แล้วไปทำไมล่ะคะเจ๊

หลายคนอาจจะฟังแล้วอยากถีบ ทำเป็นกระแดะ ไม่อยากไป เพราะใกล้เกิน
มันไม่ใช่อย่างง้านนนนน ที่ไม่เคยคิดจะไป เพราะคิดว่ามันไม่มีอะไร เป็นเกาะเล็ก ๆ ใครไปก็แค่ไปถ่ายรูปคู่กะอีเมอร์ไลอ้อนหน้าตาอัปลักษณ์ ครึ่งสิงโต ครึ่งปลา (มันบ้ามั้ยล่ะนั่นน่ะ) กินข้าวมันไก่ ช็อปปิ้งออร์ชาร์ด ฯลฯ แล้วคนอย่างฉันจะไปทำอะไรล่ะเนี่ย

ไปดูไง ไปดูให้เห็นว่ามันไม่มีอะไรจริงๆ อย่างที่เราคิด หรือว่า ที่ผ่านมาเราโง่ดักดานมานาน ไหน ๆ ตั๋วก็ถูกแล้ว ไปแร่ดที่สิงคโปร์ พ่วง มาเลเซียกันซักอาทิตย์สองอาทิตย์ก็แล้วกัน

เหตุผลที่(น่า)ไปสิงคโปร์

อย่างที่เรา ๆ รู้ ๆ กันอยู่ ผ่าน ๆ ตากันมาก็มากมายกับทัวร์บริิษัทนู้น บริษัทนี้ ที่แข่งขันกันขายแพคเกจสิงคโปร์กันอย่างเอาเป็นเอาตาย ราคารึก็ล่อตาล่อใจเป็นยิ่งนัก สนนกันแค่หลักพัน บางคนก็ว่าเดี๋ยวนี้เที่ยวเมืองไทยจะแพงกว่าเที่ยวสิงคโปร์ ฮ่องกง ซะด้วยซ้ำ

dscf1907.jpg
• อะไรๆ ก็มีค่าปรับที่สิงคโปร์

อย่าเชื่อคำ “เขาว่า”

บางคนอาจจะสงสัยว่า ดีมั้ย น่าไปมั้ย สิงคโปร์ บอกตรง ๆ ว่าคนเขียนก็ไม่เคยคิดจะไป มันฟังดูไม่มีิอะไร จะให้ไปดูอะไร? ดูอาหมวยอาตี๋อาม่าอากงตากผ้าบนราวไม้ไผ่ ที่ยื่นออกมาจากอพาร์ทเมนต์รูปทรงสี่เหลี่ยม ทรงกล่องรองเท้าเนี่ยนะ? แต่ไม่ไปก็ไม่รู้ เดี๋ยวนี้ตั๋วเครื่องบินก็ขยันแข่งกันทำโปรโมชั่นเหลือเกิน จะใจแข็งไม่ยอมไปลองดูซะเลยก็กระไรอยู่ และโดยส่วนตัวแล้ว เชื่อว่า ยิ่งที่ไหนที่เรามีความรู้สึกลึก ๆ ว่าไม่ชอบประเทศนี้ (หรือไม่ชอบคนประเทศนี้ก็ด้วย) ยิ่งต้องไปพิสูจน์ให้รู้แจ้งเห็นจริงกันไปข้างนึง

เที่ยวให้ได้”อะไร”

ก่อนไปก็ทำการค้นหาข้อมูลเบื้องต้นก่อน ว่าสิงคโปร์มีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร มีอะไรให้น่าค้นหาบ้าง ถ้าคิดจะไปกันแค่เซ็นโตซ่า, ถ่ายรูป กับเมอร์ไลอ้อนอันมีรูปร่างหน้าตาพิลึกพิลั่น, เอานกที่สวนนกจูร่งมาเกาะแขนถ่ายรูปแล้วนั่งเครื่องบินกลับบ้าน จะบอกว่า ซื้อทัวร์ไปเหอะ ไม่เหนื่อยดีด้วย ไม่ต้องคิดมากดี

dscf1907c.jpg
• ศาลเจ้าแบบจีน แต่อยู่ใจกลางย่าน Little India

บางคนแค่ไปเดิน ๆ แค่กระจุกในกลางเมืองในสิงคโปร์ แถว ๆ ไอ้ตึกหนามทุเรียน อาจจะช็อปแถวออร์ชาร์ดซักหน่อยนึงแล้วกลับมาบ่นว่า ไม่เห็นมีอะไรเล้ยยยยสิงคโปร์ อันนี้ก็ช่วยไม่ได้นะ ก็เลือกไปกันแต่ย่านนั้นเองนี่นา ซึ่งจริงๆ สิงคโปร์มีอะไรมากกว่านั้น ขอออกตัวก่อนว่า ไม่ได้ถึงกับ”หลงรัก” สิงคโปร์ แต่ยอมรับว่าก่อนไป กับหลังไป ความคิดที่มีต่อสิงคโปร์ และคนสิงคโปร์ได้เปลี่ยนไปมากพอสมควร

ถึงสิงคโปร์จะมีทรัพยากรจำกัด ยังสามารถจัดการ อนุรักษ์ และให้การสนับสนุนเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้จำนวนมหาศาล ในปี ค.ศ. 1970 มีนักท่องเที่ยวมาเยือนสิงคโปร์ราว 5 แสนกว่าคน/ปี และจำนวนนักท่องเที่ยวก็โตขึ้นเรื่อย ๆ จนมาถึงปี 2006 สิงคโปร์ มีจำนวนนักท่องเที่ยวถึงเกือบ 10 ล้านคนในหนึ่งปี และมีอัตราการเติบโตขึ้นทุกปี แล้วคนเค้าไปดูอะไรกัน?

dscf1907d.jpg
• ย่าน Little India ย่านที่มีสีสันที่สุดแห่งหนึ่งของสิงคโปร์

Why Not

ตั๋วไป – กลับกรุเทพฯ – สิงคโปร์ ค่อนข้างจะถูก (ไม่เกิน 3 พันกว่าบาท) เผลอ ๆ มีโปรฯ ได้ตั๋วราคาพิเศษ ถูกกว่าไปเที่ยวแถวชายทะเลบ้านเรา(บางที่) อีกด้วยซ้ำมั้งน่ะ ถึงค่าครองชีพที่สิงคโปร์จะไม่ถูก แต่กับการไปเที่ยว เดินดูบ้านเมือง ลองชิิมอาหารแปลก ๆ ใหม่ ๆ ดูบ้าง สิงคโปร์ถือว่าไม่แพง สามารถไปเที่ยวช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ได้สบาย ๆ แถมยังเป็นประเทศที่เที่ยวง่าย หลงยาก และมีอะไรให้ดูเพลิน ๆ ใช้ได้ มีความหลากหลายที่น่าสนใจไปเยี่ยมเยือน

ทำความรู้จักกับสิงคโปร์

ความเป็นมา คืนวันที่ผ่านร้อนผ่านหนาวของสิงคโปร์

ชื่ออย่างเป็นทางการของสิงคโปร์ คือ Republic of Singapore หรือ สาธารณรัฐสิงคโปร์ เป็นเกาะเล็ก ๆ ที่อยู่ทางปลาย ๆ ของแหลมมลายู สิงคโปร์เป็นที่รู้จักกันครั้งแรกในสมัยศตวรรษที่ 3 ในนามของเกาะ “พู เลา ชุง” ที่ถูกเรียกโดยชาวจีนซึ่งมีความหมายว่า “เกาะปลายคาบสมุทร”

ศตวรรษที่ 13 เจ้าชายแห่งอาณาจักรศรีวิชัย พบเกาะบนคาบสมุทรแห่งนี้ และได้เรียกชื่อว่า “เทมาเซ็ค” ที่หมายถึง “เมืองแห่งทะเล” และรวมเทมาเส็กเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรศรีวิชัย จนต้นศตวรรษที่ 14 จึงได้ชื่อใหม่คือ “สิงหปุระ” หรือ “เมืองสิงโต” ตามตำนานที่เล่าว่าเจ้าชายแห่งศรีวิชัย มองเห็นสัตว์ตัวหนึ่งแต่เข้าใจผิดว่าเป็นสิงโต จึงเป็นที่มาของชื่อ “สิงคโปร์” ในปัจจุบัน

จากเกาะเล็ก ๆ ที่ไม่ใคร่มีใครให้ความสนใจ สิงคโปร์กลายเป็นจุดแวะพักของนักเดินเรือที่เดินทางค้าขายสินค้าในแถบ ๆ นี้ พวกที่มาแวะพักก็มีตั้งแต่เรือสินค้าจากอินเดีย สำเภาจากเมืองจีน เรือจากอาหรับ ไปจนกระทั่งเรือรบของโปรตุเกส

สิงคโปร์ ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษตั้งแต่ปี ค.ศ. 1819 และตกไปอยู่ภายใต้การยึดครองของกองทัพญี่ปุ่นอยู่ถึงร้อยกว่าปี จนกระทั่งอังกฤษมาทวงคืนไปได้ในปี ค.ศ.1945 จนมาถึงในปี ค.ศ. 1963 สิงคโปร์ถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซีย

บุคคลที่มีความสำคัญมากในการ”ปั้น”สิงคโปร์ขึ้นมา คือชาวอังกฤษที่มีนามว่า “เซอร์สแตมฟอร์ด แรฟเฟิล”

dscf1907g.jpg
อนุสาวรีย์เซอร์สแตมฟอร์ด แรฟเฟิล (ที่จริงๆคนสิงคโปร์ก็ไม่ได้ปลื้มเท่าไหร่หรอก)

เซอร์สแตมฟอร์ด แรฟเฟิล ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้เนื่องจากตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญ จึงได้ผลักดันสิงคโปร์ให้เป็นศูนย์กลางการค้าขาย สถานีสินค้า ออกนโยบายการค้าเสรีเพื่อดึงดูดการลงทุนและการค้าขายจากทั่วทุกส่วนของเอเชีย และ ซีกโลกตะวันตก อีกทั้งยังมีวางผังเมืองของสิงคโปร์อย่างเป็นระบบระเบียบและชาญฉลาด

เนื่องจากความหลากหลายของเชื้อชาติ ทำให้สิงคโปร์พบกับปัญหาลัทธิชาตินิยม ทำให้สิงคโปร์มีรัฐบาลปกครองตนเอง จนมาถึงปี ค.ศ. 1964 มีเหตุการณ์กระทบกระทั่งกันระหว่างชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีน และ ชาวสิงคโปร์เชื้อสายมาเลย์ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 20 ราย และยังมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 1965 สิงคโปร์ และ มาเลเซีย เซ็นสํญญาลงนามเพื่อแยกประเทศ สิงคโปร์ก็กลายเป็นสาธารณรัฐอิสระ และในปีเดียวกันนี้สิงคโปร์ก็ได้เข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 117 ขององการสหประชาชาติ

เกาะเล็ก ๆ และคนสิงคโปร์

ประชากร 70% ของสิงคโปร์ มีเชื้อสายจีน 30% มีเชื้อสายมาเลย์ และที่เหลือก็ปน ๆ กันไปทั้งแขกอินเดีย ลูกผสมจีนมาเลย์อย่าง เพรานากัน หรือแม้กระทั่ง ยูโรเชียน หรือลูกผสมยุโรป เอเชียน ภาษาก็หลากหลาย ตั้งแต่จีนแมนดาริน มลายู ทมิฬ และภาษาอังกฤษแบบ “สิงลิช” ที่ถ้าไม่ใช่คนสิงคโปร์ด้วยกันจะต้องออกอาการเอ๋อ เพราะฟังไม่รู้เรื่องเลยให้ตายเหอะ

เมื่อก่อนนี้คนไทยพูดถึงสิงคโปร์ ก็คิดถึงเรื่องช็อปปิ้ง เกาะเซ็นโตซ่า ไปกันขำ ๆ เสาร์อาทิตย์ ช็อปปิ้ง กินปูแล้วกลับ (ซึ่งก็ไม่ผิดอะไร ถ้าคุณไปสิงคโปร์จนปรุแล้ว แบบชนิดที่ว่าไม่เหลืออะไรให้ทำแล้วจริง ๆ แล้วบังเอิญชอบอยู่แค่สองอย่างนี้เท่านั้น) ทัศนคติของคนไทยที่มีต่อสิงคโปร์ไม่มีอะไรโดดเด่น เรียกได้ว่าความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฎ แต่หลังจากที่อดีตผู้นำคนหนึ่งของบ้านเมืองเรา ได้ไปสร้างวีรกรรมไว้พอสมควรโดยมีสิงคโปร์เป็นบั๊ดดี้ อยู่ดีไม่ว่าดี ซื้ออะไรไม่ดูตาม้าตาเรือ พาลให้คนไทยเกลียดสิงคโปร์ไปซะฉิบ ไม่เกลียดแค่กองทุนด้วย พาลเกลียดมันซะทั้งเกาะ ลามไปจนถึงฟุตบอลเอเชี่ยนเกมส์ นัด ไทย เตะ กับสิงคโปร์ คนไทยแห่กันไปเชียร์กันแน่นสนาม เป็นภาพที่หาดูไม่ได้ง่าย ๆ ในยุคที่ฟุตบอลไทยไม่ค่อยเหลืออะไรให้น่าลุ้นเท่าไหร่

dscf1907e.jpg
• นักท่องเที่ยวกำลังสอบถามราคาอาหารทะเลกับพ่อค้าสิงคโปร์ แถว ๆ เอสพลาเนด

คนสิงคโปร์โดยเฉพาะเชื้อสายจีน ตามประสบการณ์ที่ได้พบกับตัว บางคนนะ บางคน ไม่ใช่ว่าจะมีระบบระเบียบมากนัก บ้างก็มีบุคลิคแบบเป็น(จีน)สากล มักไม่เชื่อในการต่อคิวเข้าแถว และหากจะทะเลาะกันซะอย่าง อยู่บนรถไฟฟ้าคนแน่นทั้งคัน ก็จะตะโกนทะเลาะกัน ด่ากันแบบไม่ต้องอายกันเลย

ใครว่าคนสิงคโปร์มีระเบียบ ลองไปขึ้น MRT ช่วงชัวโมงเร่งด่วย อย่างตอนที่คนกำลังออกจากบ้านไปทำงาน แล้วจะรู้ว่านรกมีจริง ยิ่งรถเมล์ด้วยแล้ว ถ้าป้ายไหนไม่มีราวเหล็กมากั้นให้คนต่อคิวกันให้เป็นระเบียบแล้วละก็ ก็ฝันไปเหอะว่าจะต่อคิวกัน ไม่มีหรอกคับท่านผู้ชม!! ถ้ามันดึงผม ชกหน้าเราได้คงทำไปแล้ว ขอให้ได้ขึ้นรถก่อนเป็นพอ ยิ่ง MRT ด้วยแล้ว ไม่มีหรอก ที่จะรอให้คนในรถออกมาก่อน ประตูเปิดปั๊บ ก็แห่กันเข้าไป แซงคิวได้ก็แซง ไอ้เรายืนต่อคิวอยู่เลยรู้สึกโง่ ๆ ขึ้นมากระทันหัน

เด็กวัยรุ่นสิงคโปร์บางกลุ่ม ที่มั่น ๆ หน่อย แต่งตัวกันได้แบบ “ช่างกล้า” รู้แล้วว่ามั่น แต่บางคนนี่เห็นคุณเธอจับมิกซ์แอนด์แมชท์ออกมาแล้วอยากฆ่าตัวตายมาก บางคนกระโปรงเขียว ถุงเท้าชมพูยาวถึงเข่า ผูกแกละสองข้าง (น่ารักจัง) บางคนเสื้อลูกไม้ฟูฟ่องตัดกับกระโปรงยีนส์สั้นจุ๊ด แต่ละคนขึ้น MRT มาได้ก็ตั้งหน้าตั้งตาเล่น Play Station กันอย่างเอาเป็นเอาตาย บางคนก็เหมือนไม่ได้ยิ้มมาซัก 5 ปี บางคนที่มากะแฟนก็ก่ายกันเป็นต้นตีนตุ๊กแกกับกำแพงก็มิปาน เห็นแล้วน่าอนาถจิตยิ่งนัก จะว่าเมืองไทยเดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้แพ้สิงคโปร์เท่าไหร่หรอก พูดมากเดี๋ยวจะเข้าตัวซะงั้น แต่อย่างน้อยวัยรุ่นบ้านเราดูเหมือนจะมีเซนส์ด้านแฟชั่นมากกว่าวัยรุ่นสิงคโปร์อยู่มากๆ ๆ ๆ ๆ!

สะอาดและเป็นระเบียบจริงเหรอ?

คงเคยได้ยินกันมาบ้างว่าสิงคโปร์นั่นสะอาดเหลือหลาย เห็นแล้วแทบจะอยากลงไปนอนกลิ้งเกลือกหรือปูเสื่อกันส้มตำกันกลางสี่แยกให้มันรู้แล้วรู้รอด ซึ่งมันก็จริง สิงคโปร์สะอาดจริง ๆ ทุกอย่างมีระเบียบเรียบร้อยทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะรัฐบาลเข้มงวดเหลือเกิน ทำอะไรผิดก็ปรับ ๆ ๆ ๆ ข้ามถนนนอกทางข้่าม ปรับ!! ทิ้งขยะลงบนถนน ปรับ!! สูบบุหรี่ในที่ห้ามสูบ ปรับ!! กินน้ำ กินขนมบน MRT ปรับ!! ให้อาหารนกในที่สาธารณะ… ปรับ!! ปรับ!! ปรับ!! นี่ถ้ารัฐบาลไทยปรับ 1 บาททุกครั้งที่มีคนทิ้งขยะลงบนถนนที่เมืองไทยนี่ ป่านนี้ประเทศเราคงมีเงินคงคลังสำรองเพียบเลย :-P

dscf1907b.jpg
• เนื่องจากปรับทุกอย่างที่ขวางหน้า คนสิงคโปร์เลยทำเสื้อยืดออกมาขายประชดซะเลย

แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนสิงคโปร์จะมีสำนึกได้เองนะ เรื่องทิ้งขยะเนี่ย แต่เป็นเพราะกลัวถูกปรับ (ก็แน่ล่ะซิ) มีอยู่วันนึง ฉันกำลังรอข้ามถนนอยู่ ถนนก็โล้ง โล่ง อยากจะข้ามใจจะขาด แต่กลัวโดนจับปรับอะดิ ก็เลยต้องรอ รอ ๆ อยู่ คนสิงคโปร์นำร่องไปก่อนเลย วิ่งข้าม วิ่งข้าม กันเป็นว่าเล่น พอสัญญาณคนสีเขียวสว่างขึ้นฉันจึงค่อยๆ ข้ามไป มีอาแปะเดินตามมาติด ๆ แปะเดินไปด้วย ขูดบัตรเติมเงินโทรศัพท์ไปด้วย พอขูดเสร็จ เติมเสร็จ อาแปะก็ร่อนบัตรเติมเงินลงถนนอย่างสวยงามซัมเมอร์ซอลท์ ทำเอาฉันงง ๆ คือเรื่องแบบนี้สรุปแล้วมันอยู่ที่จิตสำนึกส่วนบุคคลมากกว่า จะไปคิดว่าคนไทยจิตสำนึกน้อยกว่าคนสืงคโปร์ก็ไม่ใช่

ใครบางคนพูดเปรย ๆ ว่าบางทีชีวิตคนสิงคโปร์ มันก็เหมือนปลาทองในตู้ มองดูมาจากข้างนอกมันก็สวยเพลินตาดี ตู้ก็สะอ๊าด สะอาด ตกแต่งสวยงาม แต่ถ้ามาอยู่ในตู้เอง มันก็ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่หรอก แต่อยู่ไปมันก็ชินไปเอง ที่บ้านเมืองเค้าสะอาด ก็เพราะรัฐบาลเข้มงวดมาก หาใช่เกิดมาแล้วเป็นเองไม่ ถ้าหากเมืองไทยจะเลิกเอาแต่บ่นแล้วหาถังขยะมาวางเพิ่มให้เพียงพอแก่ความต้องการของประชาชนแล้ว ถามจริงเหอะ.. มีใครอยากจะหน้าด้านทิ้งขยะลงพื้นหรือแอบวางไว้ตามเสาไฟฟ้าบ้าง?