Archive for the ‘มายไลฟ์@เบลเยี่ยม’ Category

+homeless and freakin’ tired

Tuesday, September 29th, 2009

ต้นไม้หน้าออฟฟิศ  ใบเริ่มเหลืองๆ แล้ว ไม่รู้ว่ามันจะเข้าฤดูใบไม้ผลิหรือว่ามันป่วยกันแน่

เพิ่งรู้ว่ามันคือต้นวอลนัท (แถวบ้านเรียก “เกาลัด”)
ดีใจอยู่ได้ครึ่งวันว่าจะเก็บไปใส่ไมโครเวฟกินให้เปรมเลย
แฟนบอกว่า ไปเก็บมาทำไมเนี่ย นี่มันวอลนัทป่า มันกินไม่ได้(โว้ย)

ต้องเป็นวอลนัทบ้าน  สังเกตุว่าปลายหัวมันจะแหลมๆ ถ้าทั้งลูกกลม ๆ ไปหมดนี่ กินบ่ได้

เศร้าว่ะ…

เดี๋ยวรอให้ต้นแถวบ้านมันเริ่มร่วงก่อน จะปั่นจักรยานหนีบตะกร้าไปเก็บให้สะใจเลย

ออฟฟิศ

วันนี้ทั้งออฟฟิศ นั่งมันคนเดียวเลย
เพราะน้องแม๊กซ์วันนี้ทำงานอยู่ที่บ้าน
โซฟีออกไปประชุมกับไดแอน
เซ็บฯ ลาพักร้อนสองอาทิตย์

ซาวิเย่ร์ ถูกให้ออกไปแล้ว (โคตรดีใจกันอย่างออกนอกหน้าเลย)

พูดถึงซาวิเย่ร์แล้วไม่รู้ว่ามันทำงานอยู่นี่มาได้ไงตั้งน้าน นาน
เพราะงานมันไม่เคยได้ทำให้เสร็จเลย ได้แต่แถไปเรื่อย
มันคงคิดว่ายังไงมีมันทำได้คนเดียว ทำงานมั่งไม่ทำมั่งคงไม่เป็นไร
พอคริสเตียนไม่อยู่แล้ว บริษัทเลยได้ฤกษ์ ให้มันออกซะที ในที่สุด
ที่ฮาคือมันไปทำออฟฟิศที่เพื่อนเก่า(คนเบลเยี่ยมเหมือนกัน)ของฉันเป็นหนึ่งในหุ้นใหญ่

โลกแคบสุดๆ วงการนี้..

นั่งทำงานไปทั้งวัน กะว่าโซฟีกับไดแอนคงกลับมาประมาณบ่ายโมงครึ่ง
ก็รอไปดิ เมื่อไหร่จะมาว้าาาา ฝากซื้ออาหารกลางวันไปด้วยอ่ะ
ออฟฟิศกันดารมาก เป็นย่านสถานฑูต (ประมาณถนนสาทร แต่เงียบกว่าร้อยเท่า)
ประทานโทษ ไม่มีอะไรขายเลย  ถ้าจะออกไปซื้ออะไรกินต้องเดินออกไปขึ้นรถราง
นั่งไปลงสต๊อกเกล ที่ห่างไปประมาณ  3 ป้ายรถเมล์

สรุปวันนี้กว่าอาหารกลางวันจะมา

บ่ายสามโมงสี่สิบห้านาทีครับพี่น้อง…
คราวหน้าตูเอาข้าวมาแช่แข็งไว้ที่ทำงานดีกว่า ไม่อยากไว้ใจ
ดีนะไปคุ้ยเจอคุกกี้ในครัว เลยเอามาแทะประทังชีวิตไปได้
ไม่งั้นคงหิวเป็นลมตายไปแล้ววันนี้

- – - – - – - – - — – - – — – - – — – - – — – - – — – - – — – - – -

Leuven

Leuven เริ่มคนหนาแน่นแล้ว เพราะเปิดเทอม
รถเมล์ตอนเช้า ๆ นี่ีมียืน (หลังจากที่นั่งมันคนเดียวโล่งทั้งคันมานาน)
แต่มันก็ยืนแป๊บเดียวอะนะ ไปต่ออีกสายก็นั่งสบายเหมือนเดิมเลยไม่รู้จะบ่นอะไร

สองสามอาทิตย์ก่อนมีตลาดของเก่าหน้าสถานีรถไฟด้วย
มีแต่คนแก่ ๆ ออกมาปาร์ตี้กัน เฮ้ยไม่ช่ายยย เค้าออกมานั่งกินเบียร์ สูบซิการ์ กันตามคาเฟ่
(เหมือนบ้านเราคงไปนั่งร้านน้ำชาปาท่องโก๋)

ไม่ได้ไปซื้ออะไรกะเค้าหรอก พอดีพลาดรถเมล์ไปทำงาน เลยหาเรื่องเดินเล่น เข้าออฟฟิศสายซะงั้น..

ตามมาด้วยงานวัด Kermis ที่มาทุกเดือนกันยายน
มีพวกยิงปืนล่ารางวัล ปาเป้า ไรงี้อ่ะนะ ก็เหมือนกันทุกปีแหละ เรื่องของเรื่องคือจะไปกินไอ้นีอ่ะ จำชื่อไม่ได้
มันเป็นแป้งทอดโรยน้ำตาลไอซิ่ง เรากินกันปีละครั้งเท่านั้นแหละ คุณเบิร์ตเค้าชอบนักหนา ขนาดขับรถออกไปที่งานเพื่อไปกินไอ้เนี่ย แล้วก็ขับรถกลับ ลงทุนมากมาย

ตามมาอีกด้วยอาหารเฟลมมิช (น่าจะเป็นดัชท์มากกว่า) เป็นเทศกาลเป็นล่ำเป็นสันของเบลเยี่ยม (พอ ๆ กับเนเธอร์แลนด์)คือ มุสเซลเล่น หรือหอยแมงภู่อบซอส กินกับเฟรนช์ฟรายส์ ตามร้านอาหารส่วนมากจะขึ้นป้ายกันอลังการมากเวลาเค้ามีเมนูนี้ เพราะมันมาเป็นฤดู ไม่ได้มีตลอดปี ถ้าขยันหน่อยก็ทำกินเองที่บ้านได้ (กินตามร้าน หม้อละประมาณ 20 ยูโรเป็นอย่างต่ำ)

อันนี้คุณพ่อฝาชีเค้าเลยทำเองแล้วชวนเราไปกิน (เอาของกินมาล่ออีกแล้วอ่ะ ไม่แฟร์เลย)

รื้อบ้าน!

บ้านชั้นล่างถูกรื้อไปแล้วเรียบร้อย
ตอนนี้เลยมาสิงสถิตย์อยู่บ้านเพื่อนคุณเบิร์ต (จ่ายค่าเช่านะนั่นน่ะ)
แต่เค้าจัดบ้านให้ซะอย่างดี เราอยู่ชั้นสาม มีห้องน้ำในตัวเรียบร้อย
ส่วนเจ้าของบ้านระเห็จไปอยู่ห้องนอนเล็กชั้นสอง (บ้านเค้าใหญ่อ่ะ อยู่คนเดียวอีกต่างหาก
มันจะใหญ่ไปมั้ยอ่ะ?) ชั้นล่างเป็นห้องรับแขกกับครัวหรูโคตรๆ (แต่ไม่เคยทำกับข้าวเลย)
และหลังคาเปิดได้! เพื่อรับแดด

ราคาติดตั้ง ก็ไม่เท่าไหร่หรอก แค่หนึ่งล้านบาทถ้วน

ทุกวันนี้เห็นว่ารัดเข็มขัดสุด ๆ จะกินอะไรยังต้องเลือกที่ถูกที่สุดไว้ก่อน
มาคิดดูแล้ว มันคุ้มมั้ยวะเนี่ย…ได้หลังคาเปิดได้มา แล้วต้องมานั่งกินอะไรที่ไม่อยากกินเป็นปีๆ
ขนาดวันก่อนคุณแฟนซื้อพิซซ่าแช่แข็งมากิน เค้ายังกระแนะกระแหนเลยว่า
“เอ๊อ ไอ้คนมีตังค์” งง!!! ไรวะ พิซซ่า หกยูโรสี่สิบเซ็นต์นี่นะ

อาทิตย์หน้าบ้านน่าจะเสร็จแล้ว ตอนนี้เพิ่งปูพื้นในครัวเสร็จ
สั่งครัวไปใหม่ แต่กว่าจะมาส่งก็โน้นนนนน พฤศจิกาฯ
ทำใจกินอาหารไมโครเวฟไปละกัน…

คนที่มาทำบ้านเค้าบอกว่า บ้านนี่ไม่เคยได้ดูแลรักษาเลยสงสัยนานนับสิบๆปี
(เราเพิ่งซื้อมาได้ไม่ถึงสี่ปี) เพราะเค้ารื้อสายไฟออกมาเพื่อวางผังใหม่แล้วเห็นว่า
ข้างในมันพันกันยุ่งไปหมด เหมือนพยายามทำเองแล้วทำไม่เป็น (เจ้าของเก่าอ่ะ)
ที่ขนหัวลุกคือตรงฝ้าเพดานตรงสายไฟมันเริ่มมีรอยดำ ๆ เหมือนเกิดจากความร้อน

บ้านเกือบไฟไหม้แล้วอ่ะ

“นี่ถ้าเกิดลัดวงจรไฟใหม้ขึ้นมา แล้วบริษัทประกันมาเห็นว่าสายไฟเดินไว้แบบนี้นะ
เค้าไม่จ่ายค่าประกันให้แน่นอน” นั่นคือเฮียที่มาทำระบบไฟฟ้าบอกมาเมื่อวาน
คิดแล้วสยอง

อันนี้ถ่ายเมื่อวาน เค้ามาปะ ๆ ผนังคืนแล้วบางส่วน

เอารูปสภาพบ้านหลังการทุบวันแรกไปดู
เหมือนมีระเบิดเพิ่งมาลงยังไงยังงั้น

+ คริสเตียน เลนาร์ดส์..

Saturday, August 22nd, 2009

christian_lenaerts

ผ่านไปแล้วหนึ่งอาทิตย์ครึ่ง กับการกลับมาทำงานที่บริษัท
คอมพิวเตอร์ยังเหมือนเดิม ไฟล์งานยังซ้อนสุมกันเป็นพะเนินเหมือนเดิม
งานที่ยังไม่ปิดจ๊อบ ก็ยังแปะอยู่บนผนังเหมือนเดิม
โต๊ะฉันยังอยู่ที่เดิม ออฟฟิศเจ้านายเรา, คริสเตียน เลนาร์ดส์ ,ก็ยังเป็นห้องเดิม..
ที่ไม่เหมือนเดิม คือคริสเตียนไม่ได้นั่งอยู่ในนั้น
และเราจะไม่ได้เห็นคริสเตียนมานั่งในนั้นอีกแล้ว..

กรอบรูปที่มีรูปถ่ายขาวดำของไดแอน ภรรยาของคริสเตียน ก็ถูกนำออกไป
(ไดแอนเป็นคนเอาออกเอง) เหลือไว้แต่กรอบรูปที่มีรูปลูกสาวทั้งสองคนของทั้งคู่ตั้งอยู่ที่เดิม

เคียร่า เก้าขวบ กับอเล็กซานดร้า ห้าขวบ

โดยเฉพาะเคียร่า หน้าตาเหมือนคริสเตียนอย่างกับแกะ
ทั้งคู่ผมสีทอง ตาสีฟ้าเหมือนคริสเตียน

ที่ออฟฟิศเราคุยกัน  พยายามไม่ให้กลับไปเศร้าอีก
เพราะนี่ก็เกือบสองเดือนแล้วที่คริสเตียนจากไป

บนผนังที่เราใช้แปะงานสเก็ตช์ ตอนนี้มีเพิ่มมาคือรูปคริสเตียนที่ปรินท์ออกมา เอามาปะไว้ข้าง ๆ งาน
ทุกคนต้องการกำลังใจ..

ฉันเพิ่งกลับมา ก็เลยยังรู้สึกแปลกมากมาย กับการทำงานที่ไม่มีเจ้านายคนเดิมมาคอยเดินวนเวียน ช่วยออกความเห็น หรือแม้กระทั่งกรีดร้องว่า “ทำไปได้ไงเนี่ย ห่วยแตก!” ซึ่งกรณีนี้มักจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะว่า เออ มันห่วยจริงว่ะ..

วันแรกที่กลับมานั่งในออฟฟิศ โซฟีมานั่งคุย ถามว่าเรารู้แล้วใช่ไหมว่าทำไมคริสเตียนถึงไป

ฉันบอกว่า ไม่รู้หรอก แต่ถ้้าเล่าแล้วคุณไม่ปี่แตกน้ำตาไหล ก็ฟังได้ แต่ถ้าไม่ไหว ฉันก็ไม่จำเป็นต้องรู้

โซฟีบอกว่าคืนที่คริสเตียนขับรถกลับจากเยอรมนี คืนนั้นก็เพิ่งคุยกันก่อนคริสเตียนออกจากโรงแรม เค้ายังบ่นๆ ว่าอีเมล์ส่งไม่ไปเลย เซ็งจริงๆ

คืนนั้นระหว่างขับรถกลับเบลเยี่ยม มาถึงเมืองอาเค่น ใกล้ถึงชายแดนเบลเยี่ยมอยู่แล้ว  ฝนตกหนักมาก ๆ จนในที่สุดถนนมีน้ำนองสามเซ็นติเมตร

ขนาดรถสปอร์ตปอร์เช่ คันที่คริสเตียนเคยพาพวกเราไปนั่งซิ่งกันมาแล้วทุกคน  ยังเอาไม่อยู่ รถเสียหลัก คริสเตียนคงบังคับมันไม่ได้จริง ๆ  ฉันรู้แค่ว่าคริสเตียน ไม่ทรมาน  คือไปเลย ไม่มีการหามส่งโรงพยาบาล

จากนั้นฉันไม่ได้ฟังต่อ พอดีลูกค้าโทรเข้ามา โซฟีเลยต้องไปรับงาน
แล้วฉันก็ไม่ได้อยากรู้มากไปกว่านั้นหรอก

เมื่อวานคุยกับอันเดรอัส..

อันเดรอัสคือเพื่อนเก่าแก่ของคริสเตียน คบกันมาร่วม 20 ปี เป็นชาวเยอรมัน
ทั้งคู่มีความสนใจใกล้เคียงกัน แถมเรียนออกแบบยานยนต์มาเหมือนกันอีก
อันเดรอัสเป็นดีไซเนอร์ออกแบบรถยนต์อยู่หลายปี ช่วงเดียวกับคริสเตียนเริ่มออกแบบรถยนต์เหมือนกัน ทั้งคู่รู้จักกันผ่านเพื่อนของไดแอน

แต่อันเดรอัสหันไปทำงานด้านการเงินเมื่อซักสิบปีมาแล้วเค้าบอกว่าทำงานเป็นดีไซเนอร์ออกแบบรถยนต์ พอทำไป ๆ ก็กลายเป็นเมเนเจอร์ ผมไม่ชอบ”จัดการ” แต่ชอบออกแบบเฉยๆ

แต่ทั้งคู่ก็ยัง คบหาเป็นเพื่อนสนิทกันมาเรื่อย  หากได้คุยกันคงไม่พ้นเรื่องรถยนต์

อันเดรอัสบอกว่า เค้าก็ไม่รู้ว่าคริสเตียน “ไป” ยังไง
และถ้ารู้แล้วมันก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่าคริสเตียน จากเราไปแล้ว เค้าไม่อยากรู้ว่าสภาพรถเละยังไง

เราก็คุยกันฮา ๆ ไปเรื่อยเกี่ยวกับคริสเตียน
ฉันก็เลยเปรย ๆ กับอันเดรอัสว่า “พวกเราคิดถึงคริสเตียนมากจริงๆ คุณรู้มั้ย”
อันเดรอัสก็บอกว่าเค้ารู้ และเค้าบอกว่า เค้าก็คิดถึงคริสเตียนเหมือนกัน แต่เราต้องทำใจและ  “move on” กันต่อไปให้ได้

“วัน สองวันแรกที่ผมเข้ามาในออฟฟิศ ผมรู้สึกจริง ๆ ว่าคริสเตียนยังอยู่ที่นี่  บางทีเหมือนเค้าเดินไป ๆ มา ๆ อยู่ตามมุม ๆห้อง”
อันเดรอัสไม่เคยเข้ามาออฟฟิศนี้  (เพราะเป็นออฟฟิศใหม่) แล้วบอกแบบนี้ เราก็งงว่าเออ คริสเตียนชอบเดินมุม ๆ ห้องจริง เพราะได้เห็นว่าใครทำอะไรอยู่  ฟังแล้วก็มีขนลุกcandles

ทุกคนมักจะเอาเรื่องขำ ๆของคริสเตียนมาคุยกัน เพื่อบำบัดความเศร้าและบรรยากาศเศร้าหมองในออฟฟิศ แต่กับ “เซ็บฯ” ที่กลัวผีขึ้นสมอง เซ็บบอกว่า เค้ารักและนับถือคริสเตียนมาก แต่ถ้าให้เจอ ขอผ่านละกัน
“คืนก่อน .. บี” เซ็บฯบิ๊ว  ระหว่างเรารอกาแฟกันในห้องครัว
“ผมฝันว่าทำของหล่นใต้เตียงเว้ย”
“แล้ว?..”
“ผมเลยก้มลงไปหาของใชป่ะ”
“อาฮะ”
“แล้ว ..บี!!”
“อาไร้!”
“ผมเจอคริสเตียนอยู่ใต้เตียง!”
“เย๊ย!”
“เอ๊อ!!!”
“แล้วคริสเตียนไปทำไรที่นั่นล่ะ”
“ไม่รู้เรอะ!! แต่คริสเตียนพูดว่า -ไม่ต้องห่วง ทุกอย่างจะโอเค-..”
“โอ.. ” ฉันถือถ้วยกาแฟค้าง

“แล้วนี่อีกเว้ย บี!!”
“อะไรอีกล่ะ!”
“ผมฝันอีก”
“กรรม..”
“ผมฝันว่ากำลังชงกาแฟอยู่ในครัวนี่แหละ”
“แล้วไง”
“พอหันไป เจอคริสเตียนอยู่หลังประตู!!”
“เฮ่ยยยยยยยยย”

“แล้วคริสเตียนก็ดูงง ๆ แล้วพูดว่า – มีคนบอกว่าฉันตายแล้วล่ะ-”
“แหง่ะ”
“ผมก็เลยบอกว่า -คริสเตียน เอ่อ คุณตายแล้วจริง ๆนะครับ-เค้าก็บอกว่า อ้าว งั้นรึ..”
“แล้วไงต่อ”
“แล้วเค้าก็เดินลอย ๆ หายไปในออฟฟิศอ่ะ”
“กรรม..”

ฉันไม่กลัวนะ กับเรื่องนี้ แต่ถ้าจะมาก็ขอให้ให้สัญญาณกันหน่อย อย่ามาแบบซาวด์เอฟเฟค “แท้น!!”
แต่เซ็บฯนี่ไม่เอาเลย ถ้ามาถึงออฟฟิศคนแรก เวลาเปิดไฟต้องพูดก่อนเลยว่า “คริสเตียน ไม่เล่นนะครับ ถ้าจะมาให้เห็นก็ขอให้ดูก่อนว่าเป็น บี นะครับ” (เอ๊า!?)

“ไม่แน่นะเซ็บฯ ถ้าคุณไปเปิดคอมพ์คุณใช่ปะ แล้วบนเดสก์ทอป มีไฟล์ปริศนา กองกันจนรกหน้าจอ คุณรู้ใช่ไหม ว่าใคร? 55555″ โซฟีที่เพิ่งเดินเข้ามาก็พลอยขำไปด้วย เพราะนั่นคือคริสเตียนเต็ม ๆ เลย ชอบมาใช้คอมลูกน้อง เซฟนู่นนี่นั่นจนหน้าจอรกไปหมด แล้วก็หายตัวไปปล่อยให้เจ้าของเครื่องเดินมาเจอแล้วต้องกรี๊ดว่า “ใครวะ!!”

“แต่ผมคิดว่านะ..” เซ็บฯยังมิวาย..
“ผมคิดว่าคริสเตียนอยู่บนสวรรค์ ป่านนี้คงแฮงค์เอาท์อยู่กับพวกนักแข่งรถพวกนั้น” (หมายถึงพวกที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้แล้ว)
ฉันกับโซฟีก็พลอยขำไปด้วย คือมันเป็นอารมณ์ที่เวลาเรานึกถึงใครที่เราสนิท แล้วเค้ามีวีรกรรมห่าม ๆ ตลก ๆ คิดถึงทีไรก็ขำ คือขำปนเศร้า เวลานึกถึงเรื่องที่ผ่านมามันก็เป็นความรู้สึกดี ๆ ที่ทำให้ยิ้มได้ถึงแม้ว่าข้างในจะเศร้ากันสุด ๆ โดยเฉพาะโซฟี ที่ทำงานกับคริสเตียนมาเป็นสิบปี พอพูดถึงบางเรื่อง โซฟีก็น้ำตารื้นทุกครั้ง

อย่างเมื่อสองวันก่อน มีบริษัทที่ทำงานด้วยกันกับบริษัทเรา คนนึงในนั้นคือ “กี” (สะกด “จี ยู วาย” อ่ะนะ อ่านว่า “กี” เออ ก็แปลกดี) คุณกี เนี่ยมีชื่อเสียงในเรื่องเป็นคนเสียงดัง และโวยวายในมีทติ้งบ่อยมากกกกก ซักหลายปีก่อน โซฟีเอางานไปส่งที่ออฟฟิศคุณกี แล้วอยู่ในประชุมด้วย คุณกีโมโหอะไรก็ไม่ทราบได้ ตะโกนใส่หน้าโซฟีซะลั่นออฟฟิศ

โซฟีกลับมาถึงออฟฟิศเรา นั่งร้องไห้ขี้มูกโป่ง (เกิดมาไม่เคยเจอใครด่าขนาดนั้น แล้วผิดอะไรยังไม่รู้เลย) คริสเตียนกลับมาเห็นเลยถามว่า เป็นไรเนี่ย ร้องไห้ทำไม โซฟีเลยเล่าให้ฟัง

เท่านั้นแหละ คริสเตียนบึ่งรถไปที่ออฟฟิศคุณกี พอเจอหน้าก็ซัดเลยว่า
“คุณฟังนะ ไม่มีใครมาตะโกนใส่ลูกน้องผมแบบนี้!!!” คุณกีก็งงแดก! แถมหน้าแหกด้วย แต่จากนั้นมาไม่เคยตะโกนใส่โซฟีอีกเลย

พูดถึงตรงนี้โซฟีก็เริ่มน้ำตาจะไหลอีก

แต่คริสเตียนเป็นเจ้านายแบบนี้จริง ๆ คือจะด่าก็ด่าเลย แต่จะไม่ยอมให้คนอื่นมาด่าลูกน้องตัวเอง ถ้าจะมีอะไรให้ต้องโดนด่า คริสเตียนจะเป็นคนออกหน้าแทนก่อนตลอด

แม้แต่เรื่องวีซ่าเข้าอังกฤษที่ฉันยังเข้าไม่ได้ เพราะไม่ได้ถือพาสสปอร์ตเบลเยี่ยยม คริสเตียนก็บอกว่า “จะไปเมื่อไหร่บอก จะส่งให้ไปคุยกับลูกค้าที่ลอนดอน ใครมันมีปัญหา ไม่ออกวีซ่าให้ ให้มันโทรมาคุยกะผมนี่”

คริสเตียนเป็นเจ้านายแบบนี้…

อาทิตย์ที่ผ่านมา ฉันวิ่งจนหัวหมุน โซฟีก็ไม่อยู่ ไปฝรั่งเศส กว่าจะกลับก็โน่น สิ้นเดือน
ส่วนเซ็บฯก็ไปอังกฤษ ไดแอนก็ยังเข้าออฟฟิศไม่ค่อยได้ เพราะต้องจัดการเรื่องมรดก วุ่นวายอยู่กับทนายความ เอกสาร ฯลฯ

ฉันทั้งรับโทรศัพท์ ประชุมกับลูกค้า (คุยเห็นหน้ายังไม่ค่อยจะรอด แล้วนี่ต้องฟังทางโทรศัพท์ อยากจะบ้าตาย) ออกแบบงานตัวเอง ออกแบบงานของเซ็บฯ (แถมมีต้องเข้ามาแก้งานวันเสาร์ด้วย ก็คุณกี เจ้าเดิมนี่แหละ) ออกแบบงานอื่น ๆ ที่มีเส้นตายอาทิตย์หน้าถึงสามงาน!

ดีนะที่คุณอันเดรอัสเข้ามาอยู่ด้วยที่ออฟฟิศ ทำให้รู้สึกว่า เออ เราไม่ได้ตัวคนเดียว

ลืมเล่าไปว่า พอรู้ข่าวว่าคริสเตียนเสีย อันเดรอัสก็ช๊อคมาก คือทุกคนช๊อคหมด
ที่สำคัญคือเพื่อนคนหนึ่งของคริสเตียน ที่ให้งานของโตโยต้าชิ้นนี้แหละ ที่ทำให้คริสเตียนต้องขับรถเทียวไปเทียวมาระหว่างเบลเยี่ยม กับ เยอรมนี จนเกิดเหตุ เค้าเศร้ามากและรู้สึกผิดมาก ๆ

โซฟีเล่าให้ฟังว่าถึงขนาดร้องไห้อย่างหนักในอ้อมแขนไดแอนในงานศพคริสเตียน พลางพูดซ้ำไปซ้ำมาว่า “ผมไม่น่าให้งานนี้เค้าเลย”

ส่วนอันเดรอัส หลังงานศพของคริสเตียน ก็เข้ามาช่วยเราดูแลโปรเจ็คท์ คุยกับลูกค้าบ้าง ไปจนถึงช่วยเราออกแบบนั่นนี่ แล้วมาช่วยเฉย ๆ ด้วยนะ ไม่เอาค่าจ้างใด ๆ ทั้งสิ้น ถึงขนาดทิ้งบริษัทตัวเองในมิวนิคไว้กับลูกน้อง แล้วมานั่งช่วยพวกเราที่ออฟฟิศที่บรัสเซลส์ทุกวัน

คิดดูว่าคริสเตียนเป็นคนดีขนาดไหน…

+ The myth : ทำงาน หางาน ในเบลเยี่ยม (updated)

Friday, August 21st, 2009

โพสต์นี้ย้ายไปที่นี่ค่ะ
http://www.beebah.net/visabelgium/2009/11/the-myth-working-in-belgium/

ขออนุญาตงดโพสต์ความเห็นที่เกี่ยวกับการขอวีซ่าบน blog นะคะ
รบกวนไปย้ายโพสต์ที่นี่แทนค่ะ http://www.beebah.net/visabelgium