พาเที่ยว Tongeren เมืองที่เก่าแก่ที่สุดของเบลเยี่ยม ^^
Written by : PLOY
จากการที่ได้เข้าร่วมโครงการ Inburgering ที่ทางรัฐบาล บังคับให้ทุกคนเรียนรู้การเป็นอยู่ในเบลเยี่ยม ก็เลยได้มีโอกาสไปทัศนศึกษา กับเพื่อน ๆ ที่ร่วมโครงการประมาณ 14 ชีวิต เดินทางโดยรถเมลล์ จาก Hasselt ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงที่หมายค่ะ
เกริ่นคร่าว ๆ สำหรับ เมือง Tongeren เป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศเบลเยี่ยมนะคะ แล้วนะคะ และตอนนี้เป็น staad คือไม่ได้เป็นอำเภอธรรมดาค่ะ เป็น staad จะมีความสำคัญมาก อยู่ในจังหวัด Limburg แต่จริง ๆ แล้วเมื่อก่อนเบลเยี่ยมไม่ได้รวมกันเป็นประเทศนะคะ แบ่งแยกเป็นเผ่า ๆ หรือเป็นเมือง เฉกเช่น ประเทศไทยสมัยก่อน ที่เป็น อยุธยา และสุโขทัย คือยังไม่ได้รวมกันเป็นประเทศไทยเหมือนปัจจุบันนี้ Tongeren เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางด้านการเมือง และเรื่องที่เกี่ยวกับศาลต่าง ๆ นะคะ เมื่อก่อนนี้ ทางเบลเยี่ยมและทางเนเธอแลนด์ได้ตัดสินคดีร่วมกัน ก็ต้องไปตัดสินที่ศาลในเมือง Tongeren ค่ะ ปัจจุบันนี้ อำเภอ Hasselt เป็นอำเภอเมืองของจังหวัด Limburg แต่บางคดีที่สำคัญหรือร้ายแรง ก็ยังต้องไปตัดสินที่ศาลในเมือง Tongeren อยู่ค่ะ เช่นคดีอาญา ณ ปัจจุบันนี้เมือง Tongeren ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวก็ว่าได้ เพราะจะมีไกด์ประจำเมืองด้วยนะคะ และมีนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ได้แก่ ชาวเยอรมัน เนเธอแลนด์ และเบลเยี่ยมทางฝั่ง walloon ค่ะ จากที่เดินเที่ยวกับไกด์ ก็จะเห็นนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เดินสวนกันไปมา ครึกครื้นไม่เบา และมีสถาปัตยกรรมที่สวยงามด้วยค่ะ จะบอกว่าประเทศเบลเยี่ยมหรือทางยูโรเปี้ยน นี่เก็บรักษาของเก่าได้ดีจริง ๆ ค่ะ ไม่ค่อยต่างจากของเดิมเท่าไหร่ คือเค้าต้องการอนุรักษ์ไว้ให้เหมือนของเดิมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ และกำแพงเมืองที่อยู่ในภาพข้างล่างนั้นเป็น กำแพงชั้นที่ 3 ของเมือง Tongeren นะคะ คนสมัยก่อนเค้าไปพังสิ่งก่อสร้างแล้วสร้างใหม่ แต่เค้าจะถมค่ะ แล้วก็สร้างสิ่งใหม่ทับตรงนั้นเลย ดังนั้น Tongeren จึงมีกำแพงเมืองถึง 3 ชั้นค่ะพวก สิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ก็เหมือนกัน เช่นบ้านคนต่าง ๆ ถ้าเค้าจะสร้างใหม่เค้าจะไม่ทุบทิ้งนะคะ เค้าจะถมแล้วสร้างทับบนบ้านหลังเดิมเลยค่ะ

“เป็นป้ายสถานีรถไฟ จุดนัดพบไกด์ของเราค่ะ”

“โฉมหน้าไกด์ (ว๊ากรูปใหญ๋ใหญ่ แต่ก็เพื่อให้เห็ชัด ๆ เนอะ)”
เมือง Tongeren เมื่อก่อนนี้จะมีจุดที่พักผ่อนที่เดียวนะคะ ทำให้คนก็มากระจุกอยู่แต่จุดเดียว ในปัจจุบันนี้เค้าได้ขยายเพิ่มเป็น 4 จุดเพื่อให้คนได้เที่ยวทั่ว ๆ โดยรอบค่ะ

“นี่คือจุดพักผ่อนที่ 1 นะคะ จะมีเก้าอี้รอบ ๆ ลานน้ำพุ ส่วนภาพขวาคือร้านกาแฟที่อายุมากที่สุดใน Tongeren”

จุดนี้เป็นจุดที่แม่บ้านมาตักน้ำ เพื่อนำไปใช้ที่บ้านค่ะ แล้วก็เป็นจุดนัดพบ ของแม่บ้านขาเม้าส์ทั้งหลาย เม้าส์ทุกเรื่องสากกะเบือยันเรือรบ เมื่อก่อนใช้น้ำบาดาลนะคะ ก็ต้องโยกกันเข้าไป จากท่อตรงกลางค่ะระหว่างรอน้ำก็เม้าส์กันไป ไกด์เล่าให้ฟังวมีเรื่องโจ๊กที่เล่าว่า พอแม่บ้านทั้งหลายแหล่ รองน้ำเสร็จก็จะกลับบ้านแล้วก็เอาเรื่องที่เม้าส์กับเพื่อนสาว มาเล่าให้สามีฟังค่ะ เอาไปพูดว่าเนี่ยเรื่องจริงนะต่าง ๆ นา ๆ สามีก็บอกว่าเธอไปเม้าส์กับเพื่อนมาอีกแล้วใช่ไหม แล้วภรรยาก็เล่าต่อว่า เนี่ยรู้ไหม คนส่งขนมปังนหมู่บ้านเรานะ ได้นอนกับผู้หญิงทุกคนในหมู่บ้านเลย แต่มีอยู่คนนึงที่ไม่ได้นอน สามีได้ฟังดังนั้นก็ยิ้มปลาบปลื้มดีใจ นึกในใจว่าผู้หญิงที่ไม่ได้นอนกับคนส่งขนมปังคือเมียตัวเอง และสามีก็ถามว่าใครหรอจ๊ะที่รัก ทันใดนั้นเมียก็ตอบไปว่า ก็ผู้หญิงบ้านตรงข้ามเราไงที่เค้าไม่ได้นอน!!!! เมื่อก่อนท่อน้ำบาดาลมีมากกว่านี้ถ้าจำไม่ผิดน่าจะ 50 นะคะ
และถัดมาก็คือ โรงพยาบาลเก่า ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นโรงแรม Ohhhh เป็นเราเราไม่กล้านอนนะ โรงพยาบาลต้องมี คนตายอยู่แล้วง่ะ (- -”) เค้านำมาปรับปรุงเป็นแหล่งช็อปปิ้ง และโรงแรม ค่ะ เค้าจะอนุรักษ์ของเดิมไว้หมดเลยนะคะ แม้กระทั่งกำแพง เค้าจะไม่ยอมให้ร้านที่มาเช่าที่ สร้างร้านติดกำแพงของเค้าเด็ดขาดค่ะ จะแอบบอกว่าห้องเก็บไวน์ของโรงแรม เมื่อก่อนคือห้องเก็บศพของโรงพยาบาลด้วยอ่ะ ( “0″)

“ด้านซ้ายคือกำแพงที่เค้าพยายามรักษาไว้ ด้านขวาเป็นภาพร้านค้าที่เค้าต้องสร้างร้านให้แยกออกจากกำแพง”
เดินมาถึงกำแพงเมืองที่เค้าเก็บเอาไว้มีความยาวน่าจะประมาณ 1 กิโลเมตรนะ กะไม่เป็น เป็นแกำแพงเมืองที่เค้าเอาหินจากใต้ดินมาทำนะคะเป็นวัสดุที่แข็งแรงมาก ๆ นี่แหละค่ะเป็นกำแพงชั้นที่ 3 ของเมือง Tongeren คนสมัยก่อนสร้างทับ ๆ ขึ้นมาจนนี่คือชั้นที่ 3


“สัญลักษณ์นี้คือ ให้นักท่องเที่ยวเดินตามจุดต่าง ๆ เดินตามลำดับ ถ้าเดินตามสัญลักษณ์นี้ไป พร้อมกับหนังสือคู่มือท่องเที่ยวเมือง Tongeren ก็สามารถเที่ยวได้ด้วยตัวเองแล้วจ้า แต่ไกด์บอกว่าทางที่ดีเอาไกด์มาด้วยดีกว่า ค่าหนังสือ 2 ยูโร แต่ไม่รู้ว่าค่าไกด์เท่าไหร่”
เดินมาถึงประตูเมืองของ Tongeren เมื่อก่อนมีถึง 6 ประตู แต่ตอนนี้เหลือแค่ประตูนี้ประตูเดียว (ภาพด้านซ้าย) คล้ายประตูเมืองเชียงใหม่เลยไม่ได้คล้ายที่รูปลักษณ์นะ คล้ายที่ว่ามีประตูเมือง เพราะเมื่อก่อนนี้ที่ทางฝรั่งเศสได้เข้ามามีอำนาจได้ทำการระเบิดประตู (เลวมาก) เมื่อก่อนจะมีแค่ด้านล่างไม่มีด้านบนที่เป็นชั้น เค้ามาต่อเติมที่หลัง แล้วเหล็กที่ด้านซ้ายมือเป็นเหล็กที่เค้าเอามาดามเอาไว้เพื่อให้สองกำแพงประสานกัน (จำไม่ได้ว่าตรงไหนกับตรงไหน มัวแต่ถ่ายรูป)

..ถ่ายไปก็หันรีหันขวาง รถจะชนไหมเนี่ย สุดท้ายรอดมาได้เพราะเค้าเปิดให้รถวิ่งผ่านไปมาด้วย..
ตอนนี้เราเดินมาถึงหมู่บ้านที่จะมีเฉพาะผู้หญิงอยู่เท่านั้นนะคะ ใครที่มีสิทธิ์อยู่บ้านพักแบบนี้ได้บ้าง มาติดตามกัน…… เมื่อสมัยก่อนจะมีพวกที่ต่อสู้เพื่อศาสนา ก็จะเกณฑ์ผู้ชายไปรบ ออกศึกทำให้ ภรรยาที่อยู่บ้านต้องอยู่คนเดียว และกระจัดกระจายกันไปทั่ว ทำให้เกิดอันตรายและดูแลไม่ทั่วถึง จึงได้มีการให้รวมตัวกันอยู่ในจุดนี้เพื่อความปลอดภัยและสามารถดูแลกันได้ ในขณะที่สามีไปรบ พอทีนี้ผู้หญิงรวมตัวกัน ไปก็เริ่มหาอาชีพเพื่อหารายได้ ก็ได้มีการทำบ้านพักคนชราเกิดขึ้น แต่มีข้อแม้ว่า พวกที่มีเงินอยากเข้ามาอยู่บ้านนี้ก็ต้องจ่ายเงิน เสียเงินหรือเสียทรัพย์สินเป็นการแลกเปลี่ยน ทำให้แม่บ้านสมัยนั้นมีเงินมีทอง มาสร้างโบถส์ ด้วยค่ะเก่งจริง ๆ (น่าจะคล้ายสมาคมแม่บ้านทหารบกบ้านเรา)

“ภาพบนเป็นบ้านที่หญิงโสดอยู่ ปัจจุบันทางรัฐบาลได้ขายให้ประชาชนคนธรรมดาอยู่แล้วค่ะ ส่วนด้านล่างซ้ายคือบ้านพักคนชรา ภาพด้านขวาคือหน้าโบถส์ที่ สมาคมแม่บ้านทหารบก สร้างขึ้นค่ะ สังเกตุรูปไม้กางเขนที่จะมีเหมือนดอกไม้สี่ทิศ ซึ่งหมายถึงว่า ต้องการจะเผยแพร่ศาสนาไปให้ทั่วทั้งสี่ทิศค่ะ”
มาถึงตรงนี้ไกด์ก็มีเรื่องโจ๊กอีกว่า ให้สังเกตุที่มือพระแม่มารีอา ที่ผายมือออก และอีกด้านนึงที่เป็นสามีคือโยเซฟ ยกมือขึ้นกุมขมับขวานั้น เพราะว่ามีคนเม้าส์ว่า พระแม่มารีอาผายมือเท่านี้เหมือนว่าเป็นการบอกขนาดของ น้องชาย ว่ามีขนาดเท่านี้ และที่สามีกุมขมับเพราะว่าอาย !!!
ป.ล. วันนี้ได้คุยกับครูที่พาไปครูบอกว่า ที่ไกด์พูดเรื่องโจ๊กเกี่ยวกับพ่อแม่ของพระเยซู เลยทำให้เกิดลูกเห็บตกลงมาไม่นานหลังจากที่ได้พูดเรื่องนี้กันแล้ว จึงมาคิดกันว่า ท่านอาจจะโกรธที่เราพูดเรื่องทะลึ่งเกี่ยวกับท่านในตอนนั้น
*** ทำภาค 2 ดีกว่าเนอะ ภาคนี้มันเยอะกลัวโพตส์แล้วเน็ตเดี้ยง ***

November 1st, 2009 at 2:47 pm
อยากไปอ่ะ แต่ยังหาโอกาสเหมาะ ๆ และอากาศดี ๆ บ่ได้
November 15th, 2009 at 10:37 pm
คุณพลอยเล่าเรื่องสนุกดีจัง อยากจะไปเที่ยวเบลเยี่ยมค่ะ กำลังเตรียมตัวหาข้อมูลอยู่ค่ะ
November 16th, 2009 at 7:38 am
ขอบคุณค่ะดีใจที่ชอบและมีคนสนใจเรื่องที่เขียน มันจะมี part 2 อีกแต่ว่า รอก่อนนะ
November 16th, 2009 at 8:31 am
ถ้าเราไปเที่ยวคนเดียว จะทำอย่างไรคะ ทำงานค่ะ แค่ลาพักร้อน 2 อาทิตย์ ไปเองค่ะไม่ได้ไปกับทัวร์ ต้องทำอย่างไรค่ะ
March 17th, 2010 at 2:31 pm
ขอบคุณที่ให้ความรู้ใหม่นะค่ะ
อ่านแล้วรู้สึกดีค่ะ แล้วก้อมีประโยชน์มากพอสมควร