Archive for the ‘นอกเรื่อง’ Category

+ ได้งานทำแล้วล่ะ ตัวเอ๊งงง

Wednesday, October 22nd, 2008

เมื่อซักอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้อีเมล์จากบริษัทออกแบบที่นึงที่บรัสเซลส์ ถามว่าอยากจะเข้าไปพรีเซนต์พอร์ทโฟลิโอ มั้ย จริงๆ ไม่ค่อย keen จะทำงานประจำเท่าไหร่หรอก แถมยังเมล์ตอบเค้าไปอีกนะ ว่าคุณแน่ใจเหรอ เพราะแฟลชชั้นก็ทำไม่เป็น โปรแกรมก็โค้ดไม่ได้นะ ออกแบบได้อย่างเดียว เค้าก็เมล์ตอบกลับมาว่า เรามีให้ทำทุกอย่างแหละ เข้ามาคุยก่อนละกัน

ได้ที่อยู่ออฟฟิศมาเสร็จสรรพ กำเว้รรรรร มันไม่ได้อยู่ใกล้สถานีรถไฟเอาซะเลย แถมความรู้เรื่องทิศทางของบรัสเซลส์เราก็ไม่ได้เรื่อง เลยตอบเค้าไปอีก (กลัวจะได้งานนะนั่นน่ะ) ว่า เอ่อ ชั้นไม่ได้ขับรถนะ ไปออฟฟิศยังไงดี วานบอก

แล้วเค้าก็หายไปเลย

เค้าอาจจะคิดว่า อีนี่เรื่องมากจริงๆ offer งานให้ยังเกี่ยงนั่นเกี่ยงนี่อยู่ได้ (ฮาๆ)

แล้วเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาก็มีโทรศัพท์มา

“ฮัลโหล นี่คริสเตียนจากเวย์พอยนท์นะครับ”
“หือ ฮัลโหลๆ” (งง งง ไม่ได้ตั้งตัว)
“เวย์พอยนท์ดีไซน์ที่ผมอีเมล์ไปหาเมื่ออาทิตย์ก่อนน่ะครับ คุณพูดภาษาอังกฤษได้หรือเปล่า?”
“อ๋อ ๆๆ ค่ะ ๆ ว่าไงคะ”
“ขอโทษทีไม่ได้ตอบเมล์นะครับ พอดีไปพักร้อนมา เพิ่งกลับ คุณเอางานเข้ามาให้ดูที่บริษัทได้ไหม เอ พรุ่งนี้ผมไม่ว่าง วันพุธล่ะเป็นไง”

เราก็เลยนัดไปวันพุธ คริสเตียนบอกว่าจะส่งใครซักคนในบริษัทไปรับที่ Central Station ละกัน เพราะเราไปบริษัทยังไม่ถูก

พอเอาเข้าจริงๆ ไม่มีใครว่าง คริสเตียนเลยต้องมารับเอง
“ฮะโหลๆ ผมจอดรถรออยู่หน้าโรงแรมเมอริเดียนนะ” ไอ้เราก็หาไปซิ รถทะเบียน เก้าหนึ่งหนึ่ง หาไม่เจอ โทรไปอีกรอบ
“หารถไม่เจอค่ะ”
“ผมจอดอยู่ข้างหน้าคุณนี่แหละ” เราเลยก้มลงไปมอง กรี๊ด ปอร์เช่! เกิดมาเพิ่งจะได้มีโอกาสได้นั่งกะเค้าละเว้ยยยยยย

คริสเตียนอยู่ในวัยสี่สิบปลายๆ ดูสบายๆ แม้ว่าจะใส่สูทเต็มยศ ผมบลอนด์ค่อนข้างยาวสำหรับหนุ่มวัยขนาดนี้
“ฉิบ!! อุ่ย ขอโทษครับ น้ำมันหมด ต้องไปเติมก่อนนะ แล้วเมื่อไหร่จะได้ออกจากที่นี่เนี่ย” มีรถขวางหน้าเราอยู่คันนึง คริสเตียนกำลังถอยตูดปอร์เช่ ออกมาจากหน้าโรงแรม หน้าพนักงานโรงแรมมาโบกให้ว่าให้ผ่านหน้าโรงแรมไปได้เลย

“ขับรถอย่างนี้ก็ดีไปอย่างนะว่ามั้ย เพราะโรงแรมไม่สนหรอกว่าจะจอดนานแค่ไหน ฮะๆ” น้ำเสียงเค้าไม่ได้มีนัยที่จะอวดร่ำอวดรวยแต่เหมือนแดกดันแกมขำมากกว่า

จาก Central Station ซัก 15 นาทีก็มาถึงออฟฟิศ เป็นเหมือนบ้านหลังใหญ่ ๆ ตั้งอยู่หัวมุมถนน ติดกับออฟฟิศเป็นบ้านสีขาวสวยอีกหลัง คริสเตียนบอกว่าเป็นสถานฑูตเซียราลิโอน ต้นไม้ร่มครึ้มทั้งสองข้างทาง ใบสีเหลืองส้มร่วงตามถนนเกลื่อนกลาด เพิ่งเห็นว่าฝรั่งไม่ใช้ไม้กวาด แต่ให้เครื่องเป่าลม เป่าใบไม้กันกระเจิง (แล้วมันเอาไปทิ้งที่ไหนกันวะ?)

คริสเตียนเล่าประวัติบริษัทให้ฟังคร่าว ๆ รวมถึงตัวเค้าเองด้วย คริสเตียนเป็นนักออกแบบมา 15 ปีเต็มแล้ว ออกแบบมาทุกอย่างตั้งแต่รถแข่ง, อีเวนท์งานฟอร์มูล่าวัน ไปยันเว็บไซต์ขายเพชรที่ดูไบ โปรเจคท์ที่นี่เท่มากๆ เรียกว่าทำหมดทุกอย่างจริง ๆ ตั้งแต่สิ่งพิมพ์ เว็บไซต์ อีเวนท์ ออกแบบผลิตภัณฑ์ แพคเกจจิ้ง แล้วทำออกมาดูดีทุกชิ้นด้วย ยิ่งดูไปยิ่งรู้สึกตัวเองไม่คู่ควรกะงานเค้าเอาซะเล้ยย

“ผมชอบงานคุณนะ เริ่มงานเมื่อไหร่ดี”
“หะ หา ไม่ถามอะไรเพิ่มอีกหรอคะ”
“ฮืมมม หลังจากที่ออกแบบมา 15 ปีนะ ผมเรียนรู้ว่า เครื่องมือน่ะหัดใช้กันได้ แต่สิ่งที่หัดให้หรือสอนให้ไม่ได้คือ การมององค์ประกอบ แต่คุณใช้ได้นะ ผมดูงานแล้ว ผมว่าคุณไม่ต้องมา test drive หรอก มาทำงานเลยละกัน”

ว่าแล้วคริสเตียนก็ขอตัวไปประชุมต่อ แล้ววานให้ เซบาสเตียน ดีไซเนอร์/ผู้จัดการแอคเคาน์ขับรถไปส่งเรากลับ Central Station เซบาสเตียนก็ดู cool cool แต่งตัวดีเกินผู้ชายธรรมดา เหมือนเค้าจะมีเรดาร์จับความคิดเราได้ เลยชิงพูดก่อนเลย

“แฟนผมเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์น่ะ เธอเลือกเสื้อผ้าให้ผมหมดเลย”
“อ๋อ ค่ะๆๆ ดีนะคะ เหอๆ”

ด้วยเหตุฉะนี้ ข้าพเจ้าจึงมีงานทำ(ซะงั้นน่ะ) เริ่มเดือนหน้านี่แล้ว ไม่รู้จะเป็นไงมั่ง เกิดมาก็เพิ่งเคยทำงานนอกเมืองไทยเป็นครั้งแรก แต่บริษัทรวมๆ ดูดีมาก ๆ งานก็น่าทำมาก ไม่รู้เพื่อนร่วมงานจะเป็นไง (มีกันอยู่แค่ 7-8 คนนี่แหละ)

สู้ๆๆ

+ วาจาพิฆาต สถานฑูตเบลเยี่ยม

Tuesday, March 25th, 2008

NOTE : Blog นี้เขียนขึ้นเมื่อยามอารมณ์บูด ๆ ๆ ๆ ๆมาก ๆ อาจจะรุนแรงทำร้ายอารมณ์อยู่เล็กน้อย ขอให้ทำใจก่อนอ่าน และต้องขอพูดแทนเจ้าหน้าที่สถานฑูตเบลเยี่ยมคนนั้นด้วยว่าจริงๆ he ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำอะไรนักหนา แต่ลองคิดดูแทนเขาว่าวัน ๆ เจอคนไม่รู้กี่คนถามคำถามเดียวกันซ้ำๆ ซาก ๆ บางคนก็ไม่ยอมไปหาข้อมูลมาเองก่อน กะว่าโทรมาถามอย่างเดียวจบ …

คุณขา วัน ๆ สถานฑูตมีคนติดต่อเป็นสิบเป็นร้อย ช่วยเหลือตัวเองกันก่อน ตรงไหนไม่เข้าใจจริง ๆ ค่อยถาม (ไม่ใช่แบบ “ฮะโหล คือ จะไปเยี่ยมแฟนที่เบลเยี่ยม ต้องใช้ไรมั่งอะคะ?” แล้ว expect ให้เค้ามานั่งจาระไน บอกคุณทีละข้อทางโทรศัพท์ พูดตรง ๆ นะ เป็นเราเราก็เซ็งอ่ะ พอเค้าเจอแบบนี้บ่อย ๆ ทุกวัน ๆ (กี่ปีมาแล้วล่ะ เราไปมา 3 รอบแล้วอ่ะเบลเยี่ยม ไปขอวีซ่ากี่รอบเค้าก็ยังทำงานอยู่ที่เดิม) พาลให้เค้าอารมณ์เสียไปกับทุกคนด้วย เพราะฉะนั้น ช่วย ๆ กันหน่อยนะคะ ทำการบ้านไปกันก่อน จะได้ไม่มีใครต้องมีอารมณ์เหวี่ยงกันให้เซ็งค่ะ / bee | 1 August 2008

…………………………………………………………………

ใครเคยโทรไปถามข้อมูลอะไรที่สถานฑูตเบลเยี่ยม คงคุ้นกับเสียงผู้ชายที่ฟังดูก็รู้ว่าไม่แมนนี้เป็นอย่างดี ไอ้เรื่องแมนไม่แมนไม่ใช่ประเด็น แต่กิตติศัพท์หล่อนนี้ระบือไกลไปถึงไหน ๆ อันเนื่องมาจากวาจาจิกกัด ฉะดะ ทุกคนที่โทรไปถามข้อมูลวีซ่า

วันไหนหล่อนอารมณ์ดีก็อาจจะตั้งใจฟังคุณได้หน่อย วันไหน she อารมณ์ไม่ดี คนที่โทรไป ถือว่าซวย ๆๆๆๆๆๆๆ

และวันนี้มันก็เป็นวันซวยของข้าพเจ้า

เช้านี้กะว่าต้องไปกองสัญชาติฯ ที่กรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศเพื่อเอาเอกสารไปรับรองซักที ได้ฤกษ์ หลังจากขี้เกียจมานาน (โห ก็บ้านอยู่ปิ่นเกล้า กงสุลอยู่ถนนแจ้งวัฒนะ!)

ขั้นแรกเอาไป 4 ชุดก่อน คือ ทะเบียนบ้าน, ใบรับรองสถานภาพโสด, สูติบัตร จริง ๆ ก็แค่นี้แหละ แต่ของฉันมันดันมีใบเปลี่ยนชื่อด้วยก็เลยเป็น 4 ชุด

อ่านดูในใบรายละเอียดที่สถานฑูตให้มา ขั้นตอนที่สองมันต้องใช้สำเนาหนังสือเดินทางด้วย (ตอนนี้ยังไม่ต้องใช้) แต่งงว่าทำไมพาสสปอร์ตต้องรับรองเอกสารด้วยหว่า ก็เลยโทรไปถามสถานฑูต เจอเจ้าหน้าที่คนเดิม (ที่ใคร ๆ ต่างไม่อยากเจอ)
“สวัสดีครับ”
“ค่ะ คือจะถามเรื่องการรับรองเอกสารโดยกระทรวงต่างประเทศหน่อยน่ะค่ะ”
“คุณไม่ต้องถามหรอก มาเลย”
“มาไหนคะ สถานฑูตเนี่ยนะ?”
“ใช่ มาเลย”
“จะไปทำไมละคะ ดิฉันอยู่ที่กระทรวงฯแล้วค่ะ ถึงดิฉันถ่อไปถึงที่นั่นก็ไม่ได้มีความแตกต่างอะไรอยู่ดี”
“แล้วคุณจะถามอะไรล่ะ!!” น้ำเสียงเริ่มไม่พอใจ
“คือดิฉันสงสัยว่า พาสสปอร์ตเนี่ยต้องทำการรับรองเอกสารด้วยเหรอคะ”
“รับรองอะไร คุณจะทำอะไรเนี่ย”
“ขอวีซ่าเพื่อไปแต่งงานค่ะ”
“ไม่ต้องซิ ก็มันเป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว”
“อ๋อ อันไหนที่เป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ไม่ต้องรับรองเอกสารเหรอคะ”
“ไม่ใช่อันไหนที่เป็นภาษาอังกฤษ แต่อันนี้ไม่ต้อง”
“แต่เห็นบนใบรายละเอียดจากทางสถานฑูต เขียนว่าเอกสารทุกฉบับที่ออกโดยทางการไทย ต้องผ่านการรับรองจากกระทรวงต่างประเทศนี่คะ”
“งั้นก็ทำตามนั้นไปซิ!”
“เอ่า เมื่อกี๊คุณยังบอกไม่ต้องอยู่เลยนี่คะ ตกลงยังไงกันแน่คะ งงค่ะ”
“คุณ คุณจะโทรมาถามแบบนี้ไม่ได้นะ!! มาที่สถานฑูตเถอะน่ะ!!”

อะไรว๊ะ !!?!?!?! ไม่ให้ตูโทรถามสถานฑูตแล้วจะให้ตูโทรถามกระต่ายที่ไหนเนี้ยยยยยยยย นรกมาก ก็เราอ่านบนเว็บไซต์จนตาแทบปลิ้นแล้ว ไม่เห็นบอกว่าพาสสปอร์ตต้องรับรองเอกสาร แต่ใบรายละเอียดภาษาไทยที่สถานฑูตให้มา ดันบอกว่าต้องรับรอง (แต่ไม่ได้ระบุว่าเอกสารอะไรบ้าง หว่านแหเอาเเลย ว่าเอกสารไทยทุกฉบับ) แล้วจะไม่ให้ตูงงได้ไงวะ โทรไปถามก็โดนด่าอีก

แล้วกว่าท่านจะมาคุยโทรศัพท์กับข้าพเจ้านะ ก็ให้รอโคตรนานเลย ประมาณว่าหันไปตะคอกกับฝรั่งอีกคนอยู่
“No Nederlands!! English!” (ชั้นไม่พูดภาษาดัชท์ย่ะ พูดแต่อังกฤษ)

เฮ้ย นี่มันสถานฑูตเบลเยี่ยมนะเว้ย ไม่เห็นหัวคนไทยก็เกรงใจเจ้าของประเทศเค้าหน่อยมั้ยล่ะนั่นน่ะ

ตอนที่ฉันไปเอาแบบฟอร์มวีซ่าก้เหมือนกัน เจ๊ไม่พอใจอะไรก็ชอบปิดหน้าต่างเคาท์เตอร์ดังโครม! คนเค้าระอากันทั้งสถานฑูตแล้ว เสื่อมมาก ไม่รู้ทำไมถึงเลือกคนนี้มาทำ

หวังว่าเอกสารอื่นใด มันคงจะไม่มีปัญหาและให้มันเสร็จๆ ไปโดยเร็ว

ชั้นล่ะไม่อยากจะยุ่งกับเกย์วัยทองให้อารมณ์เสียเหมือนกัน ทนมาหลายทีแล้ว ให้ท่านโขกสับ ไม่รู้ไปเป็นหนี้บุญคุณอะไรคุณท่าน ถึงได้ปฎิบัติกับคนที่ไปติดต่อราวกับท่านเป็นพระเจ้า และคนอืื่นเป็นเห็บหมาได้ถึงปานนี้

ข้อมูลแถม : การรับรองเอกสารโดยกระทรวงต่างประเทศ

สำหรับคนที่จะเอาเอกสารไปรับรองที่ กองสัญชาติฯ กรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศ ง่าย ๆ เลย ก็เอาเอกสารตัวจริงที่จะรับรองไปด้วยนะ แล้วถ่ายสำเนาอย่างละใบ ไม่ต้องเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง เอาไปโล้น ๆ อย่างนั้นแหละ

ไปถึงก็รีบไปกดบัตรคิวรอไว้ก่อนเลย แล้วก็จะมีโต๊ะประชาสัมพันธ์ติดกับตู้กดบัตรคิวน่ะแหละนะ ให้พี่คนสวยและใจดีสองคนนี้ตรวจสอบเอกสารให้ซักรอบก่อน พร้อมรับแบบคำร้อง ซึ่งก็ง่าย ๆ แค่กรอกชื่อนามสกุล เลขบัตรประชาชน พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนไปกับแบบฟอร์มคำร้องด้วย ใครไม่ได้มาด้วยตนเองก็เอาใบมอบอำนาจให้คนอื่นมาทำให้ก็ได้

เสร็จแล้วก็ไปนั่งรอเรียกคิว

พอถึงคิวก็นยื่นแบบฟอร์ม + แนบสำเนาบัตรประชาชน และเอกสารตัวจริงและสำเนาอย่างละชุด ของเอกสารที่เราจะรับรองให้เจ้าหน้าเอาไปดู พอเค้าดูเสร็จก็จะคืนตัวจริงให้ และเก็บสำเนาไป

ชำระเงิน ค่ารับรองเอกสาร (แบบไม่ด่วน) ฉบับละ 200 บาท (โดนไป 4 ชุดก็ 800 บาท) ถ้าจะไม่มาเอาเอกสารเอง แต่ให้เจ้าหน้าทีส่งมาทางไปรษณีย์ก็แจ้งได้เลย เพิ่มเงินอีก 50 บาท เค้าก็จะให้ซองเอกสารมาจ่าหน้าถึงตัวเราเอง กรอกใบนำส่ง ems

รอใบเสร็จรับเงิน

กลับบ้านได้ ชะเอิงเอย

คนเยอะนะ แต่รอไม่นานมาก ไม่ถึงชั่วโมงก็เสร็จแล้ว ทุกสิ่งอย่าง

เหลือก็แต่อีสถานฑูตเบลเยี่ยมนี่แหละ ที่ต้องไปรบราฆ่าฟันกับท่านต่อไป

+ เลือกรูมเมทผิด คิดจนเจ็บตับ..

Wednesday, March 19th, 2008

บล็อกนี่มีคำหยาบคาย หากทำใจไม่ได้จงรีบปิดไปโลดเน้อ
—————————————–
เนื่องจากข้าพเจ้านัั้นได้ย้ายนิวาสถานมาเป็นชาว “กล่อง” กับเค้าได้ประมาณหลายเดือนแล้ว
ตั้งแต่คุณแฟนกลับไป คอนโดขนาดสองห้องนอน มันก็ดูจะเกินความจำเป็นไปหน่อย
เลยกะว่าจะหารูมเมทมาแชร์ห้องดีกว่าปล่อยไว้ว่าง ๆ
เพราะผ่อนนี่ก็เดือนนึงใช่น้อย ร่วมสองหมื่นต่อเดือน เฮือก…

มีมาดูก็หลายคนอยู่ แต่การหารูมเมทนี่ไม่ง่าย โอกาสเจอคนที่เข้ากันได้ ยากยิ่งกว่าซื้อหวยปีละครั้ง แล้วให้ถูกรางวัลที่หนึ่งอีก

คนนึงมาจากฟิลิปปินส์ เป็นสาว NGO ชื่อวิเวียน บ้าโยคะ ตอนแรก ๆ เราคุยจากโทรศัพท์ ไม่ค่อยจะถูกใจเธอเท่าไหร่ เพราะเธอฟังดูเนือย ๆ หงอย ๆ แถมโทรมาทีไรก็ให้เพื่อนคนไทยคุยทุกที จนเราต้องถามว่าทำไม she ไม่คุยเอง.. she ก็บอกว่า ชั้นกลัวเธอฟังชั้นไม่รู้เรื่อง

ก็กรูโพสต์ ad เป็นภาษาอังกฤษอะนะ จะให้กรูฟังไม่รู้เรื่องได้ไงล่ะ เจ๊นี่

แต่พอวิเวียนมาถึง เธอมาพร้อมกับรอยยิ้มกว้างเท่าจานดาวเทียมไทยคม แถมขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ว่ามาถึงซะดึก เกรงใจจังเลย ขอโทษจริงๆ

เธอดูเข้ากับคนง่ายและยิ้มเก่ง แถมเอาขนมมาฝากอีกหลายห่อ
แถมเธอก็คุยเก่ง (กำลังดี ไม่ใช่พูดมาก)

โล่งอกไป เจอคนแบบนี้ ค่อยยังชั่ว

แต่ไอ้คนที่สองเนี่ยดิ ไอ้เควิน

จริงๆ เควินเนี่ย เคยเจอมาครั้งสองครั้งแต่ไม่สนิทอะไร ก็ดูไม่ได้มีพิษมีภัย ความชั่วไม่มีความดีไม่ปรากฎ

แต่คืนแรกที่เควินมาก็ปวดกบาลเลย เพราะมันมาถึงประมาณตีสอง
มาถึงก็ไม่มีการขอโทษขอโพยใด ๆ ทั้งสิ้น เดินดุ่ย ๆ เข้ามา วางกระปงกระเป๋าเสร็จ he ก็จะซักผ้าเลย “เดี๋ยวนี้”

เออ มรึงจะซักก็ลงไปเครื่องหยอดเหรียญข้างล่างดิ 20 บาท
“มีแฟ้บยังอะ”
“เอ่อ ไม่มี”
พามันไปถึงเครื่อง
“หยอดเหรียญดิ 20 บาท”
“มี 10 บาทเองอะ”
“กรำ..”

ต้องให้มันไปอีก 10 บาท no big deal..

กลับมาบนห้อง
“อ่ะ นี่กุญแจ ลองใช้ดูดิ แล้วอย่าเจือกทำหายล่ะ คีย์การ์ดอ่ะ หายคิด 500 นะ”
“โห แพงจังอะ”
“ชั้นไม่ได้เป็นคนคิดนะเว้ย คอนโดมันคิด แกก็อย่าทำหายดิ เอ้า ลองไขกุญแจดิ๊”

แล้วไอ้เควินก็ทะลวงกุญแจ กึ้งๆๆๆๆๆๆ !!!! ชนิดที่ว่า มึงจะเสียบแรงๆให้มันได้อะไรขึ้นมาเนี่ย กลัวลูกบิดห้องกูไม่พังใช่มั้ย

เข้ามาออนไลน์ นั่งทำงานต่อ ไอ้เควินเดินไปกุก ๆ กักๆ ทำอะไรกับโมเด็ม wifi เราก็ไม่รู้
“เฮ้ย ทำไร (วะ)”
“พยายามจะต่อเน็ต”
“ใจคอมึงจะถามกรูบ้างมั้ยล่ะว่าใช้ยังไง ใช้ได้ไหม”
หัวเราะแฮะๆ

“เข้าไม่ได้อะ”
“รหัสถูกปะ”
“ถูกนะ”

ซวยกูอีก ต้องมานั่ง set ค่าหาปัญหาให้มันว่าทำไมมันเข้า wifi ไม่ได้ ทำอยู่นานก็ยังเข้าไม่ได้ แล้ว net Buddy ดันมาเจ๊งอีก โทรไปที่ศูนย์คิดว่าพนักงานคงผูกคอตายหนีปัญหากันไปหมดแล้ว เพราะติดสายกัยหมด จนปัญญาไว้ลองใหม่พรุ่งนี้ละกัน ไปนอนดีกว่า

เข้าไปห้องนอน (มีสองเตียง ให้เควินนอนเตียงเดี่ยว เรานอนเตียงใหญ่) เควินยังคงรื้อค้นแคะแงะสิ่งของต่าง ๆ นา ๆ ในกระเป่า ทำของหล่นเป็นระยะ ๆ แล้วไอ้พื้นลามิเนตอ่ะนะ เหรียญสิบบาทหล่นก็ดังไปสามห้องแล้ว แล้วไอ้เควินก็ขยันทำหล่นมาก

แถมมันขยันเปิดไฟมาก เปิดมันทุกดวงอย่างกับงานวัดภูเขาทอง.. ค่าไฟมันแพงนะเว้ยยยย แมร่งงง..

ความซวยได้มาเยือนกรูแล้ววววววว

เราเลยหนีไปนอนก่อน
“ก่อนนอนก็อย่าลืมปิดไฟด้วยล่ะ”

เช้าวันถัดมา
ตื่นมาเพราะอีเควินออกไปเข้าห้องน้ำ แล้วปิดประตูเสียงโคตรดัง กูล่ะเซ็ง

อินเตอร์เน็ตกลับมาใช้ได้เหมือนเดิม เราก็ใช้ wifi ได้ปรกติ

ระหว่างนี้เควินเดินออกไปเก็บผ้าที่ตากไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ซึ่งตากไว้ที่ระเบียงด้านนอกติดกับห้องครัว ที่มันจะมีประตูกระจกสไลด์กั้นไว้
ไอ้เราก็ไปนั่งทำงาน พยายามซ่อมอินเตอร์เน็ตให้มันต่อ

ปั้ง ๆๆๆๆๆๆ!!!

ปั้ง ๆๆๆๆๆๆ!!!

ตอนแรกนึกว่าไอ้ห้องข้างบนพาช่างมาทำ built-in อีก แต่มันทุบไม่เลิกว่ะ แล้วไอ้เควินไปเก็บผ้าอะไรของมันนานนักหนา

ปั้ง ๆๆๆๆๆๆ!!!

เสียงมาจากระเบียงนี่หว่า เดินออกไปดู
นังเควินยืนทุบประตูกระจกอยู่ ทำท่าว่า ประตูล๊อก เลยกลับเข้ามาไม่ได้

เราเดินไปใช้แรงเลื่อนประตูเพียงเล็กน้อย ประตูก็เปิดออกมาได้
“อะไรวะเควิน?”
“ประตูมันล็อกอ่ะ เข้าไม่ได้”
“แกจะบ้าเหรอ ใครจะไปล็อก มันไม่ได้ล๊อก แกไม่ออกแรงดึงเลยนี่นา”
“อ้าว เออ ไม่ได้ล็อกจริงๆด้วย”

ไอ้บ้าเอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย เอ็งจะบ้าไปถึงไหนวะเนี่ย ชั้นชักจะทนไม่ไหวแล้ว นี่แค่วันแรกเองนะ ก็ทำกูจะบ้าแล้ว

มันยังเข้า wifi ห้องเราไม่ได้ เราเลยบอกให้ไปลองที่ร้านกาแฟข้างล่างดูละกัน ว่่าเข้าได้ไหม มันก็เข้าไม่ได้อีก สรุปว่าเป็นที่เครื่องมันอะแหละ ไม่ได้เป็นที่เน็ตเวิร์คเรา

เซ็งเป็ด

คาดว่าเควินคงจะได้อยู่ถึงแค่สิ้นเดือนนี้แล้วเควินคงต้องไป เพราะเราสุดแสนจะอึดอัดกับการมีมันอยู่ด้วยเป็นอย่างมาก

คนอะไรวะ มาวันแรกก็ทำให้เรารำคาญได้เพียงนี้ โคตรนับถือมันจริงๆ