Archive for the ‘สะพายเป้เอเชีย’ Category

✈ ไม่เคยคิดจะไป สิงคโปร์

Tuesday, November 13th, 2007

แล้วไปทำไมล่ะคะเจ๊

หลายคนอาจจะฟังแล้วอยากถีบ ทำเป็นกระแดะ ไม่อยากไป เพราะใกล้เกิน
มันไม่ใช่อย่างง้านนนนน ที่ไม่เคยคิดจะไป เพราะคิดว่ามันไม่มีอะไร เป็นเกาะเล็ก ๆ ใครไปก็แค่ไปถ่ายรูปคู่กะอีเมอร์ไลอ้อนหน้าตาอัปลักษณ์ ครึ่งสิงโต ครึ่งปลา (มันบ้ามั้ยล่ะนั่นน่ะ) กินข้าวมันไก่ ช็อปปิ้งออร์ชาร์ด ฯลฯ แล้วคนอย่างฉันจะไปทำอะไรล่ะเนี่ย

ไปดูไง ไปดูให้เห็นว่ามันไม่มีอะไรจริงๆ อย่างที่เราคิด หรือว่า ที่ผ่านมาเราโง่ดักดานมานาน ไหน ๆ ตั๋วก็ถูกแล้ว ไปแร่ดที่สิงคโปร์ พ่วง มาเลเซียกันซักอาทิตย์สองอาทิตย์ก็แล้วกัน

เหตุผลที่(น่า)ไปสิงคโปร์

อย่างที่เรา ๆ รู้ ๆ กันอยู่ ผ่าน ๆ ตากันมาก็มากมายกับทัวร์บริิษัทนู้น บริษัทนี้ ที่แข่งขันกันขายแพคเกจสิงคโปร์กันอย่างเอาเป็นเอาตาย ราคารึก็ล่อตาล่อใจเป็นยิ่งนัก สนนกันแค่หลักพัน บางคนก็ว่าเดี๋ยวนี้เที่ยวเมืองไทยจะแพงกว่าเที่ยวสิงคโปร์ ฮ่องกง ซะด้วยซ้ำ

dscf1907.jpg
• อะไรๆ ก็มีค่าปรับที่สิงคโปร์

อย่าเชื่อคำ “เขาว่า”

บางคนอาจจะสงสัยว่า ดีมั้ย น่าไปมั้ย สิงคโปร์ บอกตรง ๆ ว่าคนเขียนก็ไม่เคยคิดจะไป มันฟังดูไม่มีิอะไร จะให้ไปดูอะไร? ดูอาหมวยอาตี๋อาม่าอากงตากผ้าบนราวไม้ไผ่ ที่ยื่นออกมาจากอพาร์ทเมนต์รูปทรงสี่เหลี่ยม ทรงกล่องรองเท้าเนี่ยนะ? แต่ไม่ไปก็ไม่รู้ เดี๋ยวนี้ตั๋วเครื่องบินก็ขยันแข่งกันทำโปรโมชั่นเหลือเกิน จะใจแข็งไม่ยอมไปลองดูซะเลยก็กระไรอยู่ และโดยส่วนตัวแล้ว เชื่อว่า ยิ่งที่ไหนที่เรามีความรู้สึกลึก ๆ ว่าไม่ชอบประเทศนี้ (หรือไม่ชอบคนประเทศนี้ก็ด้วย) ยิ่งต้องไปพิสูจน์ให้รู้แจ้งเห็นจริงกันไปข้างนึง

เที่ยวให้ได้”อะไร”

ก่อนไปก็ทำการค้นหาข้อมูลเบื้องต้นก่อน ว่าสิงคโปร์มีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร มีอะไรให้น่าค้นหาบ้าง ถ้าคิดจะไปกันแค่เซ็นโตซ่า, ถ่ายรูป กับเมอร์ไลอ้อนอันมีรูปร่างหน้าตาพิลึกพิลั่น, เอานกที่สวนนกจูร่งมาเกาะแขนถ่ายรูปแล้วนั่งเครื่องบินกลับบ้าน จะบอกว่า ซื้อทัวร์ไปเหอะ ไม่เหนื่อยดีด้วย ไม่ต้องคิดมากดี

dscf1907c.jpg
• ศาลเจ้าแบบจีน แต่อยู่ใจกลางย่าน Little India

บางคนแค่ไปเดิน ๆ แค่กระจุกในกลางเมืองในสิงคโปร์ แถว ๆ ไอ้ตึกหนามทุเรียน อาจจะช็อปแถวออร์ชาร์ดซักหน่อยนึงแล้วกลับมาบ่นว่า ไม่เห็นมีอะไรเล้ยยยยสิงคโปร์ อันนี้ก็ช่วยไม่ได้นะ ก็เลือกไปกันแต่ย่านนั้นเองนี่นา ซึ่งจริงๆ สิงคโปร์มีอะไรมากกว่านั้น ขอออกตัวก่อนว่า ไม่ได้ถึงกับ”หลงรัก” สิงคโปร์ แต่ยอมรับว่าก่อนไป กับหลังไป ความคิดที่มีต่อสิงคโปร์ และคนสิงคโปร์ได้เปลี่ยนไปมากพอสมควร

ถึงสิงคโปร์จะมีทรัพยากรจำกัด ยังสามารถจัดการ อนุรักษ์ และให้การสนับสนุนเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้จำนวนมหาศาล ในปี ค.ศ. 1970 มีนักท่องเที่ยวมาเยือนสิงคโปร์ราว 5 แสนกว่าคน/ปี และจำนวนนักท่องเที่ยวก็โตขึ้นเรื่อย ๆ จนมาถึงปี 2006 สิงคโปร์ มีจำนวนนักท่องเที่ยวถึงเกือบ 10 ล้านคนในหนึ่งปี และมีอัตราการเติบโตขึ้นทุกปี แล้วคนเค้าไปดูอะไรกัน?

dscf1907d.jpg
• ย่าน Little India ย่านที่มีสีสันที่สุดแห่งหนึ่งของสิงคโปร์

Why Not

ตั๋วไป – กลับกรุเทพฯ – สิงคโปร์ ค่อนข้างจะถูก (ไม่เกิน 3 พันกว่าบาท) เผลอ ๆ มีโปรฯ ได้ตั๋วราคาพิเศษ ถูกกว่าไปเที่ยวแถวชายทะเลบ้านเรา(บางที่) อีกด้วยซ้ำมั้งน่ะ ถึงค่าครองชีพที่สิงคโปร์จะไม่ถูก แต่กับการไปเที่ยว เดินดูบ้านเมือง ลองชิิมอาหารแปลก ๆ ใหม่ ๆ ดูบ้าง สิงคโปร์ถือว่าไม่แพง สามารถไปเที่ยวช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ได้สบาย ๆ แถมยังเป็นประเทศที่เที่ยวง่าย หลงยาก และมีอะไรให้ดูเพลิน ๆ ใช้ได้ มีความหลากหลายที่น่าสนใจไปเยี่ยมเยือน

ทำความรู้จักกับสิงคโปร์

ความเป็นมา คืนวันที่ผ่านร้อนผ่านหนาวของสิงคโปร์

ชื่ออย่างเป็นทางการของสิงคโปร์ คือ Republic of Singapore หรือ สาธารณรัฐสิงคโปร์ เป็นเกาะเล็ก ๆ ที่อยู่ทางปลาย ๆ ของแหลมมลายู สิงคโปร์เป็นที่รู้จักกันครั้งแรกในสมัยศตวรรษที่ 3 ในนามของเกาะ “พู เลา ชุง” ที่ถูกเรียกโดยชาวจีนซึ่งมีความหมายว่า “เกาะปลายคาบสมุทร”

ศตวรรษที่ 13 เจ้าชายแห่งอาณาจักรศรีวิชัย พบเกาะบนคาบสมุทรแห่งนี้ และได้เรียกชื่อว่า “เทมาเซ็ค” ที่หมายถึง “เมืองแห่งทะเล” และรวมเทมาเส็กเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรศรีวิชัย จนต้นศตวรรษที่ 14 จึงได้ชื่อใหม่คือ “สิงหปุระ” หรือ “เมืองสิงโต” ตามตำนานที่เล่าว่าเจ้าชายแห่งศรีวิชัย มองเห็นสัตว์ตัวหนึ่งแต่เข้าใจผิดว่าเป็นสิงโต จึงเป็นที่มาของชื่อ “สิงคโปร์” ในปัจจุบัน

จากเกาะเล็ก ๆ ที่ไม่ใคร่มีใครให้ความสนใจ สิงคโปร์กลายเป็นจุดแวะพักของนักเดินเรือที่เดินทางค้าขายสินค้าในแถบ ๆ นี้ พวกที่มาแวะพักก็มีตั้งแต่เรือสินค้าจากอินเดีย สำเภาจากเมืองจีน เรือจากอาหรับ ไปจนกระทั่งเรือรบของโปรตุเกส

สิงคโปร์ ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษตั้งแต่ปี ค.ศ. 1819 และตกไปอยู่ภายใต้การยึดครองของกองทัพญี่ปุ่นอยู่ถึงร้อยกว่าปี จนกระทั่งอังกฤษมาทวงคืนไปได้ในปี ค.ศ.1945 จนมาถึงในปี ค.ศ. 1963 สิงคโปร์ถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซีย

บุคคลที่มีความสำคัญมากในการ”ปั้น”สิงคโปร์ขึ้นมา คือชาวอังกฤษที่มีนามว่า “เซอร์สแตมฟอร์ด แรฟเฟิล”

dscf1907g.jpg
อนุสาวรีย์เซอร์สแตมฟอร์ด แรฟเฟิล (ที่จริงๆคนสิงคโปร์ก็ไม่ได้ปลื้มเท่าไหร่หรอก)

เซอร์สแตมฟอร์ด แรฟเฟิล ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้เนื่องจากตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญ จึงได้ผลักดันสิงคโปร์ให้เป็นศูนย์กลางการค้าขาย สถานีสินค้า ออกนโยบายการค้าเสรีเพื่อดึงดูดการลงทุนและการค้าขายจากทั่วทุกส่วนของเอเชีย และ ซีกโลกตะวันตก อีกทั้งยังมีวางผังเมืองของสิงคโปร์อย่างเป็นระบบระเบียบและชาญฉลาด

เนื่องจากความหลากหลายของเชื้อชาติ ทำให้สิงคโปร์พบกับปัญหาลัทธิชาตินิยม ทำให้สิงคโปร์มีรัฐบาลปกครองตนเอง จนมาถึงปี ค.ศ. 1964 มีเหตุการณ์กระทบกระทั่งกันระหว่างชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีน และ ชาวสิงคโปร์เชื้อสายมาเลย์ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 20 ราย และยังมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 1965 สิงคโปร์ และ มาเลเซีย เซ็นสํญญาลงนามเพื่อแยกประเทศ สิงคโปร์ก็กลายเป็นสาธารณรัฐอิสระ และในปีเดียวกันนี้สิงคโปร์ก็ได้เข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 117 ขององการสหประชาชาติ

เกาะเล็ก ๆ และคนสิงคโปร์

ประชากร 70% ของสิงคโปร์ มีเชื้อสายจีน 30% มีเชื้อสายมาเลย์ และที่เหลือก็ปน ๆ กันไปทั้งแขกอินเดีย ลูกผสมจีนมาเลย์อย่าง เพรานากัน หรือแม้กระทั่ง ยูโรเชียน หรือลูกผสมยุโรป เอเชียน ภาษาก็หลากหลาย ตั้งแต่จีนแมนดาริน มลายู ทมิฬ และภาษาอังกฤษแบบ “สิงลิช” ที่ถ้าไม่ใช่คนสิงคโปร์ด้วยกันจะต้องออกอาการเอ๋อ เพราะฟังไม่รู้เรื่องเลยให้ตายเหอะ

เมื่อก่อนนี้คนไทยพูดถึงสิงคโปร์ ก็คิดถึงเรื่องช็อปปิ้ง เกาะเซ็นโตซ่า ไปกันขำ ๆ เสาร์อาทิตย์ ช็อปปิ้ง กินปูแล้วกลับ (ซึ่งก็ไม่ผิดอะไร ถ้าคุณไปสิงคโปร์จนปรุแล้ว แบบชนิดที่ว่าไม่เหลืออะไรให้ทำแล้วจริง ๆ แล้วบังเอิญชอบอยู่แค่สองอย่างนี้เท่านั้น) ทัศนคติของคนไทยที่มีต่อสิงคโปร์ไม่มีอะไรโดดเด่น เรียกได้ว่าความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฎ แต่หลังจากที่อดีตผู้นำคนหนึ่งของบ้านเมืองเรา ได้ไปสร้างวีรกรรมไว้พอสมควรโดยมีสิงคโปร์เป็นบั๊ดดี้ อยู่ดีไม่ว่าดี ซื้ออะไรไม่ดูตาม้าตาเรือ พาลให้คนไทยเกลียดสิงคโปร์ไปซะฉิบ ไม่เกลียดแค่กองทุนด้วย พาลเกลียดมันซะทั้งเกาะ ลามไปจนถึงฟุตบอลเอเชี่ยนเกมส์ นัด ไทย เตะ กับสิงคโปร์ คนไทยแห่กันไปเชียร์กันแน่นสนาม เป็นภาพที่หาดูไม่ได้ง่าย ๆ ในยุคที่ฟุตบอลไทยไม่ค่อยเหลืออะไรให้น่าลุ้นเท่าไหร่

dscf1907e.jpg
• นักท่องเที่ยวกำลังสอบถามราคาอาหารทะเลกับพ่อค้าสิงคโปร์ แถว ๆ เอสพลาเนด

คนสิงคโปร์โดยเฉพาะเชื้อสายจีน ตามประสบการณ์ที่ได้พบกับตัว บางคนนะ บางคน ไม่ใช่ว่าจะมีระบบระเบียบมากนัก บ้างก็มีบุคลิคแบบเป็น(จีน)สากล มักไม่เชื่อในการต่อคิวเข้าแถว และหากจะทะเลาะกันซะอย่าง อยู่บนรถไฟฟ้าคนแน่นทั้งคัน ก็จะตะโกนทะเลาะกัน ด่ากันแบบไม่ต้องอายกันเลย

ใครว่าคนสิงคโปร์มีระเบียบ ลองไปขึ้น MRT ช่วงชัวโมงเร่งด่วย อย่างตอนที่คนกำลังออกจากบ้านไปทำงาน แล้วจะรู้ว่านรกมีจริง ยิ่งรถเมล์ด้วยแล้ว ถ้าป้ายไหนไม่มีราวเหล็กมากั้นให้คนต่อคิวกันให้เป็นระเบียบแล้วละก็ ก็ฝันไปเหอะว่าจะต่อคิวกัน ไม่มีหรอกคับท่านผู้ชม!! ถ้ามันดึงผม ชกหน้าเราได้คงทำไปแล้ว ขอให้ได้ขึ้นรถก่อนเป็นพอ ยิ่ง MRT ด้วยแล้ว ไม่มีหรอก ที่จะรอให้คนในรถออกมาก่อน ประตูเปิดปั๊บ ก็แห่กันเข้าไป แซงคิวได้ก็แซง ไอ้เรายืนต่อคิวอยู่เลยรู้สึกโง่ ๆ ขึ้นมากระทันหัน

เด็กวัยรุ่นสิงคโปร์บางกลุ่ม ที่มั่น ๆ หน่อย แต่งตัวกันได้แบบ “ช่างกล้า” รู้แล้วว่ามั่น แต่บางคนนี่เห็นคุณเธอจับมิกซ์แอนด์แมชท์ออกมาแล้วอยากฆ่าตัวตายมาก บางคนกระโปรงเขียว ถุงเท้าชมพูยาวถึงเข่า ผูกแกละสองข้าง (น่ารักจัง) บางคนเสื้อลูกไม้ฟูฟ่องตัดกับกระโปรงยีนส์สั้นจุ๊ด แต่ละคนขึ้น MRT มาได้ก็ตั้งหน้าตั้งตาเล่น Play Station กันอย่างเอาเป็นเอาตาย บางคนก็เหมือนไม่ได้ยิ้มมาซัก 5 ปี บางคนที่มากะแฟนก็ก่ายกันเป็นต้นตีนตุ๊กแกกับกำแพงก็มิปาน เห็นแล้วน่าอนาถจิตยิ่งนัก จะว่าเมืองไทยเดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้แพ้สิงคโปร์เท่าไหร่หรอก พูดมากเดี๋ยวจะเข้าตัวซะงั้น แต่อย่างน้อยวัยรุ่นบ้านเราดูเหมือนจะมีเซนส์ด้านแฟชั่นมากกว่าวัยรุ่นสิงคโปร์อยู่มากๆ ๆ ๆ ๆ!

สะอาดและเป็นระเบียบจริงเหรอ?

คงเคยได้ยินกันมาบ้างว่าสิงคโปร์นั่นสะอาดเหลือหลาย เห็นแล้วแทบจะอยากลงไปนอนกลิ้งเกลือกหรือปูเสื่อกันส้มตำกันกลางสี่แยกให้มันรู้แล้วรู้รอด ซึ่งมันก็จริง สิงคโปร์สะอาดจริง ๆ ทุกอย่างมีระเบียบเรียบร้อยทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะรัฐบาลเข้มงวดเหลือเกิน ทำอะไรผิดก็ปรับ ๆ ๆ ๆ ข้ามถนนนอกทางข้่าม ปรับ!! ทิ้งขยะลงบนถนน ปรับ!! สูบบุหรี่ในที่ห้ามสูบ ปรับ!! กินน้ำ กินขนมบน MRT ปรับ!! ให้อาหารนกในที่สาธารณะ… ปรับ!! ปรับ!! ปรับ!! นี่ถ้ารัฐบาลไทยปรับ 1 บาททุกครั้งที่มีคนทิ้งขยะลงบนถนนที่เมืองไทยนี่ ป่านนี้ประเทศเราคงมีเงินคงคลังสำรองเพียบเลย :-P

dscf1907b.jpg
• เนื่องจากปรับทุกอย่างที่ขวางหน้า คนสิงคโปร์เลยทำเสื้อยืดออกมาขายประชดซะเลย

แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนสิงคโปร์จะมีสำนึกได้เองนะ เรื่องทิ้งขยะเนี่ย แต่เป็นเพราะกลัวถูกปรับ (ก็แน่ล่ะซิ) มีอยู่วันนึง ฉันกำลังรอข้ามถนนอยู่ ถนนก็โล้ง โล่ง อยากจะข้ามใจจะขาด แต่กลัวโดนจับปรับอะดิ ก็เลยต้องรอ รอ ๆ อยู่ คนสิงคโปร์นำร่องไปก่อนเลย วิ่งข้าม วิ่งข้าม กันเป็นว่าเล่น พอสัญญาณคนสีเขียวสว่างขึ้นฉันจึงค่อยๆ ข้ามไป มีอาแปะเดินตามมาติด ๆ แปะเดินไปด้วย ขูดบัตรเติมเงินโทรศัพท์ไปด้วย พอขูดเสร็จ เติมเสร็จ อาแปะก็ร่อนบัตรเติมเงินลงถนนอย่างสวยงามซัมเมอร์ซอลท์ ทำเอาฉันงง ๆ คือเรื่องแบบนี้สรุปแล้วมันอยู่ที่จิตสำนึกส่วนบุคคลมากกว่า จะไปคิดว่าคนไทยจิตสำนึกน้อยกว่าคนสืงคโปร์ก็ไม่ใช่

ใครบางคนพูดเปรย ๆ ว่าบางทีชีวิตคนสิงคโปร์ มันก็เหมือนปลาทองในตู้ มองดูมาจากข้างนอกมันก็สวยเพลินตาดี ตู้ก็สะอ๊าด สะอาด ตกแต่งสวยงาม แต่ถ้ามาอยู่ในตู้เอง มันก็ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่หรอก แต่อยู่ไปมันก็ชินไปเอง ที่บ้านเมืองเค้าสะอาด ก็เพราะรัฐบาลเข้มงวดมาก หาใช่เกิดมาแล้วเป็นเองไม่ ถ้าหากเมืองไทยจะเลิกเอาแต่บ่นแล้วหาถังขยะมาวางเพิ่มให้เพียงพอแก่ความต้องการของประชาชนแล้ว ถามจริงเหอะ.. มีใครอยากจะหน้าด้านทิ้งขยะลงพื้นหรือแอบวางไว้ตามเสาไฟฟ้าบ้าง?

✈ ร่องรอยที่เลือนลาง-ออร์ชาร์

Tuesday, November 13th, 2007

วันนี้เอา คลิป จากอินเดียมาฝาก
ถ่ายระหว่างรออาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง มีเมือง ออร์ชาร์ (Orchha) ในรัฐมัธยประเทศ ของ อินเดีย
[youtube=http://www.youtube.com/watch?v=BS0M8HQLgaQ&rel=1]
เมือง ออร์ชาร์ เป็นเมืองเล็ก ๆ ไม่มีอะไรหวือหวา กว่าจะไปถึงก็ต้องนั่งรถไปลงที่สามแยกปากหวาน ที่ไม่มีชื่อแน่ชัด เพียงแต่บอกคนขับรถว่า จะไปออร์ชาร์ พอถึงสามแยกนี้ อาบังก็จะเสือกไสไล่ส่งเราลงมาจากรถเอง จากนั้นเราก็ต้องต่อรองให้รถตุ๊ก ๆ (คนอินเดียเรียก ออโต้ ริกชอว์) ไปส่งในเมืองออร์ชาร์อีกที จริงๆก็ไม่ไกลมาก แต่ถ้าเดินก็เป็นชั่วโมงอยู่
ภูมิประเทศของมัธยประเทศ ก็เหมือนกับอินเดียทางตอนกลางทั่ว ๆ ไป คือแบน ๆ ไม่มีอะไรดึงดูดนักท่องเที่ยวมากนัก ไม่เหมือนกับทางเบงกอลที่ขึ้นไปเหนือ ๆ หน่อยก็มีหิมาลัย หรือ ราชาสถานที่มีทะเลทรายเวิ้งว้าง มีอูฐให้ขี่ พูดถึงราชาสถานทีไร ฉันนึกถึงนายทหารอินเดียนายหนึ่งที่เจอกันบนรถไฟ เพราะนั่งติดกัน เมื่อฉันบอกเขาว่า กำลังไปจัยซัลแมร์ เขาก็ส่ายหัวยึกยักไปมา “อีนี่ไม่รู้นักท่องเที่ยวจะไปดูอะไรกัน มีแต่ทราย! เห็นจนเบื่อจะตายยยยยอยู่แล้ว” เขาประจำการอยู่ที่ฐานทดลองอาวุธนิวเคลียร์ แห่งหนึ่ง ที่ไหนซักแห่ง ในราชาสถาน ไว้เล่าถึงตอน จัยซัลแมร์ เมื่อไหร่จะมาเล่าให้ฟังเต็มๆ
กลับมาออร์ชาร์กันต่อ เมืองนี้นี่นะ สิ่งที่เห็นได้แต่ไกลเลย คือ Fort หรือป้อมขนาดใหญ่ ที่เมืองใหญ่ๆ ของอินเดียสมัยก่อนนั้นต้องมีกันแทบทุกเมือง นอกจากจะเป็นที่พำนักของมหาราชาแล้ว ยังเป็นปราการด่านสุดท้ายของเมือง ถ้าตี fort แตกได้ ก็ยึดเมืองได้ ทำให้มีการออกแบบป้อมให้ออกมาแข็งแรงแน่นหนา และมักจะตั้งอยู่บนที่สูง ออร์ชาร์ก็มีป้อมขนาดใหญ่โตมิใช่น้อย แต่ก็ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา กระเบื้องสีบางแห่งยังคงสีสันสดใส ถึงแม้จะแตกกร่อนไปบ้าง แต่ก็ยังคงรักษาสีสวยไว้ได้อย่างดีเยี่ยม แม้ว่าเวลาจะผ่านไปเป็นร้อยปีแล้วก็ตาม
วันนี้เอาคลิปสั้น ๆ ไปดูกันก่อน แล้วอิฉันจะมาพาไปเที่ยวต่อ

ทำใจนะ โดดไปโดดมา เดี๋ยวไปอินเดีย เดี๋ยวไปยุโรป เขียนเองยัง งง เองเล้ย
ต้องเอาเพลงแขกมากลบ เนื่องจากระหว่างถ่ายคลิปอยู่นี้ มีบุคคลไม่ประสงค์ออกนาม สั่งขี้มูกปื้ดป้าด ดังยิ่งกว่าภูเขาไฟระเบิด ก็เลยต้องเอาดนตรีมากลบ ฉะนี้แล
ถ้ามีเวลาจะ remix มาให้ดูกันอีก ก็แล้วแต่บุญแต่กรรมนะ

เอวัง

✈ ไทยจีนแขกฝรั่ง

Wednesday, October 10th, 2007

2415.jpg

จั่วหัวได้น่าหวาดเสียวมาก ยังกับโรงหนังแถวสะพานควาย

กลับมาเมืองไทยตั้งแต่วันที่ 18 เดือนที่แล้ว (กันยาฯ) กลับมาถึงก็จัดงานเที่ยวซะมโหฬารเลย เริ่มด้วยการไปปล่อยแก่ที่สวนสยาม (ก็อยากเล่น vortex อ้ะ) ไหน ๆ ก็จะไปแล้ว ก็เลยชวนพวกเพื่อน ๆ ไปด้วย นับได้รวมแล้วก็ 10 กว่าคน

บางคนไปพร้อมกัน บางคนตามมาทีหลัง บางคนไปไม่ถึง ด้วยสาเหตุที่ฮาไม่ออกคือ ข้าพเจ้าส่งเพื่อนสามคน (เบลเยี่ยมสอง อเมริกันหนึ่ง) ขึ้นแท็กซี่จากถนนข้าวสาร บอกโชเฟอร์เรียบร้อยว่าให้พาไปสวนสยาม ส่วนข้าพเจ้านั้นหรือก็แชร์แท็กซี่อีกคันไปกับเพื่อนอีกสามคน (อินเดียสอง สิงคโปร์หนึ่ง) ที่เหลือก็ไปกับรถส่วนตัวอีกสองคัน (คนไทยสาม โบลิเวียหนึ่ง ฟินแลนด์หนึ่ง)

ไอ้เราก็ไปหลังสุดเลย เจ้าคันแรกไปถึงแล้ว เจ้าดุ๊กกี้ (จากเบลเยี่ยม) โทรมาตามยิก ๆ ว่าอยู่ไหนแล้ว
“เออ กำลังไปเว้ย อยู่ไหนแล้วล่ะ”
“เนี่ยก็ถึงแล้วเนี่ย”
“โอเค ๆ กำลังจะถึงแล้ว เจอกันหน้า Ticket office ละกันนะ” ขณะนั้นเป็นเวลาเกือบเที่ยงวัน กำลังอยู่บนเลียบด่วนรามอินทรา

สิบห้านาทีต่อมา โทรไปหาดุ๊กกี้ว่าไหนว่าบอกว่าอยู่หน้า Ticket officeไง ไม่เห็นเจอใครเลย
“อะไร มั่วป่าว เนี่ยมาถึงนานแล้ว”
“แกเห็นที่ขายตั๋วเปล่าล่ะ เนี่ยยืนกันอยู่ตรงเนี้ย” หันไปดูอีกที เพื่อนแขกบอมเบย์สองคนไปยืนผลัดกันถ่ายรูปหน้าปราสาทสีรุ้งกันอย่างน่ารักน่าถึบ ขัดกับใบหน้าเป็นอย่างมาก
“ดุ๊ก เอ็งไปเอาใครก็ได้แถว ๆ นั้นน่ะ คนไทยนะ ไปเอามาคุยโทรศัพท์กะชั้นหน่อยซิ”
“เออได้ ๆ รอเดี๋ยว” แล้วดุ๊กก็ไปหาเหยื่อแถวนั้นมา
“ฮะโหล” เป็นเสียงผู้หญิงพูด
“สวัสดีค่ะ ขอโทษที่ต้องรบกวนนะคะ ไม่ทราบว่า นั่นเค้าอยู่ที่ไหนกันน่ะคะ?”
“อ๋ออออออ อยู่สยามพารากอน ค่าาาาา”

เวร

เวร

เวร

เวร

บอกให้มันไปสวนสยาม ดันไปสยามพารากอน!!! แล้วสามคนนี่ก็ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย บอกมันว่า water park มันก็คงนึกว่าเป็นสวนน้ำในห้างละมั้ง! สรุปแล้วแม้ว่าเจ้าดุ๊กจะอยากมาสวนสยามใจจะขาด แต่อีกสองทหารเสือไม่ยอมมาด้วย เพราะมันขี้เกียจกันหมดแล้วเลยบอกว่าจะไปดูหนัง ไปนวดแผนไทยแทน (เจอดุ๊กวันถัดมา ดุ๊กบอกว่า กรูน่ะอยากไปจะตาย แต่ไอ้อีกสองคนมันไม่ยอม น่าสงสารจริงๆ)

สวนสยามเป็นอันว่าผ่านไปด้วยดี ปนทุลักทุเลเล็กน้อย ใครไม่มีรถนี่ไม่สามารถไปเที่ยวสวนสยามอย่างมีความสุขได้เลยนะ ต้องมาคอยกังวล ออกมาแท็กซี่ก็ไม่ค่อยจะจอดอีก เวรจริงๆ จบจากสวนสยาม เป็นอันว่าสลบเหมือดกันไปหลายราย บางรายเข้าขั้นตาลอย ต้องยกเลิกโปรแกรมหมูกะทะช่วงเย็นไปซะงั้นน่ะ

หมูกะทะคนเยอะมาก ไม่คิดว่าจะเยอะขนาดนี้ (รู้งี้ตูไม่จัดดีกว่า) คนเยอะเกินไปก็ไม่ดี แถมไอ้วงดนตรีที่ร้านนี้ (ริมน้ำ เชิงสะพานปิ่นเกล้า) เป็นวงที่ห่วยสุดจะห่วย เกิดมาไม่เคยเจอวงไหน เล่นและร้องเพลงได้ทำลายประสาทหูแบบนี้มาก่อนเลย ไอ้เราก็โคตรจะหิวเลย แต่ก็ไม่ค่อยได้กินเท่าไหร่ เพราะว่าดันเป็น organizer ต้องคอยนั่งเทคแคร์คุยกันชาวบ้านชาวช่อง เข้าใจหัวอกคนที่เค้าแต่งงาน เลยว่าวันงานน่ะ แขกอิ่ม แต่เจ้าภาพอ่ะ กิ่วครับกิ่ว …

ตอนกลางคืนบางคนอยากไปปาร์ตี้กันต่อ ก็เลยพาไป RCA ก็ฮากันดี เรียกว่าไม่มีคนไหนไม่เมา (ยกเว้น มุสลิมสองคน คือน้องอิมส์ จากอินเดีย และน้องอีลินจากสิงคโปร์ ที่ไม่แตะแอลกอฮอล์ แถมคนนึงยังถือศึลอดอีกตะหาก ดีนะ ที่ตอนนั้นมันมืดแล้ว ไม่งั้นลมอาจจะใส่ได้)

งานนี้ปิดท้ายได้มันส์มาก เพราะกระเป๋าถูกขโมยไปทั้งใบ เรื่องของเรื่องคือเราฝากกระเป๋าไว้ ที่ตะแกรงใต้โต๊ะที่เพื่อนเรานั่งอยู่ แล้วเราก็เดินไปเข้าห้องน้ำ กลับมาไอ้เพื่อนน่ะ เมาปลิ้นไปเต้นกะแด่ว ๆ อยู่ที่หน้าบาร์ พอร้านปิด ไฟเปิด โอ๊ กระเป๋าข้าพเจ้า อันตรธานหายไปแล้วเรียบร้อยโรงเรียนจีน สอบถามพวก bouncer ที่ร้าน (บอกเลยก็ได้ ร้าน Jazz It)ว่าเห็นใครน่าสงสัยบ้างไหม หรือเห็นกระเป๋าบ้างไหม ก็บอกไม่เห็น แล้วก็มายืนบ่นว่า เราไม่ควรทิ้งของไว้ ซึ่งก็โอเคอ่ะ มันก็จริง คนมันเยอะ เค้าคงมานั่งดูให้ทุกคนไม่ได้ ใครเป็นใครก็ไม่รู้
แต่ที่กวนตีนคือเราเดินออกมาจากร้านแล้ว เพื่อออกมานั่งโทรแคนเซิลพวกบัตรเครดิต บัตร ATM ทั้งหลายแหล่ ไอ้ bouncer สองคนนั้นยังอุตส่าห์ ตามออกมายืนด่าซ้ำเติม ว่าไม่ใช่ความผิดของมันซะหน่อยนะขอบอก ทิ้งกระเป๋าไว้เองทำไม ของมันก็หายน่ะซิ ทำไมไม่รู้จักดูแล ฯลฯ ไอ้เราก็งงซิคับ ของกรูหายแล้ว เอาเรื่องก็ไม่ได้เอา เรียกร้องอะไรก็ไม่ได้เรียกร้อง ยั๊งงงงอุตส่าห์ตามออกมาเทศน์ถึงนอกร้าน (ไกลด้วยนะนั่นน่ะ) เราเลยด่ามันไปว่า เอ็งไปให้พ้น ๆ หน้าเลยนะ ไม่ช่วยแล้วยัง…

แถมฟักไปอีกหนึ่งลูก เพื่อนมาบอกทีหลังว่า ไอ้หนึ่งใน bouncer นั่น มันบอกจะฟ้องหมิ่นประมาทเรา เพราะเราไปด่ามันว่า f**k you “คิดว่าผมฟังไม่ออกเหรอ จะฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท” เออ ก็ฮาดีนะ อยากให้มันฟ้องเหมือนกันแหละ ดูซิว่าใครจะรับฟ้องมันเนี่ย ศาลโลกเลยมั้ย? แหม คนเรา คิดได้เท่านี้ ใครไปร้านนี้อ่ะ ระวังเลยนะ ข้าวของ วางไว้ไม่ได้เลย แม้แต่ครึ่งวินาที คิดว่ามันคงทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว เพราะหลังตึสองไปคนก็เมา ๆ กันหมดแล้ว พวกนี้คงจ้องเลยแหละว่าใครวางของอะไรไว้อ่ะนะ เงินมีอยู่สามพันกว่าบาท (ไม่เป็นไร เงินทองหาใหม่ได้) แต่ไอ้บัตรต่าง ๆ นานานี่ซิ โอ่ คิดแล้วปวดกบาลว่ะ เซ็งจริง ๆ