Archive for the ‘สะพายเป้เที่ยวไทย’ Category

✈ ไทยจีนแขกฝรั่ง

Wednesday, October 10th, 2007

2415.jpg

จั่วหัวได้น่าหวาดเสียวมาก ยังกับโรงหนังแถวสะพานควาย

กลับมาเมืองไทยตั้งแต่วันที่ 18 เดือนที่แล้ว (กันยาฯ) กลับมาถึงก็จัดงานเที่ยวซะมโหฬารเลย เริ่มด้วยการไปปล่อยแก่ที่สวนสยาม (ก็อยากเล่น vortex อ้ะ) ไหน ๆ ก็จะไปแล้ว ก็เลยชวนพวกเพื่อน ๆ ไปด้วย นับได้รวมแล้วก็ 10 กว่าคน

บางคนไปพร้อมกัน บางคนตามมาทีหลัง บางคนไปไม่ถึง ด้วยสาเหตุที่ฮาไม่ออกคือ ข้าพเจ้าส่งเพื่อนสามคน (เบลเยี่ยมสอง อเมริกันหนึ่ง) ขึ้นแท็กซี่จากถนนข้าวสาร บอกโชเฟอร์เรียบร้อยว่าให้พาไปสวนสยาม ส่วนข้าพเจ้านั้นหรือก็แชร์แท็กซี่อีกคันไปกับเพื่อนอีกสามคน (อินเดียสอง สิงคโปร์หนึ่ง) ที่เหลือก็ไปกับรถส่วนตัวอีกสองคัน (คนไทยสาม โบลิเวียหนึ่ง ฟินแลนด์หนึ่ง)

ไอ้เราก็ไปหลังสุดเลย เจ้าคันแรกไปถึงแล้ว เจ้าดุ๊กกี้ (จากเบลเยี่ยม) โทรมาตามยิก ๆ ว่าอยู่ไหนแล้ว
“เออ กำลังไปเว้ย อยู่ไหนแล้วล่ะ”
“เนี่ยก็ถึงแล้วเนี่ย”
“โอเค ๆ กำลังจะถึงแล้ว เจอกันหน้า Ticket office ละกันนะ” ขณะนั้นเป็นเวลาเกือบเที่ยงวัน กำลังอยู่บนเลียบด่วนรามอินทรา

สิบห้านาทีต่อมา โทรไปหาดุ๊กกี้ว่าไหนว่าบอกว่าอยู่หน้า Ticket officeไง ไม่เห็นเจอใครเลย
“อะไร มั่วป่าว เนี่ยมาถึงนานแล้ว”
“แกเห็นที่ขายตั๋วเปล่าล่ะ เนี่ยยืนกันอยู่ตรงเนี้ย” หันไปดูอีกที เพื่อนแขกบอมเบย์สองคนไปยืนผลัดกันถ่ายรูปหน้าปราสาทสีรุ้งกันอย่างน่ารักน่าถึบ ขัดกับใบหน้าเป็นอย่างมาก
“ดุ๊ก เอ็งไปเอาใครก็ได้แถว ๆ นั้นน่ะ คนไทยนะ ไปเอามาคุยโทรศัพท์กะชั้นหน่อยซิ”
“เออได้ ๆ รอเดี๋ยว” แล้วดุ๊กก็ไปหาเหยื่อแถวนั้นมา
“ฮะโหล” เป็นเสียงผู้หญิงพูด
“สวัสดีค่ะ ขอโทษที่ต้องรบกวนนะคะ ไม่ทราบว่า นั่นเค้าอยู่ที่ไหนกันน่ะคะ?”
“อ๋ออออออ อยู่สยามพารากอน ค่าาาาา”

เวร

เวร

เวร

เวร

บอกให้มันไปสวนสยาม ดันไปสยามพารากอน!!! แล้วสามคนนี่ก็ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย บอกมันว่า water park มันก็คงนึกว่าเป็นสวนน้ำในห้างละมั้ง! สรุปแล้วแม้ว่าเจ้าดุ๊กจะอยากมาสวนสยามใจจะขาด แต่อีกสองทหารเสือไม่ยอมมาด้วย เพราะมันขี้เกียจกันหมดแล้วเลยบอกว่าจะไปดูหนัง ไปนวดแผนไทยแทน (เจอดุ๊กวันถัดมา ดุ๊กบอกว่า กรูน่ะอยากไปจะตาย แต่ไอ้อีกสองคนมันไม่ยอม น่าสงสารจริงๆ)

สวนสยามเป็นอันว่าผ่านไปด้วยดี ปนทุลักทุเลเล็กน้อย ใครไม่มีรถนี่ไม่สามารถไปเที่ยวสวนสยามอย่างมีความสุขได้เลยนะ ต้องมาคอยกังวล ออกมาแท็กซี่ก็ไม่ค่อยจะจอดอีก เวรจริงๆ จบจากสวนสยาม เป็นอันว่าสลบเหมือดกันไปหลายราย บางรายเข้าขั้นตาลอย ต้องยกเลิกโปรแกรมหมูกะทะช่วงเย็นไปซะงั้นน่ะ

หมูกะทะคนเยอะมาก ไม่คิดว่าจะเยอะขนาดนี้ (รู้งี้ตูไม่จัดดีกว่า) คนเยอะเกินไปก็ไม่ดี แถมไอ้วงดนตรีที่ร้านนี้ (ริมน้ำ เชิงสะพานปิ่นเกล้า) เป็นวงที่ห่วยสุดจะห่วย เกิดมาไม่เคยเจอวงไหน เล่นและร้องเพลงได้ทำลายประสาทหูแบบนี้มาก่อนเลย ไอ้เราก็โคตรจะหิวเลย แต่ก็ไม่ค่อยได้กินเท่าไหร่ เพราะว่าดันเป็น organizer ต้องคอยนั่งเทคแคร์คุยกันชาวบ้านชาวช่อง เข้าใจหัวอกคนที่เค้าแต่งงาน เลยว่าวันงานน่ะ แขกอิ่ม แต่เจ้าภาพอ่ะ กิ่วครับกิ่ว …

ตอนกลางคืนบางคนอยากไปปาร์ตี้กันต่อ ก็เลยพาไป RCA ก็ฮากันดี เรียกว่าไม่มีคนไหนไม่เมา (ยกเว้น มุสลิมสองคน คือน้องอิมส์ จากอินเดีย และน้องอีลินจากสิงคโปร์ ที่ไม่แตะแอลกอฮอล์ แถมคนนึงยังถือศึลอดอีกตะหาก ดีนะ ที่ตอนนั้นมันมืดแล้ว ไม่งั้นลมอาจจะใส่ได้)

งานนี้ปิดท้ายได้มันส์มาก เพราะกระเป๋าถูกขโมยไปทั้งใบ เรื่องของเรื่องคือเราฝากกระเป๋าไว้ ที่ตะแกรงใต้โต๊ะที่เพื่อนเรานั่งอยู่ แล้วเราก็เดินไปเข้าห้องน้ำ กลับมาไอ้เพื่อนน่ะ เมาปลิ้นไปเต้นกะแด่ว ๆ อยู่ที่หน้าบาร์ พอร้านปิด ไฟเปิด โอ๊ กระเป๋าข้าพเจ้า อันตรธานหายไปแล้วเรียบร้อยโรงเรียนจีน สอบถามพวก bouncer ที่ร้าน (บอกเลยก็ได้ ร้าน Jazz It)ว่าเห็นใครน่าสงสัยบ้างไหม หรือเห็นกระเป๋าบ้างไหม ก็บอกไม่เห็น แล้วก็มายืนบ่นว่า เราไม่ควรทิ้งของไว้ ซึ่งก็โอเคอ่ะ มันก็จริง คนมันเยอะ เค้าคงมานั่งดูให้ทุกคนไม่ได้ ใครเป็นใครก็ไม่รู้
แต่ที่กวนตีนคือเราเดินออกมาจากร้านแล้ว เพื่อออกมานั่งโทรแคนเซิลพวกบัตรเครดิต บัตร ATM ทั้งหลายแหล่ ไอ้ bouncer สองคนนั้นยังอุตส่าห์ ตามออกมายืนด่าซ้ำเติม ว่าไม่ใช่ความผิดของมันซะหน่อยนะขอบอก ทิ้งกระเป๋าไว้เองทำไม ของมันก็หายน่ะซิ ทำไมไม่รู้จักดูแล ฯลฯ ไอ้เราก็งงซิคับ ของกรูหายแล้ว เอาเรื่องก็ไม่ได้เอา เรียกร้องอะไรก็ไม่ได้เรียกร้อง ยั๊งงงงอุตส่าห์ตามออกมาเทศน์ถึงนอกร้าน (ไกลด้วยนะนั่นน่ะ) เราเลยด่ามันไปว่า เอ็งไปให้พ้น ๆ หน้าเลยนะ ไม่ช่วยแล้วยัง…

แถมฟักไปอีกหนึ่งลูก เพื่อนมาบอกทีหลังว่า ไอ้หนึ่งใน bouncer นั่น มันบอกจะฟ้องหมิ่นประมาทเรา เพราะเราไปด่ามันว่า f**k you “คิดว่าผมฟังไม่ออกเหรอ จะฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท” เออ ก็ฮาดีนะ อยากให้มันฟ้องเหมือนกันแหละ ดูซิว่าใครจะรับฟ้องมันเนี่ย ศาลโลกเลยมั้ย? แหม คนเรา คิดได้เท่านี้ ใครไปร้านนี้อ่ะ ระวังเลยนะ ข้าวของ วางไว้ไม่ได้เลย แม้แต่ครึ่งวินาที คิดว่ามันคงทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว เพราะหลังตึสองไปคนก็เมา ๆ กันหมดแล้ว พวกนี้คงจ้องเลยแหละว่าใครวางของอะไรไว้อ่ะนะ เงินมีอยู่สามพันกว่าบาท (ไม่เป็นไร เงินทองหาใหม่ได้) แต่ไอ้บัตรต่าง ๆ นานานี่ซิ โอ่ คิดแล้วปวดกบาลว่ะ เซ็งจริง ๆ

✈ ปั่นจักรยานอยุธยา..เสียค่าโง่ที่งานวัด

Wednesday, May 2nd, 2007

อยุธยา หมดมุขเมื่อไหร่ก็ไป
ที่ผ่านมาก็เพิ่งจะหาเรื่องไปอยุธยามาอีกแล้ว เพราะชอบบ้านพัก คือ “บ้านคุณพระ ” เป็นนักหนา หะแรกก็กะว่าจะไปแต่ผู้เดียว แต่น้องเดฟมากระแซะถามว่า “ถ้าชั้นจะไปด้วยเธอจะว่าไรมั้ย?” ชั้นจะไปว่าอะไรแกได้วะ ก็เล่นมัดมือชกแล้วนี่หว่า

ayutthaya-1.jpg

นอกจากน้องเดฟแล้วยังมีน้องโจอี้ ตี๋น้อยจากเมลเบิร์น และ พี่มอริตซ์ ชาวเยอรมัน หมาด ๆ มาจากอินเดีย (เพราะเฮียแกเคยทำงานอยู่ที่นั่น) มีนิสัยชอบพูดภาษาฮินดีใส่ชาวบ้าน ทั้ง ๆ ที่ก็รู้อยู่ว่าที่นี่คนไทยนะโว้ย ใครจะไปเข้าใจภาษาฮินดีของมรึงได้เนี่ย… พอกินข้าว เช็คบิลเสร็จก็จะหันมาถามว่า “เชาโล?” (ไปยัง?) หรือเวลาตอบรับก็จะตอบว่า “ทีเค” (ทีค-แฮ) แปลว่า “ตกลง” นี่ถ้ากรูไม่ได้ไปอินเดียมา 3 เดือน ใครเค้าจะไปรู้เรื่องกะเมิ๊งงงงง…

moritz & joey in the room
พี่มอริตซ์ ในห้องพัก คนละ 200 บาท ส่วนโจอี้ตี๋น้อยกำัลังซัดมะม่วงน้ำปลาหวานอย่างเอร็ดอร่อย ราวกับคนแพ้ท้องก็มิปาน บอกว่าไม่ได้กินมานานแล้ว อยากกินมาก เมื่อก่อนแม่ชอบทำบ่อยๆ อ้อ โจอี้เคยอยู่เมืองไทยด้วยนะ อยู่ค่ายอพยพ! ตัวเองเกิดที่กัมพูชา แต่ใน passport กลับเขียนว่าเกิดที่เวียดนาม แถมอายุก็ไม่ตรง เอ๊ะ พาสสปอร์ตออสเตรเลียนี่มันยังไงอยู่วะเนี่ย
ส่วนมอริตซ์ก็จัดการไปซะทุกอย่าง อยากจะไปชมเมือง อยากจะไปนั่งเรือ อ่ะ ก็โอ แ่ต่ชั้นไม่ไปนะขอบอก เพราะเอาโน้ตบุ๊คมาด้วยแล้ว จะทำงาน เฟร้ยยยย

Joey with raw mango
โจอี้กับมะม่วงน้ำปลาหวาน ที่อิฉันซื้อไปฝากจากตลาดเจ้าพรหม

Thong Yod
ทองหยิบ ทองหยอด หวานถึงใจ พาน้องเดฟไปเดินตลาด เหมาน่องไก่ทอดมากินกันซะะะ…
พูดถึงทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง อย่างที่เรารู้กันอยู่ว่า ทีมบอลระดับโลกแต่ละทึมถูกพี่ไทยตั้งชื่อเล่นให้ซะหมดชนิดที่ว่า แปลชื่อเล่นของทีมให้ฝรั่งฟัง ฟังถึงกับงงเป็นปลาช่อนถูกทุบหัว แต่ละทีมก็มีชื่อเล่นต่าง ๆ กันไป ทั้งน่าเกรงขาม (อย่าง ผีแดง) หรือ รวมสารพัดสัตว์ (ตราไก่ สิงห์โตคำราม ฯลฯ) พอมาถึง ทีม โปรตุเกสแล้ว พี่ไทยก็ให้ชื่ออันแสนน่าพรั่นพรึงยิ่งนัก ว่า “ทีมฝอยทอง”

ก็…ว่าแต่โปรตุเกสมีฝอยทองจริงหรือไม่? เมื่อคราวปาร์ตี้ที่บ้านคราวก่อน ที่ผู้คนมากับจากทั่วทุกสารทิศโดยมิได้นัดหมาย หนึ่งในนั้นเป็นชาวโปรตุเกส เลยได้ฤกษ์ถามว่า “ยูรู้มั้ย ไอ่ขนมสีเหลือง ๆ เป็นฝอย ๆ ทำจากไข่กับน้ำตาลน่ะ” คริสเตียน ชายชาวโปรตุเกสผิวสีแทน ผมหยักศก ขมวดคิ้วอยู่พักนึงแล้วก็ร้องว่า “อ๋ออออออออออออออ….อ…อ..!!….. ไม่รู้…”
“ปะติโธ่ ทำลายความฝันทองเราชัดๆ”
“แต่ผมรู้แล้วล่ะว่าคุณหมายถึงอะไร แต่ผมนึกชื่อไม่ออก”

อ้าว เป็นคนโปรตุเกส หรือเปล่า เดี๋ยวส่งกลับไปเรียนทำฝอยทองที่เกาะเกร็ดซะเลยหนิ

แต่พระเจ้าช่วยกล้วยเชื่อม ! เราเซิร์ชหาจากเว็บไซต์ ก็ได้พบกับคำตอบอยู่ที่เว็บไซต์ Thaibikeworld คนไทยคู่หนึ่งที่ปั่นจักรยานรอบโลก (ฮีโร่ของอิฉัน) เค้าได้เดินทางไปถึงโปรตุเกส และได้ไขปริศนาลึกลับดำมืดที่ติดอยู่ในใจเรามานาน สรุปแล้ว ธาาาด๊าาาาา ! ฝอยทองมาจากโปรตุเกสจริง ๆ ไม่ได้โม้ ! ชื่อของมันก็คือ Fios de Ovos นั่นเองงงงง (กรุณาทำเสียงแบบ ทีวีแชมเปี้ยน) ตามไปอ่านเรื่องของฝอยทองเต็ม ๆ ได้ที่ Thaibikeworld ตอน ตามหาฝอยทอง

Dave getting hair cut
ในที่สุด มันก็ยอมตัดผมซักที แถมบอกว่าไม่เชื่อมือคนตัดเพราะเธอดูเด็กไป (แล้วเอ็งจะให้ยายที่ไหนตัดให้ละนั่นน่ะ)

Hormok
ห่อหมกปลาแซลมอน โอ้ว แม่เจ้า สุดยอดอภิมหาความอร่อยเลย ให้มาแค่ 3 กระทงแล้วตรูจะแบ่งกันยังไงวะเนี่ย (มากัน 4 คน) ตัดปัญหา เอากระทงออก แล้วตักกันเป็นคำ ๆ (ความงก ไม่เข้าใครออกใคร)

Ferry Ayutthaya
เช่าจักรยาน 30 บาท
ปั่นมันทั้งวันจนน่องโป่ง นี่กำลังจะข้ามเรือไปอีกฝั่ง ดูนังเดฟ ซิ หูกางเชียว 5555

Waving Kids
เล็งภาพนี้จากสะพาน ระยะห่างราวหนึ่งปีแสง เดฟบอกว่า เด็กเล่นน้ำหรือเด็กจมน้ำ? แหม่ ไอ้นี่

David and Kid
นั่งสองแถวไปกินข้าวกันที่ตลาดใกล้ ๆ คุ้มขุนแผน มีเด็กแถมมาคนนึง (เฮ้ย ลูกคนขับ!) เดฟดูเหมือนนักท่องเที่ยวหื่นกามมาก ตอน export รูป เอา Photoshop มาทำที่คาดตา แถบสีดำๆ แปะที่หน้าเด็ก ฉันกะโจอี้ ขำกันขี้แตกขี้แตน โคตรเหมือนเลยจริงๆให้ตาย

Joey eating frog
โจอี้กินกบ ทอดกระเทียมพริกไทย เออ มันก็อร่อยดี แต่มันมีกระดูกปนด้วยอะ ไม่เก๋็เลย ขากบทอดที่พัฒพงศ์อร่อยมากขอบอก ร้านติดกับ ลูซิเฟอร์น่ะ ว่าง ๆ จะไปกินอีก โชว์ปิงปองไรไม่ได้แอ้มตูหรอก จะไปกินขากบ!

Shoot game, it’s not 20 Baht!
งานวัดเดี๋ยวนี้นะ ระวังนะ ก่อนจะยิงอะไรเรี่ยราด บางทีมันขึ้นป้ายว่า “20 บาท!!” แต่เขียนตัวเล็กนิดเดียวว่า “ต่อ 1 นัด” หรือเขียนให้มันงง ๆ เข้าไว้ แล้วถาดนึงมันใส่ให้ 5 ลูก โจอี้ก็ล่ออออซะะะะ โดนไป 200 ! ฮ่าๆๆๆๆๆ โง่พอกัน ช่วยมันออกไป 100 นึงโทษฐานที่อ่านภาษาไทยออกแล้วเจือกไม่อ่านให้ดีก่อน น้องเดฟยิงไปได้ 2 นัด ต้องรีบบอกให้หยุดเลย โห คนเราสมัยนี้หากินกันง่ายเนาะ (มิน่าไม่เห็นมีใครยิง คนคงอนาถไอ้ 3 คนนี้มาก โง่แท้)

น้�งแน็ท
ไปกินเป๊ปซี่ต่อกันที่ผับ “เอวาย” (มันไ่ม่ยอมกินเิบียร์กันเพราะแพง!) ดูความงก ที่ไปนี่จะไปดูน้องแนทอย่างเดียวเลยนะเนี่ย น้องแนทก็มาจริง ๆ มาเต้น ๆ ดูดโด่งซ้ายทีขวาที มีผู้ชายให้ทิปใบแดง ๆ กันเกลื่อนกลาด มีคนนึงขอให้ทิปเสียบที่ร่องนมน้องแนท น้องแนทก็ให้นะ หลังจากกระมิดกระเมี้ยนอยู่ซักพัก (ไม่รู้ไอ้หื่นนั่นให้ถึง 500 ป่าว ขอให้ในที่ล่อแหลมแบบนี้)

Sunderland
ทีมซันเดอร์แลนด์เตะคืนนี้พอดี เดฟดีใจอย่างออกนอกหน้า เกมส์จบ น้องแนทก็กลับบ้านไปแล้ว เราก็เลยต้องกลับบ้าง ออกมา อ๊าว กรูจะกลับยังไงกันล่ะนี่ รถก็หมด เลยต้องนั่งมอไซค์มา ฉันนั่งซ้อน 3 มากะน้องโจอี้ ส่วนน้องเดฟ ส่งมันไปกะมอไซค์ซิ่ง

Dave on the train
กลับ กทม ด้วยรถไฟ รู้สึกว่าจะ 17 บาท! เดฟกำลังพยายามหาวิธีกินหมูหวานกับข้าวเหนียวยังไงไม่ให้เลอะเทอะ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จด้วยดี ความหวานของหมูไหลย้อยลงมาถึงแต่ข้อศอกสองข้างเท่านั้นเอง แถมทำหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ตรูเลอะอีกด้วย

Playing Chess with kids
ถึงสถานีสามเสน ฝนตก รอฝนหยุด ไม่มีไรทำ นั่งที่ร้านกาแฟเย็น เดฟชวนเด็กเล่นหมากฮอส เอาชนะคนโตไม่ได้ เอาไอ้ตัวเล็กที่ืยืนข้างๆ มาเล่นแทน ก็ยังแพ้อีก โห น่าอายมั้ยนั่นน่ะ

dipping-sauce.jpg
หมูกะทะปิ่นเกล้า น้ำจิ้มเค้าเด็ดจริง เดฟเอามาเลือกมันซะ 4 แบบเลย

thai-comedian.jpg
ตลกคาเฟ่ เดี๋ยวนี้กลายเป็นตลกหมูกะทะแล้ว แต่เราว่าไม่ตลกอย่างแรง ลามกเลยแหละ คือมันก็โออ่ะนะ แต่สงสารครอบครัวที่พาเด็ก ๆ มากินด้วยอะดิ

✈ พาไปเที่ยวน่าน เมืองสุดแสนน่ารัก

Tuesday, February 3rd, 2004

ว่าแล้วก็ไปซื้อตั๋วรถไฟคู้นอน กรุงเทพ-เด่นชัย (น่านไม่มีรถไฟไปถึง) อ่ะ ดูรูปหัวลำโพงไปก่อน
เห่อะๆๆ…
nan001.jpg
จริง ๆ ไปน่านไม่ต้องไปลงรถไฟที่เด่นชัยก็ได้ รถทัวร์ก็มี แต่ว่าโดยส่วนตัวชอบนั่งรถไฟ และยังได้สัมผัสบรรยากาศสองแถว ตลาดที่เด่นชัยอีกด้วย ก็เลยเลือกไปรถไฟ

จากสถานีเด่นชัย นั่งสองแถวไปอ.เมืองแป้(ก็ แพร่ น่ะแหละเจ้า) สองแถวสีน้ำเงิน ค่ารถคนละ 20 บาท แล้วมาลงที่ท่ารถ ต่อรถบัสเล็กที่วิ่งระหว่าง น่าน – เด่นชัย ไปอีกที (ค่ารถเด่นชัย-น่าน 40 กว่าบาท ถ้าจำไม่ผิด)

ถึงเมืองน่าน ร้อยทั้งร้อย ต้องชอบไฟเขียวไฟแดงที่นี่ทุกคนอิอิ น่ารักอ่ะ ชอบๆ ครีเอทมากๆ มีหลังคาจิ่วครอบอยู่ มีกาแลด้วยนะ.. มีอันนึงสวยกว่านี้อีกแต่ถ่ายไม่ทัน

จากท่ารถเมืองน่าน นั่งสองแถวไปเกสต์เฮาส์ราคาตกลงกันเอง แต่ไม่น่าเกิน 20 บาท

nan002.jpg
เราพักที่ดอยภูคาเกส์เฮาส์ มาคนเดียว 70 บาท – 2 คน 120 บาท ห้องพัดลม เป็นลักษณะแบบอยู่กับครอบครัว
เจ้าของบ้านใจดี แขกที่มาพักส่วนมากจะเป็นต่างชาติแต่คนไทยก็ยินดีต้อนรับจ้ะ อยู่ในซอยวัดอรัญญาวาส

(จริงๆห้องอื่นเค้ามีเตียงด้วย ห้องเราไหงไม่มีหว่า แต่ดีเหมือนกัน สบายไปอีกแบบ)

ห้องน้ำรวมนะ มีน้ำอุ่น 1 ห้องที่เหลือเป็นน้ำเย็น

หิวแล้วล่ะซิ เดินออกมาด้านถนนสุมนเทวราช มีให้เลือกหลายร้าน วันแรกเจอร้านก๋วยเตี๋ยวนี่ เราพุ่งเข้าไปก่อนเลย ตอนนี้สามารถกินควายได้ทั้งตัว(เสียดายเค้าไม่มีขาย) สั่งบะหมี่ต้มยำมาแทน อร่อย! :-D 20 บาท
nan003.jpg

จะเดินเล่นก็ได้ แต่ตามประสาคนขี้เกียจ จึงไปเช่าจักรยานกันมาคันละ 50 บาท/วัน ที่ร้าน ป.ไบค์ ถนนเดียวกัน ขี่มันทั่วเลยทีนี้(แถมเอารถไปคืนเค้าช้าอีกต่างหาก) ภาพจักรยานอันนี้ถ่ายจากฝั่งพิพิธภัณฑ์ ฝั่งนู้นเป็นวัดช้างค้ำ

เกี่ยวกับวัดช้างค้ำ อยู่ตรงข้ามพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน เดิมชื่อ วัดหลวงกลางเวียง หลักฐานตามศิลาจารึกหลักที่ 74 ที่ค้นพบภายในวัดกล่าวว่า พญาพลเทพ ฤๅชัย เจ้าเมืองน่านได้ปฏิสังขรณ์บูรณะ วิหารหลวงเมื่อ พ.ศ. 2091

วัดนี้มีเจดีย์ช้างค้ำ ซึ่งเป็นศิลปะสมัยสุโขทัย อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 20 รอบเจดีย์มีรูปช้างโผล่ออกมาครึ่งตัว นอกจากนั้นวัดช้างค้ำยังมีพระพุทธรูปทองคำปางลีลาชื่อ พระพุทธนันทบุรีศรีศากยมุนี ซึ่งเป็นทองคำ 65% สูง 145 เซนติเมตร ยอดพระโมฬี ทำเสริมเมื่อ พ.ศ. 2524 หนัก 69 บาท เจ้างั่วฬารผาสุม เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 14 แห่งราชวงศ์ภูคา เป็นผู้สร้างเมื่อวันพุธ เดือน 6 เหนือ พ.ศ. 1969 ประดิษฐานอยู่ที่กุฏิเจ้าอาวาส

(เค้าว่าเมื่อก่อนเอาปูนโบกไว้ด้านนอกองค์พระ จนปูนกระเทาะออกมาถึงได้เห็นว่าข้างในเป็นทอง)

หู เหมือนในเรื่ององค์บากเลยแฮะ

nan004.jpg

จิตรกรรมฝาผนังที่วัดภูมินทร์ อันนี้ห้ามพลาด สวยมากๆ บางรูปก็เลือนๆไปบ้างแล้ว เห็นเค้าว่าเป็นที่เดียวที่มีจิตรกรรมฝาผนังรูปคนที่มีขนาด
เท่าคนจริง (ตอนดูก็ไม่ได้สังเกตุซะอย่างนั้นน่ะ) เดี๋ยวคราวหน้าต้องไปดูใหม่ซะแล้ว

วัดภูมินทร์ เป็นวัดที่มีลักษณะแปลกกว่าวัดอื่นๆคือ พระอุโบสถและ วิหารสร้างเป็นอาคารหลังเดียวกัน เป็นทรงจตุรมุข (กรมศิลปากรได้
สันนิษฐานว่าเป็นอุโบสถจตุรมุขหลังแรกของประเทศไทย)

วัดภูมินทร์ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ.2410 โดยพระเจ้าอนันตวรฤทธิเดชเจ้าผู้ครองนครน่าน โปรดให้ซ่อมแซมเป็นครั้งใหญ่แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2418 กรมศิลปากรสันนิษฐานว่าภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มีเอกลักษณ์ เฉพาะตัวของวัดนี้คงจะวาดในสมัยที่ซ่อมแซมครั้งใหญ่นี้ สำหรับช่างผู้วาดนั้น ไม่ปรากฏประวัติ ทราบแต่ว่าเป็นศิลปกรรมแบบชาวไทยลื้อ

เราอาจจะเห็นมีคนเอามาวาดเลียนแบบลงกล่องไม้ ลงแผ่นไม้ต่างๆ ที่เราเห็นตามจตุจักรก็มี อาจจะคุ้นๆตากันอยู่บ้าง

nan005.jpg

เช้าวันที่สอง ตื่นมาก็เกือบเจ็ดโมงเช้าแล้ว ถามเจ้าของบ้านว่าไปใส่บาตรที่ไหนดี ที่เค้ามีอาหารขายด้วย พี่เจ้าของบ้านบอกว่าให้ลองไปหน้าโรงแรมเทวราช

เลยปั่นจักรยานไปใส่บาตรที่หน้าโรงแรมเทวราช มีร้านข้าวแกงอยู่ อาหารน่าทานมาก มีคนมานั่งทานอาหารเช้ากันบ้างแล้วพอสมควร พี่ชายคนนึงคิดว่าคงทำงานแบ๊งค์ กินอาหารเช้าไป รอพระไป แถมยังใส่ชุดทำงานออฟฟิศ แล้วอู้คำเมืองด้วย น่ารักดี

พระที่นี่ท่านให้พรยาวกว่าแถวบ้านเราอีกแฮะ

ใส่บาตรเสร็จก็ทานอาหารเช้าที่ร้านต่อเลย ชุดไข่ดาว หมูแฮมนี่ก็ 40 บาท สั่งกาแฟมา 1 แก้ว ส่วนกาน้ำชาหอมๆนี่ฟรีจ้ะ

แหม จักรยานเช่ามาวันละ 50 บาทนี่คุ้มจริงๆ ปั่นซะน่องโป่งเลย(แต่พุงเท่าเดิม) ข้ามแม่น้ำน่านออกจากตัวเมืองไปซัก 2 กิโลกว่า ๆ ตามเส้นทาง น่าน-แม่จริม

แล้วก็ถึงแล้วพระธาตุแช่แห้ง พระธาตุประจำปีเถาะ อายุกว่า 600 ปี เข้าแล้วตามพงศาวดารเมืองน่านกล่าวว่า พญาการเมือง โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระธาตุที่ได้มาจากเมืองสุโขทัย

nan006.jpg

ไปกินอาหารเวียดนามบนถนนมหายศ กันเนอะ หน้าร้านจะมีป้าย “อาหารเพื่อสุขภาพ” อยู่ตรงป้ายชื่อถนนมหายศพอดีเลย เป็นร้านกาแฟด้วย
บรรยากาศน่ารักมากๆ
nan007.jpg
nan008.jpg

วัดนี้หาในเที่ยวเมืองไทยกับนายรอบรู้ ไม่ยักเจอ พอดีผ่านไป เห็นไกลๆ โอ้โห อลังการขนาดนี้ ไม่แวะชมไม่ได้แล้ว วัดนี้ตั้งอยู่ที่ถนนสุริยพงศ์ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2400 ลักษณะเด่นคือ ลายปูนปั้นที่ผนังด้านนอกของพระอุโบสถ เป็นฝีมือตระกูลช่างเชียงแสน

ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังแสดงให้เห็นวิถีชีวิตของชาวเมืองน่าน ฝีมือช่างท้องถิ่นยุคปัจจุบัน และในบริเวณวัดยังเป็นที่ประดิษฐาน เสาหลักเมืองอีกด้วย
nan009.jpg

ลังเลกันอยู่ตีนเขาน่ะแหละ ว่าขึ้นดีไม่ขึ้นดี กะโบกรถเต็มที่ (คิดดูขี้เกียจแค่ไหน) ลองปั่นจักรยานขึ้น ไม่ไหวเว้ยเฮ้ย ต้องลงมาเดิน
พอดีมีลุงคนนึงจ๊อกกิ้งผ่านมา
“ลุงคะ ขึ้นไปอีกไกลมั้ย หนูจะเอาจักรยานขึ้นไป”
“อุ้ย ไม่ไกลหร๊อก กิโลนึงได้ แล้วเดินขึ้นบันไดไปอีกหน่อย”

(อ๋อ)
แล้วดูบันไดอีกหน่อยของลุงซิ.. โอว์ แม่เจ้า กว่าจะขึ้นไปถึงยอด จากตรงนี้ (วัดเขาน้อย)จะมองเห็นตัวเมืองน่านทั้งหมด
nan010.jpg