Archive for the ‘ลาว’ Category

✈ day 6 : บ๊ายบายหลวงพระบาง

Friday, September 13th, 2002

บ๊ายบาย หลวงพระบาง

ตอนเช้าแบตฯมือถืออ่อนแรง เหลือแค่ 2 ขีด กลัวชะมัดว่ามันจะไม่ปลุก แต่มันก็ปลุก ลงมาเจ้าของบ้านยังไม่ตื่นเลย แต่พอเค้าได้ยินเสียงเราเปิดประตูก็ออกมาดู พอดีว่าเช็คเอาท์ไว้ตั้งแต่เมื่อคืนนี้ จ่ายเงินไปเรียบร้อย ค่าห้อง บวกค่าซักรีดอีกประมาณ 30-40 บาท (เสื้อผ้าก็ใช้บริการที่บ้านพักเค้าแหละ สะดวกดี แย่ตรงที่แดดไม่ค่อยออก เสื้อเลยเกือบๆจะแห้ง แต่ยังไม่แห้งดี ถ้าคิดจะซักก็ควรส่งไปซักก่อนซัก 2 วัน จะได้แห้งสนิท)

เก็บของเรียบร้อยก็นั่งรอเพื่อนเราอยู่ที่ระเบียง ผู้ชายแท้ๆ แบกกระเป๋าตั้ง 3 – 4 ใบ ไม่รู้อะไรมั่ง ที่แน่ๆ มีเหล้าลาวและไวน์ลาวที่แบกไปด้วย

Our boat

โผล่หน้ามาหน้าบ้านก็มีตุ๊ก ๆ ผ่านมาเห็นเรากำลังแบกข้าวของพะรุงพะรัง ก็หยุดลงมาด้อมๆมองๆ เหมือนไม่เกรงใจว่าจะถามดีไม่ถามดี (คนขับตุ๊กๆที่นี่ขี้เกรงใจมาก เหมือนอยากจะถามแต่ก็ เอ๊ จะถามดีมั้ยน้อ..ไม่เหมือนบ้านเรา แทบจะจับนักท่องเที่ยวขึ้นรถเลย)
“ไปไส”
“ไปท่าเรือ เอ้ย เฮือน่ะ”
“บ่ขี่รถไป?”
“เดี๋ยวถามหมู่ก่อนนะ” พอดีเซี่ยะแบกกระเป๋าออกมา เลยตกลงว่านั่งตุ๊กๆไปดีกว่า ข้าวของขนาดนี้อย่าเดินให้ลำบากเลย ค่ารถจากบ้านไปท่าเรือก็ 5 พันกีบเอง

ซื้อปี้โดยสาร

ไปถึงยังไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ มีญี่ปุ่นอยู่ 2 – 3 คน นั่งรออยู่ พอดีเค้ายังไม่เปิด เราเลยวางกระเป๋า ข้าวของไว้ แล้วตกลงกันว่าเราจะผลัดกันไปกินข้าว เพราะกระเป๋าเซี่ยะเธอเยอะมาก 3 ใบ ใบใหญ่ๆ เราเลยไปกินก่อน เดินเลยมา เห็นมีร้านข้าวเปิดขายแล้วตั้งแต่เช้า แต่ก็ไม่ได้กิน ลองเดินเลยไปอีกหน่อย เป็นบ้านเงียบๆ เห็นฝรั่งเพิ่งเช็คบิลเสร็จเราเลยโอเค กินร้านนี้แหละ เป็นพวกอาหารเช้า ราคาก็ปรกติ สั่งไข่คนกับกาแฟมากิน แล้วสั่งแซนด์วิชทูน่าก้อนใหญ่ห่อไปด้วย ไว้กินบนเรือ (ร้านนี้ห่อให้อย่างดี เป็นพลาสติกห่ออาหาร เหมือนที่เราห่อแพ็คอาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตเลย) อิ่มแล้วก็เดินเตร็ดเตร่แกว่งถุงขนมปังกลับมาที่ท่าเรือ เซี่ยะยังนั่งเฝ้าของอยู่

“กินเสร็จละ?”
“อือ ซื้อหนมปังมาด้วย”
“โอ้ ดีๆ งั้นเดี๋ยวผมไปกินมั่ง ไม่นาน 10 นาที กินแค่กาแฟ กินมากตอนเช้าเดี๋ยวท้องเสีย”

แล้วเธอก็ไป 10 นาทีจริงๆ ไวมาก ไม่ลืมแพ็คน้ำบรรจุขวดมาด้วย 1 แพ็คใหญ่ ( 6 ขวด) ขนาด 6 ขวดยังเกือบไม่พอดื่มเลย

เราขึ้นไปซื้อตั๋วโดยสาร (ปี้โดยสาร) ที่ขายตั๋วเค้าดูโบราณๆดี เป็นตึกเก่าๆ แต่สวยดีนะ แล้วก็เป็นออฟฟิศพื้นไม้ด้านบน ตั๋วราคา 500 บาทไทย จ่ายแบ๊งค์พันไปเค้าก็มีแบ๊งค์ 500 ทอนให้ (แต่หาอยู่นาน) ได้ตั๋วแล้วเราก็ขนของลงเรือเลย เรือจอดรออยู่ด้านล่าง ตอนแรกไม่รู้หรอกว่าลำไหน ก็ถามๆเค้าไปมันจะมีเลขติดอยู่ แย่หน่อยวันแรกได้เรือลำเล็กมากกก ยังกะเรือข้ามฟาก

แล้วมันจะเป็นเก้าอี้ไม้ นั่งคนเดียวก็จะ เออ พอดี แต่ 2 คนก็นั่งได้ แต่ไม่ใช่สำหรับการนั่ง 2 วันแน่ ลงไปยังเอ๋อๆ เฮ้ย ลำนี้จริงอะ แล้วเก้าอี้ตัวนึงนั่งกี่คน
“สอง” มีคนเดินมาบอก
“โอ้ โน่ โอ้ โน่ ไม่จริงๆ นั่งไม่ได้” เซี่ยะเดือดร้อน เพราะสูง 180 กว่า เก้าอี้ก็เล็ก แถมห่างจากตัวข้างหน้านิดเดียว ต้องนั่งชั้นเข่า หันหลังพิงเรือถึงจะนั่งได้สบายหน่อย
“นี่ๆๆ ผมจะเอากระเป๋าวางไว้ตรงนี้..” ว่าแล้วก็ยัดกระเป๋า 2 ใบเข้าไปก่อน เต็มไปแล้ว 1 ที่
“แล้วผมก็จะนั่งข้างกระเป๋า ..นี่….! เป็นไงละ แจ๋วๆ” (ไม่รู้เห็นแก่ตัวเปล่า แต่เราจองกันคนละตัวไว้ก่อนแหละ ไม่สน ใครจะไปนั่งได้ ที่เล็กขนาดนั้น ตั้งวันเต็ม) เราก็นั่งอยู่ยังงั้น รอเวลาเรือออก เซี่ยะโดดแผล็วออกไปไหนไม่รู้ ซักพักก็โผล่หน้าเข้ามาในเรือ บอกว่า ออกไปนั่งข้างนอกก่อนดีกว่า ข้างในอึดอัด เดี๋ยวเรือจะออกค่อยลงไป เราก็เลยออกไปนั่งอยู่บนฝั่ง

คนลาวก็นั่งเรือลำเดียวกับเรานี่แหละ แต่เค้าจะนั่งไปตามหมู่บ้านเอาสินค้าไปลง มีทั้งของกิน ของใช้ เครื่องใช้ไฟฟ้า สมุดหนังสือ เครื่องเล่นวีซีดียังมีเลย นั่งไปนั่งมา มีโทรทัศน์ลงมาด้วย

ท้ายเรือมันจะเป็นที่โล่งๆไว้วางสินค้า วางกระเป๋าใบควายๆของแบ็คแพคเกอร์ทั้งหลาย กระเป๋าเยอะมากจริงๆ เค้าจะเอาไปกองสุม ๆ กันเป็นเนินภูเขาย่อมๆที่ท้ายเรือ แล้วรอบๆมันจะมีที่นั่งเป็นเก้าอี้ยาวขนาบ 2 ข้าง เป็นไม้แผ่นแคบๆยาวๆ คนลาวจะนั่งข้างหลังหมด ตอนแรกเราก็ไม่รู้ว่าทำไมเค้านั่งข้างหลัง

นึกขึ้นได้ว่าให้ยาดมเด็กญี่ปุ่นไปแล้ว ตอนนี้เลยไม่มี โอ้ย ไม่ได้เลยๆ ขาดไม่ได้เด็ดขาด เลยไปถามที่ร้านขายของชำว่ามียาดมขายมั้ย ที่นี่แปลก ขายของชำก็ขายของชำอย่างเดียว ยาดมต้องไปซื้อร้านขายยาเท่านั้น เดินจนเจอร้านขายยา(โชคดีที่มีแถวๆท่าเรือ) ได้ยาดมโป๊ยเซียนมาขวดนึง ราคาเท่าบ้านเราแหละ

อ้วกแตกอ้วกแตนกันตามสบายนะค๊าบบบ..

ใกล้ๆเวลาเรือจะออก เห็นเพื่อนเราโผล่หน้าออกมามองหา คงจะนึกด่าอยู่ในใจมันหายไปไหนของมัน เราก็เย้วๆอยู่บนฝั่ง เอ้อ เดี๋ยวลงไปๆๆ

พอลงไปซิ โดนฝรั่งแย่งที่ไปซะฉิบ เศร้าชะมัด จะให้ไปนั่งกับเซี่ยะก็คงไม่เวิร์ค ตัวไม่ใช่ว่าจะเล็กๆกัน เราเลยไปนั่งกับคนลาวที่ท้ายเรือ สบายกว่าที่นั่งเก้าอี้ที่เค้าจัดไว้ให้นักท่องเที่ยวซะอีก แรกๆอาจจะมีเกรงใจกันบ้าง เอาขาพาดก็เกรงใจ แต่พอไปซักพัก เกรงจงเกรงใจไม่มีแล้ว ยืดแข้งยืดขากันตามสะดวก เราเอาขาพาดไปบนกองกระเป๋านั่นแหละ ตอนไปนี่ไม่ค่อยรู้อะไร เซี่ยะแนะนำว่าเราไปเรือกันเถอะ เราก็ตามเค้าไป ไหนๆก็ไหนๆแล้วนี่นะ

แต่เรื่องเกรงใจนี่เรายังพอมีบ้าง คือถ้าคิดจะพาดแข้งพาดขาไปทางไหน ก็ต้องดูว่ามีคนนั่งอยู่ทางนั้นมั้ย แต่ตรงข้ามเราเป็นฝรั่งหัวล้าน ฟังสำเนียงน่าจะเป็นอเมริกัน คุณเธอเอาขาพาดบนกองกระเป๋า เท้านี่แบบว่าชี้ไปเกือบโดนหน้าชาวบ้าน ที่นั่งอยู่อีกฝั่ง (คือฝรั่งคนนี้นอนยาว เหมือนชั้นมีเตียงส่วนตัวยังไงยังงั้น) เราเห็นแล้วก็ เฮ้ย ไอ้นี่ ทำอะไรยังงี้วะเนี้ย…

2-3 ชั่วโมงแรกบนเรือ ทุกคนดูสงบเสงี่ยมกันดี และยังเซฟอาการกันเล็กน้อย มีฟอร์มว่างั้นเหอะ แต่พอเข้าชั่วโมงที่ 4 ที่ 5 ประทานโทษ ญี่ปุ่นข้างหน้านั่นเล็งๆพื้นเรือไว้แล้ว (เราเห็น)

แล้วก็ลงไปนอนซะเลย คือสองข้างมันจะเป็นเก้าอี้ไง เหมือนรถเมล์น่ะ ทางเดินตรงกลางมันจะเหลือที่พอเดินได้คนเดียวเท่านั้น เดินสวนกันไม่ได้ พอญี่ปุ่นลงไปนอนคนก็จะเดินผ่านไม่ได้ แต่แกไม่สนแล้ว คงเมื่อย ลงไปนอนแล้วล่ะไม่รู้ล่ะ แต่พอมีคนเดินผ่านจะไปเข้าห้องน้ำก็ต้องลุกให้เค้าเดิน แล้วคนก็ขยันเดินไปเข้าห้องน้ำกันจังเลย ( 2 วัน เราเข้าห้องน้ำบนเรือไป2ครั้งเอง วันละครั้ง พยายามไม่กินน้ำมาก ขี้เกียจเดินไปเข้าห้องน้ำ)

ร็อบ เป็นคนแปลกๆ ดูจะเงียบๆ พูดอะไรก็จะนิ่มๆเนิบๆ ช้า ๆเสียงจะเบาๆ ที่แน่ๆสำเนียงร็อบฟังยากมากกกกก ภายใน 30 นาทีเราคิดว่าเราต้องถามว่า “อะไรนะ?” มากกว่า 10 ครั้ง แต่อีกอย่างที่เป็นเอกลักษณ์มาก ทุกครั้งที่อะไรเจ๋ง ดี สุดยอด ร็อบจะครางฮือแล้วต่อด้วยคำว่า “ช้อยยยยยยยยยส์” (Choice)

“ช้อยยยยส์ มาย เฟรนด์…ช้อยยยส์” ตลอดทริบร็อบมี “ช้อยส์”ไม่น่าต่ำกว่า 100 ครั้งเห็นจะได้

แล้วเรือลำแรกมันเล็ก เวลาเดินไปเข้าห้องน้ำ ต้องผ่านห้องเครื่องก่อน คือเครื่องยนต์อยู่ตรงกลางเรือ มีทางเดินเป็นแผ่นไม้เล็กๆแคบๆให้เดินเลาะไปได้ ก็ปรกติ เดินได้ไม่ลำบาก แต่เด็กผู้หญิงญี่ปุ่นคนนึง (หน้าเธอเหมือนดารามาก คิ้วโก่งมาเลย แต่แฟนเธอดิ น่ากลัวมากหน้าเหมือนยากูซ่า) เจ๊คนนี้เธอก็เดินไปเข้าห้องน้ำ ขากลับก็กลิ้งลงไปในห้องเครื่องซะงั้นแหละ(ได้ยินเสียงชาวบ้านที่นั่งอยู่ข้างหลังร้อง “เฮ้ย!!”) แต่แล้วก็ปีนขึ้นมาหัวเราะแฮ่ะๆ คลานขึ้นมาได้ รู้จากเซี่ยะตอนหลังว่าเจ๊คนนี้เธอพี้กัญชาตลอดทาง (เข้าไปพี้ในห้องน้ำ) เพราะเซี่ยะเข้าห้องน้ำต่อ ตอนที่เธอออกมาพอดี เลยได้กลิ่นกัญชายังอยู่ในห้องน้ำ (ขนาดห้องน้ำไม่มีหลังคานะ คือข้างบนเปิดโล่ง ต้องระวังว่าถ้ามีคนเดินอยู่บนหลังคานี่ซวยเลย ฮ่าๆ )

ทำไมเที่ยวแล้วต้องพี้กัญชาขนาดนั้นไม่รู้เหมือนกัน เหมือนติดขนาดหนัก แบบนี้ไม่ไหว

เราหลับไปหลายตื่น พอตื่นมาอีกทีก็มีฝรั่งหัวเหน่งคนนึงปีนมานั่งข้าง ๆ เนื่องจากเล็งเห็นแล้ว ว่าไอ้ที่เรานั่งอยู่นั่น สบายกว่านั่งเก้าอี้ที่เค้าจัดไว้ให้นักท่องเที่ยวมากมายนัก “ขอนั่งด้วยนะ” เค้าก็ยิ้มให้ พูดจานิ่มๆ (เกย์เปล่าวะ ตอนแรกเราก็สงสัย) “ตามสบายค่ะ ว่าแต่รองเท้าคุณไปไหน?” จำได้แล้ว คนนี้เองฝรั่งตีนเปล่าที่เราเห็นตั้งแต่บนท่าเรือที่หลวงพระบาง “ไม่ชอบใส่น่ะ ชอบให้เท้าสัมผัสพื้นโลก รู้สึกดี” “อ่อ..อืม….นะ มีคนทักเยอะมั้ยเรื่องไม่ใส่รองเท้า?” “เยอะมากกกก แต่ดีนะ ได้เพื่อนเยอะเลย เดินไปไหน เค้าก็ถาม รองเท้าไปไหน” “อ่อ..เราก็เป็นหนึ่งในนั้นซิเนี่ย” “ใช่แล้ว” แล้วเราก็หัวเราะกัน เค้าแนะนำตัวว่าชื่อ ร็อบ มาจากนิวซีแลนด์ เราเลยบอกว่าเราเจอคนนิวซีแลนด์เยอะมากตั้งแต่เวียงจันทน์แล้ว “พวกกีวีชอบเที่ยวมั้ง..” เค้าบอกว่าฝรั่งประเทศอื่นชอบเรียกคนนิวซีแลนด์ว่า กีวี :) เอิ๊กๆ

โดนแย่งมื้อเที่ยง แงๆๆ

บนเรือทุกคนไม่ได้คุยอะไรกันมาก เพราะเสียงเครื่องยนต์ในเรือค่อนข้างดัง (แต่ก็เบากว่าเรือด่วน) เกือบทุกๆชั่วโมงจะมีเสียง
“แปรววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววว์!!” เรือด่วนวิ่งผ่านไป หน้าตาดูคล้ายตัวเลโก้นั่งอยู่ในเรือ คือทุกคนใส่หมวกกันน๊อก หัวกลมมาแต่ไกล กับเสื้อกันฝน แล้วเสียงงี้ดังโคตร ไม่รู้ทนได้ไงตั้งเป็นวัน ๆ ประมาณว่าถึงที่หมายนี่คงหูตึงไป 8 วัน

พอเที่ยงเป๊ง ชาวบ้านเค้าก็พร้อมใจกันเอาอาหารออกมากินกันเอร็ดอร่อย ก๋วยเตี๋ยวแห้งเนี่ย เค้าใช้มือเปิบกันจะจะ เก็นหลายครั้งแล้ว เค้าจะใส่ในถุงพลาสติกแล้วเอามือเปิบ น่าอร่อย (ถ้าเป็นไทยเรา อาจเป็นได้ที่จะออกแนวกระแดะเล็กน้อย แบบค่อยๆปลิ้นมันออกมาจากถุงแล้วเล็มๆค่อยๆกิน เอิ๊กๆๆ)

เราเห็นแล้วก็หิว เอาแซนด์วิชทูน่าออกมากินบ้างเด้ ยอมได้ไง หนมปังมันยาวมากเลยแบ่งทีละท่อน หักมา 1 ใน 4 แล้วไปชวนเซี่ยะกินตามมารยาท ตอนแรกเซี่ยะบอก ไม่เอายังไม่หิว
“อร่อยนา”
“…………….”
“ไม่เอาจิงอะ?”
“เอาก็ด้ะ” แล้วก็หยิบไปกัด 1 คำ ทำท่าคิดพักนึง ” OK I EAT!” เอาไปทั้งอันเลย เซี่ยะเอาไปทั้งอันเล้ยยยยยย ฮือๆๆ หันไปดูร็อบ ร็อบหลับ…
เรานอนกันไปจนไม่มีอะไรจะทำ บางคนอ่านหนังสือ บางคนฟังเพลง แต่ส่วนมาก นอนเป็นกิจกรรมหลัก อากาศก็เย็นๆดี ตอนแรกเราคิดว่าจะร้อน แต่ไม่เลย

นั่งจนเมื่อยยยยก้น เห็นฝรั่งหลายคนมีหมอนเป่าลมมาด้วย ไม่ได้เอาไว้นอนแต่เอาไว้รองก้น เราเห็นแล้ว โอ้ มายก้อด ดีชะมัด คราวหน้าเอาบ้าง เมื่อยก้นเป็นบ้าเลย


บ่ายแก่ๆเกือบเย็นแล้ว เรือแวะจอดส่งชาวบ้านลงตามหมู่บ้าน (มีเป็นระยะๆ ซัก 3 ชั่วโมง จะเจอซักหมู่บ้านนึง) โดยมากดูเหมือนเค้าจะซื้อของจากหลวงพระบางแล้วเอาไปส่งตามหมู่บ้าน บางคนก็อยู่ที่หมู่บ้านนั้นแหละ แล้วก็นั่งเรือไปซื้อของแล้วก็นั่งกลับอีกวัน เราคิด โห มีความพยายามมาก..

นรกแค่เอื้อม!

กำลังเพลินๆ เสียงเครื่องยนต์ก็เงียบไปซะเฉยๆ ตอนแรกนึกว่าไม่มีอะไร เอ ชักนานวุ้ย เซี่ยะก็สะกิดจัง

“ถามหน่อยดิๆๆ ว่าเรือเป็นอะไร”
“โอเคๆๆ” ตัดความรำคาญเดินไปถามเค้าให้ สรุป เรือเราเจ๊งเฉยเลย แล้วเค้าก็ดูท่าทางไม่เดือดร้อนอะไร

“รอเรือลำใหม่มารับ”
“ฮ๊าาา!!??! เรือลำใหม่เนี่ยนะ?? กี่ชั่วโมงละเนี้ยยยย!!”
“นาาา บ่นานดอก”
“จริงอะ”
“ฮื่อ”

เรากลับไปนั่งเซ็ง เซี่ยะอึ้งไปหลังจากรู้คำตอบ

“งั้น..เราก็ต้องอยู่เฉย ๆ งี้อะดิ” เออ ซิ ยะ
“ไปหลังคาเรือกัน”
“เค้าห้ามขึ้นไม่ใช่เหรอ?”
“นั่นมันตอนเรือวิ่งเฟ้ย อิอิ น่าาาา ไป ไป ไป..” เราเลยบอก เออ เธอไปก่อนเดี๋ยวชั้นตามไป เก็บหนังสือลงกระเป๋าเสร็จเงยหน้ามาอีกที เซี่ยะโผล่หน้าลงมาจากหลังคาแล้ว กวักมือเรียกใหญ่ “ขึ้นมาเร้วๆ” เฮ้ย ขึ้นไปได้ไงวะ ขึ้นทางไหน เราพยายามจะขึ้นจากข้างๆเรือ เอ ไม่ได้ว่ะ มันสูง

“ไปขึ้นทางส้วมนู่น”
“ส้วมเนี่ยนะ”
“เอออออ จริงๆ ไปดิ ไปส้วมๆ” เราเลยต้องเดินไปส้วม โอย ขึ้นไม่ได้ว่ะ มันก็ยังสูงอยู่ เซี่ยะยื่นบุหรี่มาให้ตัวนึง ยืนสูบมันในส้วมนั่นแหละ เป็นภาพที่ฮามาก หัวโผล่ขึ้นไปพ้นหลังคาเรือ แต่ตัวอยู่ในส้วม คือส้วมมันไม่มีหลังคา จำได้ป่าว ถ้าคนสูงพ้นความสูงของห้องน้ำหัวก็จะโผล่ออกมาทางหลังคาได้

“เวง ครั้งแรกในชีวิต ที่สูบบุหรี่ในส้วมแล้วหัวโผล่ออกไปนอกส้วมเงี้ย”
“ก๊ากๆๆ”
“ไม่ขึ้นดีกว่า” เราทำท่าจะเดินกลับ เกิดมีคนจะเข้าส้วมขึ้นมา เดี๋ยวเค้าไม่ได้เข้า
“ขึ้นมาเหอะ เร็วๆ ปีนขึ้นมาเร๊วววว” เราเลยต้องหาทางปีนป่ายขึ้นไปจนได้ ออกทางหลังคาส้วมนั่นแหละ ฟังดูซกมกๆ ยังไงไม่รู้นะ แล้วเราก็ขึ้นไปนั่งบนหลังคาเรือ ดูพระอาทิตย์ตกดิน เฮ้อ สวย แต่เศร้า

คนอื่นท่าทางวิตกกันน่าดู เพราะไม่รู้เรือลำใหม่จะมาเมื่อไหร่ เราก็ยังเครียดเลยว่ามันจะมามั้ยเนี่ย วันเนี้ย บ่นๆให้เซี่ยะฟังเซี่ยะบอกว่า อย่าไปเครียดมาก อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด เราต้องรอ ก็จะต้องรออยู่วันยันค่ำ ชีวิตมีแค่ 2 ด้านคือ 1 ปลอดภัย 2 ไม่ปลอดภัย บอบบางมาก แค่ซีเรียสก็ใช่ว่าจะทำให้เราปลอดภัย เพราะฉะนั้นจำใจเย็นๆ และรอไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวจะดีเอง เราเลย เออ จริง สบายใจขึ้น นั่งพ่นควันกันไป ดูแม่น้ำโขงไป นี่ก็ตกเย็นลงทุกที ๆ แบบนี้ชักไม่ค่อยดี เพราะเวลามืด เรือลำอื่นจะมองเรืออีกลำไม่เห็น เรือเองก็มองฝั่งไม่เห็นด้วย

ใครหว่า ลอยน้ำมา

นั่งมองแม่น้ำ เห็นขอนไม้ลอยน้ำมาเยอะมาก (เรียกว่าถูกน้ำ​ “พัด” มาดีกว่า เพราะมาแรงกว่า “ลอยมา” เยอะ) ท่อนใหญ่ๆด้วย เรียกว่าซุงยังได้ เรายังสงสัยถึงวันนี้ว่าไต้ก๋งเรือเค้าขับยังไงนะ ให้พ้นเจ้าพวกนี้ได้โดยปลอดภัยถึงที่หมาย ต้องเซียนมากๆเลยนะเนี่ย

แต่ทว่า..ไอ้ที่ลอยมามันไม่ใช่แค่ขอนไม้ เราเห็นลิบๆ เป็นก้อนๆลอยหมุนเคว้งมาแต่ไกล ตอนแรกนึกว่ากองผ้าหรืออะไรซักอย่าง แต่ยิ่งใกล้เข้ามาๆ เริ่มเห็นชัดขึ้น

มีแขน…
มีขา…
นุ่งกางเกงขายาวสีกรมท่า….

โอ้ พระเจ้า! นั่นมันคนอ่ะ คน คน คนชัดๆ เราก็ชี้ให้คนอื่นบนหลังคาเรือดู นี่ ช่วยดูหน่อยดิ นั่นมันคนหรือเปล่า??? ญี่ปุ่นร้องกรี๊ดลั่น อะนะ เราก็ตกใจไปด้วย ฝรั่งก็ “Oh Jesus!!!” ส่วนคนลาวน่ะเรอะ…เค้ามองแล้วก็เฉย ๆ ไม่ค่อยจะสนใจมันเท่าไหร่ เราก็ เออ นะ สงสัยจะมีบ่อย

นึกว่าจะลอยมาแล้วลอยเลยไป ที่ไหนได้ ดั๊นนน มาลอยติดตรงฝั่งใกล้ๆเรือเราซะอีก ซวยเดะ แบบนี้..ชักไม่สนุก ทุกคนจ้องศพลอยน้ำที่อืดสุดๆกันเป็นตาเดียว บางคนย่องไปหยิบเสื้อชูชีพมาใส่ทันควัน

ซักครึ่งชั่วโมง เรากับศพเริ่มไม่สนใจซึ่งกันและกันแล้ว ศพก็ติดกอไผ่อยู่ยังงั้นแหละ คนบนเรือก็นั่งเซ็งๆเหนื่อยก็เหนื่อยเพลียก็เพลีย

เปลี่ยนเรือลำใหม่

ในที่สุดเรือลำใหม่ก็มาจนได้ เพราะพอดีเราเลยจากหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุดมาไม่เท่าไหร่ เค้าเลยเอาเรือจากหมู่บ้านมารับต่อ เรือดีกว่าลำแรกอีก ลำแรกเป็นไม้ ถ้าชนตอทีนึง สงสัยไม่รอด แต่ลำใหม่นี่เป็นเรือท้องเหล็ก เราวางใจขึ้นมาได้อีกหน่อย

ระหว่างที่รอเรือลำใหม่เข้ามาจอดเทียบ เรือที่เรานั่งมันก็ลอยเข้าไปใกล้ดงไผ่เรื่อย ๆ โอ ไม่เอาน่า ไม่กลัวหรอก แต่ใกล้ขนาดนี้ไม่ไหวนา อย่าใกล้พี่เค้ามากกว่านี้เลย ให้เค้าติดอยู่ตรงนั้นดีแล้ว นี่ขนาดเค้าคว่ำหน้านะ ถ้าหงายหน้าลอยมาเนี่ย ตัวใครตัวมันล่ะ

เราเริ่มจากการถ่ายสัมภาระลงเรือ โดยเอากระเป๋าถ่ายไปไว้เรืออีกลำก่อน ตอนนี้เราเริ่มเห็นนิสัยของคน..

บางกลุ่มไปแต่ตัวและของๆตัวเองแล้วไปจองที่นั่งก่อนแล้วก็นั่งเลย ไม่ทำอะไรอีก บางคนช่วยกันถ่ายสัมภาระ(ทั้งของตัวเองและไม่ใช่) ไปไว้เรืออีกลำเพื่อให้เราได้ไปกันเร็วขึ้น เราช่วยส่งต่อกระเป๋าให้ได้แค่บางใบ เพราะบางใบหนักมากยกไม่ไหว เราเลยไปช่วยชาวบ้านเค้าขนของพวกกล่องสินค้าที่มันไม่ค่อยหนัก ลำเลียงต่อๆกันไปจนเสร็จ พวกที่ไปนั่งรออยู่แล้ว ไม่ช่วยและไม่สนใจใดๆทั้งสิ้น

เราไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องปรกติของเค้าหรือเปล่า ที่เค้าอาจจะคิดว่าธุระไม่ใช่ แต่คนไทยอย่างเรา เห็นแบบนั้นแล้วรู้สึกแย่นิดหน่อย

ในกลุ่มที่นั่งเรือไปด้วยกัน มีฝรั่ง 2 คนคงจะเป็นสามี ภรรยากัน เค้าเอาจักรยานมาด้วย ดูเหมือนว่าจะไปไหนมาไหนด้วยจักรยานมาตลอด เพราะเห็นสัมภาระถูกแพ็กมาอย่างดี ในกระเป๋าที่ใช้สำหรับจักรยานโดยเฉพาะ นึกไปนึกมา อืม คู่นี้นี่เองที่เราเจอที่หลวงพระบางวันแรก เข้าไปถามเค้าว่ามีเกสต์เฮาส์แถวไหนที่ถูกๆบ้าง เค้าก็ช่วยเหลือให้ข้อมูลอย่างดี เป็นชาวอิตาเลียน โดยเฉพาะผู้ชายท่าทางเป็นคนดีมาก ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เค้าจะช่วยเหลือก่อนเสมอโดยที่ไม่ต้องให้ใครมาขอแรงให้ช่วย

ตอนนี้ยังมีคนมีอารมณ์จะถ่ายรูป บางคนถ่ายรูปศพลอยน้ำไปด้วย ไอ้เรานะ ไม่อยากจะเก็บไว้ดูแน่ รูปอย่างนั้น ได้ตอนตายคงทรมาน ก็ได้แต่แผ่เมตตาไปให้เค้า ให้ไปดี ไปสู่ที่ชอบๆ

เราขนถ่ายสัมภาระกันเสร็จ เช็คว่าทุกคนอยู่ครบ เรือก็เริ่มสตาร์ทเครื่องเรือก็ออกไปต่อได้ ฟ้าใกล้มืด อากาศก็เย็นลงทุกที เราต้องเอาผ้าออกมาพันคอไว้ มันหนาวเลยแหละ รอบข้างมืดหมด เรือค่อยๆแล่นไป โดยส่องไฟเข้าหาฝั่งไปตลอดทาง คิดว่าคงให้เห็นฝั่งเพื่อรักษาระยะเอาไว้ไม่ให้เข้าใกล้ไป

บากแบ่ง โอ้ มายก๊อด

เรานั่งมาอีกนาน ไม่มีใครพูดอะไรกันเลย ไม่มีเรือสวนทางมาซักลำ เรือที่ไปทางเดียวกันก็ไม่มี เพราะเรือช้ากว่าที่กำหนดเนื่องจากเหตุขัดข้อง ซักพักเราก็เห็นแสงไฟอยู่ลิบๆ ดูแปลกมาก เพราะรอบข้างมืดจริงๆ แต่อยู่ๆก็มีหมู่บ้านนี้โผล่ขึ้นมายังกับโอเอซิส ใครเคยไปปากแบ่งคงทราบ

มันเล็กจริงๆเรือเข้าเทียบฝั่ง เรารู้สึกโล่งใจที่วันนี้ผ่านไปได้ ถึงจะไม่ค่อยราบเรียบนักแต่ก็ยังไม่แย่มาก ต่างคนต่างเก็บสัมภาระของตัวเอง จริงๆเรามีแค่กระเป๋าเป้ใบใหญ่ใบเดียว ไปไหนมาไหนสะดวก แต่ต้องช่วยเซี่ยะหิ้วกระเป๋าใบอื่นกับพวกน้ำดื่ม ซึ่งน้ำหนักไม่ใช่ย่อยแต่เราก็ช่วยๆแบ่งๆกันหิ้ว เรือไปจอดอยู่ด้านนอกสุด ต้องเดินทะลุผ่านเรืออีก 2 ลำถึงจะถึงฝั่ง ไม่สนุกเลย ต้องเดินก้มๆเงยๆ กระเป๋าก็จะคอยชนเพดานตลอด

เวลาเราต้องย่อตัวข้ามระหว่างเรือ เพราะมันมีหลังคาอยู่ สะดุดจะล้มอยู่หลายรอบ จำไว้ ไปเที่ยวอย่าเอาของไปมาก เป็นภาระแท้ๆ

โผล่ขึ้นไปบนฝั่งยังไม่ทันตั้งตัว จะมีเด็กวัยรุ่นมาแอทแทคคุณทันทีด้วยประโยค
“รูม ฟอ วัน ฮัน เดร็ด บาท รูม ฟอ วัน ฮัน เดร็ด บาท” เราซึ่งกำลังงงๆอยู่ก็จะ เอ๋อๆ เอ ไปกะเค้าดีไหมนะ จริงๆเราอยากไปเดินดูก่อนแล้วค่อยเลือก แต่จะว่าไปก็ไม่ได้มีให้เลือกมากหรอก เหมือนๆกันแหละ ยกเว้นหรูสุดแห่งเดียว ที่โรงแรมไรไม่รู้อยู่หน้าสุดเลย หันหน้าเข้าหาแม่น้ำ คืนละ 500 บาท แพงระยับสำหรับเรา

แต่ปรากฎว่าส่วนใหญ่เลือกที่จะพักที่คืนละ 500 บาทนั่นแหละ คิดๆดู วันนึงรายได้เป็นกอบเป็นกำ ลงทุนสร้างครั้งเดียว ยังไงๆนักท่องเที่ยวต้องมาค้างคืนที่นี่ไม่มีข้อแม้อยู่แล้ว คนละ 500 คืนนึงไม่ต่ำว่า 30-40คน

ส่วนที่เหลือก็แยกย้ายกันไป ไม่มีใครคุยกะใคร เราอึ้งกิมกี่ ทำไมช่างอยู่ในโลกของตัวเองกันจัง

อ้าว เซี่ยะเดินตามเจ้าหนุ่มคนนั้นไปแล้ว กวักมือเรียกเราอยู่ไหวๆว่าให้รีบตามมา เราก็เดินไปเรื่อยๆจริงไม่ไกล มันก็อยู่แถวนั้นแหละ แต่คืนนั้นเพลียมาก เลย โห น้องเดินไปอีกกี่โล..(จริงๆแค่ 100-200 เมตร) ระหว่างเดินอยู่ก็เด็กวัยรุ่นอีกคนเดินมาเลียบๆเคียงๆถาม

“กัญชา?”
หน้าเรามันขี้ยามากหรือไงเนี่ย แค่หุ่นก็ไม่ให้แล้ว เค้าเลยหันไปถามเซี่ยะแทน
“โน… มีแล้ว หุๆๆๆ ” อ้าว เป็นงั้นไป เพื่อนตรู… เอาจิงดิ

เราเดินตามเค้าไปจนถึงเกสต์เฮาส์ เป็นบ้านไม้เล็กๆ 2 ชั้น ชั้นล่างมีห้องน้ำใหญ่ 2 ห้องทุกคนต้องลงมาใช้ห้องน้ำข้างล่าง เราขึ้นไปดูห้องที่อยู่ชั้นบน เป็นห้องเล็ก ๆ เรียงกันประมาณ 6 ห้อง เป็นใช้แม่กุญแจตัวเล็ก ๆ ล็อกห้อง อย่าหวังจะได้เห็นลูกบิด แค่งับประตูก็เป็นอันเสร็จพิธี ห้องเล็กจริง ๆ แค่เตียงเดียว สองเตียง กับโต๊ะไม้ที่ต่อเองแบบง่ายๆ ตั้งไว้ตรงกลางระหว่างเตียง ก็เต็มห้องพอดิบพอดี

จะนอนได้ป่าวล่ะเนี่ย

บนโต๊ะมีจานสังกะสีพร้อมเทียนไขในห่อกระดาษให้ 2 เล่ม (ขอโทษ ไม่มีไฟแช็ค ไม่มีไม้ขีด ดีนะมีไฟแช็คเป็นของตัวเอง) เรายืนห้องอึ้งๆ เอาวะ อย่างน้อยก็มีมุ้ง คลาสสิคไปอีกแบบ

เซี่ยะอยู่ห้องฝั่งตรงข้าม เรียกว่ายื่นมือไปก็เปิดประตูห้องกันได้แล้ว ทางเดินแคบปิ๋วเดียว
“โนไลท์!! ไม่มี ไม่มี ไม่มีไฟ??!”
“อะไรนะ? โนไลเตอร์ ไม่มีไฟแช็คเหรอ ไม่เป็นไร เดี๋ยวให้ยืม”
“ไม่ช่ายๆๆ” แล้วก็ดึงเราให้โผล่เข้าไปดูในห้อง
เซี่ยะชี้ให้ดูบนเพดาน เป็นเพดานเปล่าๆโล่งๆไม่มีไฟบนเพดานให้เปลืองที่
“อ๋อ เออ แปลกนะ เฮอะๆๆ” ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าทำไมไม่มีไฟ สงสัย save cost

พัดลมสำหรับโชว์

“อ้าว แต่ทำไมมีพัดลม?” เป็นพัดลมติดผนัง ใหม่ด้วย ขอบอก เออยังดีนะ มีพัดลม
“นอนไปเหอะ จุดเทียนดิ คลาสสิคจะตายไป วู้ว” เราไม่สนใจละ เอาของไว้ในห้องเรียบร้อย ซี่ยะทำหน้าแบบว่า จริงเหรอวะเนี่ย..
เราได้ห้องฝั่งตรงข้ามกันพอดี นอนหรือยังไม่นอน รู้กันหมด เพราะประตูมันจะมีรอยแยกของไม้ เวลาจุดเทียนก็จะเห็นแสงเที่ยนสว่างอยู่ในห้อง ห้องไหนยังไม่นอนก็จะออกมานั่งหน้าระเบียงกันหมด
เราเปลี่ยนเสื้อผ้า กะว่าเดี๋ยวค่อยกลับมาอาบน้ำเพราะห้องน้ำตอนนั้นเต็ม พวกญี่ปุ่นพักชั้นล่าง ใกล้ห้องน้ำ ไม่รู้ว่าเวิร์คมั้ยเนี่ย ห้องทำเลตรงนั้นน่ะ

เราเดินออกไปร้านอาหารเล็กๆ ขายอาหารตามสั่ง คนขายท่าทางนอบน้อมจนเราเกรงใจ เลือกนั่งโต๊ะตรงกลางร้าน มีโต๊ะอยู่ไม่มากนัก ประมาณ 6-7โต๊ะ ด้านในสุดมีฝรั่งนั่งอยู่แล้ว 2-3คน
เซี่ยะขอผ่านมื้อนี้ให้เราสั่ง เพราะไม่รู้จะกินอะไรดี เราก็ไม่รู้จะกินอะไรดีเหมือนกัน เลยสั่งไก่ทอดกระเทียม กับแพนงหมู แล้วก็ข้าวเปล่า ไม่ลืมสั่งน้ำก้อนมาด้วย เพราะเซี่ยะหิ้วเอาเหล้าลาว กับไวน์ผลไม้รวมของลาวติดมาไม่ยอมให้ห่าง เราก็เลยต้องสนองความตั้งใจซะหน่อยเดี๋ยวจะเสียน้ำใจ
ไวน์ออกจะหวานๆ อร่อยดีเหมือนกัน กินเย็นๆกับน้ำแข็ง เอ้ย น้ำก้อน แต่เหล้าลาวนี่ไม่ไหวจริงๆ ตอนนั่งเรือมา เห็นเซี่ยะนั่งซดมาตลอดทาง ตอนนั้นนึกว่าน้ำเปล่า เพราะเซี่ยะเล่นถ่ายเหล้าจากขวดเหล้าใส่ขวดน้ำ
เรากินไปได้ซักพัก ก็เห็นร๊อบเดินผ่านหน้าร้านมา เราเลยสะกิดให้เซี่ยะดูว่า เอ นั่นใช่ฝรั่งที่มากับเราบนเรือใช่มั้ย เซี่ยะเลยจำได้ ว่า อ๋อ คนที่ไม่ใส่รองเท้าน่ะเหรอ เราเลยโบกมือทัก ร๊อบเดินเข้ามาคุย ได้ใจความว่าได้ที่พักแล้ว คืนละ 80 บาท ตอนนี้เลยออกมาหาข้าวกินหน่อย
“จะนั่งกินด้วยกันที่นี่ก็ได้นะ” เราชวน
“ได้เหรอ?”
“ได้ซิ นั่งเลย สั่งข้าวนะ?” เซี่ยะจัดการไปสั่งข้าวให้เสร็จสรรพ เราเลยกลายเป็นแก๊งค์ไทยจีนฝรั่งตั้งแต่ตอนนั้น ร๊อบบอกว่าตอนแรกก็มีเพื่อนเที่ยวเป็นชาวดัชท์ แต่ตอนนี้เธอแยกไปเที่ยวทางเหนือของลาวซะแล้ว ร๊อบเลยกลับมาเที่ยวคนเดียวอีก ร๊อบอยู่หลวงพระบางมา 10 วัน
เรากินข้าวกันอิ่มก็จะกลับไปที่พัก ร๊อบขออยู่นั่งเล่นที่ร้านอีกซักพักนึง แล้วบอกว่าเจอกันพรุ่งนี้นะ

ไม่น่าเชื่อว่า หลังจากที่นอนมาทั้งวันบนเรือ แล้วเรายังเพลียกันได้ขนาดนี้ เหนื่อยมาก อาจะเป็นเพราะนั่ง ๆนอนๆ แบบเมื่อยๆมาตลอดทาง

อาบน้ำในความมืด

กลับเข้าไปที่พักก็ต่างคนต่างแย่งห้องน้ำกันใช้ แถมยังจะอยากได้ห้องซ้ายมือเหมือนกันอีก สรุป เราชนะ ได้ห้องซ้ายมาจนได้ เซี่ยะเลยไปห้องขวา ในห้องน้ำมีบ่อขนาดใหญ่ ใช้ขั้นสำหรับตักอาบ อาบน้ำอยู่เพลินๆ ไฟก็ดับไปไม่มีปี่มีขลุ่ย มืดมาก มืดแบบมองอะไรไม่เห็น ตอนแรกก็ตกใจ อ้าว เวรแล้วซิ เสื้อผ้าอยู่ไหนละเนี่ย แชมพูยังเต็มหัวอยู่เลย เลยค่อยๆคลำทางกลับไปที่อ่าง อาบน้ำต่อไปได้ทั้งมืดๆงั้นแหละ แล้วคลำทางกลับมาหาเสื้อผ้า เก็บของใส่กระเป๋าแบบเรียกว่า ยัดมันลงไป อะไรเป็นอะไร ขวดแชมพู ยาสีฟัน เสื้อผ้า ปนกันสนุก..
เปิดประตูออกมา เอ ไปทางไหนดีวะ โคตรมืดเลย เลยเอามือคลำกำแพงไปเรื่อย ๆ ฮีโร่ผ่านมาพอดี เป็นญี่ปุ่น 2 คนถือไฟฉายผ่านมา เราเลยพอมองเห็นทางขึ้นบันไดบ้าง รีบเดินไปขึ้นบันที่ทั้งสูงทั้งชัน กลับเข้าไปในห้อง
เฮ้อ..มืดอีกรอบ คราวนี้ต้องควานหาเทียน กับ ไฟแช็ค พอจุดเทียนได้ล่ะ โอ…….สวรรค์

พอดีเซี่ยะเดินเข้ามาพอดี มือถือเทียนในจานสังกะสีเหมือนกัน

ระเบียงหรรษา

มืดอย่างนั้นไม่รู้จะทำอะไรเลย เลยนอนเล่นอยู่บนเตียง กลิ่นออกจะอับๆหน่อย แต่ก็ชินแล้ว ข้างนอกฝนยังตกอยู่ ทั้งมืด ทั้งฝนตก อะไรจะขนาดนี้ ซักพักก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นถี่ๆ “ฮะโหลๆ” อ่อ เพื่อนเราน่ะเอง “มีไรเหรอ” “นอนยัง” “ยัง” เราเลยเปิดประตูออกไปดู เซี่ยยังภักดีอยู่กับเทียนในจานสังกะสี ถือไว้ไม่ได้ห่าง “เปล่าหรอก ถ้ายังไม่นอนจะชวนไปนั่งสูบบุหรี่ คุยกันที่ระเบียงข้างนอก” “อ๋อ ไปดิ” เราเดินมาตามทางเดินยาวๆแคบๆ ทะลุออกมาเป็นระเบียง แบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งซ้ายมือเป็นเก้าอี้ไม้ยาวๆ ด้านขวาเป็นชุกดรับแขก มีฝรั่งนั่งอยู่แล้ว 4 คน เล่นไพ่กันอยู่ เราเลยหย่อนก้นลงที่เก้าอี้ยาวที่หันหน้าออกไปทางแม่น้ำ เห็นได้ไกลๆ มองดูบรรยกาศข้างนอก บ้านเรือนปลูกเรียงกันไปเป็นแนว บางหลังก็ปิดประตูปิดไฟนอนกันหมดแล้ว บางหลังก็ยังเปิดประตูไว้ เห็นแสงเทียนวอมแวมลอดออกมา

“ผมว่านะ ที่ลาวเนี่ย ผู้คนเริ่มจะขึ้นอยู่กับธุรกิจการท่องเที่ยวมากขึ้นทุกที”
“อืม ก็ มันก็มีเหตุผลที่ต้องเป็นอย่างนั้นนี่”
“ใช่ แต่ว่า ไม่รู้นะ ผมยังนึกไม่ออกเลย ว่าถ้าเค้าไม่ทำธุรกิจเกี่ยวกับท่องเที่ยว อย่างขายอาหาร ทำเกสต์เอาส์ ขายของที่ระลึก ชีวิตความเป็นอยู่เค้าจะเป็นไปในแนวไหน แล้วถ้าวันนึง เกิดไม่มีนักท่องเที่ยวล่ะ?”
“อืมม บางคนเค้าอยู่แบบพอเพียงเค้าก็อยู่กันมาได้นะ แต่ทำธุรกิจกับนักท่องเที่ยว เงินมันดีกว่า คุณก็เห็น เราห่วงแต่เรื่องนักท่องเที่ยวที่ไม่คำนึงถึงว่า เค้าจะไปทำลายวิถีชีวิตเดิมๆของชาวบ้านหรือเปล่า อย่างพวกคาราวนรถโฟร์วีลล์ มากันทีเป็นสิบ วิ่งผ่าเมืองหลวงพระบางอะไรเงี้ย ไม่เวิร์คนะ จะมาเที่ยวน่ะ ก็มาเถอะ แต่พยายามทำตัวให้เป็นหนึ่งเดียวกับสภาพแวดล้อมหน่อย เรากลัวว่าวันนึง บรรยากาศและสเน่ห์แบบเดิมๆของเมือง มันจะหมดไป”

“ก็หวังว่ามันจะไม่เป็นอย่างนั้นนะ..” เซี่ยะพยักหน้าหงึกหงัก
“เออ แล้ว เด็กๆอีก ผมว่าเค้าควรจะต้องควบคุมจำนวนประชากรบ้าง ไม่งั้น ทรัพยากร มีเท่าไหร่ๆ ก็จะหมด มนุษย์น่ะต้องกินนะ แล้วคนยิ่งมาก ก็ยิ่งต้องแย่งกัน ไปไหนผมก็เห็นเด็กๆเยอะมาก”
“ตอนนี้ประชากรเค้ายังนับว่าน้อยอยูนะ ตามจริงแล้ว”

เราคุยกันอยู่ซักพักก็แยกกันไปนอน ตอนกลางคืนยังตื่นขึ้นมากลางดึก รอบข้างมืดเหมือนตาบอด มองอะไรก็ไม่เห็น จะรางๆก็ไม่เห็น เป็นสีดำจริงๆ พระจันทร์ไปทำอะไรอยู่ที่ไหนเนี้ย




✈ Day 5 : วันขี้เกียจ..

Monday, September 2nd, 2002

สิงหาคม 2545

วันขี้เกียจแห่งชาติ(ไทยและไต้หวัน)

เมื่อคืนเราคุยๆกันอยู่บนระเบียงบ้านซักพัก หลวงพระบางเงียบสงบจริงๆ ทุกคนปิดบ้านนอนกันแต่หัวค่ำ ร้านอาหารก็เปิดกันถึงแค่ 3 – 4 ทุ่มส่วนมาก อากาศตอนกลางคืนค่อนข้างเย็นเหมือนเคย ตอนแรกก็ใส่เสื้อผ้ามัดย้อมตัวเดียว ไปๆมาๆหนาววว ต้องวิ่งจู๊ด ไปเอาผ้าขาวม้ามาห่ม แฮะๆๆ สวดมนต์ ไหว้พระ นอน เค้ามีผ้าห่มหนาๆให้เราทุกบ้านเลย (ตั้งแต่ที่วังเวียงแล้ว) เป็นแบบผ้านวม ตอนแรกเราก็ โห ร้อนตายชัก พอตอนใกล้ๆเช้า ซัก ตี 3 ตี 4 อ่ะ ต้องดึงขึ้นมาห่มเลย คนกรุงเทพฯไม่ค่อยชอนกะอากาศเย็นกว่า 27-28 องฮาก็ยังงี้ ตอนทำงานเรามักตื่นสาย แต่ตอนไปเที่ยวจะตื่นเช้า จริงๆน่าสลับกันมากกว่า คาดว่าเค้าจะไล่ออกไม่วันใดก็วันนึงนี่แหละ

ซัก 6 โมงครึ่งเราก็ตื่นลงมาแปรงฟันหน้าสนามหญ้าหน้าบ้านเหมือนเดิม วันนี้ไม่ต้องปลุกเซี่ยะ
“พรุ่งนี้คุณจะไปใส่บาตรอีกปะ?”
“ไปมั้ง”
“โอเค ไม่ต้องปลุกนะ ฮ่าๆๆ ขี้เกียจตื่น! แก่แล้ว อยากนอนมากกว่า แฮ่ะๆๆ”
“โอเคๆๆ ไม่ปลุก ชั้นไปคนเดียวได้น่า”
แล้วเราก็ไปคนเดียว กว่าจะอาบน้ำ จัดการข้าวของในห้องเสร็จก็แปดโมงได้ ออกไปพระก็ไม่รอเราแล้วละ เลยออกไปเดินเล่นรอบ ๆ ร้านขายของบางร้านเปิดแล้ว (7โมงเนี่ย เช้านะ) ไปถาม ๆ เค้ากระเป๋าทอลายแบบแม้วกะว่าคงซัก ร้อยกว่าบาท เคยเป็นแถวถนนข้าวสาร ” 2 ดอลล่าร์” (80บาท) โห ถูก…ดี…แฮะ… เอ๋? ยังพอมีพระอยู่แฮะ เราเดินๆไปจะถึงวัดเชียงทอง ก็มีเด็กเดินมาขนาบข้าง ถามว่าเราจะใส่บาตรมั้ย เราบอกว่า อืม ไม่ล่ะจ้ะ วันนี้ เธอก็ตื๊อเก่งน่าดู เราเลยบอก อืม พรุ่งนี้ อาจจะใส่นะ “มื้อหน้าก็มาตรงนี้นะ สั่งไว้ นัดกันไว้ ” เธอบอกว่าจะทำข้าวเหนียวมาให้ ให้เราสั่งไว้ก่อนแล้วพรุ่งนี้มาใส่บาตรตรงนี้ได้เลย

เราไม่อยากสัญญาอะไรกะใครเพราะอะไรก็ไม่แน่นอนซักอย่าง (ตั้งแต่ตอนนั่งรถแล้ว ป้าแกชวนไปนอนบ้านที่เวียงจันทน์เรายังไม่ได้กลับไปเวียงจันทน์เลย) เลยปฏิเสธไป บอกว่าถ้ามาแล้วจะมาซื้อกับเธอแน่ (ถ้ามานะ) แต่ขอบอกว่าหลังจากอยู่ลาวเกิน 3 วันเราจะเริ่มชินกับราคาของ ทำให้เรารู้สึกว่าจจะต้องต่อราคาอีกน่าาา ต่ออีกหน่อยน่าาา แต่พอกลับมาบ้านเรา โห ทำไมที่ลาวมันถูกดีจัง น่าซื้อมาอีก (กระเป๋าแบบเดียวกันนั้น เราถามที่จตุจักรราคา 180 บาท)

ตุหรัดตุเหร่

วันนี้เราขี้เกียจจริง ๆ หลวงพระบางทำให้เรารู้สึกอยากทำตัวสบาย ๆ เดินไป ขี้เกียจไป ไม่อยากรีบร้อนไปไหน ไม่อยากจะจ้างเรือไปดูถ้ำติ่ง ถ้ำปากอู่ ฯลฯ อะไรที่เค้าฮิตๆไปดูกัน (ถ้าเดินไปแถวๆ ท่าเรือจะมีคนมาถามเป็นระยะ ๆ ว่าจะไปเที่ยวไหม ราคาก็ไม่แพงมากเท่าไหร่ แต่พอดีเราออกจะขี้เกียจมาก มาถึงอยากทำตัวสบายๆมากกว่า) เราเดินกลับมาแถวๆพิพิธภัณฑ์อีกที ตอนแรกไม่รู้หรอกว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ เห็นตึกใหญ่ๆสวยๆเลยเดินเข้าไปดู (หน้าตาคล้ายๆตึกหอสมุดแห่งชาติบ้านเรา) แต่ถนนที่ทอดยาวไปหน้าตึก สองข้างถนนเป็นต้นไม้สูง ทำให้รู้สึกสงบดีมาก รอบๆที่สนามหญ้า บ่อน้ำ เห็นเด็กๆมานั่งเล่นกันเยอะพอสมควร

พอดีวันนั้นพื้นยังแฉะๆอยู่ เลยมีคนประปราย มีคนไทยด้วย เดินสวนมา ได้ยินพูดไทยกัน แต่ส่วนมาก มากับกรุ๊ปทัวร์ อารมณ์นั่งเครื่องบินมาลง แล้วนั่งรถทัวร์เที่ยว เราไม่รู้ว่ามันสนุกตรงไหน เดินไปที่หอที่เค้าจัดการแสดง เค้าจะมีเขียนบอกว่ามีการแสดงอะไรบ้าง วันไหนบ้าง ราคาเข้าชมเท่าไหร่ การแสดงไม่ได้มีทุกวัน แต่มีเฉพาะ จันทร์ พุธ ศุกร์ ประมาณ 4 โมง 5 โมงเย็น ต้องเดินไปเช็คดูก่อนจะได้ไม่พลาด พอดีวันนั้นเราไปดูเวลาแล้วก็นึกว่า โอ้ วันนี้ไม่มีการแสดงเหรอ เศร้าเด่ะ (จำวันผิด เหมือนเคย ไอ้ตอนขึ้นรถไฟก็ทีนึงแล้ว) เลยดุ่ย ๆ เดินดูรอบ ๆ ข้างในพิพิธภัณฑ์เค้าก็มีงานแสดงด้วย คิดว่า เออ เดี๋ยวเราไปชวนเพื่อนเรามาดูพร้อมกันแล้วกัน ได้ไม่ต้องแยกกันมาดูอีก แต่ท้ายสุด วันรุ่งขึ้นเค้าปิดเฉยเลย บอกว่ามีการประชุมอะไรซักอย่าง เซี่ยะงงแตก

“อะไรวะ ประชุมกันในพิพิธภัณฑ์เนี่ยนะ เซ็งเลย อดดูเลยยยย”

เราเดินไปส่งโปสการ์ดที่ไปรษณีย์ ส่งไปทั้งเมืองไทย และก็ส่งไปให้เพื่อนด้วย เดี๋ยวนับก่อน มี เนเธอร์แลนด์ 1 ใบ เบลเยี่ยม 3 ใบ ยูเครนอีก 1 ใบ และเมืองไทยอีก 3 – 4 ใบ (ส่งกลับไปหาตัวเองอีกต่างหาก ชอบทำแบบนี้น่ะ รู้สึกดีเวลาได้เก็บโปสการ์ดที่ที่ไปมาแล้ว แฮ่ะๆ) ส่งมาเมืองไทย ติดแสตมป์ดวงละ 2500 กีบ เมืองไทยไม่กี่วันก็ได้รับแล้ว แต่ถ้าส่งไปยุโรป เนี่ย ส่งไปตั้งแต่วันนั้นแหละ 13-14สิงหา 2545 เพื่อนเพิ่งได้โปสการ์ดเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมานี่เอง ( 3 – 4 กันยา 2545) นานนนนนนนมากกกกกกกกกก..ก.ก…..ก.ก… เดินจนเหนื่อยเดินเลาะริมน้ำคานไปเรื่อย ๆ แล้วก็ไปโผล่ตลาดดาลาเจ้าเก่า (วันก่อนเราช็อปในตลาดดาลากันไปแล้ว มีขนมหลอกเด็กเยอะดี แล้วก็บุหรี่เค้ามวนเอง แม่ค้านั่งอยู่ท่ามกลางกองเงินกีบ เป็นทะเลเงินกีบจริงๆ ทำให้เราสนใจเข้าไปดู ถามแล้วซองละประมาณ 3-4บาทไทย ไม่มีก้นกรอง แถมมีไลท์ กับ ไม่ไลท์อีก อุแม่เจ้า แต่รสชาติสุดบรรยายจริงๆ เหมือนสูบเอาควันโรงงานเข้าไปทั้งนิคมอุตสาหกรรม)

ช็อปปิ้งแมน

กลับมาถึงบ้านก็ไปเคาะประตู เพื่อนเราสงสัยจะไม่อยู่ ไม่มีเสียงตอบ เราเลยเดินขึ้นบ้านไปนอนและนอนและนอน ตื่นมาอีกทีก็มานั่งหน้าระเบียง อ่านหนังสือลาวไป ดูวิวไป ซักพักเซี่ยะก็เดินขึ้นบันไดบ้านมา
“เฮ่ย หายไปไหนมา”
“เปล่านี่ ก็นอนอยู่บนบ้านเนี่ย ในห้องเนี่ยแหละ เมื่อเช้าไปพิพิธภัณฑ์มา แล้วก็ไปส่งไปรษณีย์”
“ผมก็ตามหาซะทั่วเลย นึกว่าจะเจอที่ร้านแถวๆพิพิธภัณฑ์นั่นแหละ หาทั้งวันเลย ก็ไม่เจอ เลยกลับมาเนี่ย”
“อ๋อ แล้วไปทำไรมามั่ง”
“ไปดูที่ลงเรือมาแล้ว เค้าบอกว่าเรือออกพรุ่งนี้ 8 โมงครึ่ง”
“จองตั๋วแล้ว?”
“ยัง เค้าบอกว่าจองเลยไม่ได้ ต้องไปซื้อตั๋วตอนเช้าแล้วลงเรือได้เลย ไปกี่โมงดี?”
“ออก 8ครึ่ง ต้องถึงนู่นซัก 7 ครึ่งอ่ะ ไหนจะซื้อตั๋ว กินข้าว เอากระเป๋าลงเรืออีก”
“โอเค งั้นเราไปข้างนอกกัน อยากซื้อแสตมป์เอาไปสะสม สวยดี” ไปถึงไปรษณีย์ที่เค้าขายแสตมป์สำหรับสะสมเค้าปิดพอดี เลยได้แต่ซื้อแสตมป์ธรรมดากลับมา เป็นรูปชนเผ่าต่างๆในลาว เหมือนชาวเขาในบ้านเรา แต่แสตมป์เค้าสวยดีนะ

แวะไปที่พิพิธภัณฑ์แป๊บนึงเค้าจบการแสดงพอดี แสดงที่สนามหญ้ากลางแจ้ง น่าสนใจดี มีฝรั่งไปดูกันตรึม ต้องซื้อบัตรชม พอดีเราไปมั่วๆนั่งริมฟุตบาทกับเด็กๆลาวที่นั่งอยู่ก็มั่วไปกะเค้า แต่มันจบพอดีแหละ เลยเศร้าเลย ได้ดูจึ๋งเดียวเอง เดินกลับมาแถวตลาดสดอีกรอบ เค้ามีตลาดขายของกัน ส่วนมากก็ขายนักท่องเที่ยวแหละ เป็นผ้าทอ ผ้าปูที่นอนสวยๆ กระเป๋าถัก ผลิตภัณฑ์ผ้าต่างๆ พอดีไปเจอร้านนึงเค้าขายไปป์สวยดี เซี่ยะอยากได้เลยต่อราคาแหลก เค้าบอก โฮ้ย ต่องี้เสียหาย เสียหาย เพราะเค้าต้องไปจ้างคนอื่นทำอีกที

ร้านอื่นเราก็ไปซื้อตุ๊กตาผ้ามาตัวนึงหน้าตาดูยังไงก็เป็นควาย แต่เค้าบอกว่าวัว ตัวดำปิ๊ด รูปร่างประหลาดพิลึกดี
“How much?” เซี่ยะถามเอง จะต่อเค้าอีกให่ได้ น้องเค้าพูดอังกฤษไม่ค่อยคล่อง พอเจอต่อหนักๆเค้าเลยงงแตก จิ้มเครื่องคิดเลขส่งกันไป ส่งกันมา “เท่าใดเนี่ย” ลำบากกันจัง พูดไทยให้รู้แล้ว รู้แร่ดไป น้องเค้าอึ้งไปพักนึง
“อ๊ายยยยย คนไทยเหรอ โธ่..แล้วก็ไม่บอก” อ่าว แหม
“บอกแล้วจะลดให้ไหมล่ะจ๊ะ ฮี่ ๆ ๆ ”
“แฟนบ่” ไหน ใคร หมอเนี่ยเหรอ ที่ต่อราคาโหดๆเนี่ยใช่มะ
“บ่แม่นแฟนอ่ะ..หมู่กัน เจอบนรถตอนมาจากวังเวียงเนี่ย”
“ฮ๊า!!?!” น้องเค้ากรี๊ดขึ้นมา ตกใจหมด
“นึกว่าแฟนกัน!!” อ่าว ก็บอกแล้วว่าไม่ใช่ๆ เป็นแฟนแล้วจะลดให้อีกมั๊ยละ แหม
“แต่กำลังจะเป็นบ่ ฮิๆ”
“โฮ้ย! สาวลาวนี่ทะลึ่งเนาะ!” แล้วเราก็หัวเราะ เซี่ยะหันมามอง นินทาไรตูเหรอ แต่ไปที่ไหนก็จะมีแต่คนถามว่า แฟนเหรอๆ โอ่ย เปล่า เปล่า เปล่า และเปล่า

เพราะเวลาไปจองห้องเกสต์เฮาส์เค้าจะพยายามเปิดห้องให้ห้องเดียว เราก็ต้องคอยบอกตลอดว่า 2 ห้อง แยกกัน เค้าก็จะทำหน้างง ๆ เอ๋อ ทำไมล่ะ อ้าว ไม่ดีหรือไง ได้ 2 ห้อง ได้ตังค์เยอะขึ้นอีก สรุป ต่อแล้วต่ออีก ลดให้หน่อยเดี้ยะ เราเลยซื้อมาตัวนึง ฝนเริ่มตกแล้ว เราเลยไปนั่งร้านกาแฟกัน ร้านกาแฟเปิดเพลงเบิร์ด ธงไชย

“ทำไรต่อ” เราเพลินกับกาแฟลาว ฮ้อม หอม
“อืม รู้สึกขี้เกียจมะ วันนี้ผมรู้สึกขี้เกีบจน่ะ อยากนั่งเฉยๆดูผู้คน” ”
อืม..กลับไปนอนเดะ”
“อ่า เอางี้ เดี๋ยวเราไปซื้อเสบียงกัน สำหรบลงเรือพรุ่งนี้ แล้วเราก็ไปกินข้าวเย็น ซื้อเหล้าลาว ซื้อลาบไก่ ไปกินเหล้าที่บ้านดีกว่า ดีมะ”
“โอเคๆ” จะว่าไปลาบไก่ ยังไม่ได้กินเลย

ก่อนเราเดินไปซื้อเหล้าลาว พอดีมีเด็ก ๆ แต่งชุดรำละคร คล้ายๆจะเป็นตัวละครในรามเกียรติ์ คือมีตัวนาง ตัวพระ ตัวลิง คล้ายๆในบ้านเรา แต่การแต่งกายละครของลาวดูจะเรียบง่ายกว่ามาก ไม่ค่อยจะมีอะไรแพรวๆพราวๆมากเหมือนของไทย เด็กๆเค้านั่งมาบนรถกระบะที่เปิดท้าย แล้วกระโดดลงมาแจกใบปลิวเล็กๆ มีรายละเอียดเกี่ยวกับการแสดงที่ Royal Theatre ซึ่งมีเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ว่าเรารู้ช้าไป ใบปลิวเค้าน่ารักดี เป็นถ่ายเอกสารธรรมดานี่แหละ แต่ใบจิ๋วๆ ใหญ่กว่าบัตรโทรศัพท์นิดนึง มีรูปวาดประกอบ ข้อความเป็นภาษาอังกฤษ ดูแล้วประหยัดกระดาษและดูน่ารักดี รายละเอียดที่อ่านจากบนใบปลิว

Royal Theatre At the former royal palace National Museum,Luang Prabang – Baci Ceremony – Folksongs – Traditional Royal Ballet Tickets available at the theatre performance days * Performance 3 times a week : Monday,Wednesday,Saturday * 17.00 h.

มีแสดงแค่ 3 วัน ไปเดินดูในพิพิธภัณฑ์ก่อนก็ได้ เพราะโรงละครก็อยู่ในพื้นที่เดียวกัน เข้าประตูหน้าโรงละครจะอยู่ด้านซ้ายมือ มีอนุสาวรีย์อยู่ ซื้อบัตรก็ซื้อจากตรงนั้นได้เลย เมื่ออดดูแล้ว เราก็ไปหาซื้อเหล้าลาว ไวน์ผลไม้ของลาวไปก๊งกันตามประสาคนอกหัก(จากการดูการแสดง) ซื้อไปซื้อมาเริ่มเยอะ ไปยืนเล็งตั้งนาน ไหนเหล้าลาว ไหนไม่ลาว เลยซื้อมันทั้งเหล้า ทั้งไวน์กะให้เมาไวน์ผลไม้แอ๋กันไปข้าง

แต่ความหิวไม่เคยปราณีใคร พอเริ่มดึก เริ่มหาของกินยาก เดินผ่านร้านเห็นคนนั่งเยอะ ๆ เราก็นั่งกะเค้าด้วย (เลือกร้านคนเยอะๆไว้ ..อร่อย) ได้ที่นั่งปุ๊บ ก็มีแขกอินเดี๊ย อินเดีย เดินออกมาต้อนรับ เว้าลาวใส่เป็นชุด อุแม่เจ้า แขกเว้าลาว! ประทับใจหลาย ของแปลกๆ เหลือบไปเห็นป้ายชื่อร้าน NISHA RESTUARANT : INDIAN & LAO FOOD ถึงได้ อ๋อ..ร้านอาหารอินตะระเดียนั่นเอง อยู่ใกล้ๆพิพิธภัณฑ์อีกตามเคย ไม่ค่อยถนัดอาหารอินเดียเท่าไหร่ แต่ก็ด้วยความกลัวไม่ได้กินลาบไก่ เลยสั่งมันทั้งแกงแบบอินเดีย กินกับแป้งแบบอินเดี๊ย อินเดีย (เค้าเรียกว่า “นัน” หรือเปล่า ไม่แน่ใจ?) และสั่งลาบไก่ ข้าวเหนียวมาด้วย (อยู่ลาว ข้าวเหนียวไม่อร่อยให้มันรู้ไป) แต่แล้วก็ต้องได้ข้อคิดว่า อย่าสั่งข้าวเหนียวร้านอาหารอินเดียเป็นอันขาด (ถึงแม้ร้านนั้นจะอยู่ในลาวก็เหอะ) แข็งเป็นหิน เราเลยนั่งกินอาหารอินเดียกะลาบไก่ แปลกดีเหมือนกัน

ลาบไก่เค้าก็อร่อยดี ใส่ถั่วงอกด้วย หน้าตาไม่ยักเหมือนลาบบ้านเรา กินไปก็จะมีแขกเดินมาถาม “แซ่บบ่ แซ่บบ่” เป็นระยะๆ

เซี่ยะถ่ายรูปได้ทุกสถาณการณ์ ขนาดร้านอาหารอินเดียยังจะอยากถ่ายรูป ไม่เข้าใจเค้าเลย

ฟังเพลงภาษาฝรั่งเศส

พอดีนึกขึ้นได้ว่าเราได้แจกใบปลิวมาอีกใบ (ได้มาเหมือนกันทั้ง 2 คน แต่เพิ่งเอาออกมาดู มีการแสดงอีกที่ซึ่งไม่ใช่ของทางโรงละคร แต่เป็นที่ร้านอาหารซึ่งอยู่ไกลม๊ากกกกกกกกกกก) เค้าแนบแผนที่มาให้ด้วย การแสดงก็ไม่มีอะไรมาก เรียกว่าโชว์น่าเหมาะกว่า เค้าจะรวมค่าอาหารบุฟเฟ่ต์ไว้แล้ว ราคาราวๆ $4 หรือไงเนี่ย แต่วันนั้นอิ่มไปแล้ว เลยไปดูแค่โชว์ จ่ายไป 10 พันกีบ ( $1) (ขาไปหาร้านไม่เจอ เนื่องจากมันไกลสุดยอด เลยถามเด็กๆแถวนั้นเค้าก็บอกไปทางนี้ๆ เราก็เอ้อ วะ แคบแค่นี้หลงให้มันรู้ไป เดินไปซักพัก เด็กผู้หญิงสองคนนั้นก็วิ่งตื๋อตามมาบอกว่าเดี๋ยวจะพาไป เอ๊ะ ทำไมดีจัง ชวนเราคุยไปเรื่อย ถามว่าที่เมืองไทยละครเรื่องที่ฮิวโก้เล่นน่ะดังมั้ย เรามันไม่ดูทีวีเลยมั่วตอบไปเรื่อย พอไปถึงที่ร้านเราก็บอกขอบใจนะ เห็นน้องเค้าอึ้งๆเราก็อะไรเหรอ?มีไรเหรอ? ปรากฎว่า “ขอเงิน” ส่วนเพื่อนอีกคนที่ท่าทางขี้อายหน่อยก็ดึงๆให้กลับ เราก็ อ๋อออออ นะ มิน่าล่ะ แล้วเท่าไหร่? เธอบอก เท่าไหร่ก็ได้ ซวยดิ แบ๊งค์เล็กๆก็ไม่มี ไอ้ที่มีก็เล็กไป 100 กีบเงี้ย เค้าเลิกใช้กันแล้วไว้ทอนเงินอย่างเดียว เลยตัดใจให้ไป 5 พัน แง๊ๆๆๆ~~~~!)

ไปถึงโต๊ะเต็ม ฝรั่งล้วนๆ บอกตรงๆว่าเซ็งเหมือนกัน ที่ไปไหนก็เจอแต่ฝรั่งที่เอาแต่จ่ายเงิน ๆ ยังไงก็ได้ อะไรก็ได้ บอกมาซิ พร้อมจ่าย เราว่ามันทำให้เกิดอาการคล้ายบ้านเราเข้าไปทุกวัน คือไปทางไหน นักท่องเที่ยวจะมีหน้าเป็นเงินหมด ตอนแรกเค้าจะให้เราไปแชร์โต๊ะกับคนที่นั่งอยู่แล้ว ไอ้เราน่ะ ไม่เป็นไรหรอก แต่ไอ้คนที่เค้านั่งกินข้าวอยู่น่ะ เค้าจะอร่อยเหรอ ใครไม่รู้จะให้ไปนั่งกะเค้า เค้าจะรังเกียจมั้ยก็ไม่รู้ เลยขอเก้าอี้มานั่งต่างหาก เก้าอี้ก็ยังไม่มีอีก เลยขึ้นไปบนชานบ้าน ที่เค้าตั้งโต๊ะบุฟเฟ่ต์ไว้ แล้วไปลากเอาเก้าอี้รับแขกเค้ามานั่งซะงั้นน่ะ พอดีมันมีช่องหน้าต่างๆบานกว้างๆเหมือนบ้านทรงไทย เลยนั่งดูตรงนั้นได้ สบายไป ใครจะตักข้าวก็ตักไป

โชว์ไม่มีอะไรมาก รู้สึกเจ้าของร้านเป็นฝรั่งเศส ออกมาเป็นพิธีกร ก็จะพยายามถามว่ามีใครเป็นฝรั่งเศสไหม แต่หลักๆจะพูดอังกฤษก่อน (สำเนียงฟังยากโคตร) แล้วตามด้วยภาษาฝรั่งเศส ก็ไม่รู้ว่านี่ตกลงเลิกเป็นอาณานิคมฝรั่งเศสแล้วหรือยัง รู้สึกอย่างนี้เพราะเห็นว่าทำไมคนฝรั่งเศสที่ไปเที่ยวลาว จะรู้สึกสำคัญตัวว่าพิเศษเหลือเกิน เราว่ามันน่าละอายมากกว่า มาจนยุคนี้สมัยนี้แล้ว มาภูมิใจกับเรื่องไม่น่าจะภูมิใจอยู่ได้ ส่วนมากเป็นโชว์เครื่องแต่งกายซะมาก ว่าลาวมีเผ่าอะไรบ้างแต่งกายยังไงบ้าง เหมือน ม้ง มูเซอ ฯลฯบ้านเราที่มีลักษณะเครื่องแต่งกายต่างๆกันไป นักแสดงยังเด็กๆกันอยู่เลย คาดว่าคงเป็นเด็กนักเรียน หน้าตาน่ารัก และผิวขาวมากๆ คนจีนยังออกปาก “ทำไมเค้าขาวงี้อ่ะ? เคยนึกว่าคนแถวๆเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะผิวคล้ำ ๆ แทน ๆ กันหมด” “นี่เธอ ลาวน่ะ ขึ้นไปหน่อยเดียวก็เมืองจีนแล้ว” “เออใช่เนอะ” มีลาวกระทบไม้ให้ดูหน่อยนึง พอเป็นพิธี เรียกว่าไปดูได้เพลินๆจะเอาสวยงาม เป็นมืออาชีพคงไม่ได้ เพราะรำกันไปยังหลุดหัวเราะกันไปเป็นระยะ

ปิดท้ายด้วยเพลงพื้นบ้านลาว เป็นผู้หญิงค่อนข้างมีอายุแล้วออกมาร้องให้ฟัง พูดนำเป็นภาษาอังกฤษ(สำเนียงดีกว่าคนฝรั่งเศสด้วยซ้ำ) เสียงดีมากกกกกกกก มีเด็กตัวเล็กๆรำอยู่ข้างๆด้วยดูน่ารักดี จบด้วยเพลงฝรั่งเศส เค้าว่าเค้ารู้จักเพลงนี้นานมาแล้ว พอร้องเท่านั้นแหละ โห ขอบอก คนเงียบกันหมด เพราะร้องได้ดีมากๆ สำเนียงฝรั่งเศสนี่ แจ๋วไปเลย ไม่รู้เป็นภรรยาของเจ้าของร้านที่เป็นคนฝรั่งเศสหรือเปล่า เพราะรู้มาว่าคนต่างชาติจะเข้ามาซื้อที่ดิน ทำธุรกิจในลาวไม่ได้ นอกจากจะแต่งงานกับคนลาว อันนี้ก็ว่ากันไปตามที่เค้าบอกๆมาให้ฟัง ขากลับเดินกลับอีกรอบ โอ ทำไมมันไกลแบบนี้ว้าาาาาาาา

✈ day 4 : สเน่ห์หลวงพระบาง

Monday, August 12th, 2002

จันทร์ 12 สิงหาคม 2545
ใส่บาตรแบบง่วง ๆ

ตอนเช้ากลัวว่าจะตื่นไม่ทัน เลยตั้งปลุกไว้ โทรศัพท์มือถือใช้อะไรไม่ได้แต่ก็ยังจะกระแดะเอาไปด้วย (โดนบังคับให้เอาไป ที่บ้านบอกว่า ไปถึงหนองคายแล้วก็โทรมาบอกด้วย ปรากฎว่าไม่ได้โทรซักครั้ง เพราะสัญญาณหมดเกลี้ยงตั้งแต่อยุธยาแล้ว ชีวิตเหนือระดับ จริงๆแล้วโทรศัพท์ใกล้พังแล้วด้วย) ยังดีมีประโยชน์ที่ใช้เป็นนาฬิกาปลุกได้ แฮ่ะๆ

พูดถึงนาฬิกาปลุก จะว่าไปก็สำคัญเหมือนกันนะ ถ้าไปเที่ยวเอาไปด้วยก็ดี แบบถูกๆน่ะ พังไปจะได้ไม่ต้องเสียดาย ตื่นไม่ทันนี่เป็นเรื่องเหมือนกันนะ อย่างจะไปลงเรือ 8 โมง ตื่นมาอีก 2 นาที 8 โมงนี่ก็ไม่ไหวนะ เรื่องเล็กๆนี่เราก็มองข้ามไปได้เหมือนกัน คราวหน้าจะเอานาฬิกาข้อมือที่มันตั้งปลุกได้ไปด้วย

ปรากฎว่าตื่นขึ้นมาก่อนมือถือจะดังปลุกอีก คนมันแปลกที่ก็งี้ บทจะหลับก็หลับไม่เกรงใจใคร ข้างนอกฟ้ายังมืดอยู่เลย เราก็งัวเงีย ๆ เดินออกไปจะไปแปรงฟัน ออกประตูห้องมาเลี้ยวซ้ายเจอบันไดเลย สะดวกแท้ ลงไปถึงห้องน้ำแล้วเพิ่งรู้ตัวว่าลืมแปรงสีฟัน (แบบนี้มันยังไม่ตื่นนี่หว่า) เดินขึ้นไปเอาอีกรอบ แปรงฟันอยู่ในห้องน้ำแป๊บนึงรู้สึกอัดอัด เลยเดินออกไปแปรงที่สนามหน้าบ้านซะยังงั้น

ต้องปลุกเซี่ยะตอนตีห้าครึ่ง นี่ยังไม่ตีห้าครึ่งเลย เลยยืนแปรงฟันไป นับถอยหลังไป ตีห้าครึ่งปุ๊บเคาะประตูได้เลย ประหยัดเวลา (ห้องเซี่ยะอยู่ติดสนามหน้าบ้าน)
“ตื่นๆๆๆ”
เงียบ…
“เซี่ยะ…ตื่นๆๆๆๆๆ”
เงียบ..
“เซี่ยะ ข้างนอกมีตลาดเช้าไปซื้อของกินกัน”
“งึม..งึม…โอเคๆๆ” ทีงี้ล่ะตื่น
“อาบน้ำเสร็จแล้ว ไปเจอทีระเบียงบ้านนะ”
“โอเคๆ

พอถึงตอนนี้ก็มีเสียง ตี๊ดดดดๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แผดลั่นขึ้นมา ดังไปทั้งบ้าน ไอ้โทรศัพท์มือถือเราน่ะเองแหละ มันทนทายาดจริงๆ ปิดเครื่องไปแล้ว มันยังเปิดตัวเองขึ้นมาปลุกได้อีก ทีไอ้ตอนให้ปลุกล่ะดันดับ ต้องวิ่งแถ่ด ๆ ช่างทำกันได้…

พระท่านไม่เคยคอยเรา

แล้วเราก็เดินออกจากบ้าน กะว่าจะไปถนนสายหลักหน้าวัดธาตุ เพราะถามหลายๆคนเค้าว่าพระท่านจะเดินเป็นแถวกันมาจากหลายๆวัด ยังไงก็ต้องผ่านถนนนี้

ไทย ไต้หวัน งัวเงียพอกัน เดินกันไป เหยียบเท้ากันไป แล้วเราก็ต้องตื่นด้วยกลยุทธขายของใส่บาตรของแม่ค้า ยอมรับว่าวิธีการเธอช่างเด็ดขาดจริงๆ เพิ่งเข้าใจคำว่ามัดมือชกก็วันนั้นเอง

เค้าก็จะเดินๆมาถามเราว่าตักบาตรมั้ย (ไม่รู้รู้ได้ไงว่าเราจะตักบาตร เราไม่เคยเห็นนักท่องเที่ยวคนไหนตักบาตรเลย ยกเว้นคนไทย) สงสัยหน้าเราจะไทยใช้ได้หรือยังไงไม่อาจทราบได้ รู้แต่พอเราบอก อื้อ จ้ะ จะตักบาตร เธอก็จัดแจงเสนอขายสินค้าทันทีด้วยความรวดเร็วปานรถด่วน อันนี้นะๆเท่านี้ๆ ซื้อเยอะมีแถมอีกต่างหาก อ้อ ซื้อคนนี้ด้วยซิ อันนี้เป็นข้าวเหนียว (อะไรซักอย่าง สรุปใจความได้ว่าทุกอย่างคือข้าวเนียวหมด แต่มีหลายชนิด)

แบบว่าท้ายสุดแล้ว เธอใส่ห่อข้าวเหนียวลงในถุงพลาสติกใบเล็กให้เราจนแน่นถุง ดูท่าจะยัดลงไปได้เรื่อยๆซะด้วย
“โอ้ย พอแล้วนา พอแล้ววว”
“ซื้อคนนี้ด้วยซิ เนี่ยนะ บ่แพง” มีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆมาด้วยคนนึง เราเองก็ง่วงๆเบลอๆด้วย ตอนนั้นยิ่งเบลอหนัก เอ๊ะ ชั้นอยู่ที่ไหน ชั้นทำอะไรอยู่
“เกินแล้วมั้งน่ะ สิบพันกีบน่ะ”
“ฮันนี่ของเฮาไง ส่วนฮันนี่ของคนนี้” อ๋อ มาขายด้วยกันเป็นทีมเวิร์ค ฮาร์ดเซลล์จริงๆ เราเลยบอกพอแล้วๆเยอะไปแล้ว
“พระมีหลายอยู่ เป็นร้อยนะ”
“น่ะ พอแล้วล่ะ อยู่ใส่ไม่หมดหรอก เป็นร้อย โฮ….”ซัดภาษาไทยล้วน ๆ ยังเช้าอยู่ นึกพาสาลาวไม่ออก

“นี่เค้าจะขายให้เราใส่ไปได้ถึงอาทิตย์หน้าเลยมั้ยเนี่ย” เซี่ยะก็อาการงงเหมือนกัน ยืนดูตาปริบๆ
“อืม…”
“แล้วพระท่านฉันแต่ข้าวเหนียวเนี่ยนะ”
“ไม่รู้แฮะ”
“พระฉันเนื้อได้เปล่า”
“ได้ดิ ไม่ได้เป็นมังสวิรัตซักหน่อย”
“แล้วไหนละ.”
“ไหนอะไร?” เราหันไปถามเง็งๆ
“ไหน..ไหนอย่างอื่นนอกจากข้าวเหนียวไง”
“เออ ไม่รู้ซิ เดี๋ยวไปแอบดูในบาตรท่านนิดนึงดิ๊ เวลาเราใส่ข้าวเหนียวลงในบาตรน่ะ”

ว่าไปก็จริง บ้านเรานี่ เหมือนเราทานทั่วไป มีข้าว มีกับข้าวหลายอย่าง มีของหวาน น้ำหวานอีกต่างหากสำหรับตักบาตร แต่ว่าเท่าที่เห็นที่นั่นเป็นห่อเหมือนห่อข้าวเหนียวสังขยาห่อใบตอง แต่ห่อจะเล็กกว่านิดนึง ไม่มีมาใส่ถุงพลาสติกให้พระท่านมาหิ้วเนี่ย ไม่มีเลย

พี่สาวคนขายเครื่องใส่บาตรให้เรายังเดินมากะเราด้วย มีมาร์คจุดให้เรายืนอีกต่างหาก
“ตรงๆนี้แหละ ยืนตรงนี้ก็ได้”
“จิงอะ”
“ฮื่อ” เราเกือบเชื่อแน่ะ แต่อยากเดินต่อไปอีกหน่อย

เราเดินไป แกว่งถุงข้าวเหนียวไป ถึงไปรษณีย์ซึ่งอยู่ตรงเยื้อง ๆ วัดแล้วเราก็เดินเลยไปอีกหน่อย เริ่มเห็นพระเดินมาไกลๆโน้นนน มีเดินกลับบ้างแล้วก็มี ยังไม่ 6 โมงเช้าดีเลยนะเนี่ยนะ
“ต้องถอดรองเท้าด้วยเหรอ” เซี่ยะถามเพราะเห็นเราถอดรองเท้า
“ถอดได้ก็ดีนะ ไม่งั้นสูงกว่าพระนะ”
“สูงกว่าอยู่แล้วนี่ เรื่องนี่ผมช่วยไม่ได้นะ”
“ไม่ได้หมายความยังงั้นเฟ้ย หมายถึงว่า เธอจะระดับสูงกว่าพระน่ะ ถอดได้ก็ดี ไม่ถอดก็ได้ไม่เป็นไรหรอก”
“อ๋อ…”

ไอ้เราก็นึกว่าพระท่านจะเดินเนิบ ๆ เหมือนบ้านเรา ไม่รีบร้อน เดินไปช้าาาาา ช้า ..ที่ไหนได้

ฟิ้วววว…จีวรปลิวไปแล้ว 1 รูป อ้าว เอ๊ะ ต้องมิมนต์ไหม แล้วพูดว่าอะไร ไม่รู้ล่ะ นิมนต์แล้ว
ท่านก็จะลดความเร็วลง 1 ใน 4 ของความเร็วเดิมที่ท่านเดินมานั่นแหละ เราต้องเล็งดีๆ แล้วรีบหย่อนห่อข้าวเหนียวลงไป ไอ้จะมายืนหยุดนานๆให้เราใส่น่ะ ไม่มีซะ..

“ทำไมพระท่านเดินเร็วจัง..” แต่พอซัก 2 – 3 รูปเราเริ่มปรับตัวได้ มาแล้วๆๆ รีบหย่อนๆ ซักพักก็ชิน เพราะพระที่นี่เยอะมาก ถ้าท่านจะมาหยุดทีละรูปนานๆใส่ 8 วันคงยังไม่เสร็จแน่
ในบาตรเราเห็นแต่ข้าวเหนียว ข้าวเหนียวห่อใบตอง แล้วก็เงินกีบ เค้าใส่ลงไปในบาตรรวมกับข้าวเหนียวเลย ไม่ได้แยกใส่ซองวางบนบาตรเหมือนอย่างบ้านเรา

ไม่รู้เค้าถือว่าผิดไหม เพราะเคยอ่านจากที่ไหนซักแห่ง เค้าว่าตักบาตรด้วยเงินเป็นบาป ?

ไปเดินตลาดกันเถอะ

เราตักบาตรเสร็จก็เดินดูวัดแถวๆนั้น วัดสวยๆทั้งนั้น แต่ดูออกๆไปทางพม่ามากกว่าวัดในบ้านเรา อย่างหลังคาหรือว่าการตกแต่ง ออกจะอลังการงานสร้างจริงๆ รูปจิตรกรรมฝาผนัง เราได้แต่เดินดูรอบๆ หากไม่ได้ประดับด้วยลายดอกไม้ ภาพประดิษฐ์สวยงามอื่น ๆ ก็เป็นภาพพุทธประวัติ หรือภาพเกี่ยวกับนรกภูมิ บางที่สีสันจัดจ้านดีแท้

วันนี้เป็นวันแรกที่เราได้มีเวลาเต็ม ๆ เดินดูรอบๆหลวงพระบาง เราก็เลยเดินกันซะแบบว่าไม่เกรงใจสังขารตัวเองกันเลย

เดินเข้าวัดนู้น ออกวัดนี้ เพลินไป แต่ขอสารภาพตามตรงว่าจำชื่อวัดไม่เคยได้เลย เพราะเหมือนกันเมืองไทย ที่มีวัดมากมาย แทบทุกวัดเราต้องเดินขึ้นบันได เยอะบ้าง น้อยบ้างพอสนุก

คนที่นี่ดูเหมือนว่าจะศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างมาก เราชอบไปยืนดูเครื่องบูชาที่เค้านำมาบูชาพระพุทธรูป เป็นเหมือนบายศรี ประดับดอกไม้ เค้าจะวางไว้หน้าประตู ดูแล้วจิตใจสงบอย่างประหลาด (ตอนแรก เราเห็นเค้าวางขายดอกไม้ในตลาด โดยที่เค้าวางไว้รวมๆกับผัก เรายังคิดว่า เฮ้ย ดอกไม้กินได้ด้วยเหรอ เพิ่งมารู้ว่า อะนะ เค้าเอาไปบูชาพระหรอก ไม่ได้เอาไปกิน)

เราเดินคุยกันไปเรื่อย ๆ ถึงเรื่องพระฉันข้าวเหนียวกับอะไรกันแน่? จนสุดท้ายก็ยังไม่รู้อยู่ดี ใครจะไปฝากถามกลับมาด้วยนะ อยากรู้จริง ๆ

เดินไปเดินมามาเลี้ยวเข้าไปในตลาดสด เพราะจำได้ว่าตรงหัวมุมถนนริมแม่น้ำมีเพิงขายกาแฟสดอยู่ ว่าจะไปซดกาแฟให้หายง่วงซักหน่อย พอไปถึงคนนั่งกันเต็มร้าน มีญี่ปุ่น 2 คนทำตัวกลมกลืนมาก ไปนั่งท่ามกลางชาวบ้านเค้าหน้าตาเฉย (แต่แต่งตัวซะขนาดนั้น เห็นแต่ไกลก็รู้ว่าเป็นน้องปุ่นเจแปนแน่นอน)

พอไม่มีที่จะนั่งเราเลยเปลี่ยนใจ ไปเดินริมแม่น้ำกัน มีของขายตลอดทาง ดูเหมือนว่าเค้าจะลงไปซื้อสินค้ากันถึงในเรือที่มาจอดเทียบท่า (ต้องเดินลงไปดู) คิดว่าคงจะมีสินค้าขนส่งมาทางนี้ทุกวัน

หะแรกคิดว่าจะมีอะไรกินเล่นได้บ้าง แต่หนักไปทางอาหารสดและพวกผัก ของแห้ง ฯลฯ เดินไปเจออยู่ร้านนึงขายพวกของแห้งนี่แหละ เป็นแผงขายของในตลาดไปยืนๆจับๆดมๆสมุนไพรที่เค้าขาย จะซื้อก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรดี หลอกคุยกับเค้าไปเรื่อย มีอยู่ห่อนึง เซี่ยะหยิบมาให้ดู อยากรู้ว่ามันคืออะไร..หน้าตาเหมือนยางตากแห้ง สีดำๆหน่อยลักษณะเป็นแท่งๆสี่เหลี่ยม ไม่สั้นไม่ยาว

ถามจากคนขาย ได้ความว่ามันคือ “แคบควาย” (เหมือนแคบหมูไง แต่เป็นหนังควาย) แต่เค้าเรียกว่าอะไรไม่รู้นะ ไม่ได้เรียกแคบควายหรอก อันนี้เราแอบตั้งชื่อเล่นให้มันเอง
“เอาไปทอดให้พองๆ แซ่บอีหลี”
โอ้ โอเค แซ่บก็แซ่บ แต่พอดีเราเป็นคนไม่ทานเนื้อควาย และ เนื้อวัวเลยอดลองไปซะฉิบ

ตลาดเฉอะแฉะมากเป็นพิเศษ เราเดินไประแวงไปว่าจะไปลื่นตรงไหนเข้าให้

โอ๊ะ นั่นอะไร นั่นอะไร ..

ปู ปูแน่ๆ ! อันนี้เราชอบมากเลย ถ่ายรูปมาหนึ่งรูป มันดูน่ารักดี ปูตัวเล็กๆเค้าเอามามัดเป็นพวงพร้อมหูหิ้ว Ready to go มาก แพ็คเกจสะเด็ดยาด

ทะลุออกมาทางซอยเล็กๆ ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์เท่าไหร่ ถนนเหมือนใครแกล้งทำเอาอุกาบาต มาตกใส่ หรือไม่ก็มี UFO มาลงเมื่อคืน เป็นลอน ๆ เดินไม่ได้เลยแหละ เค้ากำลังซ่อมถนนอยู่ ต้องขึ้นไปเดินบนขอบทาง ในซอยก็เป็นบ้านคน อยู่กันเงียบๆ เดินผ่านบางบ้านจะได้ยินเพลงไทยแว่วมาเป็นระยะ โลโซยังคงมาเป็นอันอับหนึ่ง แล้วยังมีป้าเบิร์ด ธงไชย อริสมันต์ยังมีอยู่เลย แถมคาราโอเกะเป็นอิทธิ พลางกูร! โอ้ เย้

“ทำไมคนลาวชอบฟังเพลงไทยเหรอ” เซี่ยะถาม
“ไม่รู้ดิ มันหาฟังง่ายมั้งนะ..อีกอย่าง ไทย ลาวมันใกล้กันมากไง”
“อืม มันก็ดีเหมือนกันนะ ไม่เคยเห็นประเทศไหนต่างคนต่างใช้ภาษาของตัวเองพูด แต่ยังคุยกันรู้เรื่อง เจ๋งดี”
“แล้วไต้หวันกะฮ่องกงล่ะ”
“ไม่รู้เรื่องอะ นอกจากเค้าจะพูดช้าาาาามากกกกมากกกกก”
“อ๋อ..”
“อ่านภาษาลาวออกมั้ย”
“อ่านออกมั่ง ไม่ออกมั่ง มันคล้ายๆนะ แต่ไม่เหมือน อยู่ซัก 2 อาทิตย์คงอ่าน เขียนได้ แฮ่ะๆ”
คนจะถามเยอะมากเรื่องพาสาลาวกับภาษาไทย ส่วนมากเค้าจะเห็นว่า เออ ดีแฮะ เหมือน ภาษาเยอรมันกับภาษาดัชท์ที่เวลาเขียนจะใกล้เคียงกัน ไม่เคยเรียนมาก่อนก็เข้าใจ ไทย ลาว ใกล้ชิดกันขนาดนี้ทำไมเรายังมองว่าลาวเป็นอะไรที่เชยๆอีก(วะ) ประเทศเค้าสวย อากาศดี คนก็น่ารัก เคยอ่านในหนังสือ “เป็นเรื่องเป็นลาว” ตอนที่เค้าคุยกับคนลาวว่ารู้สึกยังไงเวลามีคนมาหาว่า “ลาวลาว” เค้าก็ว่า ไม่รู้สึกอะไร เหมือนเราแหละถ้ามีคนมาพูดใส่เราว่า “ไอ้ไทยๆ”เราจะรู้สึกอะไร..ก็ไม่รู้สึกอะไรใช่ไหมละ นั่นแหละ
ที่ฮา ก็คือ เค้าถามต่อว่าทำไมคนไทยชอบเรียกคนอีสานว่าเป็นลาวแล้วดูถูกกันจัง รังเกียจอีสานนักก็ยกภาคอีสานให้ลาวเลยก็ได้นะ แหม

กลับมาที่หลวงพระบางต่อ
พอไม่รู้จะซื้ออะไร ก็ไปเจอะเอากองแตงไทยเข้า สารภาพว่าเราไม่รู้ว่ามันคือแตงไทย เพราะเคยเห็นแต่ตอนที่มันอยู่ในถ้วยน้ำแข็งไสแล้ว พอเห็นเป็นลูกเลยไม่รู้ พอลองดมดูถึงได้ อ๋อ มันคือแตงไทย แต่เราก็เรียกกันแค่ เมล่อน ๆ จะบอกว่าไทยเมลอนก็ยังไงอยู่ “เอาปะ” “มันจืดนะ” เราบอก เห็นท่าทางจะซื้อแหงๆ
“น่าาาาาา”
“เฮ่ยยยยย”
“น๊าาาาาาาาาาาา”
“ตามใจ หาวิธีกินเอาเองนา”
“เย้ เอาลูกไหนดีน๊า ลูกนั้น ลูกนี้ ลูกโน้น” เลือกตั้งนาน สรุปเอา 2 ลูก เกิดมาเราไม่เคยซื้อแตงไทยทั้งลูกมาก่อนเลย จะทำอะไรกะมันดี เราสองคนเดินหิ้วแตงไทยคนละลูก มันคงดูตลกพิลึก เออ อยู่ดีๆ ตื่นขึ้นมาเดินหิ้วแตงไทยแต่เช้า

มัฟฟิน คุ๊กกี้ และ กาแฟลาว

เราโคตรหิวแล้ว ก่อนมา มีเพื่อนที่เป็นคนเบลเยี่ยมแนะนำว่า อย่าพลาดเบเกอรี่ตอนเช้าที่หลวงพระบางเด็ดขาด สุดยอด ดีพอๆกับที่ฝรั่งเศสเลยก็ว่าได้ ไหนๆก็คุยกันซะขนาดนี้แล้ว จะไม่ลองเดี๋ยวจะเสียเที่ยว เลยเดินมาจนเจอร้านเบเกอรี่ ร้านนี้อยู่เลยจากพิพิธภัณฑ์ไปหน่อยนึง มีหนังสือกับโปสการ์ดขายด้วย หนังสือก็จะเป็นพวกท่องเที่ยวซะส่วนมาก มีทั้งท่องเที่ยวในลาว และนอกลาวอย่างยูนนาน เวียดนาม เชียงรุ้ง ซีอาน เชียงใหม่ ฯลฯ เราเดินเข้าไปด้อมๆมองๆในตู้ว่าเค้ามีอะไรบ้าง เยอะแยะเลย พูดแล้วตอนนี้ยังอยากกินอยู่เลย คุกกี้ก็ อบใหม่ๆยังอุ่นๆอยู่ แต่เราภักดีกับแซนด์วิชทูน่ามาก เลยสั่งแซนด์วิชกับกาแฟลาว แล้วออกมานั่งน้ำลายไหลอยู่นอกร้านรอเค้าเอามาเสิร์ฟ ถามเซี่ยะว่าสั่งอะไรไป เค้าก็ชี้ไปที่คุกกี้อุ่นๆตะกร้านั่นแหละ ชิ้นใหญ่เหมือนในร้านโอบองแปง พอเค้าเอามาเสิร์ฟกลายเป็นมัฟฟินไปได้ไง ปรากฏว่าเพื่อนเรานั่นเองที่เรียกคุกกี้ว่ามัฟฟิน เรียกมัฟฟินว่าเค้ก เค้าใจดีเอาไปเปลี่ยนให้ใหม่ บรรยากาศดีมาก ตอนเช้า ฝนไม่ตก ใครคิดจะพาแฟนไปฮันนีมูนที่ยุโรป แต่ยังไม่มีกะตังค์ไป ไม่ต้องไปไกลหรอก มาแค่หลวงพระบางก็พอ

จุดจบของแตงไทย

ดูนาฬิกา เราเดินมาตั้งแต่เช้านี่ก็ 7 ชั่วโมงพอดี เราเลยไปหาข้าวกินกันที่ร้านแถวๆเกสต์เฮาส์ เหนื่อยแทบสลบ เราสั่งข้าวไปแล้ว รอนานนนนมาก เซี่ยะสั่งเฝอ แป๊บเดียวได้ละ

“นี่ นี่..” เซี่ยะเรียก
“ไรเหรอ?”
“ขอโทษนา..”
“เรื่องไร?” เราเคี้ยวขนมที่แวะซื้อมาตะกี๊ หน้าตาเหมือนทองม้วน รสชาติคล้ายๆ กัน
“ผมไม่น่าซื้อแตงไทยเลยเมื่อเช้าอ่ะ ดูดิ ต้องมาแบกแตงไทยเดินทั้งวัน”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า..โฮ๊ รู้ตัวก็ดีแล้ว”
“หน่ะ..”

แตงไทย จบลงด้วยการขอให้ที่ร้านเค้าช่วยผ่าครึ่งให้หน่อย เราจะได้เอาช้อนตักกินได้ เค้าหายไป 10 นาที แตงไทยกลับมาในจาน หั่นมาเรียบร้อย เป็นชิ้นพอดีคำ ปอกเปลือกให้อีกต่างหาก อะไรจะใจดีขนาดนี้ “จืดว่ะ” “ก็บอกแล้ว กินให้หมดนะ เสียดายนะ เดินแบกมาทั้งวัน” “ฮือออออ..” “ก๊าก..บอกแล้วไม่เชื่อ” “เดี๋ยวเราเอาไปแบ่งเจแปนนีส เพื่อนเรากันมั่งดีกว่า นะ” “ใส่ถุงไปดิ แต่ว่า ไปซื้อน้ำเชื่อมดีกว่า ใส่น้ำแข็ง น้ำเชื่อมน่ะ ดีกว่า” “เอางั้นเหรอ” “เออดิ” เรานั่งมองจานแตงไทยอยู่นาน พอดีโต๊ะข้างๆเป็นญี่ปุ่นอีกคน เราหันมามองหน้ากัน แล้ว โฮ่ะๆๆ เสร็จเรา เซี่ยะเดินถือจานแตงไทยไปที่โต๊ะ บอก อยากลองกินเป่า…แบ่งให้ๆ… แบ่งมัดมือชก แบ่งไปครึ่งจาน (สงสารญี่ปุ่นคนนั้น ไม่รู้จัดการยังไงกะมัน) หลังจากอื่มแปล้แล้วเราก็เดินกลับบ้าน(ที่ร้านห่อแตงไทยใส่ถุงให้อีกต่างหาก) ผ่านแผงขายน้ำหวาน เลยแวะซื้อน้ำเชื่อมเค้าหน่อย รู้สึกว่าจะ 3 พันกีบหรือไงเนี่ยแหละ ยังอุตส่าห์ต่อเค้าอีก ลดหน่อยน่า นะ นะ แค่น้ำเชื่อมเองน๊า น๊า ลุงคนขายแกก็หัวเราะ โอ๊ย ไม่ได้ๆๆ ไม่แพงแล้ว แหมมมมม คนไทยนี่เค็มแท้นะ ฮ่าๆ (จริงๆก็ไม่แพงหรอก แต่เราซื้อมาก็ไม่ได้กิน หิ้วเอาไปฝากเด็กๆญี่ปุ่นกลุ่มนั้นหมด ท่าทางชอบซะด้วย)

ไปเยี่ยมไข้เพื่อนเราซักหน่อย
เราถึงบ้าน ซื้อน้ำกลับมา 1 แพ็คใหญ่ ซื้อแบบนี้ประหยัดกว่า แล้วก็เอามาฝากเค้าใส่ตู้เย็นไว้ ตอนแรกจะฝากเค้าข้างล่างตรงหน้าบ้านแหละ เค้านั่งดูทีวีกันอยู่) “ตู้เย็นเหรอ โน่นแน่ะ บนบ้านก็มีอยู่อีกหน่วยนึงน่ะ” เรียกเป็นหน่วยแฮะ เท่ดี เรานั่งแผ่หราอยู่ที่ระเบียง สูบบุหรี่หมดกันไปคนละ 2 ตัว ยี่ห้อดอกไม้แดงที่แวะซื้อกลางทางแหละ ซองละประมาณ 12 บาท รสชาติไม่เลว แต่สูบแล้วเหมือนตกกองขี้เถ้า เพราะขี้เถ้ามันจะปลิววว กระจายทั่วไปหมด ไม่ร่วงลงพื้นด้วย แต่จะปลิวติดตามเสื้อเรานั่นแหละ แต่มันถูกดี “โอเค เดี๋ยว 5 โมงเราเจอกันนะ” เซี่ยะก็ท่าทางใกล้แบตฯหมด เราแยกย้ายกันไปอาบน้ำแล้วก็สลบไปนาน นั่งดูวิวจากหน้าต่างห้องพัก สวยดีแฮะ มันคงจะดีถ้าตื่นมาทุกเช้า แล้วมีภูเขาที่มีหมอกลอยอยู่ตีนเขาอยู่หลังบ้านเราทุกวัน เราหลับไปนาน ตื่นอีกทีก็อาบน้ำอีกรอบแล้วก็เดินออกไปหาพวกเด็กญี่ปุ่นกัน เพราะตอนมาถึงดูไม่ค่อยสบาย เราก็หิ้วแตงไทยไปด้วย ไปถึงเกสต์เฮาส์ เห็น 1 คนกำลังตีแบดกับคนลาวอย่างเอาเป็นเอาตาย ส่วนอีก 2 คนก็เตะบอลกันอยู่หน้าบ้าน ถามถึงคนที่ไม่สบาย ก็ได้ความว่ายังนอนอยู่ข้างบนห้องนู่นแหน่ะ เราฝากแตงไทยไว้ให้กินกัน “ผมขึ้นไปดูได้มั้ย” เซี่ยะยังเป็นห่วงเจ้า 2 คนที่ไม่สบาย

“อ๋อ ได้ซิ แต่คิดว่าไม่เป็นอะไรมากมั้ง”

เด็กๆพวกนี้เงียบมาก คุยกันเองยังไม่ค่อยคุยเลย ไม่ค่อยพูดอังกฤษเท่าไหร่ แต่เราก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ เซี่ยะหิ้วกระเป๋าใส่ยาขึ้นไปด้วย(หมอนี่มีทุกอย่าง ยาแก้ท้องเสีย ยาแก้ไข ยาแก้ปวด ยาทาแผล ยา ฯลฯ) หายขึ้นไปกันนานพอสมควร เราเลยฆ่าเวลาด้วยการตีแบดกับคนลาวไปพลางๆ พอเห็นเซี่ยะเดินลงมาก็คุยๆกันอยู่ซักพัก เกี่ยวกับแผนเดินทางว่าเค้าจะไปไหนกันต่อ ญี่ปุ่นจะออกจากหลวงพระบางก่อนเราอีก เราก็ตกใจ เฮ้ย รีบมา รีบไปจัง ถามเค้าว่าไปทำอะไรมาบ้าง เค้าก็บอกว่าเดินดูเมือง แล้วก็ไปนวดมาน่ะ ที่ลาวก็มีนวดแผนโบราณเหมือนบ้านเรา แต่เค้าจะเป็นนวดการกุศล คือถ้าบริจาคเงินให้ กาชาด เค้าก็จะนวดให้ 1 ชั่วโมง อะไรทำนองนั้น ฝรั่งไปนวดกันตรึม0 เบี้ยวงานจนได้ แฮ่ะๆ เราออกไปเดินๆๆๆและเดินอีก เดินได้ไม่เบื่อ

เข้าไปตลาด มีของขายตอนค่ำด้วย เห็นแผงขายขนมปังคนมุงกันเต็มแน่นเลยเข้าไปเบียดกับเค้าบ้าง แผงเล็กๆเองนะ แต่คนรอกันเพียบ เราไปจิ้มๆ อันนี้อะไร อันนี้อะไร สรุปได้หนมปังไส้ช็อกโกแล็ต มา 2 อัน ไส้มะพร้าวอีก 1 อัน อร่อยมากกกกกกกก อนุมานว่าเบเกอรี่ที่ลาวน่าจะอร่อยที่สุดในอินโดจีนแล้ว (ว่าเข้าไปนั่น) แต่จริงๆนะ มันนุ่ม มันหอม มัน… อร่อย! เดินผ่านสมาคมอะไรซักอย่าง เหมือนลานเล่นบาสเก็ตบอลในร่ม เดินไปเกาะลูกกรงรั้วดูเค้า ว้าว เต้นแอโรบิกกันอยู่ ท่าทางจะมันส์ นานๆจะเห็นแม่หญิงลาวใส่กางเกงซักที (คิดอยู่เหมือนกัน ใส่ผ้าซิ่นเต้นแอโรบิคคงจะไม่เวิร์คแน่ๆ) กะว่าจะกลับบ้านนอนแล้ว แต่ก็ไปเช็คตั๋วเครื่องบินอีกที แพง ตั้ง 100 กว่าเหรียญ คิดหนักเลย เอาไงดีวะ บอกที่ทำงานว่าจะกลับวันพุธ นี่ก็ใกล้แล้ว

“ผมว่าจะนั่งเรือช้าไปห้วยสาย” ห้วยสายหรือห้วยทรายแหละ เรียกได้เหมือนกัน ไม่รู้จริงๆเรียกอะไรกันแน่
“ที่ใช้เวลา 2 วันน่ะเหรอ?”
“เยสสส”
“คิดไงเนี่ย”
“อ่ะ อยากลองป่ะล่ะ ที่มาเนี่ย อยากใช้เวลาให้เรื่อย ๆ น่ะ ไม่อยากรีบ นั่งเรือ 2 วันเราได้ดูวิวด้วย”
“ขอดูแผนที่หน่อย”

เรากางแผนที่ดูกัน ดูในแผนที่สั้นนิดเดียะ ใช้เวลาตั้ง 2 วัน

“คิดดูนา น่าหนุกนา” เราคิดดู เอาวะ ไหนๆก็มาแล้ว กลับไปจะโดนไล่ออกก็ให้มันโดนไป เข้าอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ส่งเมล์ไปลางานอีก 2 วัน เฮ่อ…หลวงพระบาง มาแล้วไม่อยากจะกลับจริงๆ