Archive for the ‘สะพายเป้เอเชีย’ Category

ลาลับกับเมืองจีน

Tuesday, July 28th, 2009

ไม่รู้ว่าเหตุผลที่เราไม่ชอบเมืองจีน(โดยรวม) ซักเท่าไหร่ คืออะไรกันแน่
ไม่รู้ว่า เพราะความที่ “แทนที่จะได้กลับบ้าน กลับต้องมาติดอยู่เมืองจีน” หรือเปล่าหว่า
คิดว่าอันนั้นน่าจะกว่า 50%..

ก็คิดดู ไม่ได้กลับบ้านมาเป็นปี ตั้งหน้าตั้งตาว่า “เมืองไทย เมืองไทย เมืองไทย”

แง่ง ดันพาเราไปเมืองจีนเกือบเดือน เซ็งจะตายชัก

อุตส่าห์เอา”ซินเจียง” มาล่อ ว่า เฮ้ย มันไม่เหมือนเมืองจีนหรอกหนา ซินเจียง มีเอกลักษณ์แตกต่าง เหมือนชนเผ่า เร่ร่อน วัฒนธรรม วิถีชีวิต ฯลฯ เค้าต่างกับวัฒนธรรมจีน – ไอ้เรารึก็เชื่อ

พอไปถึงจริง ๆ เค้ามีจลาจลกันเฉยเลย ขออภัยนะ แมร่ง เซ็งจริง ๆ ว่ะค่ะ

Somewhere on our way from Almaty crossing to China

Somewhere on our way from Almaty crossing to China

เมืองจีนนี่ก็พอมีเรื่องอะไรงี้ปั๊บ พ่อก็บล๊อกทุกอย่างเลย ตั้งแต่ข้ามแดนมาจากคาซัคสถาน ก็งานเข้าเลย แม้จะเรียกแท๊กซี่มาส่งถึงในเมือง แท๊กซี่ยังโดนทหารกั้นไม่ให้เข้า พวกเราถูกจับโยนขึ้นรถเมล์อีกทอด (กลางไฮเวย์เลย) เพื่อจะเข้าเมืองให้ได้

ก็ไม่รู้เหมือนกัน เค้าจะปิดถนนไปเพื่ออะไร

คุยกันก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องอีก
บางคนภาษาจีนก็ไม่ใช่ภาษาแม่เค้า เพราะเค้าเป็นอุยกูร์ มิใช่คนจีน

ไอ่เมืองที่จะไปต่อ ก็ไม่ได้ไป รถบัสไม่วิ่ง รัฐบาลสั่งห้ามวิ่ง เอ้า ต้องบินภายในประเทศ (ตั้งห้าพันกว่าบาท เซ็งว่ะ) จะจองตั๋วเครื่องบินที่โรงแรม จ่ายด้วยบัตรเครดิตก็ไม่ได้ รัฐบาลบล๊อกอินเตอร์เน็ต (กรูอยากตาย), จะหาแท๊กซี่ไปสนามบินก็ไม่มี แท๊กซี่ห้ามเข้าเมือง ฯลฯ สารพัดจะปัญญาโลกแตก

yininh-xinjiang-soldiers

พอบินไปถึงอุรุมฉี แทนที่จะได้ดูบ้านเมือง ชาวบ้ง ชาวบ้าน ก็ไม่ได้ดู ร้านค้าปิดเงียบเชียบ เมืองเงียบเป็นป่าช้าวัดเส้าหลิน (มีป่าววะนั่นน่ะ) ตำรวจก็คุมทุกจุด เดินไปไหนมาไหน โดยเรียกตรวจพาสสปอร์ตทุกสิบนาที (ไม่ได้เว่อร์นะ เรื่องจริง คือแมร่งเรียกจนฉัีนตัดสินใจว่าไม่ออกจากโรงแรมดีกว่าเว้ย รำคาญ ตรวจอยู่ได้)

ทางตะวันตก เมืองมันก็เหมือน ๆ กันหมด เพราะเป็นโครงการ “พัฒนา” ของรัฐบาล

บ้านเมืองจะเก่าโบราณมาแต่ไหน ไม่สน กรูเอารถมาไถกลบเลย แล้วสร้างตึกหน้าตาเหมือน ๆ กันให้หมด ทุกเมืองมีห้าง ในห้างมี KFC, มีแมคโดนัลด์, หรือฟาสฟูดส์สัญชาติจีน ผุดกันขึ้นอย่างกัีบเชื้อราในร่มผ้าในหน้าฝน

ผ่านไปได้ห้าวัีน ฉันก็เครียดแดก เพราะนั่งรถไฟเป็นร้อยเป็นพันกิโล เมืองไหน เมืองไหน ก็หน้าตาเงี้ยะ! เหมือนกันยังกะ copy-paste ยิ่งเซ็ง ๆ อยู่ไม่ได้กลับไทย ต้องมาติดอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่แสนน่าเบื่ออย่างแสนสาหัส

พาลให้เห็นทุกอย่างเป็นลบไปหมด ทั้งคนขาาาาากถุย!!, อาซิ้มที่ชอบเอาข้อศอกดันหลังเราเวลาเข้าแถว ดันอยู่นั่นน่ะ ดันจนอยากหันไปต่อยหน้า ดันไปด่าไปอีกตะหาก, อาเจ๊ที่ชอบแซงคิวตอนซื้อตั๋วรถไฟเ้หมือนเป็นเรื่องปรกติสามัญ ที่ใคร ๆ ก็ทำ, พวกสูบบุหรี่ไม่เลือกที่ (รถทัวร์ติดแอร์ มันก็สูบ ไอ้เวรเอ๊ย), อากาศที่ร้อนเหนอะหนะ บางวันปาเข้าไป 40 องศาเซลเซียส ออกไปเดินเที่ยวไหนก็ไม่ได้ จะเป็นลมตาย

ฯลฯ

Xian : Hot hot hot hot day

Xian : Hot hot hot hot day

แม้แต่เซี่ยงไฮ้ เมืองสุดอลังการ มหานครแห่งเอเชีย

ห้างหรูมีเป็นสิบ แต่ไม่มีห้างไหนมีที่ฝากกระเป๋า จะเข้าไปซื้อของในซูเปอร์ ยังต้องแบ้กเป้เดินไปเดินมา เป็นนัยยะว่า ถ้าเมิงต้องฝากของล่ะก็ ห้างนี้ก็ไม่ได้ทำไว้ให้เมิงเดิน

สตาบัคส์ กาแฟแก้วละ 200 กว่าบาท สาขาเยอะยิ่งกว่าเซเว่นในเมืองไทย

ยอมรับว่าอคติกับเมืองจีน และอาจจะไม่แฟร์ที่ตัดสินเมืองจีนยามที่เราไปเที่ยวเมื่อไม่อยู่ในอารมณ์อยากจะเที่ยวแล้ว ใจน่ะ กลับกรุงเทพฯไปนานแล้ว ทำไมกรูต้องมานั่งลุ้นอาหารในจาน ว่าจะมีหัวเป็ด ตีนไก่ ใส่มาเป็นอภินันทนาการ(โดยไม่ได้ขอ) อีกหรือเปล่า หรือ ทำไมชั้นต้องมานั่งสูดควันบุหรี่ของอาเจ็ก อาแปะ ที่รวมตัวกันมาสูบบุหรี่บนรถไฟตู้นอนใกล้ ๆ ที่นอนเราด้วย(วะ)

แต่ตอนนั้นก็คิดว่า เอาวะ เพื่อสุริยุปราคา ที่เกิดมายังไม่เคยเห็น

เห็นบางคนเค้าถึงกับตามดูทุกครั้งที่มี มันคงจะพิเศษมากมาย

ครั้งนี้ดันมาผ่านเมืองจีน ก็เอา มาดู จะได้เห็นกับตาเสียที

ผ่านไปสามอาทิตย์แห่งความทรมาน

วันที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ปรากฎการณ์ที่นาน น้่านนนนนน จะมีซะที
วันนั้น วันเดียวเท่านั้น

ฝนดันเทลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตา

อย่าว่าแต่จะหวังว่าจะได้เห็นสุริยุปราคาเลย แม้แต่พระอาทิตย์อยู่ตรงไหน เรายังไม่รู้เลย!!
คุณเบิร์ตก็จิตตกอย่างแรง ย้ำ ว่า”อย่างแรง” หลังจากทะเลาะตบตีกันไปหลายยก ฉันจะหนีกลับเมืองไทยไปก่อนหน้าก็หลายหน ที่ทนอยู่มานี่ก็เพราะสุริยุปราคานี่แหละ

กลับไม่ได้เห็น

เหมือนที่ทนมาทุกอย่าง มันหมดเลย นี่เรามาทำบ้าอะไรที่นี่วะ

จะว่าไป ช่วงเวลาที่ดีื ๆ ในเมืองจีนมันก็มี
คนจีนที่ดีื ๆ ใจดีชนิดที่อยากจะขอบคุณเขาซักพันครั้ง ก็มีหลายคน

ชอบความสวยงามของปิงหลิงซื่อ ที่เค้าเรียกกันว่า กุ้ยหลินน้อย, รักเมืองเล็ก ๆ อย่างเซี่ยะเหอ ที่วัดทิเบตใหญ่เกือบครึ่งของเมือง, ชอบความจัดจ้านของอาหารเสฉวน, ชอบความอลังการและล้ำหน้าของเซี่ยงไฮ้, อึ้งและขนลุกไปกับวัฒนธรรมอารยธรรมโบราณ ตามเส้นทางสายไหม ที่ยังเหลือร่องรอยไว้มากอย่างน่าอัศจรรย์ใจ ใน เมือง ตุนหวง ..

แต่เสียดาย
ที่สิ่งที่ไม่ประทับใจ มันมากกว่าสิ่งที่ประทับใจ

โดยเฉพาะเรื่อง “ขากถุย” อันเลื่องลือ
รับไม่ได้ว่ะค่ะ

ได้ยินทีไรแล้วอยากจะอ้วก !!
ใครจะว่ากระแดะก็ช่าง
รับไม่ได้จริง ๆ

คงจะลาขาดอีกนาน สำหรับเมืองจีน จะให้ไปอีก คงเป็นเฉพาะเรื่องงาน ถ้าจำเป็นต้องไป ก็ไปได้ ไม่ถึงขั้นรังเกียจ
แต่จะให้ไปเองด้วยความสมัครใจ ขอเวลาอย่างน้อยอีกซักสิบปี..  เพื่อทำใจ..

เรื่องราวต่าง ๆ จะพยายามทยอยมาแปะละกันน่อ..

✈ คาซัคสถาน คีร์กิซสถาน อะไรฟระ! (update)

Monday, June 15th, 2009

(original post : May 10, 09)

อาทิตย์ที่แล้วไปทำวีซ่าเมืองจีนมาเรียบร้อยแล้ว ไม่กี่วันก็เสร็จ แปลกใจมากที่มันง่ายเหลือเกิน แถมไม่ต้องจ่ายค่าวีซ่าล่วงหน้าอีกด้วย (ไปจ่ายเมื่อวันไปรับวีซ่า)

chinesevisa

ทีนี้ก็เหลือวีซ่าคาซัคสถานกับคีร์กิสถาน ที่ต้องจัดการต่อ ดาวน์โหลดใบสมัครมาเรียบร้อย กรอกเสร็จเรียบร้อย ก็เอาไปยื่นที่สถานฑูต ให้คุณเบิร์ตไปยื่นเอง ก็ถ่อขับรถไปบรัสเซลส์ ไปถึงเที่ยงสิบห้า สถานฑูตปิด!! กลับมาบ่นใหญ่ ว่าเว็บไซต์บอกว่่าปิดเที่ยงครึ่ง (แล้วไปถึงเที่ยงสิบห้านี่นะ) แต่หน้าสถานฑูตเขียนว่าปิดเที่ยง ขับรถไปเสียเที่ยวรอบที่หนึ่ง

รอบที่สอง ไปอีก คราวนี้ไปถึงประมาณ 11  โมงเช้า ไม่มีสัญญาณของสิ่งมีชีวิต ณ สถานฑูตคีร์กิสถาน ต้องกดออดแล้วมีคนมาเปิด เหมือนสถานฑูตร้าง แล้วประทานโทษนะ วันนึงเปิด 4 ชั่วโมง และเปิดอาทิตย์ละ 3 วันเท่านั้น แถมยังพูดแต่ภาษาคีร์กิส แลถ ฝรั่งเศสเท่านั้น ไม่พูดอังกฤษ

คราวนี้เสียเที่ยวรอบที่สองอีก แถมเซ็งกว่าเดิม เพราะเค้าบอกว่า คนถือพาสสปอร์ตสัญชาติไทย ต้องมีจดหมายเชิญ!!! บ้า จดหมายเชิญไรวะ ไม่รู้จักใครที่คีร์จิสถาน แถมไปจะแค่ไม่กี่วัน แค่ผ่านไปเมืองจีนเท่านั้นเองเนี่ยนะ

ยัง ยังไม่พอ มันไม่ใช่แค่จดหมายเชิญ ที่เราต้องติดต่อเอเย่นต์ทัวร์ที่นั่นให้ทำเอกสารส่งมาให้นะ ยังต้องมีจดหมายทางการจากกระทรวงต่างประเทศของคีร์กิสถาน ระบุหมายเลขหนังสือเชิญมาด้วย เพื่อเอาไปยื่นวีซ่า!! และทั้งหมดทั้งปวงนี้ คาดว่าจะใช้เวลา 14-15 วัน

ฉันเลยกะว่า จะไม่ไปแล้ว เรื่องมากเหลือเกินจริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่ว่าจะอยากไปหนักหนาอะไร แต่เห็นว่ามันติดกับประเทศจีน แล้วไหน ๆ ก็ไปแถวนั้นแล้ว ก็แวะซะหน่อยละกัน ขำ ๆ

เลยกะว่าเออ แคนเซิล ละกัน

แคนเซิลไม่ได้อีก !! คุณเบิร์ตดันจ่ายเงินค่าวีซ่าไปแล้ว คนละ 65 ยูโร!!! (พระเจ้า!!) ฉันก็งงว่าจ่ายไปทำไมฟระ แถมมาตอนนี้ดันมาบอกว่าต้องมีหนังสือเชิญอีก

ก็ปรากฎว่า บนเว็บไซต์มันเขียนว่า ผู้ถือพาสสปอร์ประเทศ นี้ นั้น นู้น และ อื่นๆ ต้องมีจดหมายเชิญ “และอื่น ๆ” !!!! จะบ้าเรอะ แล้วมันไม่มีชื่อประเทศตรูอยู่ในนั้นซักหน่อยเลย เซ็งเป็ดมาก ๆ แล้ววีซ่าต้องจ่ายเงินออนไลน์เพื่อเอาใบเสร็จไปยื่นขอวีซ่าด้วยนะ คือไม่ใช่ว่าจ่ายตอนไปรับ

ไอ้จ่ายเลยยังไม่เท่าไหร่ เพราะเบลเยี่ยมก็ให้จ่ายล่วงหน้าและไม่คืนเงินเหมือนกัน ถ้าวีซ่าไม่ผ่าน

แต่ให้จ่ายเลยแล้วไม่บอก ว่าต้องมีจดหมายเชิญ และไม่ระบุว่าประเทศไหนบ้างที่ต้องใช้จดหมายเชิญเนี่ย มันโคตรหลอกต้มเลยนะ

kazakh

แต่ประชากร EU ไม่ต้องมีครับ จดหมง จดหมาย แค่ขอวีซ่า จ่ายตังค์ ไปรับเล่มคืน ก็เข้าประเทศได้เลย แมร่งเซ็งจริง ๆ ครับพี่น้อง ขนาดว่าแฟนบอกว่า ฉันเป็นเรสซิเดนท์ของเบลเยี่ยมแล้ว มีบัตรประชาชน และมีที่ทำงานประจำแน่นอน ไม่ได้ถือใบคนต่างด้าว เค้ายังไม่ให้เลย บอกว่า “เราดูแต่สัญชาติเท่านั้น ไม่ได้ดูว่าพำนักอยู่ในประเทศอะไรในฐานะอะไร”

เซ็งป่ะ!?!?!!

ขนาดเพื่อนฉัน ทำงานเป็นผู้จัดการฟรอนท์เดสก์อยู่โรงแรมห้าดาวในอังกฤษมาเจ็ดปีแล้ว จะข้ามมาเบลเยี่ยม (นั่งรถไฟอ่ะ สองชั่วโมงครึ่งเองนะจากลอนดอน) ยังต้องขอวีซ่า แถมได้ยากโคตรอีกตังหาก ขอไป 9 วัน มันให้มา 9 วันเป๊ะ ไม่ขาดไม่เกิน ! แถมครั้งแรกไม่ให้ด้วยนะ บอกว่าให้ไปเอาเอกสารรับรองการสมรสมาแสดงด้วย เพื่อนฉันก็ แบบ อะไรวะคะ ก็นี่ไงคะ บัตรประชาชนอังกฤษ และทะเบียนบ้าน เขียนว่า “คู่สมรสของ mister..” จะเอาไรอีกคะ จะบ้าหรือเปล่า

อีกสามปีจะขอสัญชาติเบลเยี่ยมให้มันรู้แล้วรู้แร่ดไป เบื่อมากกับพาสสปอร์ตสัญชาติไทย กับประเทศที่งี่เง่า ๆ ว่าดูแค่สัญชาติเนี่ย มันเซ็งงงงงงงมากกกกกก

เพื่อนฉันยังคิดว่าจะขอพาสสปอร์ตอังกฤษ แต่ก็แพงชนิดที่ว่า ปล้นกันไปเลยดีกว่ามั้ยคะ เลยรอไปก่อน

ไม่ใช่ว่าไม่รักสัญชาติไทยนะ แต่ไปไหนมาไหนแถวนี้ลำบากเหลือเกินจริง ๆ ขนาดว่ามีบัตรประชาชนแล้วก็ยังลำบาก เพราะเข้าประเทศอื่น(นอกเชงเก้น) ก็ยังต้องขอวีซ่าและมีจดหมายเชิญ แถมต้องเตรียมเอกสารมากกว่าคนยุโรปสองเท่า คงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะขอถือสองสัญชาติให้มันจบ ๆ เรื่องไป

นี่ก็คงต้องให้เอเย่นต์ทัวร์ในคีร์กิสถาน กับคาซัคสถาน (ไม่รู้ปี ๆ นึงมีลูกค้ากี่คน) จัดการจดหมายเชิญมาให้ ก็หวังว่ามันจะไม่นานจนลืมนะนั่น…

Update : เสียเงินแล้วสบายใจ

สรุปแล้ว คีร์กิซสถานเป็นอันยกเลิก เพราะวีซ่ามีปัญหามากมาย ขี้เกียจจะรอคอย เสียเวล่ำเวลา เงินก็โอนไปแล้วด้วย ถือซะว่าเป็นค่าโง่ละกัน มิใช่น้อย ๆ อยู่ แต่ก็ช่างมัน ตัดปัญหาไปเลยดีกว่า

วีซ่าคาซัคสถาน สรุปแล้วขอไปเป็น transit วีซ่า เห็นคุณเบิร์ตบอกว่าเค้าไม่ถามอะไรมาก แต่ถามว่าจะ transit ไปไหน เราก็บอกไปจีน เค้าก็ อ่อๆ โอเค เอาพาสสปอร์ตมา จ่ายค่าวีซ่าเรียบร้อย สามสี่วันก็ไปรับเล่มคืนได้

ที่ฮาคือว่า วันออกวีซ่า เป็นวันในอนาคต!

คือตอนได้วีซ่ากลับมา ปรกติบนวีซ่าจะมีเขียนว่า ออกวีซ่าให้วันไหน และใช้เดินทางได้ตั้งแต่วันที่เท่าไหร่เป็นต้นไป นี่วันที่ออกวีซ่าดันเป็นวันที่ยังมาไม่ถึงซะงั้น (แล้วออกมาให้ได้ไงวะ งงมาก) เห็นเค้าบอกตอนแรกเหมือนกันว่าต้องรอให้ถึงหนึ่งเดือนพอดีเป๊ะก่อนวันออกเดินทางถึงจะขอวีซ่าได้ แต่เราไปขอล่วงหน้าก่อนนั้น เค้าเลยเขียนเป็นวันที่ในอนาคตให้ซะเลย ได้ไม่ต้องมาขอใหม่

จะว่าไปก็ดีเว้ยเฮ้ย

เราอยู่คาซัคสถานได้ไม่เกิน 7 วันเท่านั้นเอง วีซ่าได้แค่นั้น จากนั้นจะเข้าจีนทางบก ผ่าน แถว ๆ อุรุมฉี ซิหนิง ซีอาน อะไรแถบ ๆ นั้น

นี่ยังสยองไม่รู้ส้วมเมืองจีนดีขึ้นหรือยัง

จะได้กลับบ้านแล้วววววว เย้ๆๆๆๆ สองอาทิตย์ครึ่งก็ยังดี
จะแวะไปสิงคโปร์ด้วยสามวัน พาที่บ้านไปเที่ยวหน่อย โดยเฉพาะท่านแม่ของข้าพเจ้า เกิดมายังไม่เคยขึ้นเครื่องบินเลย ฉันมานั่งคิดดู หลายปีมานี่ตัวเองไปนู่นไปนี่ตลอด แต่ไม่ค่อยได้พาพ่อแม่เที่ยวเลย คือมีก็มีบ้างแต่ก็เป็นในเมืองไทย เพราะก็ตามสไตล์คนแก่แหละ พอเราบอกว่าจะพาไปเที่ยวนอกประเทศเค้าก็ โอ๊ย จะไปทำไม ไม่ต้องหรอก เปลืองเงินเปลืองทอง แต่พอพาไปจริง ๆ เค้าก็ตื่นเต้นนะ ก็นั่นแหละ  ก็ต้องจับมัดมือชก จองตั๋วเครื่องบินแล้วจับใส่เครื่องไปเที่ยวเลย 555

ตั๋วไม่แพงมาก 3 พันนิด ๆ ไป-กลับ (Tiger Air) แต่เคืองมันอ่ะ มาชาร์จค่าบัตรเครดิตทีหลังเนี่ย ทู่เรศจริง ๆ จะชาร์จก็น่าจะบอกให้เคลียร์ มาหมกเม็ด น่าเตะมาก

✈ ชา, วรรณะ และโศกนาฎกรรมความรัก ตอนที่ 2

Thursday, July 31st, 2008

เรื่องมัน sad

ราเกชเดินลงไปที่แม่น้ำ พับขากางเกงแล้วเอาเท้าลงไปแกว่งเล่นในน้ำ (ดีนะที่ไม่แกว่งหาเสี้ยน) ฉันล่ะรำคาญไม่รู้จะทำมิวสิคไปถึงไหน นี่ก็รอให้มีฝนตกลงมาพรำ ๆ จะได้เริ่มลิปซิงค์เลย พร้อมซับไตเติลคาราโอเกะ

“ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นเหรอ” ฉันตามลงไปนั่งด้วย แต่ไม่กล้าเอาขาแกว่งน้ำตามราเกช

“ก็ตอนนั้นใช่ม้าาา..”

“ตอนไหน”

“เออ สองปีที่แล้ว จะเอาข้างแรมข้างขึ้นด้วยไหม”

“ไม่ต้อง ไม่ต้อง เล่าไป”

“คือสองปีที่แล้ว ผมมีแฟนอยู่คนหนึ่ง ชื่อสาวิตรี เธอสวยมาก ๆ สวยเหมือนดาราหนังบอลลีวู้ด”

“ขนาดนั้นเลย”

“บ้านเราอยู่ใกล้กัน แต่ว่าบ้านเธอค่อนข้างจะหวง ผมก็เลยต้องแอบไป ๆ มา ๆ จิ๊ ๆจ๊ะ ๆกันอยู่ได้ซักปีนึง ปรากฎว่าท่านพ่อจับได้ ซวยจริงๆ พระศิวะ ทำไมใจร้ายกับผมยังงี้วะ” ราเกชหยิบก้อนหินขนาดเท่าลูกเทนนิสแถว ๆ นั้นเขวี้ยงลงแม่น้ำ ไปโดนศพวัวขึ้นอืดดังแอ่ก (ไม่ได้ล้อเล่นนะ) ฉัันผมตั้ง ดีนะ พุงวัวไม่แตก

“แล้ววันนึง ผมก็แอบไปหาเธอที่บ้านตามปรกติ แต่หน้าต่างประตูปิดหมดทุกบาน ทั้ง ๆที่ธรรมดาไม่เคยปิด เพราะแม่กับป้า ๆ ของเธอมักอยู่บ้านตลอด ผมก็เลยไปถามข้าง ๆ บ้าน เค้าก็ทำหน้าสมเพช ๆ แล้วบอกว่าสาวิตรีกับครอบครัวย้ายไปเมืองเดลีตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แล้วเค้าก็ไม่รู้ด้วย ว่าไปอยู่ที่ไหนของเดลี”

“ผมก็โคตรเสียใจเลย ตามหาที่ไหนก็ไม่มีใครรู้ พอกลับบ้าน แม่ก็เห็นว่าชักไม่ได้การ เลยจะจับแต่งงานกับใครก็ไม่รู้ ไม่เอาด้วยหรอก แม่ก็จะให้แต่ง ๆ อยู่นั่นแหละ ผมก็เลยหนีออกจากบ้าน…”

“ไปไหน? ไปเดลีเหรอ?” ฉันเดา

“เปล่า”

“แล้วไปไหน?”

“มานอนในเรือแถวนี้แหละ”

“ปูโธ้ !!! ไปซะไกลเชียะ …”

“ก็ไม่มีตังค์อ่ะ” ฉันจะขำก็ขำ จะสงสารก็สงสาร

“แล้วก็หิวด้วยนะ แต่ศักดิ์ศรี ๆ ยอมไม่ด๊าย!”

“แล้วกินอะไรล่ะ อย่าบอกนะว่ากิน…”

“อย่าครับ อย่าพยายามเดา เพราะผมรู้ว่าคุณจะเดาอะไรทุเรศๆ แน่นอน”

“ฮ่าๆๆๆๆๆๆ”

“พอดีมีเพื่อนสมัยเด็กอยู่คนนึง ชื่อราชา มันคงสมเพชน่ะ มันก็เลยเอาโรตีมาส่งทุกวัน พอดีบ้านมันขายโรตี” โห เท่วะ บ้านขายโรตี

“ก็อยู่ได้นานเหมือนกันนะ ซักเกือบสองอาทิตย์ได้ จนแม่ส่งพี่ชายมาตาม บอกว่าแม่ร้องไห้ทุกวัน ให้กลับบ้านเถอะ ไม่บังคับให้แต่งงานแล้ว”

“ก็เลยกลับเพราะสงสารแม่ล่ะซืิ”

“เปล่า.. ยุงมันกัด นอนไม่ไหวแล้ว คัน”

โธ้..!

“ผมก็เลยกลับบ้าน ไปทำงานอยู่พักนึง ก็พวกงานดนตรี คุณเคยเห็นใช่ป่ะ วงดนตรีแบบอินเดีย ที่มีซิตาร์ มีกลองทะบลา อะไรงี้น่ะ”

“ฮึ ไม่รู้จัก”

“เออ เดี๋ยวพรุ่งนี้พาไปดู”

“จริงอะ ขอบคุณค้าบบบ” (ยกมือไหว้) “แล้วไงต่อ”

ก็นั่นแหละ ผมก็ลืม ๆ สาวิตรีไปได้พักนึง จนวันนึงเดินเหยียบขี้วัวอยู่ดี ๆ ก็เจอพี่ชายสาวิตรี! โอ้พระพิฆเนศวร์ทรงโปรด! แต่ไอ้ครั้นจะไปถามว่า เฮ้ น้องสาวแกอยู่ไหนวะ ก็กระไรอยู่ ผมก็เลยส่งเพื่อนไปเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามดูว่าครอบครัวย้ายไปอยู่ไหน พอดีพ่อถามถึง บลา ๆ ๆ ๆ”

แดดเริ่มอ่อนลงแล้วตอนนี้ เริ่มมีคนมานั่งแถว ๆ ริมน้ำมากขึ้น บางคนก็เริ่มตระเตรียมของสำหรับทำพิธีช่วงเย็น ราเกชเล่าต่อไป

“พี่ชายมันก็โง้ โง่นะ ดันบอกที่อยู่มาจนได้ ผมก็เลยได้ที่อยู่มาไว้ในมือเรียบร้อย”

“เหรอ ๆ ๆ แล้วไง คุณตามไปที่เดลีเลยมั้ย”

“ตามซิ ก็วันรุ่งขึ้น ขอตังค์แม่แล้วไปเลย” รู้สึกเห็นใจแม่ราเกชขึ้นมาตะหงิด ๆ

“ผมนั่งรถไฟไปเดลี ไปตามหาเธอที่ที่อยู่ที่ได้มา จนพบ เธอตกใจมาก บอกว่าถ้าพ่อรู้ต้องเอาตายแน่ ๆ แต่เธอก็ดีใจนะที่เห็นผม ก็นั่นแหละ ผมก็เลยต้องไป ๆ มา ๆ พาราณสี -  เดลี อยู่แบบนี้ ปีนหน้าต่างคุยกันอยู่เป็นเดือน ๆ เราตกลงว่าจะแต่งงานกัน ถึงพ่อเธออาจจะยังไม่ยอม แต่ก็อาจจะพอมีหวังให้พ่อเธอใจอ่อนก็ได้ ผมเริ่มธุรกิจร้านขายขนม กำลังไปได้ดี จนวันหนึ่งผมเห็นข่าวในหนังสือพิมพ์..”

ราเกชเว้นช่วงไปนิดหนึ่ง..

“ลงข่าวว่าครอบครัวจากเดลีครอบครัวหนึ่ง กำลังเดินทางไปเยี่ยมญาติที่พิหาร แต่เกิดประสบอุบัติเหตุ รถคว่ำ ทุกคนในรถเสีียชีวิต ณ จุดเกิดเหตุ ครอบครัวนั้นคือครอบครัวของสาวิตรี และเธอก็อยู่ในรถคันนั้นด้วย ไม่มีใครรอดชีวิต”

ราเกชหันมายิ้ม “จบแล้ว อย่าร้องไห้ล่ะ”


แขก แขก แขก

ฉันได้แต่นั่งอึ้งไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่บอกเค้าว่าเสียใจด้วยจริง ๆ ที่เรื่องมันจบได้เศร้ายิ่งกว่าละครเกาหลี

“ไม่เป็นไรหรอก เรื่องมันเกิดไปแล้ว ทำไงได้ล่ะ คนเราเกิดมาก็ต้องตาย ใช่ปะ”

ฉันพยักหน้าเห็นด้วย ราเกชถามว่าฉันอยากดื่มอะไรไหม เขาจะเดินไปหาซื้อชัยร้อน ๆ ซักหน่อย จะซื้อมาเผื่อ ฉันขอบใจแล้วก็นั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ก่อนมาอินเดีย ฉันก็เหมือนคนไทยทั่วไป คือไม่ชอบแขก!

สิ่งมีค่าอย่างหนึ่งที่ฉันได้จากการท่องเที่ยว ไม่ใช่รูปถ่ายตัวเองคู่กับสถานที่ต่าง ๆ ในหลายประเทศ แต่เป็นทัศนคติที่เปลี่ยนไป รู้สึกว่าตัวเองเปิดกว้างขึ้น ไม่งี่เง่าเหมือนแต่ก่อน พอมาถึงอินเดีย ฉันได้พบคนอินเดียน่ารัก ๆ หลายคน ถึงบางคนหน้าจะโหดเหมือนนักรบตาลีบัน แต่ใจดียิ่งกว่าหมีพูห์ ตอนที่ฉันกับเพื่อนพยายามขึ้นรถไฟใต้ดินที่กัลกัตตา เราต่างคนต่างไม่รู้ว่าใช้ตั๋วยังไง ก็มีผู้ชายอินเดียคนหนึ่ง แต่งตัวเหมือนพนักงานออฟฟิศทั่วไป ถือกระเป๋าเอกสาร ท่าทางรีบไปทำงาน แต่พอเค้าเห็นเรางก ๆ เงิ่น ๆ ใช้ตั๋วไม่ถูก เค้าก็บอกให้เราดูว่าทำแบบนี้ ๆ นะ แล้วรอดูจนเราผ่านเครื่องตรวจตั๋วไปได้ แถมยังยิ้มให้แบบว่า โชคดีนะคร้าบบบ

ถ้าไม่ได้มาถึงอินเดีย ก็คงยังคิดกับแขกเหมือนเดิม คือ แขกสกปรก ตัวเหม็น ชอบฉวยโอกาสแตะเนื้อต้องตัวผู้หญิง งก และ ฯลฯ ฉันรู้ว่าตัวเองโชคดีที่ได้มีโอกาสรู้จักกับเพื่อนทางอินเตอร์เน็ตคนหนึ่งซึ่งเป็นคนอินเดียที่เรียนปริญญาโทเกี่ยวกับชีววิทยาอยู่ที่เมืองไทย ได้คุยกัน ได้แลกดีวีดีกันดู จนในที่สุดได้ไปงานแต่งงานเพื่อนคนนี้ที่อินเดียในอีก 3 ปีต่อมา ได้มาถึงพาราณสี ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่เคยคิดว่าจะมา ได้รู้จักกับ “อินเดีย” แล้วก็เริ่มจะตกหลุมรักกับอินเดีย เหมือนในละครน้ำเน่า ที่พระเอกกับนางเอกต้องเกลียดกันก่อน ก็เหมือนฉันกับพาราณสี ที่ฉันก็เกลี๊ยด เกลียด เกลียดในวันแรก ๆ ที่มาถึง แต่ถึงตอนนี้ กลับรู้สึกสบายใจที่ได้อยู่ที่นี่

ถ้าฉันไม่ได้ฟังเรื่องของราเกช ฉันก็ยังคงคิดว่าแขกไม่มีหัวใจอยู่ต่อไปอย่างนั้น ..

คนรักหมา VS คนชอบเต้น

ราเกชเดินกลับมาพร้อมกับถ้วยชัยสองถ้วย และมีราชเดินตามมาด้วย ราชเปลี่ยนเสื้อเป็นเสื้อสีขาว เดินเสยผมมันปลาบอย่างน่าหมั่นไส้ ฉันรับชัยจากราเกชมาดื่มจนหมดแล้วก็ขอตัวกลับเกสต์เฮาส์

“อ่าว จะกลับแล้วรึ นี่เพิ่งห้าโมงเอง” ราชทัก

“ห้าโมงก็จะมืดแล้ว ไม่อยากเดินกลับคนเดียวดึก ๆ”

“อ๋อ … แล้วนี่คุณพักที่ไหน” ฉันบอกชื่อที่พักไป

“ก็ไม่ไกลนิ มิน่ามานั่งแถวแม่น้ำประจำ”

อย่างกับมันมีอย่างอื่นให้ทำงั้นแหละ.. ฉันคิด

“เดือนที่แล้วนะ..” ราชไปเอาหมากมาจากไหนไม่รู้ แกะออกจากห่อได้ก็โยนเข้าปาก เคี้ยวตุ้ย ๆ เล่าไปน้ำหมากกระจายไป ฉันก็หลบเหมือนหลบคมกระสุน

“เออ (เคี้ยว ๆ ๆ) เดือนที่แล้วนะ.. (เคี้ยว ๆ ๆ) หมาที่บ้านตาย (เคี้ยว ๆ ๆ)” (-_-”)

“หมาตาย …(เคี้ยว ๆ ๆ)” แว๊กกกกกกกกกซ์~! ตกลงวันนี้จะได้รู้เรื่องกันมั้ยเนี่ย!

“ขอโทษๆ กำลังมันส์” ราชหันไปบ้วนน้ำหมากปรี๊ดลงบนถนน

“คุณเห็นห่อที่ขาว ๆ นั่นมั้ย” ราชที่ปากแดงเถือก ชี้ให้ฉันดูที่กลางแม่น้ำ  ฉันก็พยักหน้าว่าเห็น แล้วทำไมเหรอ?

“จริงๆ เขาห้ามโยนสัตว์ลงแม่น้ำคงคา” (เคี้ยว ๆ ๆ)

“แต่หมาผมนะ (เคี้ยว ๆ ๆ) ผมรักหมามากกกกกก (เคี้ยว ๆ ๆ) ผมก็เลย ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ โยนศพหมาลงแม่น้ำ ! ฮ่าๆๆ!”

ราชชี้ไปที่ห่อที่ลอยตุ๊บป่อง ไหลไปตามกระแสน้ำ

“That must be my dog!!ฮ่าๆๆ!!!” แล้วก็หันไปไฮไฟว์กับราเกช แล้วทั้งคู่ก็ขำกันน้ำตาแทบเล็ด ฉันได้แต่ยืนเหวอ

ระหว่างทางเดินกลับเกสต์เฮาส์ เราต้องเดินผ่านบริเวณเค้าทำพิธีเย็นเหมือนเคย แต่วันนี้มีเวทีใหญ่ เปิดเพลงแดนซ์ภารตะดังลั่น มีคนมานั่งกันเต็ม ซึ่งก็คงยังไม่รู้เหมือนกันว่ามานั่งกันทำไม เห็นมันมีเวทีก็เลยมานั่งรอดูเผื่อว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น หน้าเวทีมีเก้าอี้โซฟาอย่างดี เหมือนที่เมืองไทยจัดให้นักการเมืองนั่งเวลาไปดูมวย รอบ ๆ เวทีมีเครื่องเสียงไม่ต่ำกว่าสีชุดแข่งกับแผดเสียง ดึ่งดี๋ย! ดึ่งดี๋ย! ดึ่งดี๋ย! ข้าง ๆ เครื่องเสียงชุดหนึ่งมีชายอินเดียผิวเข้มกำลังแดนซ์กระจายอยู่เหมือนว่าโลกนี้เป็นของกรูคนเดียว

“you know him?” ราชถามกลั้วหัวเราะ

“จะบ้าเหรอ จะไปรู้ได้ไงล่ะ”

“He’s good dancer, yeah?” แล้วราชก็หัวเราะก้าก ก้าก ก้าก! นี่มันไปอัพกัญชามาหรือเปล่านะ ขี้ขำมากเลย ชายคนนั้นทั้งเต้นทั้งกระโดดดึ๋ง ๆ ๆ ไปรอบ ๆ จนเจ้าหน้าที่ต้องมาปรามว่าให้เพลา ๆ หน่อย ก็เห็นหยุดเต้นไปซักพัก แล้วก็ค่อย ๆ กลับมาใหม่ คราวนี้ลามไปถึงเอาเพื่อนมาเต้นด้วย จนเจ้าหน้าที่ได้แต่ถอนหายใจ แล้วปล่อยให้ขาแดนซ์สองคนนี้เต้นไปเท่าที่ใจปรารถนา แล้วเสียงเพลง ดึ่งดี๋ย ดึ่งดี๋ย ก็ติดอยู่ในหัวฉันอยู่อีกหลายวัน


ไปวัด

ก่อนฉันจะขอตัวกลับเกสต์เฮาส์ ราชชวนว่าเขากำลังจะไปวัดกับราเกช ฉันจะมาด้วยก็ได้ถ้าอยากมา ฉันถามว่าวัดอะไร เพราะว่าเป็นวัดเจ้าแม่ทุรคาฉันจะไม่ไป เพราะไปมาแล้ว ราชก็เลยบอกชื่อวัดมา ฉันไม่เคยได้ยิน ไม่เคยเห็นชื่อในไกด์บุ๊ค จนถึงบัดนี้ ฉันก็ยังไม่รู้ว่าที่ไปมานั้น คือวััดอะไร ราชบอกว่าเดินเข้าไปในซอยเดียวกับทางที่จะไปเกสต์เฮาส์ฉันนั่นแหละ แต่ไม่เลี้ยวขวา แต่เดินตรงเข้าไป นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมในซอยนั้นถึงขายแต่เครื่องบูชา ดอกไม้ ธูปเทียน

ฉันบอกไปว่าขอคิดดูก่อน จริง ๆ ฉันไม่ค่อยแน่ใจว่ามันจะเป็นความคิดที่ดีหรือเปล่า ที่อยู่ดี ๆ จะไปกับผู้ชายสองคนที่เพิ่งรู้จัก แถมวัดอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้  ถ้าจะไปด้วย เดี๋ยวหกโมงเย็นจะออกมาเจอที่หน้าปากซอย แต่ถ้าไม่เห็นก็คือไม่มา

ฉันเลยกลับไปถามการ์ปูร์ เจ้าของเกสต์เฮาส์ ว่ารู้จักวัดนี้ไหม ที่เดินเข้าไปทางซอยข้าง ๆ นี่ การ์ปูร์ก็บอกว่ารู้ ก็มีอยู่วัดเดียว จะไปเหรอ เค้าไม่ให้คนที่ไม่ใช่ฮินดูเข้านะ

“เออ แต่คุณหน้าตาน่าจะพอทำเนียน ๆ เข้าไปได้ คงไม่เป็นไรมั้ง”

ฉันก็บอกว่ามีคนแถวนี้ชวนไป การ์ปูร์ทำหน้าเป็นห่วง ฉันก็เลยบอกว่า นี่ไง ฉันถึงมาบอกว่าฉันกำลังจะไปกับใคร ชั้นบอกชื่อราชกับราเกช แล้วก็บอกชื่อเกสต์เฮาส์ที่ราชทำงานไป การ์ปูร์ส่ายหัวยืกยัก (แปลว่า​”โอเค”) จดรายละเอียดไว้ในโน้ตบุ๊คเล็ก ๆ แถวเคาท์เตอร์แล้วบอกให้ฉันดูแลตัวเอง ฉันขึ้นไปชวนนังเอกให้ไปด้วย ขานี้ก็ดันมาง่วงอยากจะนอนเอาตอนนี้ ฉันก็เลยไปคนเดียว

ฉันเดินเล่นดูของที่มาขายแถวนั้นไปพลาง ๆ ตอนนี้ใกล้มืดแล้ว แต่แสงไฟสว่างจ้าทุกที่เพราะงานเทศกาล ซักพักก็มีคนเดินมาสะกิดไหล่ ราชน่ะเอง

“นึกว่าจะไม่มาซะละ ไปเลยปะ เดี๋ยวัดปิด” ฉันดูนาฬิกา ตอนนี้หกโมงสิบห้าพอดี ราเกชก็มาด้วย ใส่เสื้อสีดำชนิดที่ว่าฉันล่ะเป็นห่วงว่าถ้าราเกชเดินเข้าไปในซอกหลืบมืด ๆ จะหาราเกชไมเจอ เพราะตัวก็มืดพออยู่แล้วยังใส่เสื้อดำอีก ฉันถามราชว่าแน่ใจเหรอว่าฉันจะเข้าได้ เพราะฉันไม่ใช่ฮินดู แล้วก็ไม่เคยรู้ด้วยว่าต้องทำยังไงเวลาไปวัด เดี๋ยวไม่เนียนแล้วเขาจะจับได้ ถึงจะอุตส่าห์ลงทุนใส่ชุดซัลวาร์กามีซแบบแขกแล้วก็ตาม (ซัลวาร์กามีซเป็นชุดเสื้อตัวยาวเลยเข่า ใส่เข้าชุดกับกางเกง และมีผ้าคลุมที่เรียกว่า “ดูพัตดา” อีกผืนหนึ่งพาดไหล่สองข้าง จริง ๆ เป็นชุดแบบปัญจาบ แต่เดี๋ยวนี้ผู้หญิงอินเดียนิยมใส่กันเกือบทุกที่ เพราะสะดวกและก็สวยดีด้วย)

“No problem, I will teach you” ราชหันมาขยิบตา เราเดินลัดเลาะเข้าซอยไป บางครั้งก็เดินไปทะลุหลังบ้านใครก็ไม่รู้ แต่ไม่มีซอกไหนซอยไหนที่จะไม่มีคนเลย ทุกซอกซอยเต็มไปด้วยคน คน คน คน และ เอ้อ วัว..

พอมาถึงทางเข้าวัด เราต้องไปฝากกระเป๋าไว้ที่ที่รับฝาก ถ้าจะซื้อดอกไม้เครื่องหอมบูชาก็ไปหยิบได้เลยแล้วออกมาจ่ายเงินทีหลัง เครื่องบูชาก็มีมาลัยดอกดาวเรือง กระทงดอกไม้ต่าง ๆ ราเกชเดินเข้าวัดไปก่อนแล้วด้วยความว่องไว คนเยอะมาก ๆ จนฉันกลัวว่าจะถูกดูดเข้าไปในวงของเหล่าผู้ศรัทธา ราชเอื้อมมือมาดึงชายแขนเสื้อฉันให้ตามไปติด ๆ ดึงไปก็ขอโทษไปด้วยว่าไม่ได้ตั้งใจจะแตะเนื้อต้องตัวนะ แต่กลัวฉันหาย ฉันก็งง ๆ ว่าจับแค่แขนเสื้อนี่นะ พ่อคู้ณณณณณ…ต้องขอโทษซะขนาดนี้

ก่อนเข้าวัด ทุกคนต้องผ่านเครื่องสแกนวัตถุแบบที่ใช้ที่สนามบิน และมีตำรวจตรวจอีกชั้น ถ้าเป็นผู้หญิงเขาก็จะใช้ตำรวจหญิงตรวจ เพราะก่อนหน้าช่วงที่ฉันไปไม่นาน มีเหตุระเบิดในวัด Monkey Temple ที่พาราณสี มีคนเจ็บตายหลายคน ทางสถานที่ต่าง ๆ ก็เลยเข้มงวดเรื่องการตรวจตรามากขึ้น ราชบอกว่าแค่วัดนี้วัดเดียว ก็มีตำรวจคุมไม่ต่ำกว่าร้อยนาย

พ้นจากเครื่องสแกนมาได้ ก็เป็นประตูทางเข้า ราชก้มลงเอามือขวาลงไปแตะธรณีประตู แล้วแตะที่หน้าผากและหน้าอกตัวเอง แล้วข้ามธรณีประตูไป แล้วบอกให้ฉันทำเหมือนกัน ฉันก็เนียน ๆ กับเขาไปได้ จากนั้นฉันก็ตามราเกช กับราชไปแบบ งง ๆ ในวัดมีเสียงระฆังและกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊ง แกร๊ง ๆ ตลอดเวลา บรรยากาศสลัวแต่อบอุ่นด้วยแสงเทียนนับร้อยที่ชาวบ้านนำมาถวาย แต่เขาไม่ได้ใช้เทียนเป็นเล่ม ๆ เหมือนเรา แต่จะใช้เป็นเทียนที่เทมาในถ้วยดินเผาเล็ก ๆ แบบทางเหนือของบ้านเรา น่ารักดี

ราชพาฉันเดิมตามราเกชไปที่พราหมณ์ที่กลางวัด เพื่อให้พราหมณ์เจิมหน้าผากให้ด้วย “ติกะ” สีแดงส้ม

“เวลารับติกะ เอามือขวาแตะไว้ที่ท้ายทอยแบบนี้ด้วยนะ” ราชเดินเข้าไปก่อน เอามือขวาแวะที่ท้ายทอยตัวเอง เหมือนเวลาโดนใครตบหัวแล้วเจ็บ เหอๆๆ

บริจาคตรงนี้กันตามศรัทธา ห้ารูปี สิบรูปีก็ว่าไป รับติกะเสร็จ ราชก็พาฉันเดินไปทางด้านหลัง ซึ่งมี “Holy man” นั่งอยู่พร้อมอุปกรณ์สายสิญจน์ ดอกไม้ใบหญ้าวุ่นวายไปหมด ราชยื่นข้อมือขวาให้ท่านโฮลี่แมนผูกสายสิญจน์สีแดงเหลืองให้ แล้วก็บอกให้ฉันเข้าไปรับบ้าง ฉันก็ยื่นข้อมือขวาให้ผูก

“No no no อีนี่นาย ผู้หญิงผูกข้อมือซ้ายนะจ๊ะ” ท่านโฮลี่แมนหรือสาธุบอกพลางส่ายหัวเป็นเลขแปด ฉันหย่อนเงินบริจาคไปห้ารูปี (ก็เห็นเขาทำกันแค่นั้นน่ะ) ท่านสาธุยิ้มแบบ อ๊ะ ๆ ๆ

“อีนี่ฉานไม่ใช่ขอทานนะจ๊ะ ฉันเป็น holy man จ้ะ”

คือจะขอมากกว่า 5 รูปีว่างั้นเถอะ ฉันเลยต้องควักไปอีก 10 รูปีเพื่อสร้างความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับท่านโฮลี่แมน ซึ่งก็ดู he จะพอใจอยู่ ว่าแล้วก็ให้ข้าวสารที่ห่ออยู่ในหนังสือพิมพ์ขนาดเท่ากล่องไม้ขีดมาให้ดูต่างหน้า

“เอาไว้ป้องกันภัยนะจ๊ะ” ฉันมองดูข้าวสารในมือแล้วคิดว่าเมื่อไหร่ที่แม่นาคโผล่มาอาจจะได้ใช้

จบตอนที่สองจ้ะ ตอนที่สามจะมาเร็ว ๆ นี้ (หวังว่า)