Archive for the ‘อินเดีย’ Category

✈ ชา, วรรณะ และโศกนาฎกรรมความรัก ตอนที่ 2

Thursday, July 31st, 2008

เรื่องมัน sad

ราเกชเดินลงไปที่แม่น้ำ พับขากางเกงแล้วเอาเท้าลงไปแกว่งเล่นในน้ำ (ดีนะที่ไม่แกว่งหาเสี้ยน) ฉันล่ะรำคาญไม่รู้จะทำมิวสิคไปถึงไหน นี่ก็รอให้มีฝนตกลงมาพรำ ๆ จะได้เริ่มลิปซิงค์เลย พร้อมซับไตเติลคาราโอเกะ

“ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นเหรอ” ฉันตามลงไปนั่งด้วย แต่ไม่กล้าเอาขาแกว่งน้ำตามราเกช

“ก็ตอนนั้นใช่ม้าาา..”

“ตอนไหน”

“เออ สองปีที่แล้ว จะเอาข้างแรมข้างขึ้นด้วยไหม”

“ไม่ต้อง ไม่ต้อง เล่าไป”

“คือสองปีที่แล้ว ผมมีแฟนอยู่คนหนึ่ง ชื่อสาวิตรี เธอสวยมาก ๆ สวยเหมือนดาราหนังบอลลีวู้ด”

“ขนาดนั้นเลย”

“บ้านเราอยู่ใกล้กัน แต่ว่าบ้านเธอค่อนข้างจะหวง ผมก็เลยต้องแอบไป ๆ มา ๆ จิ๊ ๆจ๊ะ ๆกันอยู่ได้ซักปีนึง ปรากฎว่าท่านพ่อจับได้ ซวยจริงๆ พระศิวะ ทำไมใจร้ายกับผมยังงี้วะ” ราเกชหยิบก้อนหินขนาดเท่าลูกเทนนิสแถว ๆ นั้นเขวี้ยงลงแม่น้ำ ไปโดนศพวัวขึ้นอืดดังแอ่ก (ไม่ได้ล้อเล่นนะ) ฉัันผมตั้ง ดีนะ พุงวัวไม่แตก

“แล้ววันนึง ผมก็แอบไปหาเธอที่บ้านตามปรกติ แต่หน้าต่างประตูปิดหมดทุกบาน ทั้ง ๆที่ธรรมดาไม่เคยปิด เพราะแม่กับป้า ๆ ของเธอมักอยู่บ้านตลอด ผมก็เลยไปถามข้าง ๆ บ้าน เค้าก็ทำหน้าสมเพช ๆ แล้วบอกว่าสาวิตรีกับครอบครัวย้ายไปเมืองเดลีตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แล้วเค้าก็ไม่รู้ด้วย ว่าไปอยู่ที่ไหนของเดลี”

“ผมก็โคตรเสียใจเลย ตามหาที่ไหนก็ไม่มีใครรู้ พอกลับบ้าน แม่ก็เห็นว่าชักไม่ได้การ เลยจะจับแต่งงานกับใครก็ไม่รู้ ไม่เอาด้วยหรอก แม่ก็จะให้แต่ง ๆ อยู่นั่นแหละ ผมก็เลยหนีออกจากบ้าน…”

“ไปไหน? ไปเดลีเหรอ?” ฉันเดา

“เปล่า”

“แล้วไปไหน?”

“มานอนในเรือแถวนี้แหละ”

“ปูโธ้ !!! ไปซะไกลเชียะ …”

“ก็ไม่มีตังค์อ่ะ” ฉันจะขำก็ขำ จะสงสารก็สงสาร

“แล้วก็หิวด้วยนะ แต่ศักดิ์ศรี ๆ ยอมไม่ด๊าย!”

“แล้วกินอะไรล่ะ อย่าบอกนะว่ากิน…”

“อย่าครับ อย่าพยายามเดา เพราะผมรู้ว่าคุณจะเดาอะไรทุเรศๆ แน่นอน”

“ฮ่าๆๆๆๆๆๆ”

“พอดีมีเพื่อนสมัยเด็กอยู่คนนึง ชื่อราชา มันคงสมเพชน่ะ มันก็เลยเอาโรตีมาส่งทุกวัน พอดีบ้านมันขายโรตี” โห เท่วะ บ้านขายโรตี

“ก็อยู่ได้นานเหมือนกันนะ ซักเกือบสองอาทิตย์ได้ จนแม่ส่งพี่ชายมาตาม บอกว่าแม่ร้องไห้ทุกวัน ให้กลับบ้านเถอะ ไม่บังคับให้แต่งงานแล้ว”

“ก็เลยกลับเพราะสงสารแม่ล่ะซืิ”

“เปล่า.. ยุงมันกัด นอนไม่ไหวแล้ว คัน”

โธ้..!

“ผมก็เลยกลับบ้าน ไปทำงานอยู่พักนึง ก็พวกงานดนตรี คุณเคยเห็นใช่ป่ะ วงดนตรีแบบอินเดีย ที่มีซิตาร์ มีกลองทะบลา อะไรงี้น่ะ”

“ฮึ ไม่รู้จัก”

“เออ เดี๋ยวพรุ่งนี้พาไปดู”

“จริงอะ ขอบคุณค้าบบบ” (ยกมือไหว้) “แล้วไงต่อ”

ก็นั่นแหละ ผมก็ลืม ๆ สาวิตรีไปได้พักนึง จนวันนึงเดินเหยียบขี้วัวอยู่ดี ๆ ก็เจอพี่ชายสาวิตรี! โอ้พระพิฆเนศวร์ทรงโปรด! แต่ไอ้ครั้นจะไปถามว่า เฮ้ น้องสาวแกอยู่ไหนวะ ก็กระไรอยู่ ผมก็เลยส่งเพื่อนไปเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามดูว่าครอบครัวย้ายไปอยู่ไหน พอดีพ่อถามถึง บลา ๆ ๆ ๆ”

แดดเริ่มอ่อนลงแล้วตอนนี้ เริ่มมีคนมานั่งแถว ๆ ริมน้ำมากขึ้น บางคนก็เริ่มตระเตรียมของสำหรับทำพิธีช่วงเย็น ราเกชเล่าต่อไป

“พี่ชายมันก็โง้ โง่นะ ดันบอกที่อยู่มาจนได้ ผมก็เลยได้ที่อยู่มาไว้ในมือเรียบร้อย”

“เหรอ ๆ ๆ แล้วไง คุณตามไปที่เดลีเลยมั้ย”

“ตามซิ ก็วันรุ่งขึ้น ขอตังค์แม่แล้วไปเลย” รู้สึกเห็นใจแม่ราเกชขึ้นมาตะหงิด ๆ

“ผมนั่งรถไฟไปเดลี ไปตามหาเธอที่ที่อยู่ที่ได้มา จนพบ เธอตกใจมาก บอกว่าถ้าพ่อรู้ต้องเอาตายแน่ ๆ แต่เธอก็ดีใจนะที่เห็นผม ก็นั่นแหละ ผมก็เลยต้องไป ๆ มา ๆ พาราณสี -  เดลี อยู่แบบนี้ ปีนหน้าต่างคุยกันอยู่เป็นเดือน ๆ เราตกลงว่าจะแต่งงานกัน ถึงพ่อเธออาจจะยังไม่ยอม แต่ก็อาจจะพอมีหวังให้พ่อเธอใจอ่อนก็ได้ ผมเริ่มธุรกิจร้านขายขนม กำลังไปได้ดี จนวันหนึ่งผมเห็นข่าวในหนังสือพิมพ์..”

ราเกชเว้นช่วงไปนิดหนึ่ง..

“ลงข่าวว่าครอบครัวจากเดลีครอบครัวหนึ่ง กำลังเดินทางไปเยี่ยมญาติที่พิหาร แต่เกิดประสบอุบัติเหตุ รถคว่ำ ทุกคนในรถเสีียชีวิต ณ จุดเกิดเหตุ ครอบครัวนั้นคือครอบครัวของสาวิตรี และเธอก็อยู่ในรถคันนั้นด้วย ไม่มีใครรอดชีวิต”

ราเกชหันมายิ้ม “จบแล้ว อย่าร้องไห้ล่ะ”


แขก แขก แขก

ฉันได้แต่นั่งอึ้งไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่บอกเค้าว่าเสียใจด้วยจริง ๆ ที่เรื่องมันจบได้เศร้ายิ่งกว่าละครเกาหลี

“ไม่เป็นไรหรอก เรื่องมันเกิดไปแล้ว ทำไงได้ล่ะ คนเราเกิดมาก็ต้องตาย ใช่ปะ”

ฉันพยักหน้าเห็นด้วย ราเกชถามว่าฉันอยากดื่มอะไรไหม เขาจะเดินไปหาซื้อชัยร้อน ๆ ซักหน่อย จะซื้อมาเผื่อ ฉันขอบใจแล้วก็นั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ก่อนมาอินเดีย ฉันก็เหมือนคนไทยทั่วไป คือไม่ชอบแขก!

สิ่งมีค่าอย่างหนึ่งที่ฉันได้จากการท่องเที่ยว ไม่ใช่รูปถ่ายตัวเองคู่กับสถานที่ต่าง ๆ ในหลายประเทศ แต่เป็นทัศนคติที่เปลี่ยนไป รู้สึกว่าตัวเองเปิดกว้างขึ้น ไม่งี่เง่าเหมือนแต่ก่อน พอมาถึงอินเดีย ฉันได้พบคนอินเดียน่ารัก ๆ หลายคน ถึงบางคนหน้าจะโหดเหมือนนักรบตาลีบัน แต่ใจดียิ่งกว่าหมีพูห์ ตอนที่ฉันกับเพื่อนพยายามขึ้นรถไฟใต้ดินที่กัลกัตตา เราต่างคนต่างไม่รู้ว่าใช้ตั๋วยังไง ก็มีผู้ชายอินเดียคนหนึ่ง แต่งตัวเหมือนพนักงานออฟฟิศทั่วไป ถือกระเป๋าเอกสาร ท่าทางรีบไปทำงาน แต่พอเค้าเห็นเรางก ๆ เงิ่น ๆ ใช้ตั๋วไม่ถูก เค้าก็บอกให้เราดูว่าทำแบบนี้ ๆ นะ แล้วรอดูจนเราผ่านเครื่องตรวจตั๋วไปได้ แถมยังยิ้มให้แบบว่า โชคดีนะคร้าบบบ

ถ้าไม่ได้มาถึงอินเดีย ก็คงยังคิดกับแขกเหมือนเดิม คือ แขกสกปรก ตัวเหม็น ชอบฉวยโอกาสแตะเนื้อต้องตัวผู้หญิง งก และ ฯลฯ ฉันรู้ว่าตัวเองโชคดีที่ได้มีโอกาสรู้จักกับเพื่อนทางอินเตอร์เน็ตคนหนึ่งซึ่งเป็นคนอินเดียที่เรียนปริญญาโทเกี่ยวกับชีววิทยาอยู่ที่เมืองไทย ได้คุยกัน ได้แลกดีวีดีกันดู จนในที่สุดได้ไปงานแต่งงานเพื่อนคนนี้ที่อินเดียในอีก 3 ปีต่อมา ได้มาถึงพาราณสี ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่เคยคิดว่าจะมา ได้รู้จักกับ “อินเดีย” แล้วก็เริ่มจะตกหลุมรักกับอินเดีย เหมือนในละครน้ำเน่า ที่พระเอกกับนางเอกต้องเกลียดกันก่อน ก็เหมือนฉันกับพาราณสี ที่ฉันก็เกลี๊ยด เกลียด เกลียดในวันแรก ๆ ที่มาถึง แต่ถึงตอนนี้ กลับรู้สึกสบายใจที่ได้อยู่ที่นี่

ถ้าฉันไม่ได้ฟังเรื่องของราเกช ฉันก็ยังคงคิดว่าแขกไม่มีหัวใจอยู่ต่อไปอย่างนั้น ..

คนรักหมา VS คนชอบเต้น

ราเกชเดินกลับมาพร้อมกับถ้วยชัยสองถ้วย และมีราชเดินตามมาด้วย ราชเปลี่ยนเสื้อเป็นเสื้อสีขาว เดินเสยผมมันปลาบอย่างน่าหมั่นไส้ ฉันรับชัยจากราเกชมาดื่มจนหมดแล้วก็ขอตัวกลับเกสต์เฮาส์

“อ่าว จะกลับแล้วรึ นี่เพิ่งห้าโมงเอง” ราชทัก

“ห้าโมงก็จะมืดแล้ว ไม่อยากเดินกลับคนเดียวดึก ๆ”

“อ๋อ … แล้วนี่คุณพักที่ไหน” ฉันบอกชื่อที่พักไป

“ก็ไม่ไกลนิ มิน่ามานั่งแถวแม่น้ำประจำ”

อย่างกับมันมีอย่างอื่นให้ทำงั้นแหละ.. ฉันคิด

“เดือนที่แล้วนะ..” ราชไปเอาหมากมาจากไหนไม่รู้ แกะออกจากห่อได้ก็โยนเข้าปาก เคี้ยวตุ้ย ๆ เล่าไปน้ำหมากกระจายไป ฉันก็หลบเหมือนหลบคมกระสุน

“เออ (เคี้ยว ๆ ๆ) เดือนที่แล้วนะ.. (เคี้ยว ๆ ๆ) หมาที่บ้านตาย (เคี้ยว ๆ ๆ)” (-_-”)

“หมาตาย …(เคี้ยว ๆ ๆ)” แว๊กกกกกกกกกซ์~! ตกลงวันนี้จะได้รู้เรื่องกันมั้ยเนี่ย!

“ขอโทษๆ กำลังมันส์” ราชหันไปบ้วนน้ำหมากปรี๊ดลงบนถนน

“คุณเห็นห่อที่ขาว ๆ นั่นมั้ย” ราชที่ปากแดงเถือก ชี้ให้ฉันดูที่กลางแม่น้ำ  ฉันก็พยักหน้าว่าเห็น แล้วทำไมเหรอ?

“จริงๆ เขาห้ามโยนสัตว์ลงแม่น้ำคงคา” (เคี้ยว ๆ ๆ)

“แต่หมาผมนะ (เคี้ยว ๆ ๆ) ผมรักหมามากกกกกก (เคี้ยว ๆ ๆ) ผมก็เลย ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ โยนศพหมาลงแม่น้ำ ! ฮ่าๆๆ!”

ราชชี้ไปที่ห่อที่ลอยตุ๊บป่อง ไหลไปตามกระแสน้ำ

“That must be my dog!!ฮ่าๆๆ!!!” แล้วก็หันไปไฮไฟว์กับราเกช แล้วทั้งคู่ก็ขำกันน้ำตาแทบเล็ด ฉันได้แต่ยืนเหวอ

ระหว่างทางเดินกลับเกสต์เฮาส์ เราต้องเดินผ่านบริเวณเค้าทำพิธีเย็นเหมือนเคย แต่วันนี้มีเวทีใหญ่ เปิดเพลงแดนซ์ภารตะดังลั่น มีคนมานั่งกันเต็ม ซึ่งก็คงยังไม่รู้เหมือนกันว่ามานั่งกันทำไม เห็นมันมีเวทีก็เลยมานั่งรอดูเผื่อว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น หน้าเวทีมีเก้าอี้โซฟาอย่างดี เหมือนที่เมืองไทยจัดให้นักการเมืองนั่งเวลาไปดูมวย รอบ ๆ เวทีมีเครื่องเสียงไม่ต่ำกว่าสีชุดแข่งกับแผดเสียง ดึ่งดี๋ย! ดึ่งดี๋ย! ดึ่งดี๋ย! ข้าง ๆ เครื่องเสียงชุดหนึ่งมีชายอินเดียผิวเข้มกำลังแดนซ์กระจายอยู่เหมือนว่าโลกนี้เป็นของกรูคนเดียว

“you know him?” ราชถามกลั้วหัวเราะ

“จะบ้าเหรอ จะไปรู้ได้ไงล่ะ”

“He’s good dancer, yeah?” แล้วราชก็หัวเราะก้าก ก้าก ก้าก! นี่มันไปอัพกัญชามาหรือเปล่านะ ขี้ขำมากเลย ชายคนนั้นทั้งเต้นทั้งกระโดดดึ๋ง ๆ ๆ ไปรอบ ๆ จนเจ้าหน้าที่ต้องมาปรามว่าให้เพลา ๆ หน่อย ก็เห็นหยุดเต้นไปซักพัก แล้วก็ค่อย ๆ กลับมาใหม่ คราวนี้ลามไปถึงเอาเพื่อนมาเต้นด้วย จนเจ้าหน้าที่ได้แต่ถอนหายใจ แล้วปล่อยให้ขาแดนซ์สองคนนี้เต้นไปเท่าที่ใจปรารถนา แล้วเสียงเพลง ดึ่งดี๋ย ดึ่งดี๋ย ก็ติดอยู่ในหัวฉันอยู่อีกหลายวัน


ไปวัด

ก่อนฉันจะขอตัวกลับเกสต์เฮาส์ ราชชวนว่าเขากำลังจะไปวัดกับราเกช ฉันจะมาด้วยก็ได้ถ้าอยากมา ฉันถามว่าวัดอะไร เพราะว่าเป็นวัดเจ้าแม่ทุรคาฉันจะไม่ไป เพราะไปมาแล้ว ราชก็เลยบอกชื่อวัดมา ฉันไม่เคยได้ยิน ไม่เคยเห็นชื่อในไกด์บุ๊ค จนถึงบัดนี้ ฉันก็ยังไม่รู้ว่าที่ไปมานั้น คือวััดอะไร ราชบอกว่าเดินเข้าไปในซอยเดียวกับทางที่จะไปเกสต์เฮาส์ฉันนั่นแหละ แต่ไม่เลี้ยวขวา แต่เดินตรงเข้าไป นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมในซอยนั้นถึงขายแต่เครื่องบูชา ดอกไม้ ธูปเทียน

ฉันบอกไปว่าขอคิดดูก่อน จริง ๆ ฉันไม่ค่อยแน่ใจว่ามันจะเป็นความคิดที่ดีหรือเปล่า ที่อยู่ดี ๆ จะไปกับผู้ชายสองคนที่เพิ่งรู้จัก แถมวัดอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้  ถ้าจะไปด้วย เดี๋ยวหกโมงเย็นจะออกมาเจอที่หน้าปากซอย แต่ถ้าไม่เห็นก็คือไม่มา

ฉันเลยกลับไปถามการ์ปูร์ เจ้าของเกสต์เฮาส์ ว่ารู้จักวัดนี้ไหม ที่เดินเข้าไปทางซอยข้าง ๆ นี่ การ์ปูร์ก็บอกว่ารู้ ก็มีอยู่วัดเดียว จะไปเหรอ เค้าไม่ให้คนที่ไม่ใช่ฮินดูเข้านะ

“เออ แต่คุณหน้าตาน่าจะพอทำเนียน ๆ เข้าไปได้ คงไม่เป็นไรมั้ง”

ฉันก็บอกว่ามีคนแถวนี้ชวนไป การ์ปูร์ทำหน้าเป็นห่วง ฉันก็เลยบอกว่า นี่ไง ฉันถึงมาบอกว่าฉันกำลังจะไปกับใคร ชั้นบอกชื่อราชกับราเกช แล้วก็บอกชื่อเกสต์เฮาส์ที่ราชทำงานไป การ์ปูร์ส่ายหัวยืกยัก (แปลว่า​”โอเค”) จดรายละเอียดไว้ในโน้ตบุ๊คเล็ก ๆ แถวเคาท์เตอร์แล้วบอกให้ฉันดูแลตัวเอง ฉันขึ้นไปชวนนังเอกให้ไปด้วย ขานี้ก็ดันมาง่วงอยากจะนอนเอาตอนนี้ ฉันก็เลยไปคนเดียว

ฉันเดินเล่นดูของที่มาขายแถวนั้นไปพลาง ๆ ตอนนี้ใกล้มืดแล้ว แต่แสงไฟสว่างจ้าทุกที่เพราะงานเทศกาล ซักพักก็มีคนเดินมาสะกิดไหล่ ราชน่ะเอง

“นึกว่าจะไม่มาซะละ ไปเลยปะ เดี๋ยวัดปิด” ฉันดูนาฬิกา ตอนนี้หกโมงสิบห้าพอดี ราเกชก็มาด้วย ใส่เสื้อสีดำชนิดที่ว่าฉันล่ะเป็นห่วงว่าถ้าราเกชเดินเข้าไปในซอกหลืบมืด ๆ จะหาราเกชไมเจอ เพราะตัวก็มืดพออยู่แล้วยังใส่เสื้อดำอีก ฉันถามราชว่าแน่ใจเหรอว่าฉันจะเข้าได้ เพราะฉันไม่ใช่ฮินดู แล้วก็ไม่เคยรู้ด้วยว่าต้องทำยังไงเวลาไปวัด เดี๋ยวไม่เนียนแล้วเขาจะจับได้ ถึงจะอุตส่าห์ลงทุนใส่ชุดซัลวาร์กามีซแบบแขกแล้วก็ตาม (ซัลวาร์กามีซเป็นชุดเสื้อตัวยาวเลยเข่า ใส่เข้าชุดกับกางเกง และมีผ้าคลุมที่เรียกว่า “ดูพัตดา” อีกผืนหนึ่งพาดไหล่สองข้าง จริง ๆ เป็นชุดแบบปัญจาบ แต่เดี๋ยวนี้ผู้หญิงอินเดียนิยมใส่กันเกือบทุกที่ เพราะสะดวกและก็สวยดีด้วย)

“No problem, I will teach you” ราชหันมาขยิบตา เราเดินลัดเลาะเข้าซอยไป บางครั้งก็เดินไปทะลุหลังบ้านใครก็ไม่รู้ แต่ไม่มีซอกไหนซอยไหนที่จะไม่มีคนเลย ทุกซอกซอยเต็มไปด้วยคน คน คน คน และ เอ้อ วัว..

พอมาถึงทางเข้าวัด เราต้องไปฝากกระเป๋าไว้ที่ที่รับฝาก ถ้าจะซื้อดอกไม้เครื่องหอมบูชาก็ไปหยิบได้เลยแล้วออกมาจ่ายเงินทีหลัง เครื่องบูชาก็มีมาลัยดอกดาวเรือง กระทงดอกไม้ต่าง ๆ ราเกชเดินเข้าวัดไปก่อนแล้วด้วยความว่องไว คนเยอะมาก ๆ จนฉันกลัวว่าจะถูกดูดเข้าไปในวงของเหล่าผู้ศรัทธา ราชเอื้อมมือมาดึงชายแขนเสื้อฉันให้ตามไปติด ๆ ดึงไปก็ขอโทษไปด้วยว่าไม่ได้ตั้งใจจะแตะเนื้อต้องตัวนะ แต่กลัวฉันหาย ฉันก็งง ๆ ว่าจับแค่แขนเสื้อนี่นะ พ่อคู้ณณณณณ…ต้องขอโทษซะขนาดนี้

ก่อนเข้าวัด ทุกคนต้องผ่านเครื่องสแกนวัตถุแบบที่ใช้ที่สนามบิน และมีตำรวจตรวจอีกชั้น ถ้าเป็นผู้หญิงเขาก็จะใช้ตำรวจหญิงตรวจ เพราะก่อนหน้าช่วงที่ฉันไปไม่นาน มีเหตุระเบิดในวัด Monkey Temple ที่พาราณสี มีคนเจ็บตายหลายคน ทางสถานที่ต่าง ๆ ก็เลยเข้มงวดเรื่องการตรวจตรามากขึ้น ราชบอกว่าแค่วัดนี้วัดเดียว ก็มีตำรวจคุมไม่ต่ำกว่าร้อยนาย

พ้นจากเครื่องสแกนมาได้ ก็เป็นประตูทางเข้า ราชก้มลงเอามือขวาลงไปแตะธรณีประตู แล้วแตะที่หน้าผากและหน้าอกตัวเอง แล้วข้ามธรณีประตูไป แล้วบอกให้ฉันทำเหมือนกัน ฉันก็เนียน ๆ กับเขาไปได้ จากนั้นฉันก็ตามราเกช กับราชไปแบบ งง ๆ ในวัดมีเสียงระฆังและกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊ง แกร๊ง ๆ ตลอดเวลา บรรยากาศสลัวแต่อบอุ่นด้วยแสงเทียนนับร้อยที่ชาวบ้านนำมาถวาย แต่เขาไม่ได้ใช้เทียนเป็นเล่ม ๆ เหมือนเรา แต่จะใช้เป็นเทียนที่เทมาในถ้วยดินเผาเล็ก ๆ แบบทางเหนือของบ้านเรา น่ารักดี

ราชพาฉันเดิมตามราเกชไปที่พราหมณ์ที่กลางวัด เพื่อให้พราหมณ์เจิมหน้าผากให้ด้วย “ติกะ” สีแดงส้ม

“เวลารับติกะ เอามือขวาแตะไว้ที่ท้ายทอยแบบนี้ด้วยนะ” ราชเดินเข้าไปก่อน เอามือขวาแวะที่ท้ายทอยตัวเอง เหมือนเวลาโดนใครตบหัวแล้วเจ็บ เหอๆๆ

บริจาคตรงนี้กันตามศรัทธา ห้ารูปี สิบรูปีก็ว่าไป รับติกะเสร็จ ราชก็พาฉันเดินไปทางด้านหลัง ซึ่งมี “Holy man” นั่งอยู่พร้อมอุปกรณ์สายสิญจน์ ดอกไม้ใบหญ้าวุ่นวายไปหมด ราชยื่นข้อมือขวาให้ท่านโฮลี่แมนผูกสายสิญจน์สีแดงเหลืองให้ แล้วก็บอกให้ฉันเข้าไปรับบ้าง ฉันก็ยื่นข้อมือขวาให้ผูก

“No no no อีนี่นาย ผู้หญิงผูกข้อมือซ้ายนะจ๊ะ” ท่านโฮลี่แมนหรือสาธุบอกพลางส่ายหัวเป็นเลขแปด ฉันหย่อนเงินบริจาคไปห้ารูปี (ก็เห็นเขาทำกันแค่นั้นน่ะ) ท่านสาธุยิ้มแบบ อ๊ะ ๆ ๆ

“อีนี่ฉานไม่ใช่ขอทานนะจ๊ะ ฉันเป็น holy man จ้ะ”

คือจะขอมากกว่า 5 รูปีว่างั้นเถอะ ฉันเลยต้องควักไปอีก 10 รูปีเพื่อสร้างความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับท่านโฮลี่แมน ซึ่งก็ดู he จะพอใจอยู่ ว่าแล้วก็ให้ข้าวสารที่ห่ออยู่ในหนังสือพิมพ์ขนาดเท่ากล่องไม้ขีดมาให้ดูต่างหน้า

“เอาไว้ป้องกันภัยนะจ๊ะ” ฉันมองดูข้าวสารในมือแล้วคิดว่าเมื่อไหร่ที่แม่นาคโผล่มาอาจจะได้ใช้

จบตอนที่สองจ้ะ ตอนที่สามจะมาเร็ว ๆ นี้ (หวังว่า)

✈ ชา, วรรณะ และโศกนาฎกรรมความรัก

Monday, April 7th, 2008

เช้าวันหนึ่ง วันธรรมดา

ฉันเดินลัดเลาะตามซอกซอยของพาราณสีแบบไม่ต้องหาจุดสังเกตุใด ๆ อีกแล้ว เดินแบบให้ความเคยชิน พอถึงตรงแยกนั้น จะเลี้ยวขวา เลี้ยวไปแล้วเป็นร้านเบเกอรี่ที่ขายขนมปังที่เจ้าของร้านเขาว่าเป็นแบบ “เยอรมัน” แท้ๆ (ฉันหลงไปกินอยู่ครั้งหนึ่ง น้ำตาแทบเล็ด กัดขนมปังลงไปคำแรก ได้ยินเสียงดัง โป๊ก) พ้นมาจากร้านเบเกอรี่จะเป็นร้านอินเตอร์เน็ต จากนั้นก็จะมีร้านขายเสื้อผ้ากระเป๋าไปอีกซักพัก แล้วก็จะเป็นร้านน้ำชาที่ติดกับ”บริเวณสำหรับผู้ชายฉี่” ตรงข้ามกันเป็นร้านขายเครื่องเทศที่อัดกับอยู่ในกระสอบสีน้ำตาลใบโต

หลุดออกมาจากซอยเล็ก ก็มาออกซอยใหญ่ ฉันไหลตามชาวอินเดียนับร้อยคนที่ก็ไหลตามกันไปตามถนนแคบ ๆ ร้านรวงสองข้างทางขายสินค้าคล้าย ๆ กัน เช่นรูปเคารพเจ้าแม่ เทพเจ้าทั้งหลาย เครื่องประดับ เครื่องหอม เครื่องบูชา เครื่องเทศ และ ของที่มีชื่ออีกอย่างคือ ของเล่นเด็กที่ทำจากไม้ ที่เป็นสินค้าขายดีอีกอย่างของพาราณสี รองจากผ้าไหม

ซักพักฉันก็ออกมาเดินอยู่แถวตลาดสด พ่อค้าแม่ค้าต่างเอาผักผลไม้ออกมากองขาย บ้างก็เอาผ้าใบรองแล้ววางสินค้าแบกะดิน บางคนก็มีรถเข็นมาด้วย ผักผลไม้ต่าง ๆ ก็เหมือนบ้านเรา แต่ทับทิมที่นี่ขายดีมาก ทั้ง ๆ ที่ปรกติอยู่เมืองไทยก็ไม่ได้ชอบกิน แต่สีทับทิมที่นี่เป็นสีแดงเข้มสวย เห็นแล้วมัน อื้มมม.. ฉันเลยลองซื้อมากินสองลูก ปรากฎว่าภายใต้เปลือกที่ดูกระดำกระด่าง มอมแมมนั้น เป็นทับทิมรสชาติหวานหอมสดชื่น

มันอาจจะเป็นอะไรที่มีคอนเซ็ปต์คล้าย ๆ กับเมืองพาราณสีก็ได้นะ

นั่งเรือลัดเลาะริมแม่น้ำคงคา

ริมฝั่งแม่น้ำ คนยังค่อนข้างเยอะอยู่ ถึงฉันจะลงมาสายไปซักนิด เพราะถ้าจะให้ดีต้องมาตอนพระอาทิตย์ขึ้น จะได้เห็นคนมาทำพิธีสุรยาปูจา หรือบูชาพระอาทิตย์กัน แสงน่าจะกำลังสวยเหมาะแก่การถ่ายรูปเป็นอย่างมาก แต่สำหรับคนที่มีตัวขี้เกียจเกาะติดหนึบหนับอย่างฉัน ไม่เคยลงมาได้ทันดูกับเขา

ฉันเดินลงไปที่ริมแม่น้ำ ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีคนพานั่งเรือ เพราะวัน ๆ หนึ่งต้องพูดว่า “นาฮี ๆ ๆ” (อย่าออกเสียงผิดโทนนะ 5555) ที่แปลว่า ไม่ ๆ ๆ อยู่หลายรอบ สำหรับคนที่พยายามมาเสนอทัวร์แม่น้ำยามเช้ากับนักท่องเที่ยว


ฉันเลือก มานิก ชายวัยกลางคนผิวเข้มเป็นคนพาชมแม่น้ำ เพราะ มานิก ไม่พยายาม “ขาย” จนเกินงาม และราคาไม่เว่อร์มาก มานิกไม่น่ารำคาญ ไม่เซ้าซี้ ฉันตกลงราคาที่ชั่วโมงละ 100 รูปี พายไปแล้วพายกลับ โดยเริ่มต้นที่ Dasaswamedh ghat ทั้งนี้ทั้งนั้น ราคาค่าจ้างนี้ขึ้นลงได้ไม่ต่างกับตลาดหุ้น ช่วงไหนที่เป็นหน้าท่องเที่ยว อาจจะโดนโขกถึงชั่วโมงละ 300 รูปี แต่ให้ใจเย็น ๆ หากต่อราคาไม่ได้ ก็ให้หาคนต่อไป จำนวนผู้ชายพายเรือ (พายเรือจริง ๆด้วย) ที่พาราณสีมีไม่น้อยไปกว่าจำนวนของรถแท๊กซีในกรุงเทพฯ (โดยเฉพาะในยามที่เราไม่ต้องการจะเรียกซักคัน)

อยู่ดี ๆ ก็โดนด่า

มานิกพายเรือไปเรื่อย ๆ แถมยังร้องเพลงให้ฟังอีก พระอาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้าไปได้ไม่นานนัก แดดเลยยังไม่ร้อนเท่าไหร่ มีหมอกจาง ๆ ทำให้บรรยากาศดีมาก เสียงฝีพายกระทบน้ำดังจ๋อมแจ๋มฟังดูน่าเอ็นดู มานิกพายมาถึงที่ฆาตที่ใช้ทำพิธีเผาศพ มองจากแม่น้ำ ทำให้เห็นมุมกว้างขึ้นกว่าทุกครั้งที่เราไปนั่งดูเขาเผาศพกัน ยอดหลังคาทรงกลมแหลมมีเขม่าจับจนไม่เห็นสีเดิม เนื่องจากเค้าไม่ให้ถ่ายรูป ซึ่งฉันเองก็เห็นด้วยว่าคนตายเอามาเผา แล้วนักท่องเที่ยวมาเที่ยวถ่ายรูปเผื่อที่จะแค่เก็บไว้ดูเล่นนั้นไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ คือแค่ขำ ๆ ฉันเองก็ไม่ได้สนใจจะถ่ายรูปศพถูกเผาแต่อย่างใด แต่ติดใจตรงยอดหลังคาที่กลายเป็นสีดำไปแล้ว จึงยกกล้องขึ้นเล็งไปที่หลังคา

“เฮ้ คุณ ทำอะไรน่ะ!!” ฉันลดกล้องลงมา เห็นชายชาวอินเดียที่อยู่ในเรืออีกลำกำลังยืนเท้าสะเอวชี้หน้าฉันอยู่ (นี่มันอินเดียหรือตลาดเมืองไทยฟระนี่)
“ทำอะไรเหรอ? ก็ถ่ายรูปหลัง..” ฉันยังพูดไม่ทันจบ
“ห้ามถ่ายรูปนะ!! พวกทัวริสต์ก็แบบนี้ พูดอะไรไม่เคยฟังกันเลย”
“เหวอ ฉันก็แค่จะถะ..”
“ไม่ต้องมาพูด!”

บ๊ะ!! อารมณ์เสีย!!! แต่เอาเถอะ ประเทศเค้า ไม่ถ่ายก็ไม่ถ่าย แค่หลังคายังหวงปานนี้ แค่ฉันคิดว่าเขาคงไม่รู้ว่าเราจะซูมไปตรงไหนมากกว่า แค่เห็นเล็งกล้องไปทางเชิงตะกอนก็เปิดฉากด่าเอาไว้ก่อน จะไปว่าเค้าก็ไม่ได้

ฉันบอกให้มานิกพากลับได้แล้ว เพราะแดดเริ่มแรง ระหว่างทางจะมีเรือมาขายของตลอด บางลำก็จ้ำมาแต่ไกล ไอ้เราจะหนีไปไหนก็ไม่ได้ เคยดูเรื่อง open water ป่าว? นั่นเลย ใส่ sound จากเรื่อง Jaws เข้าไปอีกหน่อย ทั่ม ทัม ทั่ม ทัม ทั่ม ทัม ทั่ม ทัม!!!! มันมาแล้ว! เรือขายของที่ระลีกมันมาแล้ววววว!! (กัดนิ้วตัวเอง ผมตั้ง)

มานิกก็เหลือเกิน ไม่ได้ช่วยเหลือกันเลย บางครั้งยังแผ่วฝีพายเพื่อให้เรือขายของที่ระลีกตามมาทันอีกต่างหาก ฉันก็พูดได้แต่ โน โน โน โน้วววว!

คนคุ้นหน้า

ฉันจ่ายค่าจ้างให้มานิกเรียบร้อยก็เดินกลับขึ้นมาจะไปหาชาร้อน ๆ จิบซักหน่อย ฉันเดินเข้าไปในซอยฝั่งตรงข้ามกับเกสต์เฮาส์ มีร้านน้ำชาอยู่ปากซอยพอดี

“เอก ชัย” เปล่า ไม่ใช่ชื่อนักร้องลูกทุ่งที่ไหน เอก แปลว่าหนึ่ง ส่วน ชัย ก็คือ ชา

ฉันสั่งชาให้ตัวเองหนึ่งถ้วยแล้วก็ไปนั่งตัวลีบ(พยายามลีบแล้วนะ)อยู่มุมร้าน เพราะในร้านไม่มีผู้หญิงเลย สังคมที่นี่ยังคงเป็นสังคมของผู้ชาย ผู้หญิงจะออกจากบ้านก็ต่อเมื่อไปทำธุระเล็กน้อยของตัวเอง หรือของครอบครัวเช่น จ่ายกับข้าว, ตัดชุด, เข้าวัด, หาหมอ ฯลฯ การจะมานั่งชิลเอาท์ตามร้าน “ชัย” โดยลำพังนั้นไม่ใช่วิสัยของหญิงอินเดีย แต่ฉันนั้นออกจะดูโจ่งแจ้งว่าเป็นนักท่องเที่ยว คนเลยไม่คิดว่ามันแปลกเท่าไหร่

“โด ชัย” (โด หรือเทียบกับที่เราคุ้นเคยคือ โท ที่แปลว่าสอง) ใครบางคนที่เพิ่งเข้ามาสั่งชาสองถ้วย แล้วเข้ามานั่งฝั่งขวามือของฉัน เขาเทน้ำในกาพลาสติกลงคอแล้วทำเสียง “ฮ่าาาาาา” แหม ไม่ค่อยเหมือนอยู่บ้านเลยนะพ่อคุณ

“อ้าว คุณ!” เค้าหันมาเห็นฉันแล้วก็ร้องขึ้นมา
“อ้าว ใึคร! (เหรอ..วะ..เนี่ย..)” ฉันไม่ทันตั้งตัว
“เราเจอกันเมื่อวานที่ริมแม่น้ำคงคาไง” อ๋อ คนพิลึกที่สอดรู้สอดเห็นคนนั้นนั่นเอง
“อ่อ นามัสเต”
“นามัสเต ทำไมคุณมาคนเดียวล่ะ”
“เพื่อนยังไม่ตื่นอะ”
“คุณมากับเพื่อนหรือ หรือว่ามาคนเดียวแล้วมาตู่ว่ามากับเพื่อน” ชาสองถ้วยที่เขาสั่งมาถึงโต๊ะพอดี เขาส่งถ้วยหนึ่งไปให้ชายผิวเข้ม(มาก) ที่นั่งติดกัน คนนี้ยิ่งหน้าตาแบบอินเดี๊ย อินเดียยิ่งกว่า

“ทำไมชั้นต้องตู่ว่ามากับเพื่อนด้วยล่ะ ถ้าชั้นมาคนเดียว”
“ก็ผู้หญิง ตัวคนเดียว ก็ต้องกลัวเป็นธรรมดา”
“รู้ดีอีก”
“อะ แน่นอน” เขาซดชาดังซูดๆ แล้วเป่าปาก
“ร้อน!!” ก็ไม่เห็นเหรอน่ะ ควันขโมงยังกับบ่อน้ำร้อนขนาดนั้น ฟายจริง ๆ ฉันคิด
“แล้วจำชื่อผมได้ป่ะ”
“จำได้ ชื่อ รา..รา…ราอะไรนะ?”
“ราช!!”
“เอ๊อ! นั่นแหละ” ผู้ชายผิวเข้มจัดอีกคนที่มาด้วยกันหันมาพูดภาษาฮินดีกับราชเป็นระยะ ๆ ซุบซิบอะไรกัน ไม่ชอบเลย
“นั่นเพื่อนคุณเหรอ?” ฉันแกล้งถามดัง ๆ ให้อีกคนได้ยินด้วย

ได้ผล ชายผิวเข้มมากและตาโตมากคนนั้นรีบวางถ้วยชาแล้วแนะนำตัว

“นามัสเต ซอรี่นะ คือผมพูดภาษาอังกฤษไม่แข็ง ผมชื่อราเกช เป็นเพื่อนกับราช”
“ก็พูดอังกฤษได้นี่ ทำไมไม่พูดแต่แรก”
“ไม่เอา อาย”
“โห ขนาดนี้ยังอายอีกเหรอ นี่หน้าอย่างคุณไปอยู่แถวบ้านชั้นนะ ลูกเล็กเด็กแดงนี่ร้องไห้จ้าเลยนะ 555″
“ขอบคุณที่ชม” แป่ว …
ราเกชหันไปจิบชาของตัวเองต่อไปเงียบ ๆ ฉันก็ชวนราชคุยไปตามเรื่อง ราชทำงานเป็นผู้ดูแลที่พักอยู่ที่ Urvashi เกสต์เฮาส์
“อยู่เข้าไปในซอยนี่แหละ”
“แล้วเพื่อนคุณล่ะทำอะไร” ฉันถามราช
“เป็นนักร้อง 5555″
“ถามจริงๆ”
“เอ่า จริง จริ๊ง”
“งั้นร้องเพลงให้ฟังหน่อยซิ” ฉันชะโงกหน้าไปถามราเกช ที่ชาแทบจะพุ่งออกมาเมื่อได้ยินคำถาม
“จะบ้าเหรอครับ จะมาร้องอะไรที่นี่”

กร๊ากกกกกกก~!

มาซาลา ชัย

ฉันดื่มชาในถ้วยเซรามิกบิ่น ๆ ของตัวเองหมดก็จ่ายเงิน ค่าชาแค่ 5 รูปี ซึ่งไม่ถึง 5 บาท กินได้วันละหลาย ๆ ถ้วย ไม่ต้องห่วงเรื่องท้องไส้ปั่นป่วนด้วย เพราะชาร้อนมาก ๆ ๆ ๆ ชาที่นี่ไม่ได้ใช้วิธีใส่ใบชาในถ้วยแล้วเทน้ำร้อนตาม แต่ใช้วิธีต้มในหม้อซึ่งเป็นวิธีชงชาแบบอินเดีย ที่ครอบครัวชาวอินเดียไม่ว่าจะอพยพไปอยู่ส่วนไหนของโลก หรือจะโตขึ้นมาในวัฒนธรรมอื่น ก็ดูเหมือนจะยังรับวิธีต้มชาแบบนี้เสมอมา

สิ่งที่ทำให้ชาแบบอินเดียมีกลิ่นหอมเตะจมูกและได้รสชาติกลมกล่อมนี้ต้องยกความดีให้กับ “มาซาลา” ซึ่งเป็นเครื่องเทศที่ใช้กันอย่างแพร่หลายให้อินเดีย พูดได้เลยว่าหากอินเดียไม่มีมาซาลาแล้วไซร้ ที่นั้นจะเป็นอินเดียไปไม่ได้เลย

ร้านชัย มีอยู่ทุกที่ ตั้งแต่ริมถนน ริมแม่น้ำ ข้างรั้ว บนรถไฟ บนสถานีรถไฟ ป้ายรถเมล์ หน้าส้วม ข้างส้วม (ยังดีนะ ที่ไม่มีในส้วมด้วย) ดื่มกันตั้งแต่ยาจกยันมหาราชา

กรรมวิธีการต้มนั้นฟังดูง่ายแสนง่าย แต่แต่ละครอบครัวหรือแต่ละร้านมีเทคนิคต่างกันไป ทำให้รสชาติแตกต่างกันเล็กน้อย ฉันเองก็ไม่ใช่คอชาจึงรักและชอบชัยแทบจะทุกที่ในอินเดียแบบไม่เกี่ยงเกรดของใบชาแต่อย่างใด แต่สำหรับคอชาบางคนแล้ว เขาจะบ่นปอดแปด ถ้าคุณภาพชาที่ได้ ไม่ดีเท่าที่จ่ายเงินไป (5 รูปีนี่นะ) ส่วนผสมนั้นก็ไม่มีอะไรมาก แค่ ชา น้ำตาล นม และเครื่องเทศ

มาซาลาหรือเครื่องเทศนี่แหละ ที่ทำให้ชัยของอินเดียพิเศษ เครื่องเทศที่นำมาผสมกับชัยนี้มักจะเป็นเครื่องเทศที่ “ร้อน” เช่น ขิง, อบเชย, จันทน์เทศ, กานพลู, ลูกกระวาน ไปจนถึงผงโกโก้, วานิลลา ฯลฯ สูตรใครสูตรมัน ฉันเคยได้รับเชิญไปดิื่มชากับคุณแม่ของเพื่อนท่านหนึ่ง คุณแม่เธอชอบชาเผ็ดร้อนเอามาก ๆ กลิ่นขิงอบอวล กินแล้วรู้สึกว่าแทบจะพ่นไฟบรรลัยกัลป์ได้ แต่ก็รู้สึกว่าโล่งและสบายตัวดี แต่ถ้าเทียบกัยชาแบบทิเบตที่ออกเค็มและมัน (เพราะเนย,เกลือและนม) แล้ว ฉันยอมกินชาเผ็ดนรกแบบอินเดียแบบนี้ทุกวันดีกว่า

แต่ชาที่ต้มขายกันตามถนนในอินเดียจะออกหวานเป็นหลัก มีกลิ่นเครื่องเทศพอจาง ๆ เท่านั้น

ชาอินเดียต้องใส่นม บางทีก็ครึ่งต่อครึ่งของชาเลยทีเดียว โดยเอาลงไปต้มกับชาด้วยให้เกือบเดือด ส่วนชาก็นิยมแบบชาดำ ที่ขมปิ๊ดปี๋เมื่อยามยังไม่ได้ผสมกับนมและน้ำตาล ชาชั้นดีส่วนมากมาจากแถว ๆ ดาร์จีลิง และอัสสัม เมื่อต้มชาได้ที่ สารแทนนินที่มีรสฝาดก็จะออกมากับชา มีสรรพคุณช่วยในรักษาอาการท้องเสียได้ด้วยนะจะบอกให้ (แต่กินมากก็ท้องอืดอีก ร่างกายคนเรานี่บางทีก็เอาใจยาก)

มาซาลา นี่ใช้ในอาหารหลายอย่าง เมนูที่มีแทบทุกที่คือ ติกก้ามาซาลา (แกงแบบเข้มข้นเนื้อแทบจะเป็นครีม กินกับโรตี, ข้าว หรือ นานก็ได้) คิดดูถ้าอาหารอินเดียไม่มีเครื่องเทศ จะจืดชืดน่าเบื่อขนาดไหน ถ้าเครื่องเทศไม่มีความสำคัญขนาดนั้น คงไม่ขึ้นเกิดสงครามแย่งชิงเครื่องเทศกันหรอกใช่เปล่า

วรรณะอะไรฮึ?

ก่อนจะออกมาจากร้านชา ฉันรับคำชวนของราชที่ชวนให้ไปดูเกสต์เฮาสต์ที่เขาทำงานอยู่ ฉันเห็นในซอยนั้นนักท่องเที่ยวแบกเป้ ฮิปปี้ทั้งหลายเดินปะปนกับวัวกันพลุกพล่านใช้ได้ ฉันก็เลยไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่ แถมคุณราเกชยังช่วยไล่วัวให้อีกด้วย อยากให้เห็นภาพราเกชไล่วัว คือไม่ใช่ไล่แบบ “ชิ่ว ชิ่ว” อะไรงี้นะ แต่วิธีคุณราเกชคือเดินเลียบไปข้าง ๆ วัวแล้วก็พึมพัมอะไรก็ไม่รู้ พร้อมผายมือเหมือนบริกรเชิญลูกค้าไปนั่งที่โต๊ะ วัวก็จะเดินหนีไปด้วยความเซ็ง ราเกชทำแบบนี้อยู่หลายหนจนฉันทึ่งว่า ทำได้ไง..ฟะ..

“ก็วรรณะคนเลี้ยงวัวหนิ” ราเกชบอกหน้าตาเฉย
“เว่อร์ละ”
“เอ่า จริงๆ นะ คุณไม่เชื่อเหรอ”
“ไม่เชิื่อ”
“เออจริงๆ ผมพูดเล่นน่ะ”

กรูว่าแล้วววววว…อารมณ์เสีย…

“จริง ๆ ผมเป็นวรรณะพ่อค้านะ”
“คราวนี้พูดเล่นพูดจริงเนี่ย”
“คราวนี้พูดจริงๆครับ”เรายังคงเดินลัดเลาะไปตามซอยที่มีความกว้างเท่าสองคนเดินสวนกันได้ อีกไกลมั้ยฟะเนี่ย ชักจะเหนื่อย
“แล้วราชล่ะ วรรณะอะไร”
“ราชเหรอ? มันน่ะ วรรณะช่างตัดผม!”
“มีด้วยเรอะ วรรณะช่างตัดผม”
“มี จริง ๆ นะ นี่คุณหาว่าผมโกหกเหรอ”
“อ่าว ก็มันฟังดูบ้า ๆ นะ วรรณะช่างตัดผม แล้วมันจะมีวรรณะขายเบเกอรี่ วรรณะขายตั๋วภาพยนต์ หรือวรรณะขายโทรศัพท์มือถือมั้ยล่ะ”
“คุณก็..อย่ากวนตีนซิครับ”

แล้วบอกว่าภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง…

ราชกับราเกชพาเรามาเดินผ่านเกสต์เฮาส์หลายที่ จนมาถึงที่ที่เขาทำงานอยู่ .. Urvashi Guest House เราเดินเข้ามาด้านในซึ่งทำเป็นร้านอาหารเล็ก ๆ มีโต๊ะ 7-8 โต๊ะจัดไว้อย่างน่ารัก มีเพลงสไตล์แขก ๆ เปิดคลอ ในร้านมีฝรั่งนั่งอยู่สามสี่คน บางคนก็นั่งอ่านหนังสือเงียบ ๆ บางคนก็นั่งจับกลุ่มเสวนากัน

ราชหยุดยืนอยู่ที่กลางร้าน เท้าสะเอว
“นี่แหละ ที่ทำงานผมล่ะ”
“น่ารักดีนี่”
“ขอบคุณ”
“ไม่ใช่คุณนะ ชั้นหมายถึงร้าน”
“ผมรู้แล้วน่ะ ไม่ต้องย้ำ” ราชส่ายหัวยึกยักแล้วหันหลังเดินไปทางครัว แต่ยังอุตส่าห์หันกลับมาถามว่าฉันจะกินอะไรไหม เพราะใกล้เที่ยงแล้ว ฉันไม่ค่อยจะแน่ใจเท่าไหร่ กลัวโดนวางยา (ฮา) เลยปฎิเสธไป
“ไม่หิวเหรอ” ราเกชถาม
“ยังไม่หิว”
“แล้วเพื่อนคุณล่ะ จะตามหาคุณมั้ยนี่”
“ไม่แน่ใจ”
“เอ๊า..”

ฉันยังดูผู้คนเดินผ่านหน้าร้านไปแบบเพลิน ๆ วันนี้อากาศไม่ค่อยร้อนนัก แถมแดดก็มักจะตกลงมาไม่ถึงพื้นแถวนี้ เพราะติดหลังคาที่เบียดเสียดกันอยู่ด้านบนซะก่อน บางจุด อาคารด้านล่างก็ดูธรรมดา แต่ถ้าแหงนหน้ามองขึ้นไปด้านบน บางทีระเบียงนี่ติดกันเลย กันสาดบางทีก็เกยกันก็มี

ราชเดินออกมาบอกว่า ถ้าฉันไม่ถือ เค้าจะขอตัวทำงานก่อน เสร็จงานแล้วจะออกมาคุยด้วย ฉันก็บอกไปว่าไม่เป็นไร ฉันจะออกไปเดินเล่นอีกซักหน่อย ราเกชขอตามมาด้วย เพราะไม่มีอะไรทำ ฉันก็ไม่ว่าอะไร เพราะมีคนอินเดียไปด้วยก็ดีไปอย่าง ไม่ถูกพวกสามล้อหรืออะไรกวนใจ แล้วราเกชก็ดูไม่มีพิษมีภัยอะไร อีกอย่างเราก็ไปในที่ที่คนพลุกพล่าน

เราเดินทะลุมาถึงริมแม่น้ำคงคาอีกรอบ นักท่องเที่ยวกับชาวบ้านที่นี่คงมีอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน คือไม่รู้จะทำอะไร ไม่รู้จะไปไหนก็มานั่งกันริมแม่น้ำคงคา ฉันเอากล้องออกมาถ่ายรูปไปเรื่อย แล้วก็ชวนราเกชคุยไปด้วย

“ไหนเล่าเรื่องวรรณะคุณให้ฟังหน่อยซิ”
“คุณอยากรู้อะไรล่ะ”
“คุณรู้ด้วยเหรอ ว่าคนไหนวรรณะอะไร?”
“รู้ซิ”
“รู้ได้ไง”
“ก็ดู ๆ จากครอบครัว นามสกุล อะไรเงี้ยนะ ถ้าเป็นคนเมืองเดียวกันก็ไม่ยากหรอก รู้กันหมดแหละ รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายแล้ว ใครแต่งกะใครวรรณะอะไรเขาก็รู้กันหมด”
“แล้วถ้ามาจากเมืองอื่นล่ะ”
“ก็ดูจากนามสกุลเอาน่ะ”
“ได้ด้วยเหรอ ชัวร์มั้ย”
“ก็ไม่แน่เสมอไป แต่คุย ๆ ไปเดี๋ยวก็รู้แหละ”
“อ่าวแล้วอย่างราชนี่เป็นวรรณะช่างตัดผม รู้ได้ไง”
“ทำไมคุณต้องถามอะไรยาก ๆ ด้วยล่ะครับเนี่ย” ราเกชทำเสียงจิ๊จ๊ะ ออกจะรำคาญเล็กน้อย


คนในเมืองใหญ่และทันสมัยกว่าพาราณสีอาจจะไม่ถือเรื่องวรรณะเคร่งครัดเท่าไหร่นัก แต่ก็ยังถืออยู่ มากน้อยก็แล้วแต่ แม้ว่ากฎหมายอินเดียจะห้ามเรื่องการถือชั้นวรรณะแล้วก็ตาม แต่ก็ยังห้ามในทางปฎิบัติไม่ได้ 100% คนที่เกิดมาในวรรณะต่ำ การที่จะไต่เต้าขึ้นมาให้เป็นที่ยอมรับในสังคมเทียบเท่าวรรรณะที่สูงกว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก

ราเกชเล่าให้ฟังว่าอย่างคนที่มากวาดลานริมแม่น้ำทุกวันก็เหมือนกัน เขาไม่ได้จะจ้างใครก็ได้มากวาด ต้องเป็นคนที่เกิดมาเพื่อกวาดจริง ๆ เรียกว่าถ้ารุ่นพ่อกวาดมาแล้ว รุ่นลูกก็มักจะต้องกวาดต่อไป และทางเมืองก็จะมีการจัดที่ให้คนพวกนี้อยู่นอกเมืองออกไป ฉันเคยนั่งตุ๊ก ตุ๊กผ่านเห็นเป็นเพิงกึ่งถาวรปลูกติดกันเป็นสิบ ๆ หลัง แล้วตั้งอยู่ริมถนนที่ฝุ่นฟุ้งตลอดวัน ราเกชบอกว่านั่นแหละคือที่ที่พวกวรรณะทำความสะอาดอยู่กัน

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนวรรณะต่ำจะไม่มีโอกาสได้ดิบได้ดีเลย คนวรรณะจัณฑาลบางคนเป็นได้ถึงหมอ ถึงอาจารย์ เป็นวิศวกร เป็นนักธุรกิจ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความอดทนอุตสาหะอย่างมาก

บางคนอาจจะเคยได้ยินข่าวเรื่องนักศึกษาแพทย์ในเดลีประท้วงทางมหาวิทยาลัย ที่จะเพิ่มสัดส่วนการมีสิทธิ์ได้เข้าเรียนในคณะแพทยศาสตร์ของคนวรรณะจัณฑาล ทำให้นักศึกษาที่มีวรรณะสูงกว่าไม่พอใจและก่อการประท้วงขึ้น นี่ขนาดนักเรียนแพทย์นะนี่นะ..

โศกนาฎกรรมความรักที่ไม่สมหวัง

“คุณแต่งงานหรือยัง” ราเกชถาม
“ยัง”
“ยังอีกเหรอ อายุเท่าไหร่แล้วอะ”
ฉันบอกอายุไป
“โห ไม่มีคนมาขอเหรอ” อาว ทำไมพูดแบบนี้ละคะคุณราเกช
“แถวบ้านผม ผู้หญิงแต่งงานกันตั้งแต่ 14 แล้ว”
“ไม่เด็กไปหน่อยเร้อ”
“ไม่หรอก ก็แต่งกันเท่านั้นล่ะ ซัก 20 ถ้ายังไม่แต่งนี่ ชักจะใจคอไม่ค่อยดีกันแล้ว ฮ่าๆๆ”
“แล้วคุณล่ะแต่งหรือยัง”
“ยัง”
“ทำไม ไม่มีึคนมาขอเหรอ” ฉันย้อน
“มีนะ ขอบอก! หลายคนด้วยนะ แต่ว่า แม่ผมยังไม่ถูกใจใครเลย เลือกมาก แล้วผมเองก็ยังไม่อยากแต่งงานด้วย”
“ทำไมล่ะ”
“อ๋อ มันมีโศกนาฎกรรมเล็กน้อยน่ะ เมื่อปีก่อน ไม่งั้นผมก็คงแต่งงานไปแล้วล่ะ”

จบแค่นี้ก่อนนะก๊ะ เหนื่อยละ เดี๋ยวอีกสองสามวันจะมาต่อ

✈ A lot of ขี้วัว ที่พาราณสี (update)

Tuesday, April 1st, 2008

นรกมีจริง

ไปมาสองครั้งแล้วพาราณสีเนี่ย ไปถึงครั้งแรก บอกได้เลย ว่าโคตร ๆ ๆ ๆ จะเกลียดเมืองนี้เลย วุ่นวายมาก!! คนก็ชอบเดินตามมาขายของ ตื๊อแบบว่าถ้าตบะไม่แตก ไม่ไล่ ไม่ไป มีอะไรมั้ย (พร้อมสั่นหัวยึกยัก) ขี้วัวเป็นพรืด ชนิดปูพรม.. เดินยังไงให้ไม่เหยียบขี้วัวที่พาราณสี ยากกว่าซื้อหวยปีละครั้งแล้วเอาให้ถูกรางวัลที่หนึ่งอีกมั้ง

แต่อยู่ ๆ ไป พอเริ่มรู้จักคนบ้าง เริ่มจะชินกับความอลหม่านของเมืองนี้แล้ว ก็จะเริ่มรู้สึกดีกับมันมากขึ้น อะไรที่เคยกวนใจ ก็พอจะมองเป็นตลกไปได้ เริ่มจะนั่งจิบชาข้างถนน เริ่มจะชอบชีวิตแบบวุ่นวายแต่มีสีสันของที่นี่ ชอบเสียจนต้องกลับไปอีกเป็นครั้งที่สอง และคาดว่าจะมีครั้งต่อ ๆ ไปอีก

อินเดียในตำนาน

ฉันกับเอก เพื่อนที่สุดแสนจะเกลียดอินเดียเข้าไส้ มาถึงพาราณสีด้วยรถไฟ หลังจากที่ดื่มด่ำกำซาบ แถปุยหิมะ กันอย่างน่าหมั่นไส้ที่สิกขิมมาหมาด ๆ ไม่นับที่ไปติดอยู่ที่ สถานีรถไฟ New Jalpaiguri อีก 2 คืน เพราะรถไฟขบวนที่เราต้องการนั้นเต็มหมด ลำพังเพิ่งผ่านพ้นวิกฤตการณ์ “จองตั๋วรถไฟ” มาอย่างสะบักสะบอมก็ต้องมาผจญต่อกับเหล่า “นักตื๊อ” ที่พาราณสีอีก

แม้กระทั่งในไกด์บุ๊คยังเขียนบรรยายไว้ซะน่าเที่ยวว่า “พวกเหล่านักตื๊อพวกนี้ จะจ้องมองหานักท่องเที่ยว ราวกับสิงโตที่รอคอยขย้ำเหยื่อที่ไม่มีทางสู้” (-_-”) แหม่ ฟังดูแล้วใจชื้นยังไงชอบกล

ก็เหมือนเมืองไทยล่ะนะ พวกตุ๊ก ๆ แท๊กซี่ (กรณีที่พาราณสีจะเป็นริกชอว์ หรือ สามล้อถีบ, ถ้าตุ๊กๆ ที่นี่จะเรียกว่า ออโต้ริกชอว์) จะคอยหาเหยื่อแถว ๆสถานีรถไฟ หรือสถานีรถบัส พอเห็นนักท่องเที่ยวแบกเป้รุงรัง แบบ ใหม่สดจากเตาเลย แบบนี้เพิ่งเคยมาแน่ จะกรูกันเข้ามาแบบไม่เกรงใจเทพเจ้าองค์ไหนเลย

แล้วไอ้เราก็ดันไปลงที่สถานี มุฆัลเซราย (Mughal Sarai) ซึ่งอยู่ห่างจากพาราณสีประมาณ 10 กิโลเมตร ที่เราต้องมาลงที่นี่เพราะตั๋วไปพาราณสีหาไม่ได้เลย เต็มหมดทุกเที่ยว มาลงที่นี่แทนก็ได้(วะ) แล้วต่อออโต้ริกชอว์ที่เราโทรให้ทางเกสต์เฮาส์ส่งมารับที่สถานี เพื่อต่อไปยังพาราณสี ไอ้เวลาที่รถไฟมาถึงก็ดีมาก ประมาณตีสาม! แล้วออโต้ริกชอว์ก็ไม่ยอมมารับด้วยจนกว่าจะเช้า เราต้องนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่แถว ๆ ม้านั่งที่สถานีนั่นแหละ

ข้าง ๆ ม้านั่งมีตู้ขายกาแฟอัติโนมัติ แบบรุ่นล่าสุด ดูดีไฮโซ เหมือนตามออฟฟิศในกรุงเทพฯ แต่ถ้วยไม่ได้เป็นถ้วยกระดาษนะ เป็นถ้วยดินเผา! แปลกดี เครื่องทันสมัย แต่ถ้วยยังเดิม ๆ อยู่ กินเสร็จแล้วก็เขวี้ยงให้แตก เพราะคนอินเดียยังถือเรื่องวรรณะกันอยู่ (บางคนมาก บางคนน้อย) ไม่กินถ้วยซ้ำกับใคร กินถ้วยไหนก็ถ้วยนั้น กินเสร็จแล้วทำลายทิ้งเลย ถ้าเป็นตามร้านอาหารที่มีแก้วน้ำสเตนเลสให้ คนอิินเดียส่วนมากจะไม่มีการเอาปากแตะแก้วเลย แต่จะยกแก้วขึ้นสูง ๆ แล้วเทน้ำแบบ กรอก ใส่ปาก อันนี้รวมไปถึงขวดน้ำด้วย แม้กระทั่งเพื่อนกันก็ตาม ถ้าเราเอาปากแตะปากขวดไปแล้ว เขาจะไม่กิน หรือบางคนถ้าสนิทกันจริงๆ ก็กินได้ แต่เค้าก็ยังกินแบบ “เท” น้ำเข้าปากอยู่ดี

ริกชอว์นรกส่งมาเกิด

เด็กที่เกสต์เฮาส์ชื่ออโศก เอาออโต้ริกชอว์มารับถึงหน้าสถานี เขาเอาโบรชัวร์ของเกสต์เฮาส์ Ganga Fuji ที่เราจองไว้ติดมาด้วย พร้อมชื่อฉันที่เขียนไว้บนโบรชัวร์ ว่าไม่ได้มั่ว แต่เรื่องมันไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะขนาดว่ามีคนมารับถึงที่แล้ว พวกเหล่าริกชอว์แขกจอมตื๊อก็ยังมารุมล้อม คือ “ล้อม”จริงๆ เราติดแหง็กอยู่ตรงกลาง ไอ้เราก็แหวกเอากระเป๋าไปใส่รถได้แล้ว ยังมาพูดหว่านล้อมไม่ให้เราไป ฉันพยายามไม่ใส่ใจ แต่มันกวนตีนเหลือเกิน

“อีนี่นายจะไปหนาย ไปริกชอว์ม้าย”
“จองเกสต์เฮาส์ไว้แล้วมีคนมารับแล้ว”
“ไอ้เนี่ยเหร๊อ” (ชี้ไปที่เด็กที่มารับ)
“ใช่ มีปัญหาเรอะ”
“โอ๊ย ไปกันฉานดีกว่า”
“จะบ้าเหรอก็เค้ามารับแล้ว ไม่ไปๆๆ”​ แล้วไอ้แขกมหาประลัยนั่นมันก็ไปเจรจากับเด็กของเกสต์เฮาส์ ซึ่งกำลังทำหน้าหวานอมขมกลืนอยู่ข้าง ๆ คนขับรถด้านหน้า จะบอกให้ออกรถก็กลัวโดนตีน เพราะพวกมาเฟียริกชอว์ได้ล้อมท่านไว้หมดแล้ว

ฉันปล่อยให้แขกได้เจรจากันไป นานเกือบสิบนาที รถก็ยังไม่ออก
ลามไปถึงการไปฉกโบรชัวร์เกสต์เฮาส์มาจากมืออโศกแล้วมันก็เอาไปพลิก ๆ ดู

“นี่อีกนานป่าว? ไปเหอะ” ไอ้แขกริกชอว์นั่นยังพล่ามกับอโศกไม่เลิก ส่วนอโศกก็ทำหน้าไม่ถูก ฉ้นเลยเดินลงไปคุยกับอาบังนั่นตัวต่อตัวไปเลย เบื่อที่สุดถึงที่สุดแล้ว

“ยังคุณยังไปไม่ได้ คุณบอกชื่อเกสต์เฮาส์คุณมาก่อน” ฉันเริ่มจะหมดความอดทน กัดฟันบอกชื่อเกสต์เฮาส์มันไป
“เจ้าของเกสต์เฮาส์ชื่ออะไร” จะถามทำไมเนี่ย
“ชั้นจะไปรู้ได้ไงล่ะ จะถามชื่อพ่อชื่อแม่เขาด้วยมั้ยล่ะฮึ” ฉันยื่นมือไปจะเอาโบรชัวร์คืน เพราะมันมีชื่อฉันอยู่บนนั้นด้วย ริกชอว์ตัวแสบเอาโบรชัวร์ไปซ่อนไว้ด้านหลัง!! เชื่อมันเลย!!

“คุณต้องบอกมาก่อนว่าเขาชื่ออะไร” บ๊ะ!!
“ทำไมบัง ทำไมมีปัญหาอะไรหรอ จะเอาอะไรอีก”
“มา ผมโทรหาเขาก็ได้ ผมจำเสียงได้ ถ้าได้ยินเสียงจะรู้ว่าเป็นใคร” ฉันเส้นประสาทขาดผึง
“เฮ้ย แกจะบ้าเรอะ เจ้าของชื่ออะไรแล้วมาเกี่ยวอะไรกับชั้นด้วย เอาโบรชัวร์คืนมานี่นะ”

“ยูเงียบปากไปเลย”
“อ๊าวววว พูดงี้เดี๋ยวเอาขี้วัวป้ายหน้าเลย ก็ชั้นจ่ายเงินให้เค้ามารับ ชั้นมีสิทธิ์สั่งให้เค้าออกรถ”
“แต่ว่าเขา (ชี้ไปที่อโศก) เป็นคนอินเดีย ยู่ไม่ช่ายคนอินเดียนี่!”
????? ฉันได้แต่อึ้ง แล้วมันเกี่ยวตรงไหน (วะ)
“แล้วทำไม เกี่ยวอะไรกับเป็นคนประเทศอะไร ยูจะบ้าเหรอ” เพื่อนเอกก็ช่วยเหลือดีมากเลย นั่งเงียบตลอด

“เพราะคนอินเดียต้องคุยกับคนอินเดียด้วยกันซี๊!”
“ทำไม จะได้โกงง่าย ๆ หน่อยใช่มั้ย นี่ บอกเลยนะ ปล่อยให้เราไปได้แล้ว แล้วเลิกไปยุ่งกับอโศกซะที”
“ทำไม ทำไม ยูจะทำไม”
“เอ๊า แล้วยูล่ะจะทำไม ใหญ่นักเหรอ เอ๊อ ชั้นไม่ไปก็ได้” ฉันหันไปเอากระเป๋าออกจากรถ
“ไป จะไปนักใช่มั้ย ไปหาตำรวจด้วยกันเลย มา”

เท่านั้นแหละ แขกก็แขกเหอะวะ เงียบไปทันที

คนอินเดียไม่ค่อยชอบตำรวจ ไม่ใช่ว่าเกรงกลัว แต่กลัวเสียเงิน (ฮา) ฟังดูเหมือนประเทศไหนก็ไม่รู้เนอะ มันอยู่ที่ว่าใครจะยัดเงินตำรวจได้มากกว่ากัน ใครยัดมากกว่า ฝ่ายนั้นชนะ ระบบเน่าพอกับประเทศแถว ๆ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศหนึ่ง แต่นี่คือเรื่องจริง


ลิงกับเกสต์เฮาส์

เราพักที่เกสต์เฮาส์ Ganga – Fuji เจ้าของเป็นหนุ่มใหญ่ ท่าทางไว้ตัว แต่ถามอะไรก็ให้ข้อมูลดี ไม่หวง เขาชื่อราช แต่คนอื่นมักเรียกเค้าด้วยนามสกุลว่า การ์ปูร์ เพราะเป็นตระกูลมีชื่อ ค่อนข้างไฮโซของพาราณสี การ์ปูร์เคยแต่งงานกับผู้หญิงญี่ปุ่น และย้ายไปอยู่ญี่ปุ่นเกือบสิบปี จนพูดภาษาญี่ปุ่นได้คล่องราวกับเจ้าของภาษา ทำให้เกสต์เฮาส์นี้มีคนญี่ปุ่นมาพักค่อนข้างมาก แต่การ์ปูร์เทคแคร์ทุกคนอย่างดี แถมออกจะไม่ค่อยชอบคนญี่ปุ่นอยู่หน่อย ๆ ด้วยซ้ำ (อ้าว) การ์ปูร์บอกว่า อยู่ไป 9 ปี ปีแรก ๆ ก็มีความสุขดี แต่อยู่ไปนาน ๆ เริ่มไม่ชินวัฒนธรรมต่อหน้าอีกอย่างลับหลังอีกอย่าง ปัจจุบันการ์ปูร์หย่ากับภรรยาแล้ว มีลูกชายวัย 8 ขวบด้วยกันหนึ่งคน เป็นเด็กผิวขาวแบบญี่ปุ่น แต่ตาโตเหมือนแขก เออก็เป็นส่วนผสมที่เข้าท่าดี (แต่ไอ้เจ้าเด็กคนนี้มันเลี้ยงยากมากเลยนะ อาหารอินเดียก็ไม่กิน นอนห้องไม่มีแอร์ก็ไม่ได้ แถมดูพ่อจะภูมิใจซะอีก ไว้จะเล่าให้ฟังทีหลัง)

แถวเกสต์เฮาส์มีลิงเยอะมาก แต่มักจะไม่ลงมาที่พื้น จะอยู่บนหลังคา หรือไม่ก็เกาะกลุ่มกันอยู่ตามต้นไม้ และไม่กลัวคน คนซะอีกที่ต้องกลัวลิง เพราะบางทีชอบมาขโมยของกิน บางทีก็มาขี้ทิ้งไว้ต่างหน้าแล้วก็จากไป ปล่อยให้คนในเกสต์เฮาส์เหยียบขี้ลิงกันสนุกสนานในตอนเช้า เกสต์เฮาส์แทบทุกที่ต้องติดลูกกรงหรือเหล็กดัดกันลิงเข้า ไป ๆ มา ๆ ดูเหมืิอนคนถูกขังอยู่ในกรง แล้วลิงได้อยู่อย่างมีอิสรเสรีภาพซะมากกว่าอีกนะนั่น

มีอยู่ตัวหนึ่ง ฉันเลยให้ถั่วกิน วันถัดมามันพาเพื่อนมาเป็นฝูงเลย มารอที่หน้าต่าง ฉันเลยแบ่งทับทิมให้ไปครึ่งลูก ดูลิงตบตีแย่งทับทิมกัน สนุกดี (อ้าว ซาดิสม์นี่หว่า)

ดูวิดิโอเจ้าลิงตัวนี้ได้ที่นี่
[youtube=http://www.youtube.com/watch?v=dfJrLRjppOs&hl=en]

วัวศักดิ์สิทธิ์

ฉันใช้เวลา 2-3 วันก็เริ่มที่จะปรับตัวได้ แต่ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่า วัวตัวไหน ดูท่าว่าจะขวิดหรือไม่ขวิด! เพราะบางตัวดูใจดี มีเมตตา หน้าเซื่อง ๆ แต่พอเดินเฉียดไปหน่อย ก็เอาเขา (โชคดีที่มันกุด) ขวิด ๆ แบบทีเล่นทีจริง (แต่ตูเสียวนะ) ฉันไม่เคยไว้ใจวัวที่อินเดียได้ซักตัว แม้แต่เพื่อนชาวอินเดียที่เป็นชาวพาราณสีโดยกำเนิด จะพยายามชวนเชื่อเท่าไหร่ว่า “วัวน่ารักออก ดูซิ แววตาอินโนเซนท์” ฉันก็ไม่เชื่อเด็ดขาด เพราะฝังใจ ที่โดนขวิดแบบหวุดหวิดมาแล้วสองครั้งสองครา ในขณะที่เพื่อนชาวอินเดีย เดินผ่านวัวไปแบบตัวปลิว (บางครั้งมีแวะตบหัววัวแบบเอ็นดูอีกต่างหาก)
สงสัยชาติหน้าอาจจะต้องเกิดเป็นฮินดู วัวถึงจะรัก

เค้าว่าวัวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นพาหนะของพระศิวะ (หรืออีกชื่อคือพระอิศวร แต่คนอินเดียจะเรียก Shiva) ยิ่งที่พาราณสี ซึ่งเป็นเมืองของพระศิวะ ด้วยแล้ว คนยิ่งไม่ไปยุ่งกะวัวให้วัวต้องรำคาญใจเลย แถว ๆ วงเวียนกลางสี่แยกแถว ๆ Dasaswamedh (ทาสอัศวเมธ) Ghat (ฆาต หรือเชิงตะกอนนั่นแหละ) หรือ Main Ghat เป็นสี่แยกที่จอแจที่สุดแห่งหนึ่งของพาราณสี เป็นวงเวียนที่ติดกับตลาด ติดร้านอาหาร ติดแผงลอย และเป็นฆาตที่นักท่องเที่ยวมามากที่สุด คิดดูว่ามันจะวุ่นวายขนาดไหน

แต่ถึงจะวุ่นวายจอแจ ทั้งรถราผู้คนเป็นหมื่นเป็นแสนสัญจรผ่านไปมา กลางวงเวียนนี้ จะมีวัวมานอนเป็นประจำ แล้วไม่ได้มาแบบไม่ได้ตั้งใจด้วยนะ คือมันตั้งใจมานอนที่นี่เลย เพราะทุกวันจะเป็นตัวเดิม ๆ คนแถวนั้นจำได้หมด วันไหนไม่มาอาจจะถึงขึ้นคิดถึงกันเลยทีเดียว

แต่ไม่ใช่ว่าวัวทุกตัวจะน่ารักสงบเสงี่ยมเสมอไป วัวจะมีสองประเภทที่ไอ้พวกตัวที่ขาว ๆ เจี๋ยมเจี้ยม นี่เค้าก็เรียกกันตามปรกติว่า Cow และพวกตัวดำ ๆ มีหนอก คนอินเดียเค้าจะเรียกว่า Bull (จริง ๆ มันก็ไม่ใช่กระทิงหรอกนะมันก็คือวัวนี่แหละ แต่เป็นพวกพันธุ์บราห์มัน หรือพวกอินดูบราซิล ตัวใหญ่บะเล่ง) แล้วไอ้พวกตัวดำ ๆ นี่แหละ ดุนัก พยากรณ์อารมณ์ไม่ค่อยจะได้ คนอินเดียเองยังหวาด ๆ เวลาเจอที่ไหนต้องหลบให้มันเดินไปก่อน

แล้วพาราณสีก็เป็นเมืองที่เป็นเหมือนเขาวงกต แต่ละซอยนี่แต่คนเดินสวนกันได้ก็บุญแล้ว แถมบางทีเจอวัวเดินผ่านมา ต้องหลบขึ้นบนร้านข้างทางกันเป็นแถบ ๆ แถมบางตัวก็ชอบนอนขวางหน้าร้านหรือทางเข้าโรงแรม บางตัวชอบแวะร้านขายส่าหรี (ไม่รู้ทำไม เห็นหลายครั้งแล้ว โผล่มาแต่ตูด แต่หัวเข้าไปอยู่ในร้าน)

แต่คนอินเดียรุ่นใหม่ ๆ ไม่ค่อยเคร่งเรื่องวัวนี้เท่าไหร่นัก ฉันเคยถามเพื่อนคนอินเดีย ซึ่งเป็นคนเมืองใหญ่อย่างมุมไบ (บอมเบย์) ว่ากินเนื้อวัวด้วยเหรอ ไม่ใช่ว่ามันศักดิ์สิทธิ์เหรอ เจ้าหล่อนตอบหน้าตาเฉย “ศักดิ์สิทธิ์ก็ดีดิ กินซะเลย ฮ่าๆๆๆๆ”

จะรีบไปตาย??

คนไทยคุ้นกับชื่อพาราณสีมานาน เพราะตั้งแต่เล็กจนโตเราก็ร่ำเรียนกันมาว่า พาราณสีคือเมืองที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนาเป็นครั้งแรก แก่่พระปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน (ปัจจุบันเรียกว่า เมืองสารนาถ ใช้เวลาเดินทางแค่ครึ่งชั่วโมงจากพาราณสี) บางที่ก็ยังเห็นใช้ชื่อ “กาสี” อยู่ ซึ่งเดิมนั้น กาสี เป็นชื่อแคว้น (กาสี แปลว่า แสงสว่าง) ต่อมาเมื่อสมัยอยู่ภายใต้อาณานิคมก็เป็นชื่อ เบนาเรส (Benares) จนในที่สุดก็เปลียนกลับมาเป็นพาราณสี (หรือ วาราณสี Varansi ตามสำเนียงอินเดีย)

ทุกวันนี้คนไทยจำนวนมากยังคงเดินทางมาแสวงบุญที่นี่ ถ้าได้ลงไปที่แม่น้ำคงคา (หรือคนอินเดียเรียก Ganges – แกงกี หรือ Ganga – กังกา, Ganges คือเวอร์ชั่นที่รับมาจากฝรั่ง แต่แบบเดิม ๆ คือ Ganga แต่แบบไหนก็ได้ แล้วแต่คนจะเรียก ) จะเห็นทัวร์กรุ๊ปจากเมืองไทยกันอยู่บ่อย ๆ หลายคณะมักจะมีพระสงฆ์มาด้วย ได้ฟังการนำทัวร์ผสมธรรมมะเพลินดีไปอีกแบบ

สำหรับคนไทยคือที่ที่มาแสวงบุญ สำหรับคนอินเดียคือที่ที่มาล้างบาปและที่ที่เดินทางมาตาย

บางคนรู้ตัวว่าใกล้ตาย ก็จะให้ลุกหลานพามา “รอ” ที่นี่เลย เอาให้แน่ใจว่าตัวเองได้มาตายที่พาราณสี เพื่อจะได้ไปสู่ภพชาติที่ดีกว่าและบาปจะได้รับการชำระเสียแต่ชาตินี้ บางคนไม่ทันได้รอ ตายเสียก่อน อาจจะสั่งเสียลูกหลานไว้ ให้มาเผาหรือลอยน้ำที่นี่

พาราณสีมี “ฆาต” อยู่ริมแม่น้ำจำนวนมากมาย ฆาต หรีอเชิงตะกอนนี้ไม่ได้มีไว้เผาศพเสียทุกฆาต ฆาตส่วนใหญ่จะเป็นลานกว้าง สำหรับทำพิธีทางศาสนาทั่ว ๆ ไป เช่น ทำบุญ อาบน้ำล้างบาปช่วงเช้า แม้กระทั่งมานั่งสมาธิ สวดมนต์ แต่ฆาตที่ไว้เผาศพนั้นจะแยกตัวออกไป จะเรียกฆาตที่ใช้ทำพิธีศพนี้ว่า Burning Ghat หรือฆาตสำหรับพิธีฌาปณกิจ ซึ่งห้ามถ่ายรูปโดยเด็ดขาด

รอบ ๆ Burning Ghat นี้จะมี “สถานที่รอ” เป็นห้องเล็ก ๆ บางทีก็ใช้เป็นที่หลบแดดนั่งพักของญาติ ๆ ที่นำศพมาทำพิธี แต่บางครั้งก็เป็นสถาณที่ที่คนแก่ ๆ มานั่งนอนรอความตายอย่างที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่..

ศพจะถูกแห่มาตามถนน และไม่มีใครสนใจ เพราะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญยิ่งกว่าคนไทยกินข้าว ขบวนศพปะปนอยู่กับขบวนสามล้อ วัว พ่อค้า แม่ค้า ที่หลั่งไหลกันมาตามถนนแคบ ๆ ของพาราณสี

ถ้าตะโกนด่าใครลอย ๆ ว่า”เฮ้ยจะรีบไปตายหรือไงวะ!!?”ที่พาราณสี
อาจจะได้คำตอบว่า “เออ ขอโทษนะ เดี๋ยวไม่ทัน” :-)

การเผาศพก็ต้องใช้ไม้ ขนาดตายแล้วยังมีแบ่งชั้นวรรณะ คนที่มีเงินหน่อยอาจจะเลือกไม้กฤษณาที่หอมเนื้อดี ที่คนจน ๆ หน่อยก็เลือกเอาไม้อะไรก็ได้ ขอให้ถูก ๆ ไว้ก่อน ให้ได้เผาก็พอแล้ว การเผาก็ทำกันกลางแจ้ง ไม่มีโลง มีแต่ศพที่ห่อผ้าหลากสีสัน มีพวงมาลัยและดอกไม้โปรยไว้ แล้วก็เผากันเลย คนที่นี่เผาศพกันทุกวันวันละหลาย ๆ ศพ บางศพแขนขาเด้งขึ้นมา เรียกเสียงกรี๊ดวี๊ดว้ายของคนขวัญอ่อนได้ทุกครั้ง แต่สำหรับคนที่มีหน้าที่เผาศพ แค่เอาไม้เขี่ย ๆ แล้วก็หันไปนั่งจิบชาต่อ ไปนั่งดูบ่อย ๆ ก็ปลง ความตายและชีวิตแตกต่างกันก็แค่ลมหายใจเดียว หายใจเข้าได้หายใจไม่ออกก็ตายแล้ว ตายไปก็เหลือแค่กระดูกกองนึง แค่นี้แหละ

ราช

ฉันไปนั่งดูเขาเผาศพและไปนั่งเล่นแถวแม่น้ำคงคาเป็นประจำ จนคุ้นเคยกับเด็กขายโปสการ์ดแถวนั้น มีคนนึงตัวเล็กนิดเดียวชื่อ พินตู เอาโปสการ์ดมาขายทุกวัน ฉันก็อุดหนุนไปบ้าง หลัง ๆ เริ่มมาถี่ ฉันเลยบอกว่าซื้อหลายใบแล้วไง พินตูเลยมีของเล่นมาใหม่ เป็นผงสีผสมกากเพชร วาดเป็นลวดลายบนมือได้

“นี่ นี่ ผมเรียนเองเลยนะ ลองดูมั้ย”
“แล้วมันจะติดนานไหมล่ะ”
“ก็นานนนน”
“นาน พรุ่งนี้พินตูก็ไม่ได้มาขายอีกน่ะซิ​?”
“พรุ่งนี้ก็เลือกลายใหม่ซิ”
“แล้วจะลดราคาให้หรือเปล่าล่ะ”
“ลดไม่ได้หรอก สีแพง”
“ฮ่าๆๆ”
“นะ นะ ลองหน่อยนะ”
“อ่ะก็ได้” ฉันยื่นมือขวาให้พินตู พินตูเปิดกล่องกระดาษที่มีขวดผงสีอยู่ 5-6 ขวดออกมา แล้วก็เริ่มละเลงสี ดูไม่ค่อยจะเข้าท่า แต่ออกมาแล้วก็สวยดี
“เก่งนี่ เรียนเองเหรอ”
“ใช่แล้ว ผมชอบเรียนอะไรใหม่ ๆ ทุกวัน นี่ ๆ ๆลองอันนี้ด้วยมั้ย มีเฮนน่าด้วยนะ”
“วันนี้ทำอันนี้ไปแล้วไง”
“ก็อีกข้างนึงไง”
“ขายเก่งจริงว่ะตัวแค่นี้” พินตูยิ้มปากกว้างถึงรูหู

“พินตู! อย่าไปกวนพี่เค้ามากนักเลยวะเอ็งนี่” ฉันหันไปตามเสียง เจ้าของเสียงเป็นผู้ชายอินเดีย อายุราว ๆ ซักยี่สิบปลาย ๆ ผมเผ้าเปียกเหมือนเพิ่งขึ้นมาจากน้ำ พินตูพูดกลับไปเป็นภาษาฮินดี แล้วทั้งคู่ก็โต้ตอบกันเป็นภาษาฮินดีอยู่นาน แต่ดูเหมือนจะแหย่กันเล่นมากกว่า เพราะโวยวายกันไปขำกันไป

ฉันให้เงินพินตูไปยี่สิบรูปี
“แต๊งกิ้ว!!” แล้วกฺ็วิ่งแจ้นไปหานักท่องเที่ยวคนอื่นต่อ
“มันน่ารำคาญหน่อยนะ เด็กแถวนี้” ชายแปลกหน้าคนเดิม ขึ้นมานั่งที่บันไดขั้นเดียวกับฉันพลางเช็ดผมไปด้วย ฉันไม่ตอบอะไร
“มาจากประเทศไหนเหรอคุณ?” ฉันก็ยังไม่ตอบอะไร นั่งเขียนไดอารี่ไปเงียบ ๆ ไอ้นี่ท่าจะบ้า มาชวนคุย โจรป่าววะ
“กลัวผมเหรอไง” เขาพูดกลั้วหัวเราะ
“เปล่า แต่แม่ไม่ให้คุยกับคนแปลกหน้า” (มุขโคตรโบราณเลยกรู)
“ผมแปลกหน้าเหรอ ไม่มั้ง คุณต่างหากที่แปลกหน้า ผมเกิดที่นี่ โตที่นี่นะ คุณไม่ได้มาจากที่นี่ซักหน่อย”

คนอะไร กวนทีนนนนนนนนนนน (-*-)

“เอ่า มาจากประเทศอะไรล่ะตกลง”
“ไทย”
“อ๋อ ไทยแลนด์ ว่าแล้วเชียว”
“ทำไม รู้ได้ไง”
“ก็เดาเอา เพราะหน้าก็ไม่ใช่ญี่ปุ่นแน่นอน จีนก็ไม่น่าจะใช่ เกาหลียิ่งไม่น่าใช่ เพราะคุณดำเกินไป”

เออ เออ.. ตูมันดำ..

“มาทำไรแถวนี้ล่ะ” ชักไม่อยากจะคุยกะมันแล้วนะเนี่ย แต่รอถ่ายรูปพระอาทิตย์ตก ต้องนั่งต่อไป
“มาทำนามั้ง ไม่เห็นเหรอ มานั่งเล่น”
“อ่าว ก็นึกว่ามาตาย”
“เอ๊า…”
“อะล้อเล่น นี่ คุณกลัวผมจริง ๆ ใช่ปะเนี่ย เป็นไร ทำไม หน้าผมมันน่ากลัวมากหรอ”
“ที่เมืองไทยเค้าบอกว่าไม่ให้ไว้ใจแขก”
“ฮ่าๆๆๆๆ”
“ทำไมขำอะไร”
“ก็ไม่ต้องไว้ใจซิ คนอินเดียยังไว้ใจคนอินเดียด้วยกันไม่ได้เลยคู้ณ”

ฉันไม่พูดอะไร ก้มหน้าก้มตาเขียนไดอารี่ต่อ
“เขียนไรอะ” (ชะโงกหน้ามาดู)

บ๊ะ ไอ้บ้านี่ นอกจากกวนทีนแล้วยังสอดรู้สอดเห็นอีกด้วย

ฉันหยุดเขียน ยื่นไดอารี่ให้ดู เขาหยิบไปดูซักแป๊บนึง แล้วส่งคืน
“อ่านไม่ออก”
ก็แหงล่ะ ภาษาไทยนี่หว่า จะไปอ่านออกได้ไง เขาลุกขึ้นยืน ปัดตูดกางเกงปั้บ ๆ แล้วก็หันหลังจะเดินกลับไปข้างบนฝั่ง

“ไปละนะ ยินดีที่ได้รู้จัก ผมชื่อ ราช นะ”
“อือ”
“ถ้าเย็น ๆ ยังอยู่อาจจะได้เจอกันอีก ผมทำงานอยู่ที่เกสต์เฮาส์แถวนี้แหละ”

ว่าแล้ว ราชก็เดินจากไป ความสงบสุขก็ได้กลับมาเยือนอีกครั้ง เวลาวางกระดาษ ไม่ว่าจะเป็นสมุดโน้ต หรือ อะไรก็ตามต้องระวัง ไม่ใช่แค่ว่ามันจะปลิวอย่างเดียว แต่ระวังแพะมากิน!

ประชากรแพะที่นี่ มีมากไม่น้อยกว่าประชากรวัว และเดินเล่นได้อย่างอิสระตามใจฉันมาก ๆ และกินทุกอย่างที่ขวางหน้า กระดาษนี่ชอบมากเป็นพิเศษเลย เผลอเป็นไม่ได้

ปูจา – บูชาไฟ

ตอนเย็น ๆ พระอาทิตย์ตก สวยมาก ๆ แต่พอพระอาทิตย์จากไปแล้ว ยุงจะเข้ามาแทนที่ทันที ฉันรีบถ่าย ๆ ๆ รูปแล้วก็แจ้นกลับที่ Main Ghat ซึ่งเค้ามีพิธีปูจา (Puja หรือ ภาษาไทยคือ บูชา) ช่วงค่ำกันอยู่ คนจะมานั่งกันที่แม่น้ำแล้วทำพิธีบูชาไฟ โดยคนทำพิธีเป็นพราหมณ์หลายคน แต่ละคนคงต้องมีกำลังแขนเป็นเยี่ยม เพราะต้องทั้งเหวี่ยง ทั้งถือภาชนะทองเหลืองชิ้นไม่ใช่เล็ก ๆ แถมยังมีไฟลุกอยู่อีก ร้อนก็ร้อน หนักก็หนัก นานก็นาน นับถือในความพยายามจริง ๆ

พิธีนี้ทำกันทุกวัน มีการสวดมนต์ สั่นกระดิ่ง ทำกันหน้าแม่น้ำที่ main ghat นี่แหละ (ghat อื่นก็มีแต่ไม่ใหญ่เท่า) มีเคริื่องขยายเสียงดังไกลไปหลายกิโล ทั้งคนอินเดียทั้งนักท่องเที่ยว และแน่นอน รวมไปถึงวัว แห่มารวมพิธีกันแน่นทุกวัน แต่อย่าลืมเอายากันยุงไปทาด้วยล่ะ

ยังมีต่ออีกสำหรับพาราณสี ไว้แวะมาอ่านอีกนะก๊ะ