✈ day 6 : บ๊ายบายหลวงพระบาง
Friday, September 13th, 2002บ๊ายบาย หลวงพระบาง
ตอนเช้าแบตฯมือถืออ่อนแรง เหลือแค่ 2 ขีด กลัวชะมัดว่ามันจะไม่ปลุก แต่มันก็ปลุก ลงมาเจ้าของบ้านยังไม่ตื่นเลย แต่พอเค้าได้ยินเสียงเราเปิดประตูก็ออกมาดู พอดีว่าเช็คเอาท์ไว้ตั้งแต่เมื่อคืนนี้ จ่ายเงินไปเรียบร้อย ค่าห้อง บวกค่าซักรีดอีกประมาณ 30-40 บาท (เสื้อผ้าก็ใช้บริการที่บ้านพักเค้าแหละ สะดวกดี แย่ตรงที่แดดไม่ค่อยออก เสื้อเลยเกือบๆจะแห้ง แต่ยังไม่แห้งดี ถ้าคิดจะซักก็ควรส่งไปซักก่อนซัก 2 วัน จะได้แห้งสนิท)
เก็บของเรียบร้อยก็นั่งรอเพื่อนเราอยู่ที่ระเบียง ผู้ชายแท้ๆ แบกกระเป๋าตั้ง 3 – 4 ใบ ไม่รู้อะไรมั่ง ที่แน่ๆ มีเหล้าลาวและไวน์ลาวที่แบกไปด้วย
Our boat
โผล่หน้ามาหน้าบ้านก็มีตุ๊ก ๆ ผ่านมาเห็นเรากำลังแบกข้าวของพะรุงพะรัง ก็หยุดลงมาด้อมๆมองๆ เหมือนไม่เกรงใจว่าจะถามดีไม่ถามดี (คนขับตุ๊กๆที่นี่ขี้เกรงใจมาก เหมือนอยากจะถามแต่ก็ เอ๊ จะถามดีมั้ยน้อ..ไม่เหมือนบ้านเรา แทบจะจับนักท่องเที่ยวขึ้นรถเลย)
“ไปไส”
“ไปท่าเรือ เอ้ย เฮือน่ะ”
“บ่ขี่รถไป?”
“เดี๋ยวถามหมู่ก่อนนะ” พอดีเซี่ยะแบกกระเป๋าออกมา เลยตกลงว่านั่งตุ๊กๆไปดีกว่า ข้าวของขนาดนี้อย่าเดินให้ลำบากเลย ค่ารถจากบ้านไปท่าเรือก็ 5 พันกีบเอง
ซื้อปี้โดยสาร
ไปถึงยังไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ มีญี่ปุ่นอยู่ 2 – 3 คน นั่งรออยู่ พอดีเค้ายังไม่เปิด เราเลยวางกระเป๋า ข้าวของไว้ แล้วตกลงกันว่าเราจะผลัดกันไปกินข้าว เพราะกระเป๋าเซี่ยะเธอเยอะมาก 3 ใบ ใบใหญ่ๆ เราเลยไปกินก่อน เดินเลยมา เห็นมีร้านข้าวเปิดขายแล้วตั้งแต่เช้า แต่ก็ไม่ได้กิน ลองเดินเลยไปอีกหน่อย เป็นบ้านเงียบๆ เห็นฝรั่งเพิ่งเช็คบิลเสร็จเราเลยโอเค กินร้านนี้แหละ เป็นพวกอาหารเช้า ราคาก็ปรกติ สั่งไข่คนกับกาแฟมากิน แล้วสั่งแซนด์วิชทูน่าก้อนใหญ่ห่อไปด้วย ไว้กินบนเรือ (ร้านนี้ห่อให้อย่างดี เป็นพลาสติกห่ออาหาร เหมือนที่เราห่อแพ็คอาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตเลย) อิ่มแล้วก็เดินเตร็ดเตร่แกว่งถุงขนมปังกลับมาที่ท่าเรือ เซี่ยะยังนั่งเฝ้าของอยู่
“กินเสร็จละ?”
“อือ ซื้อหนมปังมาด้วย”
“โอ้ ดีๆ งั้นเดี๋ยวผมไปกินมั่ง ไม่นาน 10 นาที กินแค่กาแฟ กินมากตอนเช้าเดี๋ยวท้องเสีย”
แล้วเธอก็ไป 10 นาทีจริงๆ ไวมาก ไม่ลืมแพ็คน้ำบรรจุขวดมาด้วย 1 แพ็คใหญ่ ( 6 ขวด) ขนาด 6 ขวดยังเกือบไม่พอดื่มเลย
เราขึ้นไปซื้อตั๋วโดยสาร (ปี้โดยสาร) ที่ขายตั๋วเค้าดูโบราณๆดี เป็นตึกเก่าๆ แต่สวยดีนะ แล้วก็เป็นออฟฟิศพื้นไม้ด้านบน ตั๋วราคา 500 บาทไทย จ่ายแบ๊งค์พันไปเค้าก็มีแบ๊งค์ 500 ทอนให้ (แต่หาอยู่นาน) ได้ตั๋วแล้วเราก็ขนของลงเรือเลย เรือจอดรออยู่ด้านล่าง ตอนแรกไม่รู้หรอกว่าลำไหน ก็ถามๆเค้าไปมันจะมีเลขติดอยู่ แย่หน่อยวันแรกได้เรือลำเล็กมากกก ยังกะเรือข้ามฟาก
แล้วมันจะเป็นเก้าอี้ไม้ นั่งคนเดียวก็จะ เออ พอดี แต่ 2 คนก็นั่งได้ แต่ไม่ใช่สำหรับการนั่ง 2 วันแน่ ลงไปยังเอ๋อๆ เฮ้ย ลำนี้จริงอะ แล้วเก้าอี้ตัวนึงนั่งกี่คน
“สอง” มีคนเดินมาบอก
“โอ้ โน่ โอ้ โน่ ไม่จริงๆ นั่งไม่ได้” เซี่ยะเดือดร้อน เพราะสูง 180 กว่า เก้าอี้ก็เล็ก แถมห่างจากตัวข้างหน้านิดเดียว ต้องนั่งชั้นเข่า หันหลังพิงเรือถึงจะนั่งได้สบายหน่อย
“นี่ๆๆ ผมจะเอากระเป๋าวางไว้ตรงนี้..” ว่าแล้วก็ยัดกระเป๋า 2 ใบเข้าไปก่อน เต็มไปแล้ว 1 ที่
“แล้วผมก็จะนั่งข้างกระเป๋า ..นี่….! เป็นไงละ แจ๋วๆ” (ไม่รู้เห็นแก่ตัวเปล่า แต่เราจองกันคนละตัวไว้ก่อนแหละ ไม่สน ใครจะไปนั่งได้ ที่เล็กขนาดนั้น ตั้งวันเต็ม) เราก็นั่งอยู่ยังงั้น รอเวลาเรือออก เซี่ยะโดดแผล็วออกไปไหนไม่รู้ ซักพักก็โผล่หน้าเข้ามาในเรือ บอกว่า ออกไปนั่งข้างนอกก่อนดีกว่า ข้างในอึดอัด เดี๋ยวเรือจะออกค่อยลงไป เราก็เลยออกไปนั่งอยู่บนฝั่ง
คนลาวก็นั่งเรือลำเดียวกับเรานี่แหละ แต่เค้าจะนั่งไปตามหมู่บ้านเอาสินค้าไปลง มีทั้งของกิน ของใช้ เครื่องใช้ไฟฟ้า สมุดหนังสือ เครื่องเล่นวีซีดียังมีเลย นั่งไปนั่งมา มีโทรทัศน์ลงมาด้วย
ท้ายเรือมันจะเป็นที่โล่งๆไว้วางสินค้า วางกระเป๋าใบควายๆของแบ็คแพคเกอร์ทั้งหลาย กระเป๋าเยอะมากจริงๆ เค้าจะเอาไปกองสุม ๆ กันเป็นเนินภูเขาย่อมๆที่ท้ายเรือ แล้วรอบๆมันจะมีที่นั่งเป็นเก้าอี้ยาวขนาบ 2 ข้าง เป็นไม้แผ่นแคบๆยาวๆ คนลาวจะนั่งข้างหลังหมด ตอนแรกเราก็ไม่รู้ว่าทำไมเค้านั่งข้างหลัง
นึกขึ้นได้ว่าให้ยาดมเด็กญี่ปุ่นไปแล้ว ตอนนี้เลยไม่มี โอ้ย ไม่ได้เลยๆ ขาดไม่ได้เด็ดขาด เลยไปถามที่ร้านขายของชำว่ามียาดมขายมั้ย ที่นี่แปลก ขายของชำก็ขายของชำอย่างเดียว ยาดมต้องไปซื้อร้านขายยาเท่านั้น เดินจนเจอร้านขายยา(โชคดีที่มีแถวๆท่าเรือ) ได้ยาดมโป๊ยเซียนมาขวดนึง ราคาเท่าบ้านเราแหละ
อ้วกแตกอ้วกแตนกันตามสบายนะค๊าบบบ..
ใกล้ๆเวลาเรือจะออก เห็นเพื่อนเราโผล่หน้าออกมามองหา คงจะนึกด่าอยู่ในใจมันหายไปไหนของมัน เราก็เย้วๆอยู่บนฝั่ง เอ้อ เดี๋ยวลงไปๆๆ
พอลงไปซิ โดนฝรั่งแย่งที่ไปซะฉิบ เศร้าชะมัด จะให้ไปนั่งกับเซี่ยะก็คงไม่เวิร์ค ตัวไม่ใช่ว่าจะเล็กๆกัน เราเลยไปนั่งกับคนลาวที่ท้ายเรือ สบายกว่าที่นั่งเก้าอี้ที่เค้าจัดไว้ให้นักท่องเที่ยวซะอีก แรกๆอาจจะมีเกรงใจกันบ้าง เอาขาพาดก็เกรงใจ แต่พอไปซักพัก เกรงจงเกรงใจไม่มีแล้ว ยืดแข้งยืดขากันตามสะดวก เราเอาขาพาดไปบนกองกระเป๋านั่นแหละ ตอนไปนี่ไม่ค่อยรู้อะไร เซี่ยะแนะนำว่าเราไปเรือกันเถอะ เราก็ตามเค้าไป ไหนๆก็ไหนๆแล้วนี่นะ
แต่เรื่องเกรงใจนี่เรายังพอมีบ้าง คือถ้าคิดจะพาดแข้งพาดขาไปทางไหน ก็ต้องดูว่ามีคนนั่งอยู่ทางนั้นมั้ย แต่ตรงข้ามเราเป็นฝรั่งหัวล้าน ฟังสำเนียงน่าจะเป็นอเมริกัน คุณเธอเอาขาพาดบนกองกระเป๋า เท้านี่แบบว่าชี้ไปเกือบโดนหน้าชาวบ้าน ที่นั่งอยู่อีกฝั่ง (คือฝรั่งคนนี้นอนยาว เหมือนชั้นมีเตียงส่วนตัวยังไงยังงั้น) เราเห็นแล้วก็ เฮ้ย ไอ้นี่ ทำอะไรยังงี้วะเนี้ย…
2-3 ชั่วโมงแรกบนเรือ ทุกคนดูสงบเสงี่ยมกันดี และยังเซฟอาการกันเล็กน้อย มีฟอร์มว่างั้นเหอะ แต่พอเข้าชั่วโมงที่ 4 ที่ 5 ประทานโทษ ญี่ปุ่นข้างหน้านั่นเล็งๆพื้นเรือไว้แล้ว (เราเห็น)
แล้วก็ลงไปนอนซะเลย คือสองข้างมันจะเป็นเก้าอี้ไง เหมือนรถเมล์น่ะ ทางเดินตรงกลางมันจะเหลือที่พอเดินได้คนเดียวเท่านั้น เดินสวนกันไม่ได้ พอญี่ปุ่นลงไปนอนคนก็จะเดินผ่านไม่ได้ แต่แกไม่สนแล้ว คงเมื่อย ลงไปนอนแล้วล่ะไม่รู้ล่ะ แต่พอมีคนเดินผ่านจะไปเข้าห้องน้ำก็ต้องลุกให้เค้าเดิน แล้วคนก็ขยันเดินไปเข้าห้องน้ำกันจังเลย ( 2 วัน เราเข้าห้องน้ำบนเรือไป2ครั้งเอง วันละครั้ง พยายามไม่กินน้ำมาก ขี้เกียจเดินไปเข้าห้องน้ำ)
ร็อบ เป็นคนแปลกๆ ดูจะเงียบๆ พูดอะไรก็จะนิ่มๆเนิบๆ ช้า ๆเสียงจะเบาๆ ที่แน่ๆสำเนียงร็อบฟังยากมากกกกก ภายใน 30 นาทีเราคิดว่าเราต้องถามว่า “อะไรนะ?” มากกว่า 10 ครั้ง แต่อีกอย่างที่เป็นเอกลักษณ์มาก ทุกครั้งที่อะไรเจ๋ง ดี สุดยอด ร็อบจะครางฮือแล้วต่อด้วยคำว่า “ช้อยยยยยยยยยส์” (Choice)
“ช้อยยยยส์ มาย เฟรนด์…ช้อยยยส์” ตลอดทริบร็อบมี “ช้อยส์”ไม่น่าต่ำกว่า 100 ครั้งเห็นจะได้
แล้วเรือลำแรกมันเล็ก เวลาเดินไปเข้าห้องน้ำ ต้องผ่านห้องเครื่องก่อน คือเครื่องยนต์อยู่ตรงกลางเรือ มีทางเดินเป็นแผ่นไม้เล็กๆแคบๆให้เดินเลาะไปได้ ก็ปรกติ เดินได้ไม่ลำบาก แต่เด็กผู้หญิงญี่ปุ่นคนนึง (หน้าเธอเหมือนดารามาก คิ้วโก่งมาเลย แต่แฟนเธอดิ น่ากลัวมากหน้าเหมือนยากูซ่า) เจ๊คนนี้เธอก็เดินไปเข้าห้องน้ำ ขากลับก็กลิ้งลงไปในห้องเครื่องซะงั้นแหละ(ได้ยินเสียงชาวบ้านที่นั่งอยู่ข้างหลังร้อง “เฮ้ย!!”) แต่แล้วก็ปีนขึ้นมาหัวเราะแฮ่ะๆ คลานขึ้นมาได้ รู้จากเซี่ยะตอนหลังว่าเจ๊คนนี้เธอพี้กัญชาตลอดทาง (เข้าไปพี้ในห้องน้ำ) เพราะเซี่ยะเข้าห้องน้ำต่อ ตอนที่เธอออกมาพอดี เลยได้กลิ่นกัญชายังอยู่ในห้องน้ำ (ขนาดห้องน้ำไม่มีหลังคานะ คือข้างบนเปิดโล่ง ต้องระวังว่าถ้ามีคนเดินอยู่บนหลังคานี่ซวยเลย ฮ่าๆ )
ทำไมเที่ยวแล้วต้องพี้กัญชาขนาดนั้นไม่รู้เหมือนกัน เหมือนติดขนาดหนัก แบบนี้ไม่ไหว
เราหลับไปหลายตื่น พอตื่นมาอีกทีก็มีฝรั่งหัวเหน่งคนนึงปีนมานั่งข้าง ๆ เนื่องจากเล็งเห็นแล้ว ว่าไอ้ที่เรานั่งอยู่นั่น สบายกว่านั่งเก้าอี้ที่เค้าจัดไว้ให้นักท่องเที่ยวมากมายนัก “ขอนั่งด้วยนะ” เค้าก็ยิ้มให้ พูดจานิ่มๆ (เกย์เปล่าวะ ตอนแรกเราก็สงสัย) “ตามสบายค่ะ ว่าแต่รองเท้าคุณไปไหน?” จำได้แล้ว คนนี้เองฝรั่งตีนเปล่าที่เราเห็นตั้งแต่บนท่าเรือที่หลวงพระบาง “ไม่ชอบใส่น่ะ ชอบให้เท้าสัมผัสพื้นโลก รู้สึกดี” “อ่อ..อืม….นะ มีคนทักเยอะมั้ยเรื่องไม่ใส่รองเท้า?” “เยอะมากกกก แต่ดีนะ ได้เพื่อนเยอะเลย เดินไปไหน เค้าก็ถาม รองเท้าไปไหน” “อ่อ..เราก็เป็นหนึ่งในนั้นซิเนี่ย” “ใช่แล้ว” แล้วเราก็หัวเราะกัน เค้าแนะนำตัวว่าชื่อ ร็อบ มาจากนิวซีแลนด์ เราเลยบอกว่าเราเจอคนนิวซีแลนด์เยอะมากตั้งแต่เวียงจันทน์แล้ว “พวกกีวีชอบเที่ยวมั้ง..” เค้าบอกว่าฝรั่งประเทศอื่นชอบเรียกคนนิวซีแลนด์ว่า กีวี
เอิ๊กๆ
โดนแย่งมื้อเที่ยง แงๆๆ
บนเรือทุกคนไม่ได้คุยอะไรกันมาก เพราะเสียงเครื่องยนต์ในเรือค่อนข้างดัง (แต่ก็เบากว่าเรือด่วน) เกือบทุกๆชั่วโมงจะมีเสียง
“แปรววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววว์!!” เรือด่วนวิ่งผ่านไป หน้าตาดูคล้ายตัวเลโก้นั่งอยู่ในเรือ คือทุกคนใส่หมวกกันน๊อก หัวกลมมาแต่ไกล กับเสื้อกันฝน แล้วเสียงงี้ดังโคตร ไม่รู้ทนได้ไงตั้งเป็นวัน ๆ ประมาณว่าถึงที่หมายนี่คงหูตึงไป 8 วัน
พอเที่ยงเป๊ง ชาวบ้านเค้าก็พร้อมใจกันเอาอาหารออกมากินกันเอร็ดอร่อย ก๋วยเตี๋ยวแห้งเนี่ย เค้าใช้มือเปิบกันจะจะ เก็นหลายครั้งแล้ว เค้าจะใส่ในถุงพลาสติกแล้วเอามือเปิบ น่าอร่อย (ถ้าเป็นไทยเรา อาจเป็นได้ที่จะออกแนวกระแดะเล็กน้อย แบบค่อยๆปลิ้นมันออกมาจากถุงแล้วเล็มๆค่อยๆกิน เอิ๊กๆๆ)
เราเห็นแล้วก็หิว เอาแซนด์วิชทูน่าออกมากินบ้างเด้ ยอมได้ไง หนมปังมันยาวมากเลยแบ่งทีละท่อน หักมา 1 ใน 4 แล้วไปชวนเซี่ยะกินตามมารยาท ตอนแรกเซี่ยะบอก ไม่เอายังไม่หิว
“อร่อยนา”
“…………….”
“ไม่เอาจิงอะ?”
“เอาก็ด้ะ” แล้วก็หยิบไปกัด 1 คำ ทำท่าคิดพักนึง ” OK I EAT!” เอาไปทั้งอันเลย เซี่ยะเอาไปทั้งอันเล้ยยยยยย ฮือๆๆ หันไปดูร็อบ ร็อบหลับ…
เรานอนกันไปจนไม่มีอะไรจะทำ บางคนอ่านหนังสือ บางคนฟังเพลง แต่ส่วนมาก นอนเป็นกิจกรรมหลัก อากาศก็เย็นๆดี ตอนแรกเราคิดว่าจะร้อน แต่ไม่เลย
นั่งจนเมื่อยยยยก้น เห็นฝรั่งหลายคนมีหมอนเป่าลมมาด้วย ไม่ได้เอาไว้นอนแต่เอาไว้รองก้น เราเห็นแล้ว โอ้ มายก้อด ดีชะมัด คราวหน้าเอาบ้าง เมื่อยก้นเป็นบ้าเลย
บ่ายแก่ๆเกือบเย็นแล้ว เรือแวะจอดส่งชาวบ้านลงตามหมู่บ้าน (มีเป็นระยะๆ ซัก 3 ชั่วโมง จะเจอซักหมู่บ้านนึง) โดยมากดูเหมือนเค้าจะซื้อของจากหลวงพระบางแล้วเอาไปส่งตามหมู่บ้าน บางคนก็อยู่ที่หมู่บ้านนั้นแหละ แล้วก็นั่งเรือไปซื้อของแล้วก็นั่งกลับอีกวัน เราคิด โห มีความพยายามมาก..
นรกแค่เอื้อม!
กำลังเพลินๆ เสียงเครื่องยนต์ก็เงียบไปซะเฉยๆ ตอนแรกนึกว่าไม่มีอะไร เอ ชักนานวุ้ย เซี่ยะก็สะกิดจัง
“ถามหน่อยดิๆๆ ว่าเรือเป็นอะไร”
“โอเคๆๆ” ตัดความรำคาญเดินไปถามเค้าให้ สรุป เรือเราเจ๊งเฉยเลย แล้วเค้าก็ดูท่าทางไม่เดือดร้อนอะไร
“รอเรือลำใหม่มารับ”
“ฮ๊าาา!!??! เรือลำใหม่เนี่ยนะ?? กี่ชั่วโมงละเนี้ยยยย!!”
“นาาา บ่นานดอก”
“จริงอะ”
“ฮื่อ”
เรากลับไปนั่งเซ็ง เซี่ยะอึ้งไปหลังจากรู้คำตอบ
“งั้น..เราก็ต้องอยู่เฉย ๆ งี้อะดิ” เออ ซิ ยะ
“ไปหลังคาเรือกัน”
“เค้าห้ามขึ้นไม่ใช่เหรอ?”
“นั่นมันตอนเรือวิ่งเฟ้ย อิอิ น่าาาา ไป ไป ไป..” เราเลยบอก เออ เธอไปก่อนเดี๋ยวชั้นตามไป เก็บหนังสือลงกระเป๋าเสร็จเงยหน้ามาอีกที เซี่ยะโผล่หน้าลงมาจากหลังคาแล้ว กวักมือเรียกใหญ่ “ขึ้นมาเร้วๆ” เฮ้ย ขึ้นไปได้ไงวะ ขึ้นทางไหน เราพยายามจะขึ้นจากข้างๆเรือ เอ ไม่ได้ว่ะ มันสูง
“ไปขึ้นทางส้วมนู่น”
“ส้วมเนี่ยนะ”
“เอออออ จริงๆ ไปดิ ไปส้วมๆ” เราเลยต้องเดินไปส้วม โอย ขึ้นไม่ได้ว่ะ มันก็ยังสูงอยู่ เซี่ยะยื่นบุหรี่มาให้ตัวนึง ยืนสูบมันในส้วมนั่นแหละ เป็นภาพที่ฮามาก หัวโผล่ขึ้นไปพ้นหลังคาเรือ แต่ตัวอยู่ในส้วม คือส้วมมันไม่มีหลังคา จำได้ป่าว ถ้าคนสูงพ้นความสูงของห้องน้ำหัวก็จะโผล่ออกมาทางหลังคาได้
“เวง ครั้งแรกในชีวิต ที่สูบบุหรี่ในส้วมแล้วหัวโผล่ออกไปนอกส้วมเงี้ย”
“ก๊ากๆๆ”
“ไม่ขึ้นดีกว่า” เราทำท่าจะเดินกลับ เกิดมีคนจะเข้าส้วมขึ้นมา เดี๋ยวเค้าไม่ได้เข้า
“ขึ้นมาเหอะ เร็วๆ ปีนขึ้นมาเร๊วววว” เราเลยต้องหาทางปีนป่ายขึ้นไปจนได้ ออกทางหลังคาส้วมนั่นแหละ ฟังดูซกมกๆ ยังไงไม่รู้นะ แล้วเราก็ขึ้นไปนั่งบนหลังคาเรือ ดูพระอาทิตย์ตกดิน เฮ้อ สวย แต่เศร้า
คนอื่นท่าทางวิตกกันน่าดู เพราะไม่รู้เรือลำใหม่จะมาเมื่อไหร่ เราก็ยังเครียดเลยว่ามันจะมามั้ยเนี่ย วันเนี้ย บ่นๆให้เซี่ยะฟังเซี่ยะบอกว่า อย่าไปเครียดมาก อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด เราต้องรอ ก็จะต้องรออยู่วันยันค่ำ ชีวิตมีแค่ 2 ด้านคือ 1 ปลอดภัย 2 ไม่ปลอดภัย บอบบางมาก แค่ซีเรียสก็ใช่ว่าจะทำให้เราปลอดภัย เพราะฉะนั้นจำใจเย็นๆ และรอไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวจะดีเอง เราเลย เออ จริง สบายใจขึ้น นั่งพ่นควันกันไป ดูแม่น้ำโขงไป นี่ก็ตกเย็นลงทุกที ๆ แบบนี้ชักไม่ค่อยดี เพราะเวลามืด เรือลำอื่นจะมองเรืออีกลำไม่เห็น เรือเองก็มองฝั่งไม่เห็นด้วย
ใครหว่า ลอยน้ำมา
นั่งมองแม่น้ำ เห็นขอนไม้ลอยน้ำมาเยอะมาก (เรียกว่าถูกน้ำ “พัด” มาดีกว่า เพราะมาแรงกว่า “ลอยมา” เยอะ) ท่อนใหญ่ๆด้วย เรียกว่าซุงยังได้ เรายังสงสัยถึงวันนี้ว่าไต้ก๋งเรือเค้าขับยังไงนะ ให้พ้นเจ้าพวกนี้ได้โดยปลอดภัยถึงที่หมาย ต้องเซียนมากๆเลยนะเนี่ย
แต่ทว่า..ไอ้ที่ลอยมามันไม่ใช่แค่ขอนไม้ เราเห็นลิบๆ เป็นก้อนๆลอยหมุนเคว้งมาแต่ไกล ตอนแรกนึกว่ากองผ้าหรืออะไรซักอย่าง แต่ยิ่งใกล้เข้ามาๆ เริ่มเห็นชัดขึ้น
มีแขน…
มีขา…
นุ่งกางเกงขายาวสีกรมท่า….
โอ้ พระเจ้า! นั่นมันคนอ่ะ คน คน คนชัดๆ เราก็ชี้ให้คนอื่นบนหลังคาเรือดู นี่ ช่วยดูหน่อยดิ นั่นมันคนหรือเปล่า??? ญี่ปุ่นร้องกรี๊ดลั่น อะนะ เราก็ตกใจไปด้วย ฝรั่งก็ “Oh Jesus!!!” ส่วนคนลาวน่ะเรอะ…เค้ามองแล้วก็เฉย ๆ ไม่ค่อยจะสนใจมันเท่าไหร่ เราก็ เออ นะ สงสัยจะมีบ่อย
นึกว่าจะลอยมาแล้วลอยเลยไป ที่ไหนได้ ดั๊นนน มาลอยติดตรงฝั่งใกล้ๆเรือเราซะอีก ซวยเดะ แบบนี้..ชักไม่สนุก ทุกคนจ้องศพลอยน้ำที่อืดสุดๆกันเป็นตาเดียว บางคนย่องไปหยิบเสื้อชูชีพมาใส่ทันควัน
ซักครึ่งชั่วโมง เรากับศพเริ่มไม่สนใจซึ่งกันและกันแล้ว ศพก็ติดกอไผ่อยู่ยังงั้นแหละ คนบนเรือก็นั่งเซ็งๆเหนื่อยก็เหนื่อยเพลียก็เพลีย
เปลี่ยนเรือลำใหม่
ในที่สุดเรือลำใหม่ก็มาจนได้ เพราะพอดีเราเลยจากหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุดมาไม่เท่าไหร่ เค้าเลยเอาเรือจากหมู่บ้านมารับต่อ เรือดีกว่าลำแรกอีก ลำแรกเป็นไม้ ถ้าชนตอทีนึง สงสัยไม่รอด แต่ลำใหม่นี่เป็นเรือท้องเหล็ก เราวางใจขึ้นมาได้อีกหน่อย
ระหว่างที่รอเรือลำใหม่เข้ามาจอดเทียบ เรือที่เรานั่งมันก็ลอยเข้าไปใกล้ดงไผ่เรื่อย ๆ โอ ไม่เอาน่า ไม่กลัวหรอก แต่ใกล้ขนาดนี้ไม่ไหวนา อย่าใกล้พี่เค้ามากกว่านี้เลย ให้เค้าติดอยู่ตรงนั้นดีแล้ว นี่ขนาดเค้าคว่ำหน้านะ ถ้าหงายหน้าลอยมาเนี่ย ตัวใครตัวมันล่ะ
เราเริ่มจากการถ่ายสัมภาระลงเรือ โดยเอากระเป๋าถ่ายไปไว้เรืออีกลำก่อน ตอนนี้เราเริ่มเห็นนิสัยของคน..
บางกลุ่มไปแต่ตัวและของๆตัวเองแล้วไปจองที่นั่งก่อนแล้วก็นั่งเลย ไม่ทำอะไรอีก บางคนช่วยกันถ่ายสัมภาระ(ทั้งของตัวเองและไม่ใช่) ไปไว้เรืออีกลำเพื่อให้เราได้ไปกันเร็วขึ้น เราช่วยส่งต่อกระเป๋าให้ได้แค่บางใบ เพราะบางใบหนักมากยกไม่ไหว เราเลยไปช่วยชาวบ้านเค้าขนของพวกกล่องสินค้าที่มันไม่ค่อยหนัก ลำเลียงต่อๆกันไปจนเสร็จ พวกที่ไปนั่งรออยู่แล้ว ไม่ช่วยและไม่สนใจใดๆทั้งสิ้น
เราไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องปรกติของเค้าหรือเปล่า ที่เค้าอาจจะคิดว่าธุระไม่ใช่ แต่คนไทยอย่างเรา เห็นแบบนั้นแล้วรู้สึกแย่นิดหน่อย
ในกลุ่มที่นั่งเรือไปด้วยกัน มีฝรั่ง 2 คนคงจะเป็นสามี ภรรยากัน เค้าเอาจักรยานมาด้วย ดูเหมือนว่าจะไปไหนมาไหนด้วยจักรยานมาตลอด เพราะเห็นสัมภาระถูกแพ็กมาอย่างดี ในกระเป๋าที่ใช้สำหรับจักรยานโดยเฉพาะ นึกไปนึกมา อืม คู่นี้นี่เองที่เราเจอที่หลวงพระบางวันแรก เข้าไปถามเค้าว่ามีเกสต์เฮาส์แถวไหนที่ถูกๆบ้าง เค้าก็ช่วยเหลือให้ข้อมูลอย่างดี เป็นชาวอิตาเลียน โดยเฉพาะผู้ชายท่าทางเป็นคนดีมาก ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เค้าจะช่วยเหลือก่อนเสมอโดยที่ไม่ต้องให้ใครมาขอแรงให้ช่วย
ตอนนี้ยังมีคนมีอารมณ์จะถ่ายรูป บางคนถ่ายรูปศพลอยน้ำไปด้วย ไอ้เรานะ ไม่อยากจะเก็บไว้ดูแน่ รูปอย่างนั้น ได้ตอนตายคงทรมาน ก็ได้แต่แผ่เมตตาไปให้เค้า ให้ไปดี ไปสู่ที่ชอบๆ
เราขนถ่ายสัมภาระกันเสร็จ เช็คว่าทุกคนอยู่ครบ เรือก็เริ่มสตาร์ทเครื่องเรือก็ออกไปต่อได้ ฟ้าใกล้มืด อากาศก็เย็นลงทุกที เราต้องเอาผ้าออกมาพันคอไว้ มันหนาวเลยแหละ รอบข้างมืดหมด เรือค่อยๆแล่นไป โดยส่องไฟเข้าหาฝั่งไปตลอดทาง คิดว่าคงให้เห็นฝั่งเพื่อรักษาระยะเอาไว้ไม่ให้เข้าใกล้ไป
บากแบ่ง โอ้ มายก๊อด
เรานั่งมาอีกนาน ไม่มีใครพูดอะไรกันเลย ไม่มีเรือสวนทางมาซักลำ เรือที่ไปทางเดียวกันก็ไม่มี เพราะเรือช้ากว่าที่กำหนดเนื่องจากเหตุขัดข้อง ซักพักเราก็เห็นแสงไฟอยู่ลิบๆ ดูแปลกมาก เพราะรอบข้างมืดจริงๆ แต่อยู่ๆก็มีหมู่บ้านนี้โผล่ขึ้นมายังกับโอเอซิส ใครเคยไปปากแบ่งคงทราบ
มันเล็กจริงๆเรือเข้าเทียบฝั่ง เรารู้สึกโล่งใจที่วันนี้ผ่านไปได้ ถึงจะไม่ค่อยราบเรียบนักแต่ก็ยังไม่แย่มาก ต่างคนต่างเก็บสัมภาระของตัวเอง จริงๆเรามีแค่กระเป๋าเป้ใบใหญ่ใบเดียว ไปไหนมาไหนสะดวก แต่ต้องช่วยเซี่ยะหิ้วกระเป๋าใบอื่นกับพวกน้ำดื่ม ซึ่งน้ำหนักไม่ใช่ย่อยแต่เราก็ช่วยๆแบ่งๆกันหิ้ว เรือไปจอดอยู่ด้านนอกสุด ต้องเดินทะลุผ่านเรืออีก 2 ลำถึงจะถึงฝั่ง ไม่สนุกเลย ต้องเดินก้มๆเงยๆ กระเป๋าก็จะคอยชนเพดานตลอด
เวลาเราต้องย่อตัวข้ามระหว่างเรือ เพราะมันมีหลังคาอยู่ สะดุดจะล้มอยู่หลายรอบ จำไว้ ไปเที่ยวอย่าเอาของไปมาก เป็นภาระแท้ๆ
โผล่ขึ้นไปบนฝั่งยังไม่ทันตั้งตัว จะมีเด็กวัยรุ่นมาแอทแทคคุณทันทีด้วยประโยค
“รูม ฟอ วัน ฮัน เดร็ด บาท รูม ฟอ วัน ฮัน เดร็ด บาท” เราซึ่งกำลังงงๆอยู่ก็จะ เอ๋อๆ เอ ไปกะเค้าดีไหมนะ จริงๆเราอยากไปเดินดูก่อนแล้วค่อยเลือก แต่จะว่าไปก็ไม่ได้มีให้เลือกมากหรอก เหมือนๆกันแหละ ยกเว้นหรูสุดแห่งเดียว ที่โรงแรมไรไม่รู้อยู่หน้าสุดเลย หันหน้าเข้าหาแม่น้ำ คืนละ 500 บาท แพงระยับสำหรับเรา
แต่ปรากฎว่าส่วนใหญ่เลือกที่จะพักที่คืนละ 500 บาทนั่นแหละ คิดๆดู วันนึงรายได้เป็นกอบเป็นกำ ลงทุนสร้างครั้งเดียว ยังไงๆนักท่องเที่ยวต้องมาค้างคืนที่นี่ไม่มีข้อแม้อยู่แล้ว คนละ 500 คืนนึงไม่ต่ำว่า 30-40คน
ส่วนที่เหลือก็แยกย้ายกันไป ไม่มีใครคุยกะใคร เราอึ้งกิมกี่ ทำไมช่างอยู่ในโลกของตัวเองกันจัง
อ้าว เซี่ยะเดินตามเจ้าหนุ่มคนนั้นไปแล้ว กวักมือเรียกเราอยู่ไหวๆว่าให้รีบตามมา เราก็เดินไปเรื่อยๆจริงไม่ไกล มันก็อยู่แถวนั้นแหละ แต่คืนนั้นเพลียมาก เลย โห น้องเดินไปอีกกี่โล..(จริงๆแค่ 100-200 เมตร) ระหว่างเดินอยู่ก็เด็กวัยรุ่นอีกคนเดินมาเลียบๆเคียงๆถาม
“กัญชา?”
หน้าเรามันขี้ยามากหรือไงเนี่ย แค่หุ่นก็ไม่ให้แล้ว เค้าเลยหันไปถามเซี่ยะแทน
“โน… มีแล้ว หุๆๆๆ ” อ้าว เป็นงั้นไป เพื่อนตรู… เอาจิงดิ
เราเดินตามเค้าไปจนถึงเกสต์เฮาส์ เป็นบ้านไม้เล็กๆ 2 ชั้น ชั้นล่างมีห้องน้ำใหญ่ 2 ห้องทุกคนต้องลงมาใช้ห้องน้ำข้างล่าง เราขึ้นไปดูห้องที่อยู่ชั้นบน เป็นห้องเล็ก ๆ เรียงกันประมาณ 6 ห้อง เป็นใช้แม่กุญแจตัวเล็ก ๆ ล็อกห้อง อย่าหวังจะได้เห็นลูกบิด แค่งับประตูก็เป็นอันเสร็จพิธี ห้องเล็กจริง ๆ แค่เตียงเดียว สองเตียง กับโต๊ะไม้ที่ต่อเองแบบง่ายๆ ตั้งไว้ตรงกลางระหว่างเตียง ก็เต็มห้องพอดิบพอดี
จะนอนได้ป่าวล่ะเนี่ย
บนโต๊ะมีจานสังกะสีพร้อมเทียนไขในห่อกระดาษให้ 2 เล่ม (ขอโทษ ไม่มีไฟแช็ค ไม่มีไม้ขีด ดีนะมีไฟแช็คเป็นของตัวเอง) เรายืนห้องอึ้งๆ เอาวะ อย่างน้อยก็มีมุ้ง คลาสสิคไปอีกแบบ
เซี่ยะอยู่ห้องฝั่งตรงข้าม เรียกว่ายื่นมือไปก็เปิดประตูห้องกันได้แล้ว ทางเดินแคบปิ๋วเดียว
“โนไลท์!! ไม่มี ไม่มี ไม่มีไฟ??!”
“อะไรนะ? โนไลเตอร์ ไม่มีไฟแช็คเหรอ ไม่เป็นไร เดี๋ยวให้ยืม”
“ไม่ช่ายๆๆ” แล้วก็ดึงเราให้โผล่เข้าไปดูในห้อง
เซี่ยะชี้ให้ดูบนเพดาน เป็นเพดานเปล่าๆโล่งๆไม่มีไฟบนเพดานให้เปลืองที่
“อ๋อ เออ แปลกนะ เฮอะๆๆ” ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าทำไมไม่มีไฟ สงสัย save cost
พัดลมสำหรับโชว์
“อ้าว แต่ทำไมมีพัดลม?” เป็นพัดลมติดผนัง ใหม่ด้วย ขอบอก เออยังดีนะ มีพัดลม
“นอนไปเหอะ จุดเทียนดิ คลาสสิคจะตายไป วู้ว” เราไม่สนใจละ เอาของไว้ในห้องเรียบร้อย ซี่ยะทำหน้าแบบว่า จริงเหรอวะเนี่ย..
เราได้ห้องฝั่งตรงข้ามกันพอดี นอนหรือยังไม่นอน รู้กันหมด เพราะประตูมันจะมีรอยแยกของไม้ เวลาจุดเทียนก็จะเห็นแสงเที่ยนสว่างอยู่ในห้อง ห้องไหนยังไม่นอนก็จะออกมานั่งหน้าระเบียงกันหมด
เราเปลี่ยนเสื้อผ้า กะว่าเดี๋ยวค่อยกลับมาอาบน้ำเพราะห้องน้ำตอนนั้นเต็ม พวกญี่ปุ่นพักชั้นล่าง ใกล้ห้องน้ำ ไม่รู้ว่าเวิร์คมั้ยเนี่ย ห้องทำเลตรงนั้นน่ะ
เราเดินออกไปร้านอาหารเล็กๆ ขายอาหารตามสั่ง คนขายท่าทางนอบน้อมจนเราเกรงใจ เลือกนั่งโต๊ะตรงกลางร้าน มีโต๊ะอยู่ไม่มากนัก ประมาณ 6-7โต๊ะ ด้านในสุดมีฝรั่งนั่งอยู่แล้ว 2-3คน
เซี่ยะขอผ่านมื้อนี้ให้เราสั่ง เพราะไม่รู้จะกินอะไรดี เราก็ไม่รู้จะกินอะไรดีเหมือนกัน เลยสั่งไก่ทอดกระเทียม กับแพนงหมู แล้วก็ข้าวเปล่า ไม่ลืมสั่งน้ำก้อนมาด้วย เพราะเซี่ยะหิ้วเอาเหล้าลาว กับไวน์ผลไม้รวมของลาวติดมาไม่ยอมให้ห่าง เราก็เลยต้องสนองความตั้งใจซะหน่อยเดี๋ยวจะเสียน้ำใจ
ไวน์ออกจะหวานๆ อร่อยดีเหมือนกัน กินเย็นๆกับน้ำแข็ง เอ้ย น้ำก้อน แต่เหล้าลาวนี่ไม่ไหวจริงๆ ตอนนั่งเรือมา เห็นเซี่ยะนั่งซดมาตลอดทาง ตอนนั้นนึกว่าน้ำเปล่า เพราะเซี่ยะเล่นถ่ายเหล้าจากขวดเหล้าใส่ขวดน้ำ
เรากินไปได้ซักพัก ก็เห็นร๊อบเดินผ่านหน้าร้านมา เราเลยสะกิดให้เซี่ยะดูว่า เอ นั่นใช่ฝรั่งที่มากับเราบนเรือใช่มั้ย เซี่ยะเลยจำได้ ว่า อ๋อ คนที่ไม่ใส่รองเท้าน่ะเหรอ เราเลยโบกมือทัก ร๊อบเดินเข้ามาคุย ได้ใจความว่าได้ที่พักแล้ว คืนละ 80 บาท ตอนนี้เลยออกมาหาข้าวกินหน่อย
“จะนั่งกินด้วยกันที่นี่ก็ได้นะ” เราชวน
“ได้เหรอ?”
“ได้ซิ นั่งเลย สั่งข้าวนะ?” เซี่ยะจัดการไปสั่งข้าวให้เสร็จสรรพ เราเลยกลายเป็นแก๊งค์ไทยจีนฝรั่งตั้งแต่ตอนนั้น ร๊อบบอกว่าตอนแรกก็มีเพื่อนเที่ยวเป็นชาวดัชท์ แต่ตอนนี้เธอแยกไปเที่ยวทางเหนือของลาวซะแล้ว ร๊อบเลยกลับมาเที่ยวคนเดียวอีก ร๊อบอยู่หลวงพระบางมา 10 วัน
เรากินข้าวกันอิ่มก็จะกลับไปที่พัก ร๊อบขออยู่นั่งเล่นที่ร้านอีกซักพักนึง แล้วบอกว่าเจอกันพรุ่งนี้นะ
ไม่น่าเชื่อว่า หลังจากที่นอนมาทั้งวันบนเรือ แล้วเรายังเพลียกันได้ขนาดนี้ เหนื่อยมาก อาจะเป็นเพราะนั่ง ๆนอนๆ แบบเมื่อยๆมาตลอดทาง
อาบน้ำในความมืด
กลับเข้าไปที่พักก็ต่างคนต่างแย่งห้องน้ำกันใช้ แถมยังจะอยากได้ห้องซ้ายมือเหมือนกันอีก สรุป เราชนะ ได้ห้องซ้ายมาจนได้ เซี่ยะเลยไปห้องขวา ในห้องน้ำมีบ่อขนาดใหญ่ ใช้ขั้นสำหรับตักอาบ อาบน้ำอยู่เพลินๆ ไฟก็ดับไปไม่มีปี่มีขลุ่ย มืดมาก มืดแบบมองอะไรไม่เห็น ตอนแรกก็ตกใจ อ้าว เวรแล้วซิ เสื้อผ้าอยู่ไหนละเนี่ย แชมพูยังเต็มหัวอยู่เลย เลยค่อยๆคลำทางกลับไปที่อ่าง อาบน้ำต่อไปได้ทั้งมืดๆงั้นแหละ แล้วคลำทางกลับมาหาเสื้อผ้า เก็บของใส่กระเป๋าแบบเรียกว่า ยัดมันลงไป อะไรเป็นอะไร ขวดแชมพู ยาสีฟัน เสื้อผ้า ปนกันสนุก..
เปิดประตูออกมา เอ ไปทางไหนดีวะ โคตรมืดเลย เลยเอามือคลำกำแพงไปเรื่อย ๆ ฮีโร่ผ่านมาพอดี เป็นญี่ปุ่น 2 คนถือไฟฉายผ่านมา เราเลยพอมองเห็นทางขึ้นบันไดบ้าง รีบเดินไปขึ้นบันที่ทั้งสูงทั้งชัน กลับเข้าไปในห้อง
เฮ้อ..มืดอีกรอบ คราวนี้ต้องควานหาเทียน กับ ไฟแช็ค พอจุดเทียนได้ล่ะ โอ…….สวรรค์
พอดีเซี่ยะเดินเข้ามาพอดี มือถือเทียนในจานสังกะสีเหมือนกัน
ระเบียงหรรษา
มืดอย่างนั้นไม่รู้จะทำอะไรเลย เลยนอนเล่นอยู่บนเตียง กลิ่นออกจะอับๆหน่อย แต่ก็ชินแล้ว ข้างนอกฝนยังตกอยู่ ทั้งมืด ทั้งฝนตก อะไรจะขนาดนี้ ซักพักก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นถี่ๆ “ฮะโหลๆ” อ่อ เพื่อนเราน่ะเอง “มีไรเหรอ” “นอนยัง” “ยัง” เราเลยเปิดประตูออกไปดู เซี่ยยังภักดีอยู่กับเทียนในจานสังกะสี ถือไว้ไม่ได้ห่าง “เปล่าหรอก ถ้ายังไม่นอนจะชวนไปนั่งสูบบุหรี่ คุยกันที่ระเบียงข้างนอก” “อ๋อ ไปดิ” เราเดินมาตามทางเดินยาวๆแคบๆ ทะลุออกมาเป็นระเบียง แบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งซ้ายมือเป็นเก้าอี้ไม้ยาวๆ ด้านขวาเป็นชุกดรับแขก มีฝรั่งนั่งอยู่แล้ว 4 คน เล่นไพ่กันอยู่ เราเลยหย่อนก้นลงที่เก้าอี้ยาวที่หันหน้าออกไปทางแม่น้ำ เห็นได้ไกลๆ มองดูบรรยกาศข้างนอก บ้านเรือนปลูกเรียงกันไปเป็นแนว บางหลังก็ปิดประตูปิดไฟนอนกันหมดแล้ว บางหลังก็ยังเปิดประตูไว้ เห็นแสงเทียนวอมแวมลอดออกมา
“ผมว่านะ ที่ลาวเนี่ย ผู้คนเริ่มจะขึ้นอยู่กับธุรกิจการท่องเที่ยวมากขึ้นทุกที”
“อืม ก็ มันก็มีเหตุผลที่ต้องเป็นอย่างนั้นนี่”
“ใช่ แต่ว่า ไม่รู้นะ ผมยังนึกไม่ออกเลย ว่าถ้าเค้าไม่ทำธุรกิจเกี่ยวกับท่องเที่ยว อย่างขายอาหาร ทำเกสต์เอาส์ ขายของที่ระลึก ชีวิตความเป็นอยู่เค้าจะเป็นไปในแนวไหน แล้วถ้าวันนึง เกิดไม่มีนักท่องเที่ยวล่ะ?”
“อืมม บางคนเค้าอยู่แบบพอเพียงเค้าก็อยู่กันมาได้นะ แต่ทำธุรกิจกับนักท่องเที่ยว เงินมันดีกว่า คุณก็เห็น เราห่วงแต่เรื่องนักท่องเที่ยวที่ไม่คำนึงถึงว่า เค้าจะไปทำลายวิถีชีวิตเดิมๆของชาวบ้านหรือเปล่า อย่างพวกคาราวนรถโฟร์วีลล์ มากันทีเป็นสิบ วิ่งผ่าเมืองหลวงพระบางอะไรเงี้ย ไม่เวิร์คนะ จะมาเที่ยวน่ะ ก็มาเถอะ แต่พยายามทำตัวให้เป็นหนึ่งเดียวกับสภาพแวดล้อมหน่อย เรากลัวว่าวันนึง บรรยากาศและสเน่ห์แบบเดิมๆของเมือง มันจะหมดไป”
“ก็หวังว่ามันจะไม่เป็นอย่างนั้นนะ..” เซี่ยะพยักหน้าหงึกหงัก
“เออ แล้ว เด็กๆอีก ผมว่าเค้าควรจะต้องควบคุมจำนวนประชากรบ้าง ไม่งั้น ทรัพยากร มีเท่าไหร่ๆ ก็จะหมด มนุษย์น่ะต้องกินนะ แล้วคนยิ่งมาก ก็ยิ่งต้องแย่งกัน ไปไหนผมก็เห็นเด็กๆเยอะมาก”
“ตอนนี้ประชากรเค้ายังนับว่าน้อยอยูนะ ตามจริงแล้ว”
เราคุยกันอยู่ซักพักก็แยกกันไปนอน ตอนกลางคืนยังตื่นขึ้นมากลางดึก รอบข้างมืดเหมือนตาบอด มองอะไรก็ไม่เห็น จะรางๆก็ไม่เห็น เป็นสีดำจริงๆ พระจันทร์ไปทำอะไรอยู่ที่ไหนเนี้ย
