้วยเหตุที่ราคาตั๋วถูก ทำให้ Ryan Air ต้องชาร์จทุกอย่างที่ขวางหน้า เช็คอินที่แอร์พอร์ตเรอะ? extra 10 ยูโร (เฉพาะ Citizen ของ EU เท่านั้นที่สามารถเช็คอินออนไลน์ได้ แต่เราถือพาสสปอร์ตไทยก็เลยต้องไปเช็คอินที่สนามบินตามระเบียบ), มีกระเป๋าโหลดขึ้นเครื่องเรอะ ? extra 10 ยูโร (กระเป๋าถือขึ้นเครืองเอง ไม่ต้องเสียตังค์), จ่ายด้วยเครดิตการ์ดเรอะ? ? extra 5 ยูโร ฯลฯ

เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งไปชะล่าใจกับราคาตั่วที่เห็นบนเว็บของสายการบิน ลองดูราคา total ก่อนว่าเท่าไหร่ ไว้จะมาเล่าเกี่ยวกับสายการบิน Low Cost ของยุโรปให้ฟังทีหลัง
ฉัน book ได้มา 30 ยูโร (เฉพาะขาไป รวมภาษีรวมทุกอย่างแล้ว) และ 50 ยูโร สำหรับขากลับ เหมือนกับไฟลท์ราคาถูกส่วนมาก ที่มักจะบินออกจากสนามบินห่างไกลความเจริญ (ที่มีบ่อย ๆ ที่ค่ารถจากบ้านไปสนามบิน แพงกว่าตั๋วเครื่องบินอ่ะนะ เฮ้อ) สำหรับเบลเยี่ยม Ryan Air ใช้สนามบิน ชาร์เลอรัว (Charleroi) เป็นหลัก
ทริปนี้ไปกันแค่สองสาว(ไม่ค่อยน้อย) ฉันมีแค่กระเป๋าเป้ไซส์เท่าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คไปเดียว (ซื้อมาจาก MBK ในราคา 199 บาท ภูมิใจมาก ใช้มาจะสองปีแล้ว ทึ่งในความทนเกินคาดของมัน) ส่วนเพื่อนสุดที่รัก “เจ๊ทราย” ซึ่งบางทีก็เหมาะกับการเรียก “คุณนายวัชรา” มากกว่า นอกจากกระเป๋าเดินทางแบบ suitcase เต็มรูปแบบ (และแน่นอน มันมีล้อ) แล้วยังหนีบกระเป๋าถือกุชชี่ไปอีกใบ
“ชั้นรู้ว่าเราไปอิตาลี ไม่ได้ไปคาซัคสถาน แต่กระเป่ากุชชี่นี่นะ?”
“แหม แก ใบมันใหญ่ดี ใส่ของได้สารพัด” ไม่พูดเปล่า คุณนายล้วงลงไปในกุชชี่ แล้วควักโหลพลาสติกที่เต็มไปด้วยประชากรกล้วยฉาบออกมาเคี้ยวเล่น!
“กล้วยฉาบ!?! ไปซื้อมาจากไหนนั่นน่ะ”
“ก็ร้านอาหารไทยที่เราไปกินกันวันก่อนไงแก๊..ทำเป็นลืม”
“ไม่ได้ลืม แต่ไม่คิดว่าแกจะเอากุชชี่มาใส่กล้วยฉาบเพื่อเอาไปอิตาลี”
คุณนายไม่ว่าอะไร ได้แต่นั่งกินกล้วยฉาบด้วยความเพลิดเพลิน
Ryanair
จากบ้านไปสนามบินชาร์เลอรัว ขับรถนานพอกับบินจากเบลเยี่ยมไปอิตาลีเลย ถ้าขับรถต่อไปอีกซักครึ่งชั่วโมงก็ออกไปถึงฝรั่งเศสแล้ว แล้วนี่นะ เรียกว่าสนามบิน “บรัสเซลส์ใต้” (South Brussels Airport) มันไม่ได้ใกล้บรัสเซลส์ซักเท่าไหร่หรอก แต่ก็อีกแหละ สนามบินนานาชาติบรัสเซลส์ หรือ ซาเวนเตม (Zaventem) ก็ไม่ได้อยู่ในบรัสเซลส์ แต่อยู่ใน ฟลามส์บราบัน คาดว่าบรัสเซลส์คงจะไม่มีที่พอจะยัดสนามบินแล้วอ่ะแหละ
“คราวหน้าบวกค่าน้ำมันรถที่ต้องขับมาส่งที่สนามบินลูกเมียน้อยแบบนี้ด้วยนะ” คุณเบิร์คขับไปบ่นไป
“เอาน่าาาา ไม่ได้ไปบ่อยๆ”
“แหงล่ะ”
05:15 PM
เช็คอินผ่านไปได้เรียบร้อยไม่มีปัญหาอะไร ทรายต้องจ่ายค่าเช็คอินกระเป่าด้วย (แต่จ่ายไปตั้งแต่จองตั๋วแล้ว) ส่วนเรามีแค่เป้ใบเดียว ส่วนเสื้อที่หนา ๆ หน่อยก็ใส่ทับ ๆ ไปก่อนเพื่อประหยัดพื้นที่ในเป้ เพราะในนั้นมีกระเป๋าสะพายเล็กอีกใบอัดอยู่ พอพ้นจากที่เช็คอิน เข้าไปบริเวณด้านใน ก็งัดเอากระเป๋าสะพายออกมา แล้วเอาเสื้อที่ใส่ทับมา 3-4 ชั้นจับยัดเอาไปในเป้เหมือนเดิม ถ้าไม่ทำแบบนี้ Ryan Air คิดค่ากระเป๋าเพิ่มอะ คนคิดเล็กคิดน้อยแบบเรามีเรอะ จะยอมจ่าย ฮ่าๆๆๆ (โธ้ ไอ้งกเอ๊ยยย)
“นี่แก อันนี้หอมมั้ย” คุณนายถามขณะเดินดุ่ย ๆ อยู่ใน Duty Free Shop เราพ่นน้ำหอมเล่นใส่กันอย่างบ้าคลั่ง แต่ไม่ได้ซื้อเค้าหรอกนะ โดยเฉพาะคุณนาย ที่เคยชินกับราคาน้ำหอมที่อังกฤษ (ซึ่งถูกมากอย่างน่าอิจฉาตาร้อน) ขวดละ 6-7 ปอนด์ มาถึงเบลเยี่ยม ราคากระฉูดไปถุึง 30-40 ยูโร คือถ้าอยู่อังกฤษแล้วมาซื้อของเบลเยี่ยมนี่ควายเรียกแม่เลยนะ เพราะเบลเยี่ยมของแพงมาก
เอาเถอะ บ่นเรื่องชีวิตรันทดของคนไทยในต่างประเทศไม่ใช่ประเด็น เดี๋ยวจะกลายเป็นคู่สร้างคู่สมไปซะฉิบ
เครื่องดีเลย์ประมาณครึ่งชั่วโมง นี่เกือบจะทุ่มนึงแล้วเนี่ย
ผู้โดยสาร Ryan Air เริ่มไปยืนออที่เคาน์เตอร์ แล้วก็ทะลักกันลงไปติดแหง็กอยู่ที่ช่องบันไดทางลงอยู่ดี ไม่รู้มันจะเรียกให้บอร์ดดิ้งทำหมีแพนด้าอะไรนี่ ถ้ายังไม่พร้อมให้ขึ้นเครื่อง
ผ่านไปสิบห้านาทีเต็ม ผู้โดยสารเริ่มทยอยขึ้นเครื่อง อากาศหนาวและมีฝนตกพรำๆ ฉันคิดในใจ
“ไปแล้วเว้ยยยยย ไปสู่อากาศที่ดีกว่าแถว ๆ เมดิเตอริเนียนแล้วเว้ยยยย ฮ่าๆๆๆ บ๊ายๆ อากาศแบบเบลเยี่ยม กริ๊กกริ้ววววววว!”
“เลขที่นั่งอะไรคะ?” น้องแอร์ สาวอังกฤษขนตางอนเช้งถาม
“เอ้อ อ้าวไปไหนแล้ววะ” ฉันมีนิสัยชอบเสียบบอร์ดดิ้งพาส และตั๋วนานาชนิดไว้ที่บนพาสสปอร์ต ทำให้ถึงเวลาต้องหาอะไรซักอย่างแล้วไม่เคยหาอันที่ถูกต้องเจอ
“เอ้อ หาไม่เจออ่ะค่ะ” แต่น้องแอร์ตาไวกว่า หาเจอในกองขยะในซองพาสสปอร์ดของฉันได้ภายใจ 5 วินาที
“อ้าวนี่ไงคะ ใช่ค่ะ โรม แชมปิโน่ เดินเข้าไปได้เลยค่ะ” มึน ๆ
เราใช้เวลาบนเครื่องบินไปกับการกินกล้วยฉาบ แซนด์วิช (ซื้อบนเครื่อง – 5 ยูโร เจี๊ยกกกกส์~!) และกาแฟถ้วยละ 3 ยูโรที่ใสจนเห็นตูดถ้วยกระดาษ รสชาติสามารถเป็นอะไรก็ได้ แต่แน่นอนว่ามันไม่ได้รสชาติเหมือนกาแฟ รู้สึกโง่ ๆที่สั่งมาดิ่ม แต่ตอนนั้นไม่ไหวละ ตาจะปิด
This is Rome
09:40 PM
สองชั่วโมงต่อมา เราก็ได้มายืนหน้าตาเหรอหราอยู่ที่หน้าสนามบินแชมปิโน่ (Ciampino) ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี “ทราย แกบอกให้ฟรานเชสโกไปรับเราที่สนามบินไหนวะ” ฟรานเชสโก เพื่อนชาวโรมันของคุณนาย ควรจะมาถึงตั้งแต่สองทุ่มครึ่งล้ว เพราะเค้าออกจากบ้านมาก่อนที่เราจะส่งข้อความไปบอกว่าเครื่องดีเลย์
นี่สามทุ่มกว่าแล้ว ยังไม่่มีเงาของฟรานเชสโก เอ..ชักไม่ค่อยดี
“หรือเค้าจะไปรับเราผิดสนามบินวะ” คุณนายเเองก็เริ่มกังวล
“บ้าาาา ก็คุยกันแล้วนี่ว่าเราบิน Ryan Air มันก็มาลงที่นี่แหละ”
“หรือว่ามันมีมากกว่า 1 เทอร์มินัล?” ฉันเลยเดินไปถามคนแถวนั้น เค้าก็บอกว่ามีที่เดียวนี่แหละ
เดินไปใช้โทรศัพท์สาธารณะก็เจ๊งอีก เลยต้องใช้มือถือโทรไป (แพงกระฉูด) ขอบคุณพระเจ้า ฟรานเชสโก รับโทรศัพท์ ทรายก็เลยเคลียร์ให้เรียบร้อยว่าเราอยู่แชมปิโน่ ไม่ได้อยู่อีกสนามบินนึง (Fiumicino)
“ฟรานเชสโกบอกว่ากำลังมา เค้าไปผิดสนามบิน” เฮ้อ…
ซักยี่สิบนาทีผ่านไป หนุ่ม(ใหญ่)หัวเหน่งคนนึง ก็โผล่มาจากรถยนต์สีขาวคันเล็กกะจิดริดไม่เหมาะกับตัวเอาซะเลย เพราะดูๆ แล้วฟรานเชสโกสูงไม่น้อยกว่า 190
“เฮ้ ไฮๆๆ สาวๆ รอนานมั้ยขอโทษที ผมนึกว่าพวกคุณไปลงที่ Fiumicino กันน่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมากที่มารับถึงสนามบิน”
“โอ๊ย ไม่เป็นไรหรอก พอดีวันนี้อยู่แถวนี้พอดีด้วย อ้อ แล้วนี่เพื่อนผม มาอูโร่” ฟรานเชสโกแนะนำเพื่อนที่มาด้วยอีกคน เป็นชาวโรมเหมือนกัน
มาอูโร่ใส่แว่น ผอมสูง (ถ้าอยู่เมืองไทย หน้าตา โหงวเฮ้ง คาแร็คเตอร์แบบนี้ต้องไปวิเคราะห์ข่าวเศรษฐกิจ) เค้าก็ทักทายโดยการชมแก้มซ้ายขวาพอเป็นพิธี
“หิวมั้ย ไปกินพิซซ่ากัน พอดีวันนี้มีเลี้ยงส่งเพื่อนผมสองคน เค้าจะย้ายไปอยู่มิลาน”
ฟรานเชสโกถามระหว่างขับรถพาเราเข้าเมือง พิซซ่าเหรอ มาถึงคืนแรกก็ได้กินพิซซ่าเลย วู้ๆๆๆ มีเหรอจะปฎิเสธ เคี้ยกๆๆๆ
ฟรานเชสโกขับรถพาเข้าผ่านกำแพงเมืองโรม มาอูโร่ก็ช่วยอธิบายนั่นนี่ไปด้วย
“นี่เป็นกำแพงเมืองโรม ส่วนนู่นนน ไปทางนั้นจะเป็นโคลอสเซียม” ไม่ต้องใช้ความพยายามมากก็บอกได้ง่าย ๆ เลยว่าสองหนุ่ม(ไม่น้อย) ชาวโรมันเพื่อนของเรานี่ ภูมิใจกับเมืองที่เค้าอยู่มากกกกก มากจริงๆ ซึ่งฉันก็พอจะเข้าใจ

ตึกรอบ ๆ บริเวณที่เราผ่านดูมืดๆ ทึม ๆ กำแพงเต็มไปด้วยกราฟฟิตตี้มากมาย ไม่ได้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยมากมายนัก แต่ดูมีสเน่ห์ไปอีกแบบหนึ่ง แต่ที่แน่ ๆ แทบทุกหัวมุมถนน จะมีสถาปัตยกรรมสวย ๆ เก่าโบราณยืนอยู่ท่ามกลางตึกที่เต็มไปด้วยกราฟฟิตตี้ที่ยุ่งเหยิง ฉันมาถึงโรมได้ไม่ถึงสองชั่วโมงดี เพิ่งเห็นโรมแค่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แต่ก็บอกได้เลยว่า หลงรักเมืองนี้เข้าเต็มเปา รักในความ “อะไรก็ได้” ของมัน ตามถนนยังมีแผงลอยขายของให้เห็น เป้นประเทศอื่นในยุโรป ไม่มีให้เห็นหรอกแผงลอย
“พวกคุณจะมาเที่ยวกี่วันกันเหรอ” มาอูโร่หันมาถาม
“อาทิตย์นึงน่ะค่ะ” ฉันตอบไป มองดูวิวข้างนอกไปด้วยความทึ่ง เมืองนี้สุดยอด เหมือนดูไม่ตั้งใจจะเท่น่ะ แต่มันเท่
“จะไปไหนบ้างล่ะ”
“ตอนแรกกะว่าจะไปฟลอเรนซ์ด้วย แต่ว่าคิดไปคิดมา อยากดูโรมให้สะใจไปเลย คราวก็เลยคิดว่า แค่โรมน่ะ”
”
“แค่”โรมเหรอ ไม่ใช่ “แค่” นะ นี่คือ โรม ไม่มีคำว่า “แค่” หรอก ใช่มั้ย ฟรานเชสโก”
ฟรานเชสโกหัวเราะ แล้วก็ตอบว่า “ซี ซี ซี! This is Rome!”
ลืมเล่าไปอย่างนึงคือ ฟรานเชสโกพูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงอิตาเลี้ยนนนน อิตาเลียน ทุกประโยคมักจะไม่จบลงที่ ตัวสะกดตามปรกติแต่มักจะแถมเสียง อะ ตามมาด้วยเสมอ เช่น “ไอ ไล้ลลลลลคะะะ” (I like) “แอม ฮังกรี้อะะะะะ” (I’m hungry เอ๊ะ เหมือนคนไทยป่ะเนี่ย “ชั้นหิวววว”อ่ะ” )
บางทีนะ ฟังเค้าพูดไม่ค่อยออก ไม่ใช่ว่าภาษาอังกฤษเราดีนะ (ก็ไม่ได้เรื่องเหมือนกันอ่ะแหละ) แต่สำเนียงอิตาเลียนนี่ฟังยากจริง เพราะเค้าชอบพูดเร็ว แล้วติดสำเนียงสูง ๆ ต่ำ ๆ ตามสไตล์อิตาเลียนมาเยอะมาก ฟัง ๆ ไปก็น่ารักดี

ฟรานเชสโกขับรถพาเราลัดเลาะมาตามซอย แล้วก็จอดรถในตรอกมืด ๆ แห่งหนึ่ง เราลงจากรถมาพร้อมมาโอโร่ แล้วปล่อยให้ฟรานเชสโกเอารถไปจอด ปัญหาเดียวกับกรุงเทพฯ ที่นี่หาที่จอดรถยากยิ่งกว่าหาแบงค์ร้อยหล่นตามถนนที่กรุงเทพฯอีก
“เค้าจะเอาเรามาฆ่าโบกปูนเปล่าวะเนี่ย” เจ๊ทรายหันไปมองบรรยากาศรอบ ๆ แล้วก็สยอง
“เฮ้ย ไม่หรอก คนเยอะแยะ” ฉันพยายามมองโลกในแง่ดี แต่สวดนะโมไปแล้วสามจบ
แต่ดู ๆ คนยังเดินกันพลุกพล่าน เหมือนเพิ่งจะออกจากบ้านกันมาเอง บางคนก็มากันเป็นกลุ่ม ๆ บ้างก็เป็นคู่แฟนเดินกันกระหนุงกระหนิง ฟรานเชสโกจอดรถเสร็จก็เดินมาสมทบ เราเดินทะลุซอกซอยยิบย่อยเหล่านี้ตามๆ เค้าไป ผู้คนยังเดินกันให้วุ่นวายกันทุกซอย ไม่ได้เปลี่ยวอะไรมากนัก แต่ต้องยอมรับว่าบรรยากาศมันสลัว ๆ ยังไงชอบกล ถ้าเดินมาคนเดียวก็มีเสียว ๆ เหมือนกันละวะ อากาศตอนนี้กำลังสบาย ไม่หนาวจนขนหัวตั้งเหมือนที่เบลเยี่ยม แม้ว่าตอนนี้จะสี่ทุ่มกว่าแล้วก็ตาม ฉันใส่แค่เสื้อยืดกับแจ๊คเก็ตบาง ๆ ยังเฉย ๆ อยู่
Piazza di Campo Dei Fiori
ไม่ได้หวานเหมือนชื่อ
ระหว่างทางไปร้านพิซซ่าเราเดินผ่านจตุรัส Piazza di Campo dei Fiori ซึ่งแปลกันตรง ๆ ก็คงเป็นอะไรประมาณว่า จตุรัสทุ่งดอกไม้ (Campo คือ Field, Fiori คือ Flowers) ฟังดูโรแมนติํ๊ก โรแมนติก เมื่อก่อนคงเป็นทุ่งดอกไม้บานเต็มท้องทุ่งอะไรยังงั้น แต่เปล่าเล้ยยยยย
จตุรัส หรือ Piazza (Piazza มีอีกความหมายนึงแปลว่า ตลาด หรือ Mercato) ทั่ว ๆ ไปในโรมมักจะมีโบสถ์, เสาโอเบลิสก์ แต่จตุรัส Piazza di Campo dei Fiori เคยเป็นตลาดค้าม้า และลานที่ใช้แขวนคอประหารชีวิต (บอกแล้วไม่ได้เกี่ยวอะไรกะชื่ออันแสนน่ารักของมันเอาซะเลย) แต่จตุรัสแห่งนี้ก็ถูกใช้เพื่อการค้าขายเป็นหลัก สังเกตุจากชื่อถนนรอบ ๆ จตุรัสก็ยังตั้งตามกิจการต่าง ๆ เช่น Via dei Balestrari (ถนนช่างทำหน้าไม้), Via dei Baullari (ถนนคนทำกาแฟ), Via dei Cappellari (ถนนช่างทำหมวก), Via dei Chiavari (ถนนช่างกุญแจ) and Via dei Giubbonari (ถนนช่างตัดเสื้อ) เมื่อมีถนนใหม่ตัดผ่าน จตุรัสแคมโป เด พิโอรี่ กลายมาเป็นจุดที่คนใหญ่คนโตเดินผ่าน เพราะเป็นทางที่สะดวกที่จะผ่านไปยังวิหารจิโอวานนี่ และนครวาติกัน ทำให้จตุรัสแห่งนี้คึกคักขึ้นมาทันตา และเริ่มมีการเอาม้าเข้ามาขายอาทิตย์ละสองวัน โรงแรม ร้านค้า ก็ตามมาเปิดกันพรึ่บพรั่บ

ตรงกลางจตุรัสปัจจุบันนี้ มีอนุสาวรีย์ของนักปรัชญานามว่า “จิออดาโน่ บรูโน่” (เปล่า เค้าไม่ได้มาขายเสื้อผ้าอยู่ในห้างเมืองไทยแต่อย่างใด) ตั้งอยู่ จิออดาโน่มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 16 ช่วงนั้นอิตาลียังคงเป็นสังคมที่เรียกว่าเป็นคริสต์แบบสุดโต่ง จิออดาโนถูกเผาทั้งเป็น ณ จตุรัสแห่งนี้ เพราะความคิดเห็นของเค้าบ้าบอ (เช่น เค้าคิดเห็นว่า ดวงอาทิตย์คือศูนย์กลางของจักรวาล ไม่่ใช่โลก เป็นต้น ซึ่งความคิดแบบนี้เป็นอะไรที่คนยุคนั้นรับไม่ได้ ถือเป็นการดูหมิ่นพระเจ้าอยู่กลายๆ)
หนังสือของจิออดาโน่ถูกขึ้นทะเบียนไว้ใน “รายการหนังสือต้องห้าม” (Index Librorum Prohibitorum) ที่จัดทำโดยศาสนจักรโรมันแคธอลิค ซึ่งเราคงเคยได้ยินเรื่องการล่าและเผาผู้หญิงที่ถูกหาว่าเป็นแม่มด อะไรยังงั้นมาบ้าง จิออดาโน่ไม่ได้เป็นพ่อหมดหมอผี แต่เค้าก็ยังถูกเผาทั้งเป็นเพียงเพราะมีความคิดไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ และควมคิดของเค้าขัดกับหลักการของศาสนจักร
อนุสาวรีย์ของจิออดาโน่ ถูกจัดทำขึ้น โดยประติมากรชาวอิตาเลียน Ettore Ferrari (ไม่รู้ลูกหลานเหลนโหลนมาผลิตรถยนต์ในภายหลังหรือเปล่าเนี่ย?) ในปี ค.ศ. 1887 และได้ตั้งขึ้น ณ บริเวณที่จิออดาโนถูกเผาทั้งเป็นจนถึงแก่ความตายนั่นเอง โดยเฟอร์รารี่ตั้งใจให้อนุสาวรีย์ของจิออดาโน่ หันหน้าไปทางนครวาติกัน เป็นการประกาศว่าต่อแต่นี้ อิตาลี ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎศาสนาจักรอีกต่อไป และทุกคนมีสิทธิ์ที่จะออกความคิดเห็นและพูดในสิ่งที่ตนอยากจะพูดได้โดยเสรี
ที่จตุรัสมีน้ำพุตั้งอยู่ด้วย โดยที่ฐานน้ำพุมีข้อความสลักว่า FA DEL BEN E LASSA DIRE (“Do well and let them talk”) ใครแกะรหัสได้ วานบอก..
กุยเซ็บเป้ วาซิ (Giuseppe Vasi) สถาปนิกและนักวาดภาพบันทึกชาวซิซิเลียนในสมัยศตวรรษที่ 17 ได้สเก็ตช์ภาพของสถานที่ต่าง ๆ ในโรมไว้ว่า 240 ภาพ และภาพสเก็ตช๋ของจตุรัส Campo dei Fiori ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย (ภาพสเก็ตช์ของวาซิสามารถดูได้ที่ http://www.romeartlover.it/Vasi28.html)
Da Baffetto2
ได้กินซะทีนะพิซซ่า
10:30 PM something.
สลัดความสยองจากจตุรัส Campo Dei Fiori แล้วตามไปกินอะไรอร่อย ๆ กันดีกว่านะ ที่โรมนี่พิซซ่าไม่ได้อร่อยทุกร้าน เนื่องมาจากมีนักท่องเที่ยวมากันเนืองแน่นทุกวันทั้งปี ทำพิซซ่าห่วย ๆ ออกมาก็ยังขายได้ เพราะนักท่องเที่ยวมาครั้งเดียวแล้วก็คงไม่นั่งเครื่องบินตามกลับไปด่าอีก แต่กว่าจะหายโง่ก็กินพิซซ่าและพาสต้าห่วย ๆ กันไปไม่ต่ำกว่าคนละ 3-4 มื้อทั้งทริป
แต่กินพิซซ่าที่ไหนล่ะ จะอร่อยและไม่แพงจนหูตูบ
ร้าน Da Baffetto คือร้านที่เป็นที่จัด “Pizza Party” คืนนี้ ฟรานเชสโกดุนหลังเราสองคนเข้าไปในร้านแล้วหาที่ให้นั่งเสร็จสรรพ แล้วถามว่าอยากกินอะไร ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน จะสั่งพิซซ่าต้มยำกุ้งก็กลัวโดนเผาให้ตายทั้งเป็น (มีเสียงด่ามาจากเพื่อนสาวที่ไปด้วยว่าแกจะบ้าเรอะ นังนี่ พิซซ่าต้มยำกุ้ง!) ก็เลยขอให้ฟรานเชสโกแนะนำให้ ฉันก็บอกว่าอะไรก็ฟังดูดีทั้งนั้นแหละชั่วโมงนี้ เพราะหิวสุด ๆ
ไวน์ขาวมาถึงโต๊ะก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ได้มาในขวด แต่มาในเหยือก ตอนแรกไอ้เรารึก็นึกว่าใครสั่งน้ำเก๊กฮวยวะเนี่ย ปรากฎว่ามันเป็นไวน์ เหอๆๆ มาอูโร่เดินไปหลีสาวที่ไหนแล้วก็ไม่รู้ เราสามคนเลยนั่งชนแก้วไวน์กันกิ๊งกั๊ง กระดี๊กระด๊ารอให้พิซซ่ามาถึง แต่ได้ข่าวว่าพิซซ่าที่นีรอนานใช้ได้ ฟรานเชสโกเลยส่งแผนสองไปก่อน สั่งของกินเล่นมาเรียกน้ำย่อยก่อน คือ Fritto Misto (Mixed fries) ซึ่งเป็นทุกสิ่งอย่าง ตั้งแต่มะกอก ข้าวริซอตโต ฯลฯ ทอดกรอบมาในชีส ได้ยินแล้วไขมันเราร่าเริงกันใหญ่ แต่แปลกนะ คนที่นี่ไม่ยักกะอ้วน (มาเข้าใจทีหลังว่าคนที่นี่เดินเยอะมาก วัน ๆ เอาแต่เดินๆๆๆ พอดี !! เผาแคลอรี่หมด! ไม่เหมือนเรา กินแล้วนอน!)
ผ่านไปเกือบยี่สิยนาทีพิซซ่าเพิ่งจะเดินทางมาถึง พนักงานเสิร์ฟหน้าตาเหมือนเบื่อพิซซ่าเต็มที หอบพิซซ่ามาทีละสี่ห้าถาด แล้วถาดไม่ได้เล็กนะ ใหญ่กระประมาณครึ่งกะทะหอยทอด! แม่เจ้า! ทรายสั่งริชอตโตกับกุ้ง ส่วนของฉันเป็นพิซซ่า Capricciosa ซึ่งอุดมไปด้วยมะเขือเทศ ปาร์ม่าแฮม มะกอก เห็ด มอสซาเรลล่าชีส ที่แปลกคิือตรงกลางมีไข่ใส่มาด้วยอ้ะ!! ส่วนพิซซ่าของฟรานเชสโกก็เต็มไปด้วยอาติโช้ค พิซซ่ากลม ๆ ที่นี่ของแท้ต้องออกจะบางแล้วขอบต้องใหม้ ๆ หน่อยนะ (บางอันดำเกรียมมาเชียว) จะมาหนานุ่มอะไรนี่ไม่ได้นะคับพี่น้องคับ เสียชาติเกิดพิซซ่าอิตาเลียหมด

อร่อยอ่ะ อร่อยไปหมดทุกอย่าง แต่ชิ้นมันใหญ่มาก อยู่เมืองไทยใครกินพิซซ่าคนเดียวทั้งถาดนี่ต้องถือว่า “มันแดกดุ” จริงๆ ยิงเป็นผู้หญิงด้วยแล้ว แฟนอาจเลิกคบกันเลย กลัวเลี้ยงหล่อนไม่ไหว แต่ดูเหมือนฝรั่งจะกินพิซซ่ากันคนละถาด(เป็นอย่างน้อย) เป็นเรื่องปรกติ คงเป็นเพราะแป้งมันบางด้วยแหละมั้ง
มีคนเคยบอกว่า วิธีกินพิซซ่าคือให้หั่นแบ่งเป็นชิ้น แล้วใช้มือหยิบตรงขอบ ห่อเข้าด้วยกัน แล้วเริ่มกินจากด้านแหลมก่อน แต่ประทานโทษนะ พิซซ่าที่นี่ทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะมันย้วย!! ด้วยความที่มันบางแล้วหนักเครื่องมาก พิซซ่ามันไม่สามารถตั้งเป็นแนวราบได้ มันก็ย้อยลงตามแรงโน้มถ่วงโลก แต่ฉันหันไปดูคนอื่นๆ บางคนก็สามารถนะ หยิบกินได้ แต่ดูฟรานเชสโก ใช้มีดกับส้อมตัดกินตามปรกติ ฉันก็เลย play safe กินด้วยมีดกับส้อมดาม ๆ เค้าไป

เพิ่งมารู้ว่า ลูกค้าในร้านทั้งร้านนี้เป็นแก๊งค์ที่มาเลี้ยงส่งงานเดียวกันทั้งนั้น ดู ๆ ไปไม่น่าจะต่ำกว่า 50-60 คน ร้านคงปวดกบาลน่าดูชมทีเดียว ใครกินแล้วไม่จ่ายตังค์นี่ไม่มีทางรู้เลยนะนั่นน่ะ
สามารถเอาพิซซ่าลงท้องไปได้ ภูมิใจกับตัวเองมากเลย ระหว่างกินก็มีหนุ่มอิตาเลียนมาถ่ายรูปอยู่นั่นแหละ ไม่ใช่ว่าสวยนะ (แอบหวังนะนั่น) แต่คือหมอนี่ถ่ายรูปชาวบ้านเค้าไปซะหมด (น่าจะเรียกว่า ถ่ายเรี่ยราดได้) ฉันเลยหยิบกล้องมาถ่ายกลับมั่ง อยู่โรมเป็นอาทิตย์ เจอหน้าหมอนี่หลายครั้ง จนบัดนี้ยังไม่รู้เลยว่าชื่อเสียงเรียงนามอันใด
รีวิว Buffetto 2 ของฝรั่งเค้า : http://www.frommers.com/destinations/rome/D42706.html
Z..z..z.zZ…
หนูอยากกลับบ้าน(นอน)
1:30 AM
เราออกมายืนนอกร้านกันได้ครึ่งชั่วโมงแล้ว สั่งเช็คบิลไป พนักงานก็หายต้อยไปกับเงินทอน (ไม่เยอะหรอก สองยูโร แต่คิดเป็นเงินไทยก็ร้อยนึงอ่ะ เฮ่อ) จะเข้าไปตาม มันก็ทำท่าเหมือนไม่ค่อยอยากเสียเวลากับเราเท่าไหร่ ลืมเรื่องเงินทอนไปได้เลย เรื่องต่อมาคือ เมื่อไหร่กุจะได้กลับบ้านนนนนนนเนี่ยยยยยย ….
จะตีสองอยู่แล้ว ชาวอิตาเลียนยังร่ำลากันเป็นวรรคเป็นเวร มาอูโร่เดินมาเช็คเป็นระยะ
“เฮ้ ง่วงแล้วเหรอ”
“ค่าาาา” (หาว)
“ทำใจหน่อยนะ เป็นแบบนี้ทุกทีแหละ”
“หมายถึงคนอิตาเลียนร่ำลากันยาว ๆ งี้เป็นปรกติเลยเหรอ”
“เปล่าหรอก คือพวกมันอะแหละ “เอ่ย ไปไหนต่อมั้ย ไปไม่ไป แกไปมั้ย ใครไปมั่ง ไปไหนดี เฮ้ย กี่โมงแล้ว อ้าว จิ๊บหาย ตีสองแล้ว กลับบ้าน” สรุป มัวแต่โอ้เอ้ ก็ไม่ได้ไปหรอก เอาเข้าจริงๆ”
ก็ดูเหมือนจะเป็นยังงั้น ฉันกับคุณนายตาจะปิดแล้ว ริบหรี่ ๆ ลงทุกที ปาเข้าไปตีสองโน่นน่ะคับถึงได้ฤกษ์ ciao ciao กันมาเป็นชั่วโมงๆ แล้ว
ฟรานเซสโก แวะไปส่งมาอูโร่ก่อน เพราะบ้านใกล้กัน แล้วก็ขับรถกลับบ้าน บ้านฟรานเซสโกอยู่ใกล้ metro สถานี s.paolo ซึ่งเป็นย่านที่ผู้ดี(พอจะ)มีกะตังค์เค้าอยู่กัน
ฟรานเซสโกอยู่คนเดียวในอพาร์ทเมนต์ขนาดประมาณ 150 ตรม. เห็นจะได้ แต่ที่แปลกคือระเบียงใหญ่มาาาาาาาาก คือใหญ่ขนาดจอดรถได้สองคันสบาย ๆ อ่ะ
“ทำไมระเบียงใหญ่จัง ดีเนอะ”
“ไม่รู้ซิ แต่ผมชอบนะ เวลาเพื่อน ๆมาก็ชอบมานั่งที่ระเบียงกัน ปาร์ตี้ได้เป็นสิบคนน่ะ”
ฟรานเซสโกขอโทษขอโพยที่ไม่ได้เตรียมที่นอนไว้ให้เป็นเรื่องเป็นราว เราสองคนนอนในห้องรับแขกที่มีโซฟาสีส้มแปร๊ด กางออกมาเป็นเตียงนอนได้สองคนพอดี แต่ปัญหาคือ ได้ส่วนที่กางออกมาได้ มันดันหัก! ฮ่าๆๆๆๆ แต่เราก็นอนกันได้อ่ะนะ ไม่ได้เรื่องมากอะไร

ฟรานเซสโกขอตัวไปนอน ห้องเค้าอยู่อีกฝั่งนึง ฉันยังทึ่งในความนอนง่ายของคุณนาย เพิ่งจะพึมพัมอยู่ว่าพรุ่งนี้จะไปไหนออกกี่โมงดี ไม่ถึง 5 วินาที (สาบานได้) มันกรนแล้วคับพี่น้องคับ!
พรุ่งนี้ ไป โคลอสเซียม เย้ๆๆๆๆ

December 11th, 2008 at 3:49 pm
โอ้พิซซ่าหน้าแบน !
นั่งดูในจอ ยังกลืนน้ำลายเลย นะเออ …
กินอีกครับ กินอีก … “แดกดุ”นี่ สเปคเลย อิอิ
: )
December 14th, 2008 at 9:27 pm
ได้ความรู้เยอะเลยค่ะ ชอบเทคนิคซ่อนกระเป๋าใบน้อยจังเลย..ส่วนเรื่องในอดีตก็น่าสงสารจิออดาโนมากๆ สมัยก่อนเขาโหดกันจริงๆ เลยน่ะเนี่ย ..มาดูรูปพิซซ่าประกอบคำบรรยายแล้วอยากทานขึ้นมาเลยค่ะ ..น่าทานมากๆ แบบบางๆ หน้าเยอะๆ แบบนี้ ..เดินเยอะๆ น่ะค่ะน้องผึ้ง น้ำหนักจะได้ไม่ขึ้นค่ะ
December 15th, 2008 at 4:58 pm
ชอบบทความมั๊กๆคร้า
งั้นขอติดตามล่ะกันน่ะค่ะ
December 15th, 2008 at 9:31 pm
@ขุนอรรถ : ทำเป็นเล่นไปน่าาา ฮ่าๆๆๆ
@พี่เป็ด, k. zeon13 : ขอบคุณค่า (โอ่ วันนี้่ก็เพิ่งไปกินพิซซ่ามาอีกแล้วอ่ะ แต่แพงกว่ากินที่โรมอีก เง้อ..) (T_T)
December 16th, 2008 at 12:08 pm
สนุกมากเลย รอตอนสองนะครับ
ปล.ดูภาพโซฟาแล้ว ตรงหน้าต่างด้านซ้าย
เมืองนอกเขาก็มีเหล็กดัดด้วยเหรอ
December 16th, 2008 at 2:35 pm
พิซซ่าดูน่ากินมากครับ รสชาติคงจะ”สด”มาก ไม่เหมือนร้านใหญ่ๆ
December 17th, 2008 at 2:47 am
ไมราคาถูกไดจัยจังอะ
December 17th, 2008 at 3:20 am
ดีครับพี่ โหเห็นเที่ยวไปทุกที่เลย
ชอบบล๊อกนี้มากอะ แล้วพี่เที่ยวรอบโลกยังละตอนนี้อะ
December 21st, 2008 at 5:13 pm
@k.แมวอ้วน : นั่นดิ เพิ่งเคยเห็นเหมือนกัน สงสัยชาวสยามจะไปเผยแพร่วัฒนธรรมเหล็กดัดให้ชาวโรมันไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อนก็เป็นได้ ฮ่าๆๆ
@k.lek อร่อยยยจ้ะอร่อย
@k. livenewsupdate : RyanAir ก็แบบนี้อ่ะจ้ะ มันถูกไม่มีเหตุผล
@k.กรซ่าส์ : ยังหรอกค่ะ
January 14th, 2009 at 3:51 pm
เข้ามาตามอ่านอ่ะคับ มะได้เข้ามาเดือนกว่าๆ มีทอปปิคใหม่หลายเรื่องเลยอ่ะ เป็นกำลังใจให้ฮับ
January 24th, 2009 at 1:47 am
ขอบคุณค่ะ