✈ day 3 : วังเวียงสู่หลวงพระบาง
Sunday, August 11th, 2002อาทิตย์ 11 สิงหาคม 2545
บ๋าย บายวังเวียง
เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ เที่ยวคนเดียวครั้งแรกเลยวิตกจริต มองไปเห็นหน้าตัวเองในกระจกยิ่งผวา (555) ลุกขึ้นมาอ่าน National geographic ภาคภษาไทยไปครึ่งเล่ม อ่านจนง่วง เลยหลับลงไปได้
ตื่นเช้าประมาณ 7 โมง ออกมายังมีพระเดินอยู่เลย พระท่านจะเดินเป็นกลุ่มๆ 4 รูป 5 รูปบ้าง แต่ไม่เห็นเดินรูปเดียวซักครั้งเวลาบิณฑบาตร เช้านี้ฝนตกปรอยๆเราก็เดินไปเรื่อย ๆ กางร่มอันละ 80 บาทนั่นแหละ ดีใจจัง ได้ใช้แล้ว
อาหารมื้อเย็นที่วังเวัยง
ซักพักก็กลับไปบ้านพัก อาบน้ำ เก็บของ
ซัก 9 โมง 45 เราก็ออกมาที่หน้าที่พัก สั่งอาหารเช้ามากิน ไม่รู้จะกินอะไรเลยขอเมนูมาดู อ่ะ แซนด์วิชแล้วกัน กับกาแฟลาว(ชอบมาก หอมมมมมมม แต่ซื้อมาทำกินเองที่บ้านกลับไม่หอมอย่างที่เค้าทำ เซ็งจริงๆ ) สั่งแซนด์วิชไข่ คงจะเป็นไข่ต้มน่ะ สั่งไป 1 ชุด รอนานพิลึก มาอีกที โห อันเท่าแขน ขนมปังฝรั่งเศสไส้ไข่เจียว หาใช่ไข่ต้มในแซนด์วิชสามเหลี่ยมอย่างที่เราคิดไม่ ตัดกินไปจึ๋งนึง อิ่มกาแฟแปล้ไปแล้ว เลยเดินถือจานเหนียมๆไปขอเค้าห่อให้หน่อย เค้าก็ยิ้มๆแล้วเอาไปห่อใส่ถุงพลาสติกมัดให้อย่างดี เราก็ยัดมันลงเป้ไป ฮึๆๆ มื้อกลางวันรอดแล้วตู
อ้ายสีสะหวาดและคนอื่น ๆ บนรถตู้ไปหลวงพระบาง
พอดีมีคนเดินมาถามหาว่ารถมาแล้ว รออยู่หน้าเกสต์เฮาส์ เราก็ร่ำลาเจ้าของบ้านแล้วก็เดินหาอ้ายคนขับรถไป ชื่ออ้ายสีสะหวาด (ไม่รู้เขียนถูกไหม) เค้าว่าเรียกหวาดเฉยๆก็ได้ ถามดูว่าคนเต็มมั้ย รถ เค้าว่าเต็มพอดี เราทำเสร่ออีกรอบด้วยการเดินตามพี่คนขับไปจะไปขึ้นรถด้านซ้าย แล้วก็หน้าม้านกลับมาด้านขวา แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ อืม ประตูมันอยู่คนละด้าน ตั้งแต่มายังไม่เคยขึ้นรถที่มีประตูเลยไง ขึ้นแต่ตุ๊ก ๆ กะรถสองแถวตลอด มันขึ้นจากท้ายรถ มาเจอประตูด้านขวาเลยปล่อยไก่ไปอีก 1 เล้า
เพื่อนใหม่
เปิดประตูขึ้นไป แปลกใจมาก
นึกว่าจะต้องเจอแต่ฝรั่งซะแล้ว แต่ที่ไหนได้ ไม่มีเลย ทุกคนเป็นเอเชียหมด เราก็ทักทายไป ทุกคนทักทายกลับ ยิ้มแย้มแจ่มใสกันดี ท่าทางสนุก เราถามไปว่ามาจากไหนกันบ้าง ท้ายรถพร้อมใจกันตะโกนกลับมาว่า “เจแปนนนนนนน” เราก็ อ๋อ เป็นเพื่อนกันละซินะ มากันเยอะเลย ประมาณ 4-5 คน เราไปนั่งแถวหน้าถัดจากอีกคนหนึ่งที่นั่งอยู่แล้ว ถามได้ว่าความว่าเป็นคนไต้หวัน อายุอานามไม่น่าเด็กแล้ว เห็นนั่งอ่าน Let’s Go South East Asia อยู่ ไม่ได้ถามชื่อกันเลยเพราะคนเยอะมากเรายังงงๆอยู่ๆ เลยชวนไต้หวันคุยไปเรื่อย ๆ ปัญหาเดียวที่เราพบเหมือนกันคือเวลาบอกใครว่า มาจากไทยแลนด์คนอื่นจะร้อง อ๋อ มาจากไต้หวัน แต่ไต้หวันเวลาบอกว่ามาจากไต้หวัน คนจะอ๋อ มาจากไทยแลนด์..แล้วเราก็หัวเราะกันท้องแข็ง เออ มันก็ตลกดี..
“จริงๆแล้วไม่คิดว่คนไทยจะเจอเหมือนกันนะ เรื่องนี้”
“ฮื่อ เป็นประจำแหละ ว่าแต่เที่ยวบ่อยมั้ย เห็นพกหนังสือเล่มเบ้อเร่อ”
“อะไรนะ อ๋อ ใช่ เที่ยวเยอะเลย แรกๆนะก็ไปยุโรป ไปๆแล้วเริ่มไม่มีอะไร ปีหลังๆมานี่เลยเที่ยวแต่แถวๆอินโดจีน ไปมาหมดแล้ว ไทย พม่า มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา แต่มาลาวครั้งนี้ครั้งแรกน่ะ” เราคุยกันด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงสุดเอเชีย
“เออ ว่าแต่คุณเป็นคนไทยเหรอ”
“อืม ใช่ เป็นคนไทย”
“อ่า ซา-หวัด-ดี” เราหัวเราะ สวัสดีตอบไป ท่าทางเป็นมิตรดี คนนี้
“คุณทำงานอะไรนะ” เราถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“Red Cross รู้จักไหม” แล้วเค้าก็ทำนิ้วมาไขว้กันเป็นรูปกากบาทให้ดู อ๋อ ทำงานกาชาด เราก็ยังสงสัยอยู่ ทำไรว๊า กาชาด เจาะเลือดหรือไง (คิดไปด้วยความซื่อบื้อ ไม่เคยรู้ว่าเค้าทำไรกันมั่ง)
เค้าอยู่วังเวียงมา 5 วัน (เราร้องโอ้โห..อยู่ได้ไง 5 วัน เราอยู่ไม่ได้แน่ ท่ามกลางบรรยกาศฝรั่งกุ๊ยแบบนั้น) แต่เค้าว่าเค้าอยู่ได้ ก็อย่าไปสนใจซิ ไปมาหมด ล่องเรือ ไปดูถ้ำ ล่องห่วงยาง (กิจกรรมสุดฮิต) ที่ขำคือเค้าเล่าว่า ล่องห่วงยางใช่มะ โห ไปไกลลล แต่มันไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่หรอก ต้องระวังตัวเอง พอไปถึงมันก็จะมีถ้ำต้องมุดเข้าไปบ้าง เดินเข้าไปบ้าง ผจญภัยสุดๆ
“แต่พอเข้าไปถีงข้างในนะ มันก็เป็นแอ่งน้ำเนี่ยแหละ แล้วเค้าก็บอกว่า เอ้าาา เชิญทุกคนเล่นน้ำกันได้ อะไรวะ ล่องมาตามแม่น้ำตั้งนานจะให้มาเล่นน้ำอีก ตลกเป็นบ้า ฮ่าๆๆ”
เด็กๆญี่ปุ่นนั่งเงียบกันมาก คุยกันเองยังไม่คุยเลย เรารู้แค่เป็นนักเรียนกัน อายุ 18-19 ก็มาเที่ยวกันเอง
รถวนไปรับคนเพิ่มอีก ฝรั่งคนแรกบนรถ
“เฮลโล่ ทุกคน” แล้วก็ยิ้มกว้าง
ทุกคนทักทายกลับไป คำถามแรกคือมาจากไหน (ไม่มีใครถามชื่อก่อนเลย ส่วนมากจะถามว่ามาจากไหนก่อน) คนนี้มาจากสวิตเซอร์แลนด์ เป็นฝรั่งไซส์พกแพ็ค ใส่แว่นสายตา ท่าทางเป็นคุณชายเจ้าสำอางค์อยู่มิใช่น้อย สังเกตจากเกสต์เฮาส์ที่เธอเลือกอยู่ก็พอจะเดาได้ ก็ตรงข้ามเรานั่นแหละ หรูพอกัน แต่เราขอหรูแค่คืนเดียว เห็นคุณพี่คนหนึ่งเธอแนะนำมา (พี่อ้น เธอนั่นแหละ ไม่ใช่ใครหรอกย่ะ ใครชอบเที่ยวเดินป่า ถ่ายรูป เที่ยวที่ชาวบ้านเค้าไม่ค่อยไปกัน ติดต่อคุณพี่อ้นผ่านมาทางนี้ได้)
“ยินดีต้อนรับ คุณฝรั่งคนแรกบนรถ” เราแกล้งๆแหย่
“โฮ้ ผมคนเดียวเลยเหรอ ว้าว วู้ว” ท่าทางจะแปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกัน
ถามอ้ายหวาดเค้าว่าเหลืออีก 3 คนที่ต้องไปรับ วนกลับไปที่หน้าร้านก็มีผู้หญิง 3 คนรออยู่แล้ว เอาละ เรามีฝรั่งเพิ่มอีก 3 คน แต่แม่ 3 คนนี้ไม่ค่อยจะเฟรนด์ลี่เท่าไหร่ ขึ้นมาไม่ทักไม่ทายใครใดๆทั้งสิ้น เชิดหน้าพร้อมใจกันหยิบวอร์คแมนขึ้นมาใส่หูฟังแล้วก็แค่นั้นแหละ
เออ ดีเหมือนกัน แปลกคนแท้
ข้างนอกดูเหมือนจะมีฝรั่งซกมกอีก 2 คนพยายามจะถามว่ามีที่เหลือป่าว จะไปด้วย พอดีรถมันเต็มจริงๆทุกที่ เค้าเลยว่า ไม่มีที่แล้ว รอไปพรุ่งนี้แล้วกัน หมอนั่นท่าทางกระฟัดกระเฟียดแล้วก็ยืนมองรถออกไปอย่างอารมณ์บ่จอย จำได้เลย เจ้าคนนี้ใส่เสื้อสีเขียวรูปดาวแดงธงชาติเวียดนาม
สาธุ ดีแล้วที่ไม่ต้องไปกะเจ้านั่น ท่าทางยังเมาไม่สร่างอยู่เลย ขึ้นมาได้อ้วก รดใครบ้างล่ะ
ถเราแล่นไปเรื่อย ๆ เราก็คุยกะโชเฟอร์บ้าง
“อ้าย คนที่นี่ดูทีวีจากเมืองไทยเหมิ้ดเลยบ่?”
“ฮื่อ เด็กตัวเล็กๆเนี่ย ฟังภาษาไทยได้เลย”
“อ้าว แล้วเว้าลาวเว้าไทยล่ะ?”
“ก็ยังเว้าลาวยู้ แต่ฟังภาษาไทยได้”
“อ๋อ..แล้วคนไทยมาเที่ยวหลายอยู่บ่?”
“คนไทย? โอ…หลายๆ เป็นสิบๆคนก็มี”
ตอนนี้คนอื่นในรถท่าทางอเมซิ่ง ทำไม ลาว – ไทยคุยกันรู้เรื่อง งี้แหละ ประเทศติดกัน ภาษาคล้ายกัน ศิลปวัฒนธรรมก็ยังคล้ายๆกันอีก นับเสียได้ว่าเป็นบ้านพี่เมืองน้องกันแท้ๆ เค้าถามว่าแล้วอ่านภาษาลาวได้มั้ย เราก็ดูๆป้ายข้างทาง ก็อ่านได้ซิ มันออกจะคล้ายกันยังงั้น มีบางตัวเท่านั้นที่ไม่เหมือนเลย
โค้ง infinity
รถแล่นไปเรื่อย ๆ ผ่านโค้งไปนับไม่ถ้วน เวลายาวนานมาก เหมือนเป็นปี ต่างคนต่างไม่มีอะไรทำ ไต้หวันนั่งอ่านหนังสือ อ่านแล้วก็หลับ หลับแล้วก็ตื่น ตื่นแล้วก็อ่านต่อ อ่านต่อแล้วก็หลับไปอีก เป็นยังไงประมาณ หลายสิบเที่ยว ฝรั่งสวิสของเราเก่งเหลือหลาย ไม่หลับเลย (หรือหลับแล้วเราไม่เห็นไม่รู้ เพราะเราก็หลับเหมือนกัน แต่ส่วนมากแค่หลับตา ให้หลับจริงๆไม่ไหว โค้งเยอะซะขนาดนั้น)
พูดถึงทางโค้ง เคยได้ยินคนไทยเอามาล้อกันว่า คนลาวเรียกทางโค้งว่า “ทางงอ น่าย่าน” (ทางโค้ง น่ากลัว หรือทางโค้งอันตราย) แต่จริงๆแล้วเราอ่านป้ายแล้วเค้าก็เรียก “ทางโค้ง อันตะลาย” เหมือนกันนั่นแหละ แล้วยังจะไอ้ชื่อหนัง ไททานิค ชู้รักเรือล่ม ปั้นหม้อรอผัวอะไรนั่นอีก เอาไปล้อเลียนกันซะสนุกสนาน เรายอมรับว่าตอนแรกที่เราอ่านคำล้อเลียนพวกนี้เราก็ขำ แต่ว่าก็ไม่เข้าใจว่าถ้าเอามาล้อเฉยๆโดยที่ไม่ได้อ้างว่าที่ลาวเค้าใช้แบบนี้จริงๆ (ซึ่งเค้าไม่ได้ใช้) มันจะไม่ตลกหรือไงกัน…แย่จริงๆ
“อ้าย..” โผล่หน้าไปที่นั่งคนขับ
“หือ?”
“อีกนานบ่”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ! นาน..”
“โหย..” เราหมดหวัง กลับไปนอนต่อดีกว่า
“บ่เหนื่อยเหรอเนี่ย?”
“ชินแล้ว เคยขับรถอยู่บริษัททัวร์มาก่อนน่ะ เนี่ยเดี๋ยวขากลับก็รับคนกลับมาที่วังเวียงอีก”
“เคยนับบ่ ว่ามีกี่โค้ง จากวังเวียงไปหลวงพระบาง”
“ร้อยกว่าๆน่ะ” ตอบโดยไม่ต้องคิดเลย ฟังแล้วก็ โอ้ ….หมดคำถาม
เรือที่ชาวบ้านใช้โดยสารกันทุกวัน
ญี่ปุ่นที่นั่งหลังสุดท่าทางไม่สบาย หน้าซีดมาก แต่ไม่มีใครคิดว่าจะเป็นอะไรมาก รถวิ่งผ่านโค้งไปอีกหลายสิบโค้งผ่านฝนตก (ตลกมาก มันตกเป็นหย่อมๆ พอวิ่งไปอีก 15 นาที อีกที่นึงไม่ตก ถนนแห้งเชียว พอไปอีก 20 นาที ตกอีกละ) เราก็นั่งสวดมนต์กันไป ขนาดไม่ตกก็ขับยากอยู่แล้ว ยังจะมาตกซ้ำเติมอีก 2 ข้างทางจะมีหมู่บ้านไประยะๆ เป็นแบบง่ายๆ เหมือนย้านชาวเขาแถวภาคเหนือของเรานั่นแหละ แต่ที่เห็นทั่วไปก็คือหมู เหมือนหมูป่าตัวเล็กๆ เค้าเลี้ยงปล่อยให้เดินไปเดินมาเหมือนเราเลี้ยงหมายังไงยังงั้น แล้วก็มีแพะที่จะเยอะมาก พอฝนตก ไม่มีที่หลบฝน ชาวบ้านก็ไปตัดใบตองกล้วยมากางเป็นร่มแล้วก็เดินไปงั้นน่ะ.
ฝนหยุด รถยังคงวิ่งไปเรื่อย ๆ ผ่านไปอีกหมู่บ้านนึง เราเห็นฝรั่งผมทองเดินสวนมา เราก็งง เอ๊อะ มาทำไรแถวนี้ มันไม่มีอะไรเลยนอกจากภูเขาและหมู่บ้าน สงสัยเป็นพวกปลีกวิเวกหรือเปล่า
พอรถผ่านโค้งหน้าผาไปเท่านั้นแหละ เราก็ถึงบางอ้อ..
รถทั้งรสบัส รถสองแถว รถตู้ รถกระบะ ฯลฯ จอดยาวอย่างกับคาราวาน ตอนแรกคิดว่าจุดชมวิวหรือไงกัน พอดีรถไปจอด พี่โชเฟอร์บอกว่ามีรถติดหล่มข้างหน้า ปิดไป 1 เลนกับอีกเกือบครึ่ง ทำให้รถอื่นผ่านไปไม่ได้ ทุกคนคราง ว๊าาาา แล้วย้ายก้นออกมาจากรถแต่โดยดี
แต่วิวตรงนั้นก็สวยดีจริง ๆ เป็นภูเขาสลับซับซ้อน มีหมอกจางๆ นักท่องเที่ยวผู้อาภัพลงมาถ่ายรูปกันยกใหญ่ (เพราะไม่มีอะไรทำ) เราลงไปนั่งข้างทางจุดบุหรี่สูบ หันไปอีกทีทุกคนพร้อมใจกันสูบ เหมือนกันหมดโดยมิได้นัดหมาย แล้วก็ร้องขึ้นมาพร้อมกัน
“อ้าว สูบบุหรี่ด้วยเหรอ” ญี่ปุ่นสูบหนักอยู่แล้วอันดับหนึ่ง ส่วนญี่ปุ่นอีกคนวิ่งไปโอ้กอ้ากอยู่ข้างทาง ท่าทางน่าเป็นห่วง เราก็นั่งไปงั้นน่ะ คุยกับไต้หวันไป พอลงมายืนแล้วเพิ่งเห็น
“เฮ้ย คุณสูงเหมือนกันนี่” เราทัก
“เหรอ..อืม ก็มีแต่คนว่างั้น”
“ว่าแต่ยังไม่ได้ถามชื่อเลย จะเรียกว่าอะไรดี?”
“อืมมม” หยุดคิดไปซักพัก
“โอเคเอาเป็นว่าชื่อภาษาจีนนะ ชื่อ เซี่ยะซินเสีย” (จริงๆสำเนียงสับสนมาก เราไม่สามารถออกเสียงได้)
“นี่ ๆ ดูปากนะ เซี่ยะ – ซิน- เสีย”
“อ๋อ เหมือนหลินชิงเสียอ่ะเหรอ” เราอำ ทำตลกไปเรื่อย
“เอ้อ! นั่นแหละๆคล้ายๆ” อ้าว ดันใช่อีก
“แต่เรียกว่า เซี่ยะ ก็ได้ สั้นๆ มันเป็นนามสกุล” เราพยายามออกเสียงให้ได้ แต่ก็ไม่ได้ โอเคเอาใกล้เคียงก็แล้วกัน แต่ก็พอกัน เซี่ยะก็ออกเสียง “ผึ้ง” ไม่ได้เหมือนกัน หลายเป็น “เพ็น” ไปซะฉิบ..
ส่วนฝรั่งอีกคนของเราชื่อ มาร์คุส
มาร์คุสบ่นกระปอดกระแปด ได้ความว่าที่ไม่ได้หลับเพราะหิวจะตายอยู่แล้ว นึกว่าเค้าจะพักกินข้าว
“จะไปพักที่ไหน ข้างทางมีแต่ภูเขา”
“เออ นั่นดิ” ไทย ไต้หวันเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย
“ก็มันหิวอ้ะ ถามคนขับให้หน่อยซิ นะ นะ ว่าเราจะได้กินข้าวกันหรือเปล่า”
“เอางี้” เรานึกได้ “เดี๋ยวไปเอาแซนด์วิชมากินก่อนละกัน พอดีมีอยู่” (เฮ้ ไม่ได้กินเหลือนะ แบ่งไว้) มาร์คุสแววตามีความหวังแต่พอเราเดินกลับไปที่รถ ปรากฎว่ากระเป๋าเราถูกทับถมไปด้วยกองกระเป๋าใบเท่าบ้านไม่น้อยกว่า 4 ใบ เฮ้อ อย่าไปกินมันเลย ทนหน่อยเหอะ ไม่ตายหรอก
“โธ่….” มาร์คุส คอตก
พอดีมีชาวบ้านเดินมาขายน้ำ กะขนมเฉยเลย (ไม่รู้มาจากไหน อย่างกับรู้ว่าจะมีรถติดหล่มตรงนี้ซะอย่างงั้นแหละ) เป็นขนมแป้งทอด คล้ายซาลาเปาปาท่องโก๋ทอดบ้านเรา แต่ข้างในจะนิ่ม ๆ กว่า ถุงละ 5 พัน เราเลยซื้อมาถุงนึง มี 5 ชิ้น
“อันนี้เอิ้นว่าอิหยังล่ะ?”
“ขนมจืน”
“ฮะ? ขนมจีน?”
“บ่ บ่แม่นขนมจีน ขนมจืน” อ๋อ..สระ อือ…ไม่ใช่สระอี ไม่รู้ว่าตกลงแล้วเราเรียกถูกมั้ยน่ะ
รสชาติใช้ได้ หวาน ๆ เป็นแป้งน่ะแหละ แบ่งให้เซี่ยะ เซี่ยะไม่เอาเพราะท้องเสียอยู่ ส่วน(คุณชาย)มาร์คุซไม่กล้ากิน เลยหันไปถามเด็กๆญี่ปุ่นเรา แก๊งค์นี่ไม่พลาด หยิบไปลอง ท่าทางจะชอบ อีกคนอยากลองมั่งแต่หมดแล้ว เรากัดไปแล้วครึ่งนึงเลยถามว่าจะเอาปละ กัดไปแล้วนะ ยังเอาอีก เอ้อ กล้ากินก็กล้าให้
ไชโย ได้ไปก่อนชาวบ้านเค้า
เรานั่งดูวิวกันไป คุยกันไป เราไม่รู้สึกว่าเหมือนอยู่ประเทศอื่นเลย ผู้คนก็ดีมาก บรรยากาศก็ดีมาก ธรรมชาติสวย ดูๆไปคล้ายแม่ฮ่องสอนบ้านเรา ไต้หวันกับสวิสเริ่มถกการเมืองกัน ไทยไม่สนนั่งฟังอย่างเดียว ประเด็นเริ่มร้อนขึ้นเรื่อย ๆ เราชิงตัดบทซะด้วยการชวนคุยเรื่องอื่น
มาร์คุซว่าเค้ามีเพื่อนคนไทยที่สวิส พอบอกเพื่อนว่าจะมาเที่ยวลาว เพื่อนคนไทยร้อง โฮ๊ย ด๊อนโก ด๊อนโก น็อตติงทูซี น๊อตติงทูดู เราถามเค้าว่า แล้วเค้าเคยมาลาวหรือเปล่า มาร์คว่า เปล่า เค้าไม่เคยมา แต่ในสายตาคนไทย ลาวเป็นอะไรที่แห้งแล้งกันดารและด้อยพัฒนาเสมอ เค้าเลยสงสัยว่าเรามาทำอะไร เค้าไม่เคยเห็นคนไทยที่อยากจะมาเที่ยวลาวเลย เราเลยบอกว่าจริงๆมีอีกมากคนไทยที่จะอยากจะมาเที่ยวลาว แต่ติดหลายอย่าง เช่น ข้อมูลไม่พร้อม ยังไม่รู้จะมาดูอะไร ไม่มีเวลา ฯลฯ ส่วนคนที่เค้าไม่อยากมา ก็เรื่องของเค้า เราไม่สนใจ คนเราความชอบไม่เหมือนกัน ในความคิดเรา ลาวเป็นประเทศที่น่าอยู่ และสวยมาก คนก็น่ารักและเป็นมิตร ศิลปวัฒนธรรมก็มีเยอะแยะ เราตั้งใจว่าจะมาเที่ยว เราก็มาเลย ชวนคนอื่นมาไม่มีใครมาเราก็ไม่สน มาคนเดียวก็ดีเหมือนกัน
เราติดอยู่ตรงนั้นเกือบ 40 นาที พอดีเค้าว่ารถเล็กผ่านไปได้ก่อน เพราะถนนแคบมาก อีกครั้งที่เราก็ยังเสร่อจะไปขึ้นรถด้านซ้ายอยู่นั่นแหละ ต้องวิ่งกลับมาฝั่งขวา คราวนี้เซี่ยะเห็นแล้ว
“ขึ้นรถผิดข้างล่ะซิ”
“ย่ะ แล้วจะทำไม”
“ไม่ไมหรอก ก็ขึ้นผิดอยู่เหมือนกัน” อ่อ
เราผ่านรถบัสที่จอดเรียงกันอยู่หลายคัน นักท่องเที่ยวคงเป็นร้อยคน ติดอยู่ตรงนั้น ถามได้ความว่าอย่างน้อยอีก 3 ชั่วโมงถึงจะจัดการเอารถขึ้นมาแล้วรถคันอื่นถึงจะผ่านไปได้
“แบบนี้มันแย่เลยนะ บางคนเค้าอาจจะวางแผน เวลาไว้แล้วก็ได้ ถ้าไปไม่ทันจะทำไง” มาร์คุสท่าทางเห็นใจ (จริงๆเปล่า เพราะพอผ่านมาแล้ว มาร์คก็ “บ๋าย บาย ทัวร์ริส วู้วๆ”)
“ที่ลาวคุณจะมาวางแผนเวลาให้เป๊ะๆไม่ได้อยู่แล้ว..” เซี่ยะว่างั้น
ตลกบริโภค ไทย จีน ญี่ปุ่น ฝรั่ง (ฟังดูเหมือนหนังโป๊)
แล้วคนต่างหลับโชว์กันอีกรอบ โชเฟอร์ว่าอีก 2 ชั่วโมงจะถึงแล้ว (โอ้ มายก้อดดดด อย่าหลอกกันนะ) 2 ชั่วโมง..เราฟังดูแล้วเหมือนแค่ 20 นาที เพราะทุกอย่างที่นี่ยาวนานหมด การเดินทาง 8-9 ชั่วโมงนี่ธรรมดาไปแล้ว จะนานแค่ไหนบอกมา ชั้นรับได้ ฮือๆๆ
ข้าวมื้อแรกของวันนี้
รถแล่นไปนาน 2 ชั่วโมงกว่า ๆก็มาจอดที่ร้านอาหาร มาร์คุสร้อง YES!!
ที่ร้านก็จะมีเฝอ มีข้าว มีกาแฟ น้ำดื่ม ที่ดูแปลกคือมีโต๊ะมาตั้งหน้าร้านเหมือนเล่นขายของ กับข้าวก็ทำไว้แล้ว ง่าย ๆ เหมือนพวกผัดวุ้นเส้น ผัดผัก ข้าวผัด แกงเผ็ด แกงคล้ายมัสมั่น เราก็จิ้มๆเอา 2 อย่างนั่นแหละ ราดข้าวมา อร่อยใช้ได้เลยนะ ยังอุ่นๆอยู่ เซี่ยะไม่กินยังคงกลัวท้องเสียอยู่ มาร์คุซสั่งเฝอไก่มากิน หน้าตาดีน่ะ เฝอไก่ แต่เธอปรุงซะไม่น่ากินไปเลย (ใส่ซอสพริกด้วยน่ะ คิดดู) เรานั่งโต๊ะเดียวกันหมด อิ่มแล้วก็นั่งคุยกันแลกภาษากันไป ซึ่งก็ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันหรอก ก็ไร้สาระกันไป ยกตัวอย่าง
ญั่ปุ่น : ก็ล้อกันไปล้อกันมา ยามาฮ่า ฮอนด้า โตเดียว ซูชิ โดโซะ ๆ อาโน อาโน ฯลฯ อำกันเป็นที่สนุกสนาน
จีน : หลินชิงเสีย หลิวเต๋อหัว หลี่หมิง เฉินหลง ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้(จริงๆแล้วเค้าพูดอย่างอื่น จำไม่ได้ ยาก) ฯลฯ (คือไม่รู้อะไรกันเลยไง รู้แต่ชื่อดารา)
เยอรมัน (มาร์คุสพูดเยอรมัน) : ลุฟท์ฮันซ่า (สายการบิน ลุฟท์ฮันซ่า) วูล์ฟกัง อมาเดอุส โมซาร์ท ,กูเต็นท๊าค(สวัสดี) บิทเท่ะ (พลีส)
ไทย : สวัสดี, ไม่เอา, แพง!, คุณสวยมาก, ไม่เข้าใจ ,อะไร, เท่าไหร่ ,หนึ่ง สอง สาม ฯลฯ
แล้วก็เริ่มสนิทกันกระทั่งเริ่มลองชิมอาหารในจานกันและกันแล้ว จิ้มจานนู้น ชิมจานนี้ งานนี้ไม่รู้จะเรียกตลกบริโภคก็ไม่รู้จะเรียกอะไรดี
โชว์มวยไทยซะดีมั้ย
พอดีว่าอ้ายหวาดโชเฟอร์ของเราเดินมาบอกว่า นี่ ถ้าเกิดว่าไปถึงแล้ว จะต้องให้ลงที่หน้าเมือง ตรงท่าที่มีตุ๊ก ๆ จอดเยอะ ๆเพราะเค้าอนุญาตให้เข้าไปถึงแค่นั้น แล้วก็นั่งตุ๊ก ๆต่อกันไปเอง ก็ตกคนละ 8 พันกีบ แต่ถ้าจะให้เค้าเข้าไปส่งถึงกลางใจเมืองหลวงพระบาง เค้าก็จะขอคิดเพิ่มคนละ 5 พันกีบ (เพิ่งรู้เหมือนกันว่าที่ลาวที่ก็เหมือนเรา ต้องมีจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชาให้เจ้าหน้าที่เค้าบ้าง) แล้วพี่เค้าจะซิกแซกไปจอดตรงใกล้ๆแหล่งที่พักให้ เราดูแล้ว เงิน 5 พันมันก็โอเค ยังไงเราก็ต้องจ้างตุ๊กๆอยู่แล้ว อีกอย่างพี่เค้าก็ไม่ได้ท่าทางมาขูดรีดอะไรเค้าก็อธิบายว่ายังงี้ๆ เราเลยโอเค ไม่มีปัญหาหรอก คนอื่นๆก็โอเค ยกเว้นเจ๊ 3 คนนั่น ไม่มีใครยอมไปบอกเธอ เราเลยซวยต้องไปบอกเอง ไปอธิบายดี ๆ แถมยังโดนกลับมาอีก
“ทำไม ทำไมต้องจ่าย” มาย้อนถามเราห้วน ๆ เราก็บอกตามที่โชเฟอร์เค้าบอกมา
“ทุกทีไม่เคยจ่าย 10 เหรียญก็แค่ 10 เหรียญซิ”
“ก็ไม่ได้มาบังคับนะ คุณจะไม่จ่ายก็ได้นี่ แล้วก็นั่งตุ๊ก ๆเข้าไปเองก็ได้ แล้วแต่”
“ทำไม” แล้วมองหน้ากวนๆ ดู๊ ดู ดู..คนเราสมัยนี้
“ทำไมอะไร เข้าใจปะเนี่ย “เอ๊ะ ตูผิดมั้ยเนี่ย
“นี่มาแปลให้ฟังเฉยๆนะ เห็นมาด้วยกัน ชั้นไม่ได้เป็นเอเย่นต์มาหลอกเงินท่องเที่ยวซักหน่อย โอเค้? ตามใจ จะไปไม่ไปตัดสินใจเอง ยังไงก็ไม่ใช่ธุระชั้นซักหน่อย บอกดีๆแล้วพูดดีๆกลับมามั่งเป็นมั้ยเธอน่ะ ไปคุยกะคนขับเอาเองละกัน” สุดจะอารมณ์เสียกะฝรั่ง 3 คนนี้เหลือรับประทาน แล้วจะมาหาว่าเราร้ายไม่ได้นะ เราเลยเดินไปขึ้นรถ บอกอ้ายหวาดว่าเข้าไปเลยแล้วกัน ไม่ต้องไปสนยัยสามคนนี้หรอก เสียเวลาเปล่า คุยกันนานกว่านี้อาจจะต้องโชว์มวยไทยกันก็เป็นได้
สะบายดี ! หลวงพระบาง ทำไมเกสต์เฮาส์เต็มหมด
รถแล่นไปอีกนานหลายนาที เราตื่นเต้นที่จะถึงหลวงพระบางแล้ว หลังจากใช้เวลากว่าครึ่งค่อนวันบนรถ ไหนจะเจอฝรั่งไร้มารยาทอีก แต่วิวสองข้างทางก็สวยมาก ทุ่งนาสีเขียว กว้างไปตลอดทาง มีฉากหลังเป็นภูเขา อากาศเย็นสบาย (เกือบตลอดทาง ไม่ได้เปิดแอร์บนรถเลย พอขึ้นเขาสูง อ้ายหวาดว่าเปิดไม่ได้ ขึ้นเขาอยู่ ใครรู้ช่วยบอกทีว่าทำไม)
เราเข้าเขตตัวเมืองหลวงพระบาง ผ่านปั๊มน้ำมัน สนามกีฬาเก่า บ้านเรือนมีทั้งแบบสมัยเก่าและใหม่ รถพาเราไปจอดที่วัดธาตุ เราลงรถกันมาแล้วยังไม่แน่ใจ ว่านี่มันกลางใจเมืองแล้วหรือยัง ดูเงียบๆ เซี่ยะบอกให้เราถามให้ขับไปส่งที่กลางๆเมืองหน่อยได้ไหม อ้ายหวาดว่าเนี่ย กลางแล้ว (รู้ทีหลัง นั่นมันก็กลางแล้วแหละ แต่ยังไกลจากพิพิธภัณฑ์ ร้านอาหาร ท่าเรือ ฯลฯ) เราก็ลาอ้ายหวาดไปแล้วบอกว่า ว่างๆมาเที่ยวเมืองไทยบ้างแล้วกันนะอ้ายนะ
มาร์คุสแยกไปคนเดียว เราว่าเดี๋ยวก็ต้องเจอกันอีก หลวงพระบางไม่ใหญ่หรอก ส่วนเราไปกับเซี่ยะแล้วก็ญี่ปุ่นอีก 5 คน ตอนแรกก็ว่าจะอยู่เกสต์เฮาส์เดียวกัน เริ่มเดินหาจากริมแม่น้ำก่อน ส่วนมากเต็มหมด ทำให้เราแปลกใจมาก ทั้งๆ ที่ไม่ใช่หน้าท่องเที่ยวเลย
จะมีบ้างก็ไม่มีห้องน้ำในตัว ต้องใช้ห้องน้ำรวม ซึ่งคุณเซี่ยะเธอไม่เอา เพราะเธอท้องเสียบ่อย ต้องการใช้ห้องน้ำอย่างแรง
ส่วนญี่ปุ่นยังไงก็ได้ ขอให้ไม่เกิน 3 เหรียญ ที่พักส่วนมากก็ราว ๆ 3 – 8 เหรียญแล้วแต่ว่าอยู่ตรงไหน เก่า ใหม่ มีห้องน้ำในตัวหรือเปล่า เราเดินไปกี่ที่ ๆ ก็เต็มหมด
จนเดินไปอีกฝากห่างจากแม่น้ำมา มีที่นึงท่าทางจะแพง หรูหราใช่น้อย แต่ก็เข้าไปถามดู ไม่เสียหลาย ปรากฎว่าราคา $8 ต่อคืน มีห้องน้ำในตัว มันเกินงบ เราตั้งไว้คนละ $3 เท่านั้น แต่ญี่ปุ่นเหนื่อยแล้ว เริ่มตริตรอง อืม $8 ก็พักได้ห้องละ 3 คน ตกแล้วคนละ $2 นิด ๆ เราเลยบอก อยู่นี่แหละพวกเธอน่ะ เดี๋ยวเราไปหาที่อื่นที่ใกล้ๆกันนี่แหละ เลยตกลง ญี่ปุ่นทั้งหมดพักที่นั่น เหลือเรากับเซี่ยะที่ยังต้องหาบ้านพักต่อ จริงๆที่มีห้องว่างก็มี แต่บางทีสภาพไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่ ขอเลือกหน่อยแล้วกัน
กลับไปตายรังที่เดิม แต่..
เราเดินมาเรื่อย ๆ เลี้ยวซ้ายมาทางตลาดดารา(ดาลา) มีบ้านพักเรียงรายอยู่ตลอดทาง เป็นตึกเก่า เอามาดัดแปลงเป็นเกสต์เฮาส์ทีหลัง เดินไปถามก็เต็ม เต็ม จนมาถึงหลังนึงลองเข้าไปถามดู ก็ยังมีห้องว่าง ชั้นล่างมีห้องน้ำในตัว เปิดประตูห้องมาเจอสนามหน้าบ้านเลย ราคาห้องละ $3 มี 2 ห้องว่างซ้าย – ขวา เราเลย อืม น่าสนใจนะ พอไหวๆ
แต่ยังอุตส่าห์เรื่องมาก ขอเดินไปดูอีกซัก 2 – 3 ที่น่าาาาเดินไปดูก็เต็มหมดอีกนั่นแหละ ต้องกลับมาตายรังที่ อุดาลอนเกสต์เฮาส์ (ชื่อแปลกๆไม่รู้แปลว่าอะไร หลังติดกันชื่อ อุดาวัน)
ปรากฎว่าห้องที่เราเล็งไว้ก็ถูกจองไปแล้ว ปะโธ้….ซวยเลย เหลืออยู่ห้องเดียว ไอ้จะนอนห้องเดียวกันมันก็ไม่ใช่เตียงแยก ท่าทางไม่เวิร์ค ไม่รู้เซี่ยะเค้าไปถามยังไง เจ้าของบ้านเลยยอมบอกว่าจริงๆยังเหลืออีกห้อง แต่อยู่หลังบ้าน เค้าพูดลาวกลับมาว่า อะไร ย่าง ๆ เนี่ย เราเริ่มฟังไม่ออก สรุป ลองฟังอีกที
อ๋อ…เค้าว่า พักได้ แต่เค้าทำทางเดินอยู่ ถ้าจะเข้าห้องต้องอ้อมไปเข้าอีกทาง มันไกลหน่อย แต่ราคา $3เท่ากันนั่นแหละ เซี่ยะยอมพักห้องหลังบ้านที่ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ อยู่ใต้บันได แถมใกล้ห้องน้ำรวมอีก กลิ่นออกจะอับ ๆ แต่ห้องกว้างขวางดี อ้อนวอนขอลดราคาเจ้าของบ้านได้แต่ยิ้มแห้งๆแต่ลดไม่ได้จริง ๆ เราเลย โอเค เราอยู่ห้องหน้า เซี่ยะไปอยู่ห้องหลังบ้านแล้วกัน
กำลังจะเอาของเข้าห้อง (จริงๆเอาเข้าไปแล้วแหละ) ก็ได้ยินเซี่ยะตะโกนลงมาจากชั้นสอง ระเบียงบ้าน
“มาดูนี่ซิ เร้วๆๆ อะเมซิ่งอะเมซิ่ง” เราก็อาไร อาไร เดินตามขึ้นไปดู มันเป็นห้อง มีเตียงเดี่ยว 2 เตียง โต๊ะเขียนหนังสือปูผ้าเรียบร้อยตั้งอยู่ตรงกลาง มีพัดลมติดเพดาน นอกหน้าต่างมองเห็นวิวอีกต่างหาก ที่แน่ๆไม่มีห้องน้ำ
“น่ารักอ่ะ” เซี่ยะท่าทางชอบใจ เราเลยถามว่าจะอยู่ห้องนี้เหรอ
“ไม่รู้ซิ แต่มันก็น่ารักนะแต่ว่าไม่มีห้องน้ำ”
“แลกห้องกันปะละ ชั้นมาอยู่ห้องนี้เอง เธอย้ายมาอยู่ห้องหน้าบ้าน ห้องหลังบ้านไม่ไหวหรอก มันอับ”
“จริงอ่ะ”
“อือ จริง เราไปขอยืมห้องน้ำในห้องเธอก็ได้ หรือใช้ห้องน้ำรวมก็ได้เหมือนกัน ไม่มีปัญหาหรอก” เดินออกไปดูมีบันไดทางลงไปถึงหน้าห้องน้ำเลย ไม่ต้องออกหน้าบ้าน สะดวกดีเหมือนกัน
ตอนหลังรู้มาว่าเซี่ยะเห็นม่านหน้าต่างห้องผูกไว้ ไม่ได้ปิดลงมาเลยแน่ใจว่าไม่มีคนพัก เพราะส่วนมากถ้ามีคนพัก เค้าจะเอาม่านลง คิดว่าเจ้าของบ้านคงอยากให้เช่าห้องราคาสูงกว่าให้หมดก่อน แล้วห้องราคาถูกกว่าไว้ทีหลังก็ได้ละมั้ง
ห้องน้ำก็แปลกดี ไม่ใช่แบบคอห่านที่ต้องนั่งยองๆเวลาทำธุระนะ แต่เค้าเหมือนเอาแบบชักโครกมาเพิ่ม คือให้นั่งสะดวกขึ้นน่ะแหละ แต่ระบบก็ราดน้ำเอาเหมือนเดิมนะจ๊ะ ฝักบัวมีน้ำอุ่นด้วย สบายแฮ..
เราจัดการโหลดของออกจากกระเป๋า ไปอาบน้ำอาบท่าหลังจากที่เหงื่อไหงไคลย้อยมาทั้งวันแล้ว ตอนเรามาถึงหลวงพระบางนั้นก็เกือบ ๆ เย็นแล้ว เราเลยไม่มีเวลาทำอะไรมากนัก อาบน้ำเสร็จก็มานั่งที่ระเบียงหน้าบ้านชั้นสอง เราชอบระเบียงแบบนี้มาก รู้สึกมันสบายดี คือใครไปใครมาก็ต้องผ่านระเบียงบ้านก่อน มีโต๊ะเก้าอี้เตี้ยๆไว้ให้นั่งเล่น
จะมีอย่างนี้แทบทุกบ้าน คือไม่ว่ายังไงต้องมีระเบียงชั้น 2 ตั้งโต๊ะ เก้าอี้ไว้ให้นั่งเล่นตามอัธยาศัย ได้ผลแหละ แย่งกันมานั่งไม่ค่อยว่างหรอก ระเบียงที่ว่า แต่กลายเป็นว่า ดีไป เพราะถ้าคนอื่นนั่งอยู่เราก็ไปนั่งคุยกะเค้าได้
มื้อแรกที่มีเพื่อนกินข้าว ไชโย
“อาบน้ำเสร็จละ?” เซี่ยะเดินผมเปียกขึ้นมาบนระเบียง เราเลยบอก อือดิ
“โคตรเร็ว” อ๊ะ จะอาบทำไมนาน ๆล่ะพ่อคู้นนนนนน ใครจะไปเหมือนพ่อ นี่อาบตั้งเกือบครึ่งชั่วโมง
เรานั่งคุยสัพเพเหระอยู่ที่ระเบียงซักพัก แล้วก็ออกไปเดินดูรอบ ๆ เมือง แวะไปดูญี่ปุ่นหน่อยว่ายังดูดีอยู่หรือเปล่า ยังไม่สบายกันอยู่เลยบางคน เราเลยไม่ได้ชวนออกไปทานข้าวด้วย เราเดิน ๆ ๆ ๆ และ เดิน มันเริ่มค่ำแล้ว เราก็ตรงไปแถวๆร้านอาหารใกล้ ๆกับพิพิธภัณฑ์ จะมีเอเย่นต์ท่องเที่ยวอยู่ทั่วไป เราแวะร้านนู้นออกร้านนี้ถามราคาตั๋วเครื่องบินไว้แต่เนิ่น ๆ เพราะกะว่าจะกลับวันพุธ โดยบินไปลงที่เวียงจันทน์ก่อนแล้วออกหนองคายเหมือนเดิม ไม่ลืมถามราคาตั๋วที่บินตรงจากหลวงพระบางไปกรุงเทพฯด้วย ราคาราว ๆ $140 ที่ถูกสุดอยู่ราว $114 ตอนแรกว่าจะจองไว้เลย แต่นึกยังไงไม่รู้ ยังไม่จอง อาจเป็นเพราะว่า เวลาจองตั๋วแล้วเรารู้สึกว่าใกล้วันกลับเข้ามาทุกทีแล้ว เลยชอบทำอะไรในนาทีสุดท้าย
ต่างคนต่างหิว ร้านอาหารมีแต่นักท่องเที่ยวทั้งนั้น เราไม่เห็นคนลาวเค้าทานอาหารนอกบ้านกัน จะมีบ้างก็เป็นร้านเฝอริมทาง เหมือนร้านขนมจีนเก้าอี้เตี้ยๆบ้านเราน่ะ อย่างนั้นมีบ้าง
เราให้เซี่ยะเลือกร้านเอง เธอเลยเลือกร้านที่คนแน่นที่สุดเข้าไว้ บอกว่าเลือกแบบนี้ทุกทีแหละ คนแน่นซิ …ดี มันต้องอร่อย แน่นจริงๆเหลือโต๊ะอยู่โต๊ะเดียว เราก็แทรกเข้าไปนั่งจนได้ ไม่รู้จะสั่งอะไรก็เอาเบียลาวมาก่อนเลย มีเพื่อนกินแล้วนี่ อิๆๆ ดีทีนี่ก็ขา ดริงค์เหมือนกัน นักท่องเที่ยวชอบเบียลาวทุกคน มันนุ่ม มันดีกินตอนที่ยังเย็นๆแก้กระหายได้ดีมาก
เราเล่นมุขเดิม เอาข้าวผัดไก่ ปอเปี๊ยะสด เซี่ยะสั่งข้าวกับแกงอะไรซักอย่าง ลองชิมแล้วประกอบไปด้วยกะทิ และรสชาติหวานมัน ไม่เผ็ดเลย ก็อร่อยดี ข้าวผัดไก่ เยอะมาก ประมาณกินได้ 2 คน ปอเปี๊ยะสดหน้าตาออกไปทางเวียดนาม คือเอาแป้งห่อโดยที่ไส้ข้างในเป็นขนมจีนและสะระแหน่และผักอื่นๆอีกนิดหน่อย จิ้มกับน้ำจิ้มปอเปี๊ยะใส่ถั่ว อร่อยมาก
มื้อนี้เซี่ยะเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวเย็น บอกว่าแล้วคราวหน้าเราต่างคนต่างจ่ายแล้วกัน ขอบคุณมากที่มากินข้าวด้วย กินข้าวคนเดียวมาหลายมื้อแล้วเหมือนกัน มีเพื่อนคุยตอนกินข้าวก็ดี สนุกมาก เราคุยกันไปเรื่อยเปื่อย พอดีตอนนั้น ไทยกับไต้หวันยังไม่ได้ทะเลาะกัน (ไอ้เรื่องออกวีซ่าท่องเที่ยวให้ไต้หวันแล้วเค้าไม่ยอมมาอะไรเนี่ยแหละ) ไม่งั้นคงได้มีประเด็นเผ็ดร้อนคุยกันอีกเยอะ เซี่ยะเที่ยวมาเยอะมาก เนปาล อียิปต์ ยุโรป อินเดีย อินโดจีนทุกประเทศ ฯลฯ เราก็นั่งฟังเพลินไป
“แต่รู้ไหม มาเที่ยวคนเดียวโดดๆ ครั้งนี้ครั้งแรก”
“อ้าว จิงดิ เหมือนกันเลย”
“อ้าวเหรอ คุณด้วยเหรอ อืม ทุกทีไปนะ ก็ไปมีหลานๆพี่ๆน้องๆไปมั่ง ไปกันหลายคน แต่คราวนี้อยากลองเที่ยวคนเดียวดูก็เลยมา พอมาแล้วก็บอกตัวเองเลย ว่าคราวหน้า จะเที่ยวคนเดียวอีก”
“อื้อ เราก็เห็นว่าคนที่มาเป็นกลุ่ม มันก็ดี สนุก แต่ว่าความสนุกมันต่างกัน อย่างเราเนี่ยมากันคนเดียว เราก็ได้รู้จักคนใหม่ๆเพื่อนใหม่ๆง่ายขึ้น มาหลายคน ก็กระจุกติดกันอยู่เป็นกลุ่มอยู่อย่างนั้น บางคนก็ชอบไปเที่ยวกับแฟน ไม่รู้ซิ บางทีเราว่าไปคนเดียวเนี่ย สนุกดี ว่าแต่ไต้หวันมีอะไรเที่ยวมั้ยล่ะ”
“ไม่มีอ่ะ”
“ไม่มีเลย?”
“ไม่มี๊ มันเป็นเกาะเล็กๆ แล้วแบบว่าก็มีแต่อุตสาหกรรม ธุรกิจอะไรเงี้ย แต่ถ้าคุณจะไปเที่ยวนะ ก็ได้นะ ไปพักที่อพาร์ตเมนท์ผมก็ได้ แต่ว่าไปเที่ยวเองนะ จะสอนขึ้นรถไฟใต้ดิน โคตรสับสนเลย ตอนเย็นกลับมาจากที่ทำงานแล้วเราก็ไปกินอาหารจีนกัน แต่ว่าอย่าช็อปปิ้งก็แล้วกัน แพง ซื้อเมืองไทยดีกว่าเยอะ”
“ไว้เก็บเงินก่อนนะ”
“ไม่ต้องใช้เงินมากหรอก ที่พักฟรีอยู่แล้ว จ่ายค่าตั๋วเครื่องบินเองละกัน แต่จะว่าไปนะ ชีวิตที่นั่นมันก็น่าเบื่อ อย่างกลับมาบ้าน ไม่มีไรทำหรอก ดูทีวี นั่งสูบบุหรี่ไป ไม่มีไรทำอีก อ่ะ กวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างส้วม เฮ้อ เหนื่อยแล้ว ไปนอน แค่นี้แหละ วันๆดูซิ มันน่าเบื่อไหม ฮื้อๆๆ ยังอยากจะไปอยู่มะ”
“อือ เอ๊อ.. ขอคิดดูก่อน ฮ่าๆ”
“ก็ว่างั้น….เมืองไทยสนุกกว่าเยอะเลยน๊า…ผมชอบกรุงเทพฯมากๆ”
“อือ ไม่เลวหรอก ยกเว้นไอ้รถติดกะรถเมล์ไม่ค่อยจอดป้าย”
เราขอบคุณเค้าที่เลี้ยงมื้อเย็น งานนี้ไทยได้ดุลไต้หวันมาอีก 1 มื้อ เราเดินกลับไปบ้านพัก เพิ่งรู้สึกว่าไกลพอดู แต่ก็เดินได้ สบายๆอากาศค่อนข้างเย็น ชาวบ้านปิดบ้านนอนกันหมดแล้ว เราถึงบ้านก่อนเที่ยงคืนตามระเบียบ คนลาวนั่งล้อมลงรำพัดกันอยู่ พอเราก้าวเข้าบ้านก็ โอ๊ะ หันมามอง แล้วก็
“เฮ่อ นึกว่าไผ” เราก็ถามว่าทำไมเหรอ
“หารายได้นอกน่ะหารายได้นอก” อ๋อ..แหม ไทย – ลาว พอฟัดพอเหวี่ยงกันเลยนะเรื่องทำนองนี้
เราเซย์กู้ดไนท์เซี่ยะ พอดีนึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้จะออกไปใส่บาตร เลยถามเค้าว่าพระบิณฑบาตรกี่โมง เค้าว่า ตีห้าครึ่ง
จ๊ากซ์…ตีห้าครึ่ง!อุแม่เจ้า….ถามเซี่ยะว่าจะไปด้วยไหม พอดีเกิดมาเป็นคนจีนไม่เคยใส่บาตรมาก่อน เซี่ยะเลยตกลงไปด้วย อยากรู้อยากเห็น เราก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำ นอน สลบสไล เหนื่อยสุด ๆมาทั้งวันทั้งคิน ไม่ลืมไหว้พระก่อนนอนเสมอ(จริงๆกลัวผีอยู่น้อยซะเมื่อไหร่)
พูดถึงเรื่องผี ยังคุยกันอยู่เลยว่า ไม่เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับผีลาวเลย อย่างผีจีนเราก็ต้องนึกประมาณว่าผีดิบแต่งชุดแมนจู ผีไทยก็แม่นาค กระสือไรเงี้ย อากรู้ว่าลาวมีผีอะไรแบบเด่นๆบ้างไหม เซี่ยะบอก เออ คืนนี้ลองๆถามหาดูซิ
เฮ้ย พอเว้ย ..พูดจาหยาบคายที่สุด
