+ บ้าน บาน ๆ และ อาหารแช่แข็ง (รูปตรึม)

จ่ายเช็คกันเพลินเลยเดือนนี้ ไหนจะรื้อพื้น รื้อครัว ซื้อครัวใหม่ ซ่อมหลังคา ทาสีผนัง จ้างคนมาอุดปล่องเตาผิง (เพราะรื้อทิ้งไปแล้ว ไม่เก็บไว้ ถ้าไม่อุด เวลาฝนตก อาจจะได้เล่นน้ำกันในบ้านได้) ฯลฯ

ผนังบ้านสีแร่ดได้ใจมาก ครัวผนังสีแดง ห้องนั่งเล่นผนังสีม่วง! เน่! เป็นไงล่ะ ๆ ๆ เอาให้ตาบอดสีกันไปเลย (ทาฝั่งเดียวนะ ทาทุกผนังก็จะเกินไป) ไปให้ที่ร้านเค้าผสมสีให้ ซึ่งจริง ๆ มันก็ไม่ค่อยตรงกับสีตัวอย่างบนกระดาษเท่าไหร่หรอก (ก็กะไว้อยู่แล้ว)

..ยังไงก็ตาม โดยรวมแล้ว บ้านก็ยังดูเหมือนบ้านพักคนงานก่อสร้างแรงงานเถื่อนอยู่ พื้นไม้ก๊อกที่สั่งไปก็เพิ่งเอามาส่ง แต่ยังไม่ได้ปู ก็กองไว้อยู่ยังงั้นน่ะ (บ้านเคยเป็นพิื้นกระเบื้อง แต่ไม่ไหวละ ไม่ไหวจริง ๆ มันเย็นมาก หน้าหนาวนี่อยากตายมาก เลยต้องยอมเปลี่ยนเป็นพื้นไม้ก๊อกแทน อุ่นหน่อย)

ต้องซื้อของหลายอย่าง อันไหนทำเองได้ก็ทำเองประหยัดเงินหน่อย ปรกติเวลาคนที่นี่จะทำบ้านทำอะไร ก็ต้องไป Brico (เหมือน HomePro อ่ะ) แล้วอาทิตย์นี้มันมีโปรโมชั่น “อะไรก็ตามที่ยัดลงถุงได้ ลดกันไปเลย 20%!!”

คือเค้ามีถุงพลาสติก ไซส์ก็ปรกติที่เราซื้อของเข้าบ้านกันน่ะ

ส่วนใหญ่ของที่ Brico มันก็จะใหญ่ ๆ ประมาณแบบว่า มาซื้อกันทีก็ซื้อ ประตู, วงกบ, ผนัง, ชั้นวางของ ฯลฯ กันไปเลย ไอ้เราก็แบบ เฮ่ยยยยย ไม่ได้ละ อยากได้โคมไฟ (ลดราคาแล้วด้วยอีกตะหาก ปรกติมัน 20 ยูโรกว่า ๆ ลดมาเหลือ 19.90) ยอมได้ไง ยัดอีกล่องโคมไฟมันลงถุงไปจนได้ น้องที่แคชเชียร์ยังอึ้ง (คงจะแบบ ยัยนี่กล้ามาก ถุงปริเล็กน้อยอีกตะหาก) แต่ก็ยังลดให้อีก 20%

ภูมิใจโคตรๆ

แว้บไปดูสกู๊ตเตอร์มาหน่อยนึง น่ารักมั่ก ๆ อยากได้นะเนี่ย แต่ต้องคิดดู (ให้หนัก ๆ) ก่อน เพราะหน้าหนาวไม่รู้จะทนขี่มันไหวมั้ย

ครัวเราก็ทะเลาะกันไปหลายรอบ ไอ้เราก็อยากจะได้สีแรง ๆ เว่อร์ ๆ บ้า ๆ ไปเลย แต่คุณชายแกไม่เอาด้วย เราอยากได้เคาท์เตอร์ท๊อปเป็นไม้ เพราะมันดูอุ่นดี แต่คุณชายแกไม่เอา จะเอาแบบโมเดิร์น ๆ สารพัดจะหาเรื่องมาเถียงกัน สรุปมาลงที่สีสุดแสนธรรมดาอย่าง “คาเฟ่ลาเต้” กาแฟนม(เยอะๆ) แล้วอีพื้นมันสีอะไรยังจำไม่ได้เลยเนี่ย

ครัวว่าสั่งมาได้ก็ต้องไปนั่งกุมขมับกับอีน้องคนขาย ที่จบอะไรเกี่ยวกับงานอินทีเรีย ๆ ของหล่อนมานี่แหละ

ฉันอยากได้ลิ้นชักเยอะ ๆ เพราะจะได้เอาไว้เก็บเครื่องปรุง แล้วต้องเป็นแบบลึกหน่อยด้วย เพราะเรามีเครื่องแกง ขวดน้ำปลา นู่นนี่นั่น เลือก ๆ ไปก็เออ โอเค จับนู่นชนนี่ก็ออกมาได้ แต่นังหนูคนขายหล่อนไม่ยอม หล่อนบอกว่า “ลายเส้นลิ้นชักมันจะไม่ขนานกัน ไม่สวยค่ะพี๊! ไม่ได้ค๊า! ไม่ได้ ๆๆๆ ไม่ด้ายยยย!”

ก็กรูจะเอาอะ มีไรไหม

หล่อนก็เคืองไป เพราะคิดว่าตัวเองดีไซน์ระดับโลกแล้วลูกค้าไม่ฟัง (เอ๊าก็กรูไม่ชอบแบบที่เสนอมานี่หว่า จะให้ทำไงอ่ะ)

ครัวนี่เราไปดูหลายที่เหมือนกัน ตอนแรกว่าจะซื้อที่ IKEA แต่ยังไงก็ไม่รู้ ไม่ได้ซื้อ ดันมาได้ที่ Eggo (www.eggo.be)

แล้วสั่งนี่ก็กว่าจะมานะ เป็นเดือน ๆ เพราะเค้าต้องส่งขนาดไปทำที่ไหนไม่รู้ แล้วเราก็ต้องรอ และ รอ และ รอ และ รออออ…

อยู่ ๆ มานี่ไม่มีครัว เลยได้กินอาหารแช่แข็งจนเอียนเลย เอียนมากจริง ๆ รสชาติมันก็พอกินได้นะ แต่รู้สึกเลย อาทิตย์สองอาทิตย์นี่รู้สึกว่ากินอะไรที่ไม่ค่อยจะดีต่อสุขภาพ ก็นะ ผักก็ไม่สด เนื้อก็ไม่รู้ว่าผ่านสารกันบ่งกันบูดอะไรมาบ้างหรืออะไรยังไง ยังดีนะ ยังมีอาหารไทยแช่แข็งตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปด้วย ไม่งั้นเอียนได้อีก

บางวันก็เลยต้องระเห็จออกไปกินตามร้านอาหารที่แพงโพด แต่ก็ต้องจำใจ เพราะกินอาหารแช่แข็งทุกวันมิไหวจริง ๆ เอียนมากๆๆๆๆ

บางวันมีการแบบว่าตัดคูปองจากหนังสือพิมพ์ (จริง ๆ นะ) เอาไปลดราคาในร้านหรูที่ปรกติไม่เคยเยื้องกรายเข้าไปหรอก แต่นี่ลดกันแบบ เฮ่ย ต้องตัด ๆ ๆ ๆ เอามาเลยคูปอง เข้าไปร้านงี้อย่างไฮโซ เราเอาคูปองปะ เป้ง! ลงบนโต๊ะเลย น้องเอามาเลย 9 ยูโร 90 เซ็นต์ใช่ปะ จัดมา! (ปรกติมัน 15 ยูโรอ่ะ นี่ว่าจะไปหาตัดมาอีก เหอๆๆๆ)

ไปนี่ปั่นจักรยานไปด้วย ประทานโทด วันอาทิตย์นี่เมืองอย่างร้าง ไม่มีอะไรทำเลย (เรายังนั่งล้างเครื่องทำความร้อนที่บ้าน ฝุ่นกระจาย ปรกติก็ไม่ล้างมันเท่าไหร่หรอก แต่มันไม่มีไรทำ เลยล้างแก้เซ็ง) คนก็ไม่ค่อยออกไปไหนกัน จะออกก็ออกไปนั่งตามคาเฟ่ กับร้านอาหาร เท่านั้นจริง ๆ เราแวะเอาหนังสือไปหย่อนคืนห้องสมุด หนังสือหล่นดังปั้ก! ได้ยินกันทั้งถนน เพราะคนไม่มีเลยจริง ๆ ถนนเงียบมาก

ถ้าวันธรรมดาก็กินหรูได้หน่อย เพราะใช้บัตรเครดิต “บริษัท” คุณแฟนจ่าย จริง ๆ แล้วมันคือการมีบริษัทเองแล้วตั้งตัวเป็นฟรีแลนซ์ ไปทำงานให้บริษัทใหญ่กว่าแล้วก็เอาบริษัทเราเองส่งบิลไปเก็บ

แล้วไอ่เงินเดือนที่ได้ทุกเดือน ๆ เนี่ย ถ้ามันเกินจำนวนหนึ่ง ภาษีก็บาน เราเลยต้องหาเรื่องใช้เงินกันก่อนที่รัฐบาลจะมาเอาไปเป็นค่าภาษีหมดซะก่อน การกินอาหารนอกบ้านก็หนึ่งในนั้น เพราะมันคิดเป็น Business dinner ได้

อยู่เบลเยี่ยมนี่อะไร ๆ ก็เป็นภาษีหมด ไม่ภาษีก็ค่าปรับ นิด ๆ หน่อย ๆ ก็ปรับ อะไรไม่รุ..

เลยไปซัดอาหารญี่ปุ่นบุฟเฟ่ต์มาซะหนึ่ง เค้ากำหนดให้กินได้สองชั่วโมง สั่งอะไรก็ได้ ก็เหมือนเมืองไทยอ่ะนะ ตรงสวนลุมฯอ่ะ ชื่อไรจำไม่ได้ ร้านไม่หรูมาก แต่อาหารนี่อย่างไว หร่อยด้วย ไม่แพงด้วย แต่ที่นี่ ประทานโทด สั่งกว่าจะมา ไม่รู้ว่าเอาซูชิไปปั้นกันที่ตีนภูเขาไฟฟูจิหรืออย่างไรกัน นานมั่ก ๆ แต่ก็โอเคอ่ะ มันก็อร่อยดี

นี่ไม่ได้ทำกับข้าวนานมากกกกแล้วจริง ๆ ครั้งสุดท้ายที่ทำนี่คือตอนอยู่บ้านคุณลุค ทำพาสต้าผัดน้ำพริกเผา (เฮ้ย กินได้จริง ๆนะ ดูรูปประกอบ 555) ตอนนี้อาจจะลืมไปหมดแล้วเนี่ย กับข้ง กับข้าว

อยากกิน ฟูจิิ อ่ะ อยากกินมาก ๆ  งือออออออออ

งง!! กับคนข้างบ้าน

เคยเล่าไปผ่าน ๆ แล้วเกี่ยวกับเพื่อนบ้านที่ออกจะแปลก ๆ ของเรา

บ้านที่เราอยู่มันเป็นบ้านประมาณบ้านแถว (ไม่ใช่ตึกแถวอะนะ เพราะมันเล็กกว่า มีแค่ชั้นครึ่ง) บ้านก็อยู่ติด ๆ กัน แชร์ผนังบ้านกัน โปรดดูรูปประกอบถ้านึกภาพไม่ออก  ขนาดว่าอยู่กันแค่ผนังกั้น ถนนเดียวกันแค่นี้ ยังไม่รู้จักกันเล้ย เรารู้จักแค่คุณหมอฟันคนเดียวที่อยู่ถนนเดียวกัน

เพื่อนบ้านข้างซ้าย เป็นคุณป้าอยู่เงียบ ๆ ไม่มีอะไร เพราะแกอยู่คนเดียว นาน ๆ ลูกหลานจะแวะมาเยี่ยมซักที

ส่วนเพื่อนบ้านข้างขวา คุณ”ลุค” อันนี้พอจะรู้จัก เป็นเรื่องบังเอิญมาก ๆ ที่เมื่อก่อนนี้คุณลุค แกเคยทำงานดูแลอพาร์ตเมนต์นักศึกษาที่คุณเบิร์ตแกเคยแชร์กับเพื่อนสมัยเรียนมาก่อน เลยเคยเจอกันคุยกันผ่าน ๆ ตอนนี้ดันมาอยู่บ้านติดกันซะงั้น

คุณลุคแกไม่ค่อยจะคุยกะเรา จะว่าไปไม่คุยเลยดีกว่า บางทีแกก็ชวนคุณเบิร์ตไปกินเบียร์ที่บ้าน พอเมา ๆ ก็บ่นเรื่องอดีตชีวิตแต่งงานอันบัดซบให้ฟังว่าผู้หญิงเอเชียแมร่งเชื่อไม่ได้ (อ้าว เฮ่ย..) , They have no dignity, blah blah blah..

เลยรู้มาว่าแกเคยแต่งงานกับผู้หญิงมองโกเลีย แล้วอีเมียก็หนีตามผู้ชายฝรั่งเศสไปหรือไงนี่แหละ หอบเอาข้าวของไปด้วย  พร้อมกับพาสสปอร์ตเบลเยี่ยมใหม่เอี่ยม (ที่ได้มาจากการแต่งงาน) เรียกว่าแต่งงานเสร็จ ทน ๆ อยู่ไป พอได้พาสสปอร์ตปั๊บ she ก็หนีตามผู้ชายคนใหม่ไปเลย

เวรจริงๆ

เพื่อนบ้านฉันเลยคล้าย ๆ ว่ามีทัศนคติไม่ดีกะผู้หญิงเอเชีย (ผู้หญิงมองโกเลียเลว ๆ คนเดียว เค้าก็ เหมาได้ทั้งทวีปเลยอ่ะนะ)

เวลาเดินผ่านกันโดยบังเอิญบนถนนหน้าบ้าน ฉันสวัสดี (ไม่ว่าจะภาษาอังกฤษหรือดัชท์) เขาก็ไม่เคยอยากจะทักตอบเท่าไหร่

มีครั้งเดียวที่เขามาที่บ้านเพราะนึกว่าคุณแฟนเราอยู่ แต่ดันเจอฉันอยู่บ้านคนเดียว ก็เลยจำใจต้องคุยกะฉัน คุย ๆ ฝากบอกธุระเสร็จก็รีบลาเลย

ขนาดฉันทำซูชิไปให้กิน สามวันผ่านไป ฝากจานเปล่ากับคุณแฟนมาคืนให้ แถมฝากบอกมาด้วยว่า “ซูชิ อีส น๊อต ฟอร์ มี” ซึ่งจริง ๆ ฉันไม่ถือ เพราะคนที่นี่มักจะตรง ๆ ไม่ชอบก็บอกไม่ชอบ ไม่ค่อยจะมารักษาน้ำใจกันเหมือนคนไทย  แต่เป็นเฉพาะบางเรื่องนะ ไม่ใช่ว่าเค้าไม่มีมารยาท

ด้วยความที่เขาเป็นแบบนี้ ฉันเลยกลัว ๆ ไม่ค่อยกล้าจะเสวนาด้วย แต่เวลาเจอก็ทักทุกครั้ง เค้าจะทำเย็นชาก็ช่างเขา

ซักเดือนสองเดือนก่อน เห็นมีผู้หญิงมาบ้านอยู่บ่อย ๆ หนีบน้องหมามาด้วยสองตัว บางทีก็มาค้างเสาร์อาทิตย์  ไอ้เราก็เพิ่งจะนินทา(อย่างแอบยินดีด้วย) ว่าเพื่อนบ้านหนุ่มใหญ่ของเราในที่สุดก็มีแฟนซะที หลังจากที่ประหลาด ๆ อย่างเหงา ๆ มึน ๆ มานาน ก็มีคนมาดูแลซะที

เพิ่งจะดีใจด้วยได้ไม่เท่าไหร่ เมื่อกี๊โทรเข้ามือถือคุณแฟน ว่าอยู่บ้านเปล่า? คุณเบิร์คแกก็งง ๆ ว่า เอ่อ อยู่ มีไรเหรอ? เค้าถามว่าเดี๋ยวจะขอเข้ามาในบ้านหน่อยได้ป่ะ  เราก็เออ ฮะ? อะไรนะ มาทำไรวะ งง เออ มาก็มา

ฉันไม่อยากอยู่ในเหตุการณ์ ผู้ชายเขาอาจจะอยากคุยกันเอง ว่าแล้วฉันก็ลี้เข้าห้องน้ำไป

พอออกมา …

พื้นที่ในครัว เต็มไปด้วยชุดโต๊ะเก้าอี้ทำจากไม้ กองสุมกันกันเป็นพะเนิน!!

อะไรวะคะ??!!?

แฟนยังยืนเหวอ ๆ อยู่ ฉันก็งง
“เค้าไม่พูดพล่ามทำเพลงอะไรเลย เดินเข้ามาในบ้านแล้วก็ถามว่า บ้านมีที่เหลือมั้ย ชั้นก็แบบ เอ่อ ก็พอมีอยู่ เพราะครัวยังไม่มา เค้าก็บอก เออดี แป๊บนะ มาช่วยขนโต๊ะหน่อย  ชั้นก็ตามเค้าไป แล้วก็เนี่ย โต๊ะ เก้าอี้  มาอย่างที่เห็น เขาบ่นไปด้วยว่าเบิร์ต คุณไม่รู้หรอกว่าผู้หญิงบางคนเนี่ย มันเลววววว มันเละเทะได้แค่ไหน คิดว่าตอนเมียมองโกเลียนั่นแย่แล้ว นังนี่ยิ่งแย่กว่าล้านเท่า  นู่นนี่นั่น ฯลฯ

ชั้นเลยถามว่าแล้วเมื่อไหร่จะมาเอาคืน  เขาบอก -เอาไปเลย ไม่อยากได้แล้ว ไม่อยากเห็นมัน  แล้วถ้าเอาไว้ที่บ้านเดี๋ยวนังนั่นมันจะมาทำเนียนเอา ไป เรื่องไรกรูจะให้ !! ตอนซื้อซื้อด้วยกันจริงแต่มันเงินกรูโว้ย!

- ชั้นก็แบบเฮ้ย บ้านเล็กอ่ะ ไม่มีที่วางหรอก  แค่นั้นแหละ เค้าก็บอกว่างั้นเค้าจะไปเอาเลื่อยไฟฟ้ามาเลื่อยทิ้งเลย   – บ้าโคตร!! ชุดนึงตั้งพันกว่ายูโรเพิ่งจะซื้อมาเอง!!

เขาก็แบบ เฮ้ย เอาไปเหอะ ได้โปรด ชั้นก็เออ ก็ได้วะ แต่ไม่ใช่ว่าผู้หญิงเอามาเฟียมาเผาบ้านกรูนะ

เรายืนมองชุดโต๊ะเก้าอี้ราคาพันสองร้อยยูโร กองอยู่กลางบ้านแล้วก็อึ้ง อะไรของเค้าเนี่ย!!

ไม่ถึงห้านาที เขาก็กลับมาอีก คราวนี้ -ไมโครเวฟ-!!  บอกว่า  เอาไปด้วย

ยังอึ้งไม่หายดี เขาก็กลับมาอีกแล้ว คราวนี้เป็น

“คู่มือการใช้ไมโครเวฟ” !!

IMG_0500

ฮา ๆ ไปได้ไม่ถึง 24 ชม
วันนี้โทรส่ง sms มาละ
“เอ่อ อยู่บ้านมั้ย เมื่อวานหุนหันพลันแล่นไปหน่อย ตอนเย็นไปหาที่บ้านได้ป่าว”

มาเอาโต๊ะคืน (กรูว่าละ)

ไม่ใช่แค่บ้านเราบ้านเดียวนะ มีการเอาของอื่นไปฝากอีกบ้านที่ปากซอยด้วย

ชะตากรรมเดียวกัน

“ดีนะ ที่เมื่อวานไม่เลื่อยทิ้ง” อือ กรูก็ว่างั้น แล้วนี่ตูจะรู้มั้ยว่าวันไหนเอ็งจะหอบเอาข้าวของมาดั๊มพ์ไว้บ้านตู แล้ววันรุ่งขึ้นก็มาเอากลับ แล้วเดี๋ยวไม่แน่เปลี่ยนใจจะมาเอาทิ้งใหม่อีกมั้ย?

“แต่ไมโครเวฟอ่ะ สงสัยใช้ไม่ได้แล้วล่ะ” อ้าว เฮ้ย ชั้นไม่ได้แตะต้องเลยนะเว้ยตั้งแต่เอามากองไว้เมื่อคืนเนี่ย
“เพราะเมื่อวานเอาน้ำราดใส่มันไปซะแล้วอ่ะ”  อ๋อ เจ๊งแล้วก็เอามาทิ้งบ้านกรู (ให้คู่มือด้วยอีกตะหาก)

หลอนมาก เพื่อนบ้าน

พาเที่ยว Tongeren เมืองที่เก่าแก่ที่สุดของเบลเยี่ยม ^^

Written by : PLOY

จากการที่ได้เข้าร่วมโครงการ Inburgering ที่ทางรัฐบาล บังคับให้ทุกคนเรียนรู้การเป็นอยู่ในเบลเยี่ยม ก็เลยได้มีโอกาสไปทัศนศึกษา กับเพื่อน ๆ ที่ร่วมโครงการประมาณ 14 ชีวิต เดินทางโดยรถเมลล์ จาก Hasselt  ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงที่หมายค่ะ

เกริ่นคร่าว ๆ สำหรับ เมือง Tongeren เป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศเบลเยี่ยมนะคะ แล้วนะคะ และตอนนี้เป็น staad คือไม่ได้เป็นอำเภอธรรมดาค่ะ เป็น staad จะมีความสำคัญมาก อยู่ในจังหวัด Limburg แต่จริง ๆ แล้วเมื่อก่อนเบลเยี่ยมไม่ได้รวมกันเป็นประเทศนะคะ แบ่งแยกเป็นเผ่า ๆ หรือเป็นเมือง เฉกเช่น ประเทศไทยสมัยก่อน ที่เป็น อยุธยา และสุโขทัย คือยังไม่ได้รวมกันเป็นประเทศไทยเหมือนปัจจุบันนี้ Tongeren เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางด้านการเมือง และเรื่องที่เกี่ยวกับศาลต่าง ๆ นะคะ เมื่อก่อนนี้ ทางเบลเยี่ยมและทางเนเธอแลนด์ได้ตัดสินคดีร่วมกัน ก็ต้องไปตัดสินที่ศาลในเมือง Tongeren ค่ะ ปัจจุบันนี้ อำเภอ Hasselt เป็นอำเภอเมืองของจังหวัด Limburg แต่บางคดีที่สำคัญหรือร้ายแรง ก็ยังต้องไปตัดสินที่ศาลในเมือง Tongeren อยู่ค่ะ เช่นคดีอาญา ณ ปัจจุบันนี้เมือง Tongeren ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวก็ว่าได้ เพราะจะมีไกด์ประจำเมืองด้วยนะคะ และมีนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ได้แก่ ชาวเยอรมัน เนเธอแลนด์ และเบลเยี่ยมทางฝั่ง walloon ค่ะ จากที่เดินเที่ยวกับไกด์ ก็จะเห็นนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เดินสวนกันไปมา ครึกครื้นไม่เบา และมีสถาปัตยกรรมที่สวยงามด้วยค่ะ จะบอกว่าประเทศเบลเยี่ยมหรือทางยูโรเปี้ยน นี่เก็บรักษาของเก่าได้ดีจริง ๆ ค่ะ ไม่ค่อยต่างจากของเดิมเท่าไหร่ คือเค้าต้องการอนุรักษ์ไว้ให้เหมือนของเดิมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ และกำแพงเมืองที่อยู่ในภาพข้างล่างนั้นเป็น กำแพงชั้นที่ 3 ของเมือง Tongeren นะคะ คนสมัยก่อนเค้าไปพังสิ่งก่อสร้างแล้วสร้างใหม่ แต่เค้าจะถมค่ะ แล้วก็สร้างสิ่งใหม่ทับตรงนั้นเลย ดังนั้น Tongeren จึงมีกำแพงเมืองถึง 3 ชั้นค่ะพวก สิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ก็เหมือนกัน เช่นบ้านคนต่าง ๆ ถ้าเค้าจะสร้างใหม่เค้าจะไม่ทุบทิ้งนะคะ เค้าจะถมแล้วสร้างทับบนบ้านหลังเดิมเลยค่ะ

1

“เป็นป้ายสถานีรถไฟ จุดนัดพบไกด์ของเราค่ะ”

2

“โฉมหน้าไกด์ (ว๊ากรูปใหญ๋ใหญ่ แต่ก็เพื่อให้เห็ชัด ๆ เนอะ)”

เมือง Tongeren เมื่อก่อนนี้จะมีจุดที่พักผ่อนที่เดียวนะคะ ทำให้คนก็มากระจุกอยู่แต่จุดเดียว ในปัจจุบันนี้เค้าได้ขยายเพิ่มเป็น 4 จุดเพื่อให้คนได้เที่ยวทั่ว ๆ โดยรอบค่ะ

3a

“นี่คือจุดพักผ่อนที่ 1 นะคะ จะมีเก้าอี้รอบ ๆ ลานน้ำพุ  ส่วนภาพขวาคือร้านกาแฟที่อายุมากที่สุดใน Tongeren”

5

จุดนี้เป็นจุดที่แม่บ้านมาตักน้ำ เพื่อนำไปใช้ที่บ้านค่ะ แล้วก็เป็นจุดนัดพบ ของแม่บ้านขาเม้าส์ทั้งหลาย เม้าส์ทุกเรื่องสากกะเบือยันเรือรบ เมื่อก่อนใช้น้ำบาดาลนะคะ ก็ต้องโยกกันเข้าไป จากท่อตรงกลางค่ะระหว่างรอน้ำก็เม้าส์กันไป ไกด์เล่าให้ฟังวมีเรื่องโจ๊กที่เล่าว่า  พอแม่บ้านทั้งหลายแหล่ รองน้ำเสร็จก็จะกลับบ้านแล้วก็เอาเรื่องที่เม้าส์กับเพื่อนสาว มาเล่าให้สามีฟังค่ะ เอาไปพูดว่าเนี่ยเรื่องจริงนะต่าง ๆ นา ๆ สามีก็บอกว่าเธอไปเม้าส์กับเพื่อนมาอีกแล้วใช่ไหม แล้วภรรยาก็เล่าต่อว่า เนี่ยรู้ไหม คนส่งขนมปังนหมู่บ้านเรานะ ได้นอนกับผู้หญิงทุกคนในหมู่บ้านเลย แต่มีอยู่คนนึงที่ไม่ได้นอน สามีได้ฟังดังนั้นก็ยิ้มปลาบปลื้มดีใจ นึกในใจว่าผู้หญิงที่ไม่ได้นอนกับคนส่งขนมปังคือเมียตัวเอง  และสามีก็ถามว่าใครหรอจ๊ะที่รัก  ทันใดนั้นเมียก็ตอบไปว่า ก็ผู้หญิงบ้านตรงข้ามเราไงที่เค้าไม่ได้นอน!!!!  เมื่อก่อนท่อน้ำบาดาลมีมากกว่านี้ถ้าจำไม่ผิดน่าจะ 50 นะคะ

และถัดมาก็คือ โรงพยาบาลเก่า ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นโรงแรม Ohhhh เป็นเราเราไม่กล้านอนนะ โรงพยาบาลต้องมี คนตายอยู่แล้วง่ะ (- -”)  เค้านำมาปรับปรุงเป็นแหล่งช็อปปิ้ง และโรงแรม ค่ะ เค้าจะอนุรักษ์ของเดิมไว้หมดเลยนะคะ แม้กระทั่งกำแพง เค้าจะไม่ยอมให้ร้านที่มาเช่าที่ สร้างร้านติดกำแพงของเค้าเด็ดขาดค่ะ  จะแอบบอกว่าห้องเก็บไวน์ของโรงแรม เมื่อก่อนคือห้องเก็บศพของโรงพยาบาลด้วยอ่ะ ( “0″)

page2

“ด้านซ้ายคือกำแพงที่เค้าพยายามรักษาไว้ ด้านขวาเป็นภาพร้านค้าที่เค้าต้องสร้างร้านให้แยกออกจากกำแพง”

เดินมาถึงกำแพงเมืองที่เค้าเก็บเอาไว้มีความยาวน่าจะประมาณ 1 กิโลเมตรนะ กะไม่เป็น เป็นแกำแพงเมืองที่เค้าเอาหินจากใต้ดินมาทำนะคะเป็นวัสดุที่แข็งแรงมาก ๆ นี่แหละค่ะเป็นกำแพงชั้นที่ 3 ของเมือง Tongeren คนสมัยก่อนสร้างทับ ๆ ขึ้นมาจนนี่คือชั้นที่ 3

page3

15

“สัญลักษณ์นี้คือ ให้นักท่องเที่ยวเดินตามจุดต่าง ๆ เดินตามลำดับ ถ้าเดินตามสัญลักษณ์นี้ไป พร้อมกับหนังสือคู่มือท่องเที่ยวเมือง Tongeren ก็สามารถเที่ยวได้ด้วยตัวเองแล้วจ้า แต่ไกด์บอกว่าทางที่ดีเอาไกด์มาด้วยดีกว่า ค่าหนังสือ 2 ยูโร แต่ไม่รู้ว่าค่าไกด์เท่าไหร่”

เดินมาถึงประตูเมืองของ Tongeren เมื่อก่อนมีถึง 6 ประตู แต่ตอนนี้เหลือแค่ประตูนี้ประตูเดียว (ภาพด้านซ้าย) คล้ายประตูเมืองเชียงใหม่เลยไม่ได้คล้ายที่รูปลักษณ์นะ คล้ายที่ว่ามีประตูเมือง  เพราะเมื่อก่อนนี้ที่ทางฝรั่งเศสได้เข้ามามีอำนาจได้ทำการระเบิดประตู (เลวมาก) เมื่อก่อนจะมีแค่ด้านล่างไม่มีด้านบนที่เป็นชั้น เค้ามาต่อเติมที่หลัง แล้วเหล็กที่ด้านซ้ายมือเป็นเหล็กที่เค้าเอามาดามเอาไว้เพื่อให้สองกำแพงประสานกัน (จำไม่ได้ว่าตรงไหนกับตรงไหน มัวแต่ถ่ายรูป)

page4

..ถ่ายไปก็หันรีหันขวาง รถจะชนไหมเนี่ย  สุดท้ายรอดมาได้เพราะเค้าเปิดให้รถวิ่งผ่านไปมาด้วย..

ตอนนี้เราเดินมาถึงหมู่บ้านที่จะมีเฉพาะผู้หญิงอยู่เท่านั้นนะคะ  ใครที่มีสิทธิ์อยู่บ้านพักแบบนี้ได้บ้าง มาติดตามกัน…… เมื่อสมัยก่อนจะมีพวกที่ต่อสู้เพื่อศาสนา ก็จะเกณฑ์ผู้ชายไปรบ ออกศึกทำให้ ภรรยาที่อยู่บ้านต้องอยู่คนเดียว และกระจัดกระจายกันไปทั่ว ทำให้เกิดอันตรายและดูแลไม่ทั่วถึง จึงได้มีการให้รวมตัวกันอยู่ในจุดนี้เพื่อความปลอดภัยและสามารถดูแลกันได้ ในขณะที่สามีไปรบ พอทีนี้ผู้หญิงรวมตัวกัน ไปก็เริ่มหาอาชีพเพื่อหารายได้ ก็ได้มีการทำบ้านพักคนชราเกิดขึ้น แต่มีข้อแม้ว่า พวกที่มีเงินอยากเข้ามาอยู่บ้านนี้ก็ต้องจ่ายเงิน เสียเงินหรือเสียทรัพย์สินเป็นการแลกเปลี่ยน ทำให้แม่บ้านสมัยนั้นมีเงินมีทอง มาสร้างโบถส์ ด้วยค่ะเก่งจริง ๆ (น่าจะคล้ายสมาคมแม่บ้านทหารบกบ้านเรา)

page5

“ภาพบนเป็นบ้านที่หญิงโสดอยู่ ปัจจุบันทางรัฐบาลได้ขายให้ประชาชนคนธรรมดาอยู่แล้วค่ะ ส่วนด้านล่างซ้ายคือบ้านพักคนชรา ภาพด้านขวาคือหน้าโบถส์ที่ สมาคมแม่บ้านทหารบก สร้างขึ้นค่ะ สังเกตุรูปไม้กางเขนที่จะมีเหมือนดอกไม้สี่ทิศ ซึ่งหมายถึงว่า ต้องการจะเผยแพร่ศาสนาไปให้ทั่วทั้งสี่ทิศค่ะ”

มาถึงตรงนี้ไกด์ก็มีเรื่องโจ๊กอีกว่า ให้สังเกตุที่มือพระแม่มารีอา ที่ผายมือออก และอีกด้านนึงที่เป็นสามีคือโยเซฟ ยกมือขึ้นกุมขมับขวานั้น เพราะว่ามีคนเม้าส์ว่า พระแม่มารีอาผายมือเท่านี้เหมือนว่าเป็นการบอกขนาดของ น้องชาย ว่ามีขนาดเท่านี้ และที่สามีกุมขมับเพราะว่าอาย !!!

ป.ล. วันนี้ได้คุยกับครูที่พาไปครูบอกว่า ที่ไกด์พูดเรื่องโจ๊กเกี่ยวกับพ่อแม่ของพระเยซู เลยทำให้เกิดลูกเห็บตกลงมาไม่นานหลังจากที่ได้พูดเรื่องนี้กันแล้ว จึงมาคิดกันว่า ท่านอาจจะโกรธที่เราพูดเรื่องทะลึ่งเกี่ยวกับท่านในตอนนั้น

*** ทำภาค 2 ดีกว่าเนอะ ภาคนี้มันเยอะกลัวโพตส์แล้วเน็ตเดี้ยง ***