✈ คาซัคสถาน คีร์กิซสถาน อะไรฟระ! (update)

(original post : May 10, 09)

อาทิตย์ที่แล้วไปทำวีซ่าเมืองจีนมาเรียบร้อยแล้ว ไม่กี่วันก็เสร็จ แปลกใจมากที่มันง่ายเหลือเกิน แถมไม่ต้องจ่ายค่าวีซ่าล่วงหน้าอีกด้วย (ไปจ่ายเมื่อวันไปรับวีซ่า)

chinesevisa

ทีนี้ก็เหลือวีซ่าคาซัคสถานกับคีร์กิสถาน ที่ต้องจัดการต่อ ดาวน์โหลดใบสมัครมาเรียบร้อย กรอกเสร็จเรียบร้อย ก็เอาไปยื่นที่สถานฑูต ให้คุณเบิร์ตไปยื่นเอง ก็ถ่อขับรถไปบรัสเซลส์ ไปถึงเที่ยงสิบห้า สถานฑูตปิด!! กลับมาบ่นใหญ่ ว่าเว็บไซต์บอกว่่าปิดเที่ยงครึ่ง (แล้วไปถึงเที่ยงสิบห้านี่นะ) แต่หน้าสถานฑูตเขียนว่าปิดเที่ยง ขับรถไปเสียเที่ยวรอบที่หนึ่ง

รอบที่สอง ไปอีก คราวนี้ไปถึงประมาณ 11  โมงเช้า ไม่มีสัญญาณของสิ่งมีชีวิต ณ สถานฑูตคีร์กิสถาน ต้องกดออดแล้วมีคนมาเปิด เหมือนสถานฑูตร้าง แล้วประทานโทษนะ วันนึงเปิด 4 ชั่วโมง และเปิดอาทิตย์ละ 3 วันเท่านั้น แถมยังพูดแต่ภาษาคีร์กิส แลถ ฝรั่งเศสเท่านั้น ไม่พูดอังกฤษ

คราวนี้เสียเที่ยวรอบที่สองอีก แถมเซ็งกว่าเดิม เพราะเค้าบอกว่า คนถือพาสสปอร์ตสัญชาติไทย ต้องมีจดหมายเชิญ!!! บ้า จดหมายเชิญไรวะ ไม่รู้จักใครที่คีร์จิสถาน แถมไปจะแค่ไม่กี่วัน แค่ผ่านไปเมืองจีนเท่านั้นเองเนี่ยนะ

ยัง ยังไม่พอ มันไม่ใช่แค่จดหมายเชิญ ที่เราต้องติดต่อเอเย่นต์ทัวร์ที่นั่นให้ทำเอกสารส่งมาให้นะ ยังต้องมีจดหมายทางการจากกระทรวงต่างประเทศของคีร์กิสถาน ระบุหมายเลขหนังสือเชิญมาด้วย เพื่อเอาไปยื่นวีซ่า!! และทั้งหมดทั้งปวงนี้ คาดว่าจะใช้เวลา 14-15 วัน

ฉันเลยกะว่า จะไม่ไปแล้ว เรื่องมากเหลือเกินจริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่ว่าจะอยากไปหนักหนาอะไร แต่เห็นว่ามันติดกับประเทศจีน แล้วไหน ๆ ก็ไปแถวนั้นแล้ว ก็แวะซะหน่อยละกัน ขำ ๆ

เลยกะว่าเออ แคนเซิล ละกัน

แคนเซิลไม่ได้อีก !! คุณเบิร์ตดันจ่ายเงินค่าวีซ่าไปแล้ว คนละ 65 ยูโร!!! (พระเจ้า!!) ฉันก็งงว่าจ่ายไปทำไมฟระ แถมมาตอนนี้ดันมาบอกว่าต้องมีหนังสือเชิญอีก

ก็ปรากฎว่า บนเว็บไซต์มันเขียนว่า ผู้ถือพาสสปอร์ประเทศ นี้ นั้น นู้น และ อื่นๆ ต้องมีจดหมายเชิญ “และอื่น ๆ” !!!! จะบ้าเรอะ แล้วมันไม่มีชื่อประเทศตรูอยู่ในนั้นซักหน่อยเลย เซ็งเป็ดมาก ๆ แล้ววีซ่าต้องจ่ายเงินออนไลน์เพื่อเอาใบเสร็จไปยื่นขอวีซ่าด้วยนะ คือไม่ใช่ว่าจ่ายตอนไปรับ

ไอ้จ่ายเลยยังไม่เท่าไหร่ เพราะเบลเยี่ยมก็ให้จ่ายล่วงหน้าและไม่คืนเงินเหมือนกัน ถ้าวีซ่าไม่ผ่าน

แต่ให้จ่ายเลยแล้วไม่บอก ว่าต้องมีจดหมายเชิญ และไม่ระบุว่าประเทศไหนบ้างที่ต้องใช้จดหมายเชิญเนี่ย มันโคตรหลอกต้มเลยนะ

kazakh

แต่ประชากร EU ไม่ต้องมีครับ จดหมง จดหมาย แค่ขอวีซ่า จ่ายตังค์ ไปรับเล่มคืน ก็เข้าประเทศได้เลย แมร่งเซ็งจริง ๆ ครับพี่น้อง ขนาดว่าแฟนบอกว่า ฉันเป็นเรสซิเดนท์ของเบลเยี่ยมแล้ว มีบัตรประชาชน และมีที่ทำงานประจำแน่นอน ไม่ได้ถือใบคนต่างด้าว เค้ายังไม่ให้เลย บอกว่า “เราดูแต่สัญชาติเท่านั้น ไม่ได้ดูว่าพำนักอยู่ในประเทศอะไรในฐานะอะไร”

เซ็งป่ะ!?!?!!

ขนาดเพื่อนฉัน ทำงานเป็นผู้จัดการฟรอนท์เดสก์อยู่โรงแรมห้าดาวในอังกฤษมาเจ็ดปีแล้ว จะข้ามมาเบลเยี่ยม (นั่งรถไฟอ่ะ สองชั่วโมงครึ่งเองนะจากลอนดอน) ยังต้องขอวีซ่า แถมได้ยากโคตรอีกตังหาก ขอไป 9 วัน มันให้มา 9 วันเป๊ะ ไม่ขาดไม่เกิน ! แถมครั้งแรกไม่ให้ด้วยนะ บอกว่าให้ไปเอาเอกสารรับรองการสมรสมาแสดงด้วย เพื่อนฉันก็ แบบ อะไรวะคะ ก็นี่ไงคะ บัตรประชาชนอังกฤษ และทะเบียนบ้าน เขียนว่า “คู่สมรสของ mister..” จะเอาไรอีกคะ จะบ้าหรือเปล่า

อีกสามปีจะขอสัญชาติเบลเยี่ยมให้มันรู้แล้วรู้แร่ดไป เบื่อมากกับพาสสปอร์ตสัญชาติไทย กับประเทศที่งี่เง่า ๆ ว่าดูแค่สัญชาติเนี่ย มันเซ็งงงงงงงมากกกกกก

เพื่อนฉันยังคิดว่าจะขอพาสสปอร์ตอังกฤษ แต่ก็แพงชนิดที่ว่า ปล้นกันไปเลยดีกว่ามั้ยคะ เลยรอไปก่อน

ไม่ใช่ว่าไม่รักสัญชาติไทยนะ แต่ไปไหนมาไหนแถวนี้ลำบากเหลือเกินจริง ๆ ขนาดว่ามีบัตรประชาชนแล้วก็ยังลำบาก เพราะเข้าประเทศอื่น(นอกเชงเก้น) ก็ยังต้องขอวีซ่าและมีจดหมายเชิญ แถมต้องเตรียมเอกสารมากกว่าคนยุโรปสองเท่า คงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะขอถือสองสัญชาติให้มันจบ ๆ เรื่องไป

นี่ก็คงต้องให้เอเย่นต์ทัวร์ในคีร์กิสถาน กับคาซัคสถาน (ไม่รู้ปี ๆ นึงมีลูกค้ากี่คน) จัดการจดหมายเชิญมาให้ ก็หวังว่ามันจะไม่นานจนลืมนะนั่น…

Update : เสียเงินแล้วสบายใจ

สรุปแล้ว คีร์กิซสถานเป็นอันยกเลิก เพราะวีซ่ามีปัญหามากมาย ขี้เกียจจะรอคอย เสียเวล่ำเวลา เงินก็โอนไปแล้วด้วย ถือซะว่าเป็นค่าโง่ละกัน มิใช่น้อย ๆ อยู่ แต่ก็ช่างมัน ตัดปัญหาไปเลยดีกว่า

วีซ่าคาซัคสถาน สรุปแล้วขอไปเป็น transit วีซ่า เห็นคุณเบิร์ตบอกว่าเค้าไม่ถามอะไรมาก แต่ถามว่าจะ transit ไปไหน เราก็บอกไปจีน เค้าก็ อ่อๆ โอเค เอาพาสสปอร์ตมา จ่ายค่าวีซ่าเรียบร้อย สามสี่วันก็ไปรับเล่มคืนได้

ที่ฮาคือว่า วันออกวีซ่า เป็นวันในอนาคต!

คือตอนได้วีซ่ากลับมา ปรกติบนวีซ่าจะมีเขียนว่า ออกวีซ่าให้วันไหน และใช้เดินทางได้ตั้งแต่วันที่เท่าไหร่เป็นต้นไป นี่วันที่ออกวีซ่าดันเป็นวันที่ยังมาไม่ถึงซะงั้น (แล้วออกมาให้ได้ไงวะ งงมาก) เห็นเค้าบอกตอนแรกเหมือนกันว่าต้องรอให้ถึงหนึ่งเดือนพอดีเป๊ะก่อนวันออกเดินทางถึงจะขอวีซ่าได้ แต่เราไปขอล่วงหน้าก่อนนั้น เค้าเลยเขียนเป็นวันที่ในอนาคตให้ซะเลย ได้ไม่ต้องมาขอใหม่

จะว่าไปก็ดีเว้ยเฮ้ย

เราอยู่คาซัคสถานได้ไม่เกิน 7 วันเท่านั้นเอง วีซ่าได้แค่นั้น จากนั้นจะเข้าจีนทางบก ผ่าน แถว ๆ อุรุมฉี ซิหนิง ซีอาน อะไรแถบ ๆ นั้น

นี่ยังสยองไม่รู้ส้วมเมืองจีนดีขึ้นหรือยัง

จะได้กลับบ้านแล้วววววว เย้ๆๆๆๆ สองอาทิตย์ครึ่งก็ยังดี
จะแวะไปสิงคโปร์ด้วยสามวัน พาที่บ้านไปเที่ยวหน่อย โดยเฉพาะท่านแม่ของข้าพเจ้า เกิดมายังไม่เคยขึ้นเครื่องบินเลย ฉันมานั่งคิดดู หลายปีมานี่ตัวเองไปนู่นไปนี่ตลอด แต่ไม่ค่อยได้พาพ่อแม่เที่ยวเลย คือมีก็มีบ้างแต่ก็เป็นในเมืองไทย เพราะก็ตามสไตล์คนแก่แหละ พอเราบอกว่าจะพาไปเที่ยวนอกประเทศเค้าก็ โอ๊ย จะไปทำไม ไม่ต้องหรอก เปลืองเงินเปลืองทอง แต่พอพาไปจริง ๆ เค้าก็ตื่นเต้นนะ ก็นั่นแหละ  ก็ต้องจับมัดมือชก จองตั๋วเครื่องบินแล้วจับใส่เครื่องไปเที่ยวเลย 555

ตั๋วไม่แพงมาก 3 พันนิด ๆ ไป-กลับ (Tiger Air) แต่เคืองมันอ่ะ มาชาร์จค่าบัตรเครดิตทีหลังเนี่ย ทู่เรศจริง ๆ จะชาร์จก็น่าจะบอกให้เคลียร์ มาหมกเม็ด น่าเตะมาก

+ เรื่องโง่ๆ ราคาแพง

วันนี้ซวยซ้ำซากจริง ๆ
เริ่มมาตั้งแต่อาทิตย์ก่อน ยุ่งมาก ๆ ไม่มีเวลาทำอย่างอื่นเลย นอกจากทำงานเสร็จแล้วก็ต้องรีบไปเรียนภาษาต่อ กว่าจะกลับบ้านก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มกว่า ขอโทษเถอะนะ เวลาจะผายลมยังแทบไม่มีเลย เหนื่อยมาก ๆ งานก็เยอะ ยิ่งเศรษฐกิจแบบนี้ด้วย สตูดิโอยิ่งต้องพยายามดันลูกค้ามากขึ้น ให้ลูกค้ากล้า ๆ ใช้เงินหน่อย (คือลูกค้าน่ะ มี เงินน่ะมี แต่ไม่มีใครยอมใช้กัน ในยามเศรษฐกิจโลกพังพินาศเช่นนี้)

n732345540_4716869_6607

แล้วมันซวยยังไง

มันซวยก็เพราะฉันไม่มีเวลาไปซื้อตั๋ว STIB สำหรับรถรางที่นั่งอยู่ทุกวัน (จริงๆ มันรวม metro ด้วยแต่ไม่ได้นั่งกะเค้าหรอก ทำงานอยู่ชานเมืองบรัสเซลส์ ไม่รู้โชคดีหรือโชคร้ายเนี่ย) ปรกติจะซื้อแบบ 10 เที่ยว จะได้ถูกกว่าซื้อทีละเที่ยว ทีละเที่ยว (ซื้อต่อเที่ยว 2 ยูโร แต่ถ้าซื้อตั๋ว 10 เที่ยวแค่ 12.30 ยูโร นี่แอบขึ้นราคาด้วยนะ เมื่อก่อนน่ะ 11.50 ยูโร!)

คราวที่แล้วซื้อรวดเดียว 3 ใบเลย ขี้เกียจไปซื้อบ่อย ๆ ช่วงนั้นมาถึงเช้าด้วยเลยมีเวลานั่งรถเลยไปอีกหน่อย ไปซื้อตั๋วที่สถานีหลักได้

เริ่มความซวย..

เช้าวันนี้ควักตั๋วออกมา เอ๊าาาาาาา!! 0 Trip!! เหลือ 0 trip! แม่เจ้า ทำไมฉันลืมซื้อได้วะ เซ็งเป็ด!! เอ่ย ไม่ดิ มันมีอีกใบนี่หว่า ยังไม่ได้ใช้เลย หาก่อน ๆๆ เฮ้ย รถจะออก เออ ขึ้น ๆ ไปก่อนวะ เดี๋ยวค่อยขึ้นไปหา สายแล้วด้วย

ระหว่างล้วงกระเป๋าตัวเองหาไอ้ตั๋วใบที่ยังไม่ได้ใช้อยู่นั้้น เจ้าหน้าที่ตรวจตั๋ว!!ขึ้นมาตรวจตั๋วคับท่าน!!!

ซวย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ!! ตั๋วที่มึอยู่ก็ดันใช้หมดแล้ว ไอ้ตั๋วที่ยังไม่ได้ใช้ ดันหาไม่เจอ อยู่ไหนวะ รื้อๆๆๆๆ ว๊ากกกกก เค้าใกล้เข้าแล้วๆๆๆๆ!! เฮ้ย ลงก่อนดีกว่าว่ะ คิดอะไรไม่ออก

พอลงไป อ้าว เวร นี่มันกลางป่าเลยนี่หว่า ไม่ดูตาม้าตาเรือเลย (ชานเมืองบรัสเซลส์ มันจะเป็นป่าสน อะไรเงี้ย ไม่มีบ้าน ไม่มีอะไรเลย มีแต่ถนนตัดผ่าน กับรถรางเท่านั้นเอง ซึ่งจริง ๆ มันสวยมากเลยนะ แต่วันนี้มันไม่สวยเอาซะเลย)

“เอ๊กซคิวซีมัวมาดาม @$@!*&#” (รัวภาษาฝรั่งเศสใส่ตูเป็นชุดเลย งงดิคับท่าน) ฉันยืนแข็งเป็นสากกะเบือ เอ้อ ๆ อ้า ๆ อยู่นั่นแหละ เลยพูดภาษาอังกฤษกลับไป
“อ๋อ คุณพูดอังกฤษเหรอ เอ้า งั้นพูดอังกฤษกัน ขอดูตั๋วหน่อยครับ” อ้าว ดันพูดภาษาอังกฤษได้! โชคดีในความโชคร้ายจริงๆว่ะ.. เราก็บอกเค้าไปตรง ๆ ว่าเพิ่งขึ้นมา และหาตั๋วใบที่ยังไม่ได้ใช้ไม่เจอ พวกท่าน ๆ ก็ขึ้นมาตรวจตั๋วกันก่อน ดิฉันก็ตับแหกซิคะ เกิดมาไม่เคยเจอโดนตรวจตั๋วแล้วไม่มีตั๋ว
“ไม่ต้องตกใจครับ ไม่ต้องตกใจ ผมขอ I.D หน่อยครับ” ยอมควัก ID Card ให้ไปอย่างว่าง่าย แต่ในใจคิดไปแล้วว่า “ซวยแล้ว gu!!”
“คราวหน้าคุณต้องรีบซื้อตั๋วกับคนขับนะครับ ห้ามนั่งมาแบบไม่มีตั๋ว..” เจ้้าหน้าที่เทศน์เราไป เขียนข้อมูลเราไปยิก ๆๆ ไอ้เราจะแก้ตัวก็ฟังไม่ขึ้นอยู่แล้ว ก็ตั๋วไม่มีจริง ๆ นี่หว่า แถมยังเจือกจะลงตอนเค้าขึ้นมาตรวจอีก ไม่ค่อยจะมีพิรุธเล้ยยยยยยย (-_-”) คิดแล้วอายตัวเองอย่างแรง ได้แต่ก้มลมมองรองเท้าตัวเอง เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า

“โอเคครับ เรียบร้อย ขอบคุณมากที่ให้ความร่วมมือ” เค้ายื่น ID คืนให้ฉัน ฉันก็รับมาแบบงงๆ
“คุณมีเวลา 10 วันนะครับ”
“10 วันอะไรคะ” (ยังเหวอ ยังเหวอ)
“ไปจ่ายค่าปรับน่ะครับ”
“อ๋อ ค่ะ โอเคค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ ปรกติก็ตีตั๋วตลอดนะคะ แต่วันนี้ คือ..” อยากจะต่อว่า คือมันเป็นวันซวยของตูจริงๆ ทุกวันไม่เห็นพวกเอ็งจะมากันเล้ยยย ทำไมต้องมาวันแรกที่ฉันไม่มีตั๋วด้วยว้าาาาา!

กางใบสั่งออกมาดู

แม่เจ้า!!!

85 ยูโร!! เฉียดสี่พันบาท!!!

คลำ ๆ หัวตัวเอง มีปุ่มงอก ๆ คล้ายจะเป็นเขาขึ้นมา

รู้งี้ตูไม่เสียเวลานั่งรื้อกระเป๋าตัวเองอยู่หรอก ยอมเสีย 2 ยูโร​ซื้อตั๋วเที่ยวเดียวกับคนขับก็สิ้นเรื่อง

เซ็งเป็ด เซ็งห่าน เซ็งๆๆๆๆๆ!!

ทำเอาอารมณ์เสียไปทั้งวัน อายชาวบ้านเค้าก็อาย (มองกันทั้งรถ ไม่อายไงไหว) เสียตังค์ก็เสีย งานก็ทำไม่ออกไปทั้งวัน เฮ้ย คนมันต้องคิดว่าเราตั้งใจโกงแน่เลย เฮ้ย ตูเปล่านะ มันเป็นอุบัติเหตุ ไม่นะ ไม่ ไม่ ม้ายยยยยย!!!

นั่นยังไม่เท่าไหร่

พอกลับมาบ้าน เจอตั๋วใบที่ยังไม่ได้ใช้ ใหม่เอี่ยมอ่อง (ครือ…เอาไปนั่งได้อีก 10 เที่ยว) วางเด่นเป็นสง่าอยู่บนโต๊ะกินข้าว แทบอยากจะเอาถั่วฝักยาวรัดคอตาย ทำไม๊ ทำไมๆๆๆ ต้องมาเป็นวันนี้ด้วย!

จะบอกแฟนก็ไม่กล้าบอก ถ้าบอกมียาวแน่ โดนด่าเป็นรอบที่สองชัวร์ ทำเองก็รับเองวะ เฮ้อ โง่จริงๆ เลยอ่ะ รู้สึกโง่มากๆ วันนี้ รู้สึกว่าโง่ที่สุดในรอบ 10 ปีเลย จะวงไว้ในปฎิทินเลยว่าปีหน้า วันที่ 16 ก.พ. ไปนั่งรถรางวนรอบบรัสเซลส์ซัก 8 รอบให้มันสาสมกับความโง่ของตัวเองในวันนี้..

+ (ประมาณว่า)เพื่อน จะแต่งงาน แต่..

เมื่อเดือนก่อนคุยกับเพื่อนสาว (สาวแตกมาก ๆ she   เป็นผู้หญิง ที่ ผู้ยิ๊งงงงง ผู้หญิง) ไม่ใช่คนไทยหรอกนะ คนสิงคโปร์ ไม่ได้เป็นเพื่อนที่สนิทมาก แต่ก็สนิทสนมกันในระดับหนึ่ง คือตั้งแต่มันมีแฟนมันก็เปลี่ยนไป น่าเตะกว่าเดิมจนฉันไม่ค่อยอยากเสวนาด้วยถ้าไม่จำเป็น

เรื่องของเรื่องคือหร่อนจะแต่งงานปีหน้าสมมติว่าเธอชื่อ มะนาว ก็แล้วกัน ซึ่งฉันรู้มาจากแฟนหนุ่มชาวเยอรมันหน้าเด็กของมะนาวมาก่อนแล้วว่า he แพลนจะขอเธอแต่งงาน

leaves

ตอนที่เราขับรถไปเบอร์ลิน เราพากันไปเยี่ยมเธอที่บ้านแฟนที่เยอรมนีซึ่งเป็นทางผ่านไปเบอร์ลินด้วย ไปกันสี่คน ไอ้เพื่อนคนเบลเยี่ยมอีกสองคนก็ดันรู้จักกับมะนาวด้วย ก็เลย เอาวะ แวะซะหน่อย

มาถึงบ้าน มะนาวทำหลบ ๆ เขิน ๆ เหนียม ๆ (ขอโทษนะ เห็นแล้วอยากกระโดดเอาขาหนีบคอให้ขาดออกซืเจนตาย) แล้วเอาแหวนเพชรเม็ดเท่าเม็ดขนุนออกมาอวด

“พวกเธอ นี่ เราหมั้นกันแล้วล่ะ!!” พลางโชว์แหวนวิบ ๆ วับ ๆ บิดตัวไปมาเหมือนอมีบาในน้ำที่ค่า PH เป็นด่าง

เปล่า ไม่ได้อิจฉา เพราะรู้อยู่แล้วว่ามันต้องออกมาแนว ๆ นี้แหละ ตลอด 3 ปีทีรู้จักมันมา ตั้งแต่มันโสด จนไปตบตีแย่งหนุ่มกับอาหมวยสิงคโปร์ จนไอ้หนุ่มหนีกลับประเทศไป ถึงอาหมวย และสาวมาเลย์อย่างมะนาวให้ตบตีกันต่อไป จนมันโสดอีกรอบ แล้วทุกครั้งที่เจอหน้า ม้ันต้องถามตลอด ว่าแฟนเรามีเพื่อนโสด ๆ เหลือบ้างไหม มะนาวเบื่อสิงคโปร์มาก ไม่อยากอยู่แล้ว (กรรมเว้รรร)

ถ้าไม่นับเรื่องผู้ชายกับเรื่องที่เป็นโคตรจะผู้หญิงของมันน่ะนะ มะนาวเป็นคนใช้ได้ คือมันเฟรนด์ลี่มาก เข้ากับคนง่าย (แต่ก็ทำให้คนหมั่นไส้ได้ง่ายเหมือนกัน) ฉันเคยคิดว่ามะนาวเป็นคน “ยังไงก้ได้” อยู่พักนึง จนถึงช่วงถือศีลอด (มะนาวเป็นมุสลิม ที่แต่งตัวล่อแหลม) มะนาวฟาดงวงฟาดงาเมื่อยามอาทิตย์ลับฟ้า เพราะหาร้านขายน้ำไม่ได้ (ก็ทำไมไม่เตรียมใส่ขวดมาเองวะเนี่ย กรูล่ะเซ็งจริงๆ )

เอาเถอะ กลับเข้าเรื่อง

หลังจากที่มะนาวได้ป่าวประกาศเรื่องหมั้นหมายแล้ว เราทั้งสี่คน (ไม่รวมแฟนมัน) ก็ทำทีเป็นว่าไม่เคยรู้มาก่อน แบบว่า “โอ โห เซอ ไพรส์ มาก เลย นะ เนี่ยยยยย” แต่แอคติ้งแต่ละคนไม่ได้เรื่องยิ่งกว่านางเอกละครช่องเจ็ดบางคน มะนาวเลยรู้ว่า เรารู้มาก่อนแล้วว่าแฟนมันจะขอแต่งงาน ก็เลยหันไปโกรธแฟนมันซะงั้น ที่ทำข่าวรั่ว

ไอ้ไคล์ แฟนมัน เลยซวยไป

หลังจากที่ประกาศอย่างเป็นทางการ มะนาวก็จาระไนต่อไปว่า วางแผนไว้ว่าจะแต่งเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ (คิดดู เค้าเพิ่งขอแต่ง มันรู้แล้วอ่ะ ว่าจะจัดงานแต่งงานวันไหนดี ประมาณว่าวางแผนไว้แล้ว แค่รอว่าเจ้าบ่าวจะเป็นใคร ทำนองนั้น)

แขกที่เชื้อเชิญก็ไม่มากไม่มาย แค่ 2 พันคน (ใช่ 2 พันคน)

ถีงตรงนี้ ฉันได้แค่นั่งอ้าปากให้แมลงวันเข้าไปอึแล้วบินออกมาใหม่ ก็ยังหุบปากไม่ลง อะไรของเมิงเนี่ย เชิญแขกสองพันคน จะบ้าเปล่า !?? จะปิดเกาะสิงคโปร์เลยหรือไงเจ๊!

มะนาวบอกว่า พวกเราไม่เข้าใจ เธอเป็นหลานยายคนแรกที่จะแต่ง เป็นหลานสาวปู่คนแรกที่จะแต่งด้วย (ฉันได้แต่คิดอย่างคนใจร้ายว่า นี่หร่อนปาเข้าไป 32 ขวบแล้ว ยังเป็นคนแรกในตระกูลที่ได้แต่งอีกเรอะ หวังว่าคงไม่มีญาติเยอะนะ แต่ มันจะเชิญสองพันคนนี่ก็น่าจะเยอะอยู่)

มะนาวยังจาระไนต่อไปอีกว่า มันเป็นเรื่องของหน้าตาของแม่หล่อน (ชั้นว่าเอ็งอ่ะแหละ ไม่ใช่แม่เอ็งหรอก) นี่ยังไม่ได้คิดเลยนะว่าค่าใช้จ่ายจะบานออกไปเท่าไหร่ เงินเดือนเธอก็ไม่ได้เยอะอะไร

ฉันถามว่าแต่งแล้วจะอยู่ไหน ไคล์จะย้ายไปสิงคโปร์มั้ย

แต่ว่าไปฉันไม่น่าถามอะไรโง่ ๆ  มะนาวน่ะเรอะ จะอยู่สิงคโปร์ต่อ หล่อนวางแผนจะมาอยู่เยอรมนีกับสามีชัวร์ ๆ อยู่แล้ว (คนในอยากออกคนนอกอยากเข้า อยู่ยุโรป ไม่ได้สวยหรูอย่างที่ใคร ๆ คิดนะคับขอบอก มาก็เป็นพลเมืองชั้นสองในประเทศคนอื่น ไม่เหมือนฝรั่งอยู่เมืองไทย มีแต่คนเห็นว่าเป็นพระเจ้าจอร์จที่  12 ลงมาโปรดราษฎรประเทศโลกที่ 3)

“ก็ต้องมาเรียนภาษาก่อนอะดิ?” ภาษาเยอรมันของมะนาว เท่ากับศูนย์ พอ ๆ กับภาษาดัชท์ของฉันที่เท่ากับ 0.5 จากเต็ม 10

ประเด็นคือ แฟนมะนาวอายุน้อยกว่า การงานก็เพิ่งเริ่มทำได้ไม่ถึง 3 ปี ทุกวันนียังเช่าอพาร์ทเมนท์แบบสตูดิโออยู่ ฉันไม่อยากจะคิดว่า มันจะรอดมั้ยวะสองคนนี้ อีกคนก็เพิ่ีงจะทำงานได้ไม่นาน อีกคนก็ไม่รู้จะมาทำงานอะไร แต่มันไม่ใช่เรื่องของตูนี่หว่า

ที่ทำให้ฉันอยากโดดเตะกกหูมะนาวที่สุด ไม่ใช่เรื่องเธอฝอยแตกเรื่องงานแต่งงานอลังการของเธอ แต่เป็นเรื่องที่เธอไม่เห็นใจแฟนเลย ว่าแฟนมีเงินไม่เยอะ แถมเศรษฐกิจแบบนี้ ไม่มีอะไรแน่นอนเลย เพื่อน ๆ ของฉันที่นี่ โดนเลย์ออฟกันไปแล้วหลายคน แต่มะนาวไม่ได้สนใจเลย เอาแต่วางแผนว่าจะสั่งอาหารอะไรให้แขกสองพันคนของเธอได้รับประทานกันดี และทำอย่างไรเธอถึงจะส่งเสื้อผ้า เครื่องสำอางค์ แมกกาซีนคอสโมโพลิตันของหล่อนมายังเยอรมนีได้ให้ไวที่สุด

“บี เธอส่งของจากเมืองไทยมายังไงเหรอ”
“ส่งไร?”
“อ่าวก็ตอนเธอย้ายมาอยู่เบลเยี่ยมไง”
“ไม่ได้ส่งไรมาเลย”
“ต๊ายยย แล้วมายังไงน่ะ??”
“ก็เอากระเป๋าเดินทางมาใบเดียว น้ำหนักเกินนะ ประมาณ 25 กิโล แล้วก็ carry on คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คตัวเดียว”
“จะไม่ส่งไรมาเลยเหรอ”
“ไม่อ่ะ”

ฉันไม่ได้พูดต่อว่า จะส่งไปทำไม ท่าจะบ้า เคยอ่านตามเว็บบอร์ด เรื่องส่งของทางเรือ (อยากจะสั่งหนังสือจากเมืองไทยมาอ่านกะเค้ามั่ง) เจอแต่สาวๆ คุยกันเรื่องส่งเสื้อผ้า เสื้อกันหนาว แม๊กกาซีนผู้หญิงทั้งหลายแหล่ (ที่ฉันไม่รู้ว่าจะบ้าส่งมากันทำไมวะ มีแต่โฆษณาทั้งเล่่ม) ส่งกันแค่ 20-25 กิโล “แค่ห้าพันกว่าบาทเกือบ ๆ หกพันเองค่ะ” อ่านแล้วอยากทึ้งผมตัวเอง แฟนไม่ด่ากันบ้างหรือไง อย่างเสื้อกันหนาวงี้ ซื้อเอาช่วงเซลล์ที่นี่น่ะ ไม่ได้แพงกว่าซื้อที่มาบุญครองหรอก บางทีถูกกว่าด้วยซ้ำ หกพันบาท ร้อยกว่ายูโร เงินขนาดนี้ ฉันเอาไว้ให้แม่ซื้อของเข้าบ้านดีกว่า

ไม่ได้บอกว่าฉันถูก คนอื่นผิดนะ แต่เป็นความเห็นและความหงุดหงิดส่วนตัว อ่านเจออะไรแบบนี้ทีไรแล้วก็โมโหแบบไม่มีเหตุผล

ในขณะที่ตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าจะมาทำมาหากินอะไร และแฟนก็ยังไม่รู้ว่าบริษัทจะต่อสัญญาหรือไม่ มะนาวยังคงวางแผลการแต่งงานระดับเจ้าหญิงธิดาสุลต่านของเธอต่อไป

ฉันไม่ได้ถามเธอเรื่องงานแต่งงานมากนัก เพราะ หนึ่ง) ไปไม่ได้อยู่แล้ว ติดงานที่นี่ ขึนลาตอนนี้โดนไล่ออกแน่ สอง) ถึงมันจะมาแต่งอีกรอบที่นี่ ก็ไม่อยู่อยู่ดี เพิ่งบุ๊คตั๋วไปคาซัคสถาน

เช้าวันสุดท้ายที่เราพักอยู่กันที่บ้านแฟนของมะนาว (จริงๆ เป็นบ้านพ่อแม่เขาน่ะ) ทุกเช้ามะนาวจะลงมาจากห้องนอนเป็นคนสุดท้ายเสมอ และจะละเลียดกินทีละเล็กละน้อย แยมหมด ก็สั่งให้แฟนไปหยิบ กินเกือบ ๆ จะเสร็จ แฟนจะเก็บจาน มะนาวเปลี่ยนใจจะกินต่อ ให้แฟนกลับไปเอาแยมมาเพิ่ม นี่ หยิบซุปมาให้ด้วยซิ ฯลฯ คนอื่นกินเสร็จหมดแล้ว เธอยังนั่งละเลียดตัดขนมปังเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสพอดีคำ
“ทำไมไม่ทาแยมแล้วกัดเอาอ่ะ” ฉันถาม
“ไม่ได้ ๆ ฉันกัดไม่ได้หรอก”
“ทำไม(วะ)”
“ฟันชั้นไม่ดี ปากฉัยก็ไม่กว้างด้วย” อ้าว นี่ด่าพวกกรูปะเนี่ย? เพราะแต่ละคนนี่นั่งกัดขนมปังกันไปจนหมดแถวแล้ว พวกกรูปากกว้างงั้นดิ?

ถึงตรงนี้ฉันเริ่มคิด นี่กรูเป็นเพื่อนกับมันมาได้ไงเนี่ย ต่อไปนี้ลดสถานะมันลงเหลือแค่”คนรู้จัก”พอ เป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วทำลายสุขภาพจิตจี๊ดๆ

เมื่อไหร่คนจะเลิกตำน้ำพริกละลายแม่น้ำกับงานแต่งงานกันซะที มีเงินจริงๆ จะไม่ว่าเล้ย บางคนนี่นะ แหม พยายาม กลัวคนเค้าจะนินทาว่างานกระจอก บอกไว้เลยนะ พวกที่นินทาน่ะ มันไม่ได้มาหาเลี้ยงเรา จะไปแคร์ทำไม ทำให้พ่อแม่ครอบครัว เชิญเพื่อน ๆ ที่สนิท ๆ กันก็น่าจะพอแล้ว คนเหล่านี้ต่างหากที่อยู่กับเรามาตลอด และจะอยู่กับเราตลอดไป คนที่โผล่มากิน ๆ ดื่ม ๆ แล้วก็กลับ แถมเรายังต้องมานั่งระแวงว่าคนจะเอาไปนินทามั้ยวะ งานกูดีมั้ยวะ ไม่ต้องเชิญหรอก เชิญมาทำไมให้เป็นทุกข์?

ปีที่แล้วก้เหมือนกัน เพื่อนสมัยมหา’ลัยแต่งงาน เราก็ไม่ได้สนิทมาก แถมตอนนั้นไม่อยู่ด้วย ไปอินเดีย ก็เลยไม่ได้ไปงานมัน แต่ฝากซองไป ไอ้เพื่อนปากแมวที่ไปมาก็กลับมาบ่น ว่า โหยยย งานไอ้เม้งนะ แม่งไม่ได้เรื่องเลย ของกินก็น้อย ฯลฯ

ฉันจินตนาการว่าได้ตบกบาลมันไปดังผัวะ (แต่ไม่ได้ทำ กลัวโดนมันสวน) ได้แต่ด่าไปว่า มันเชิญเอ็งก็ดีเท่าไหร่แล้ว งานแต่งงานมันนะ ไม่ใช่งานวันเกิดเมิง ยังมีหน้ามาบ่น ทุเรศจริง ๆ