+ประสบการณ์ การขอ Cohabitation หรือ Samenwonen visa ค่ะ

โพสต์นี้ย้ายไปที่นี่ค่ะ
http://www.beebah.net/visabelgium/2009/04/cohabitation-samenwonen-visa-belgium-for-thai/

ขออนุญาตงดโพสต์ความเห็นที่เกี่ยวกับการขอวีซ่าบน blog นะคะ
รบกวนไปย้ายโพสต์ที่นี่แทนค่ะ http://www.beebah.net/visabelgium

+ Bad day

* post นี้ contain คำหยาบ ไม่เหมาะกับเด็กความสูงไม่เกินสะดือ

เมื่อคืนอยู่ปิด job กันถึงสามสี่ทุ่ม

ความซวยเริ่มมาเยือน เมื่อเจ้านายเริ่มสติหลุด คือคริสเตียนทำหลายอย่าง เจอคนนั้นคนนี้ บางทีคริสเตียนก็ลืมว่าให้ใครดูอะไรไปมั่ง บอกอะไรใครไปมั่ง อย่างเมื่อวานนี้ ฉันใช้ font หน้าตาประหลาด (แต่มันสวยอ่ะ) คริสเตียนก็ว่ามันสวยดี
“แต่มันไม่ตรงกับ font ใน guideline นี่” งงดิกรู guideline ไรวะ ไม่เคยเห็น คริสเตียนก็ยืนยันว่าเคยเอาให้ฉันดูแล้ว ฉันก็ยืนยันนั่งยันนอนยันเหมือนกันว่าไม่เคยเห็นเล้ยยย ไอ้ guideline ที่ว่า คริสเตียนบอกว่า “อยากจะบ้าตาย”

bad_day

ก่อนหน้านี้คริสเตียนก็เม้ง เซ็บ (เซบาสเตียน) ไปรอบนึงแล้ว หาว่าเจ้าเซ็บไปดึงสเก็ตช์งานบนฝาผนังออก (คือบนผนังจะเต็มไปด้วยสเก็ตช์งานที่กำลังทำกันอยู่ และยังไม่เสร็จ โปรเจ็คท์ยังไม่ปิด ต้องแปะไว้ดูพัฒนาการ) ไอ้เซ็บก็บอกว่า ไม่ได้ดึ๊งงงงงงง ไม่มี๊ (ซึ่งมันก็ไม่ได้โกหกนะ เพราะฉันก็ไม่เคยเห็นงานตัวที่ว่านั่นบนผนัง) คริสเตียนโมโห

แล้วความซวยก็มาเป็นระลอก ฉันสเก็ตช์งานไป 3 ชิ้น แต่มันเป็นแค่ sketch ไง ไม่ได้ตัวจริง ไฟล์มันก็พิการ ๆ ไปมั่ง แหม เอาไรมาก ทำเองดูเองอ่ะ แต่คริสเตียนจะเอาไปให้ลุกค้าดู (ก็น่าจะบอกแต่แรก เฮ่ออออ) ก็เลยต้องมานั่งเตรียมไฟล์กันใหม่อีก ฉันเอาไปหนึ่งชิ้น เซ็บเอาไปหนึ่งชิ้น โซฟีเอาไปหนึ่งชิ้น ส่วนอเล็กซ์หนีกลับบ้าน ตัดช่องน้อยแต่พอตัวไปก่อนแล้ว

เมื่อยามปิด job ดึก จะมีการสั่งพิซซ่่าฮัทเกิดขึ้น

ฉันเลยกินพิซซ่าไก่บาร์บีคิวกะเค้าด้วย ขอบ่นหน่อยนะ พิซซ่าฮัทที่เบลเยี่ยม รสชาติโคตรแย่ คือไม่ได้แค่ไม่อร่อยนะ โคตรๆๆๆๆๆ แย่เลยอ่ะ โคตรหวาน เลี่ยน สุดยอดแห่งความ… เฮ้อ…

เซ็บทำเสร็จแล้วหนีกลับไปตอนสามทุ่ม ฉันเสร็จสี่ทุ่ม ดีนะ ที่คุณชายไปรับที่ทำงาน ไม่งั้นคงสลบ บนรถเมล์แน่ๆ โคตรจะเหนื่อยเลย ส่วนโซฟียังมีงานเอกสารต้องทำให้เสร็จอีก ไม่รู้ได้กลับบ้านกี่โมง แต่โซฟี ไม่ทำงานวันพุธ ก็เลยอยู่ดึกได้

เช้าวันนี้

คริสเตียนมาแต่เช้า เพราะมี meeting กับลูกค้าเจ้านี้แหละ เจ้าที่เรานั่งเผางานกันเมื่อคืนนี้แหละ จริงๆ คริสเตียนต้องออกไปตั้งแต่ 10 โมงแล้ว แต่ฉันกะแล้วว่าต้องสาย ก็งานที่จะเอาไป present ยังไม่ได้ปรินท์ด้วยซ้ำ เท่านั้นยังไม่พอ ยังต้องเมาท์บอร์ดอีก ฉันกับเซ็บก็เลยแทคทีมกันทำคนละครึ่ง ไอ้ printer ก็ใช้โคตรยาก บางทีปรินท์ออกมาครึ่งเดียว หรือตั้งค่าผิดไป 3 มิลลิเมตร เบี้ยว โดนด่าก่อนได้เอาไปให้ลูกค้าดูอีก โห ชีวิต..

เซ็บสติแตกไปคนแรก เพราะปรินเตอร์ไม่ได้อย่างใจ เดินด่าเป็นภาษาฝรั่งเศสไปรอบออฟฟิศ (ธรรมดาเซ็บจะไม่ค่อยพูดฝรั่งเศสถ้าไม่ได้คุยกับอเล็กซ์ หรือ ซาวิเย่ร์ เพราะฉะนั้น อันนี้ ลางไม่ดีอันดับหนึ่ง)

นั่งปรินท์ ปะ ปรินท์ ปะ กันอยู่ครึ่งชั่วโมง มีงานให้คริสเตียนเอาไปให้ลุกค้าดูจนครบละกัน

คริสเตียนออกไปได้ซัก 15 นาที ฉันมานั่งรวมไฟล์ที่ปรินท์ไปแล้ว เผื่อจะเอามาย่อแล้วปรินท์รวมกัน เอาไว้ดูกันเองในออฟฟิศ นั่ง ๆ ดูไป ๆ ก็ปรกติ แต่ความซวยครั้งใหญ่ได้มาถึงแล้ว

อิ๊บอ๋ายยยยยยย!!!!!กูปรินท์ผิดไฟล์!!!!!

แล้วคริสเตียนก็เอางานไปพรีเซนต์แล้วด้วย ซวยแล้วกู๊!!!!

นั่งแก้ไฟล์, export โทรไปหาคริสเตียน เว้รรรร!! คริสเตียนปิดมือถือ!!! โอ้ยอยากตายว่ะเฮ้ย!!!

หันไปปรึกษาเซ็บ เฮ้ย เซ็บทำไงดีวะ ไฟล์ที่ปรินท์ไปมันผิดอันอ่ะ ไฟล์ที่แกให้ฉันปรินท์มันไม่ update แกๆๆๆ ทำไงดีอ่ะ เซ็บทำหน้าเหวอ ๆ แล้วก็บอกว่า
“มันไม่ใช่ปัญหาของกรูแล้วล่ะ” โห ซึ้งว่ะ

ช่วยไม่ได้อ่ะ โทรไม่ติด อีเมล์ไปละกัน (T_T)

โห วันนี้ “เฟลล์” มาก ๆ เครียด ทำงานผิดพลาดใหญ่หลวง งานเอาไปพรีเซนต์ลูกค้า เสือกปรินท์ไม่ดู

จริง ๆ แล้วต้อง save as งานพวกนี้ตั้งแต่เมื่อคืน แต่โซฟีบอกว่าไม่ต้อง ให้พิมพ์ตอนเช้าเลยละกัน แต่ไอ้เจ้าเซ็บบอกว่าจะ download มาจาก server (ซึ่งมันเป็นไฟล์เก่าไง) ไอ้เราก็เสือกไม่ดูอีกที ไว้ใจมันเกินไป

ถ้าเป็นเมื่อก่อน คงคิดจะฟ้องแล้วล่ะ ว่าโซฟีบอกว่าไม่ต้อง save หรือบอกว่าไอ้เซ็บบอกว่าให้ download จากอันนี้ๆๆๆ

แต่ตอนนี้ไม่อ่ะ เราก็ผิดเอง ไม่เช็คอีกที สะเพร่า จะไปโทษใคร รับเองคนเดียวเลยดีกว่า ไม่ใช่เด็ก ๆแล้วอ่ะ จะไปโทษชาวบ้านเค้า..โห.. คิดไปต่างๆ นานา คริสเตียนกลับมาเมื่อไหร่กูโดนเละแน่งานนี้ คริสเตียนยิ่งอารมณ์ไม่ดีมาตั้งแต่เมื่อวาน (เรื่องหาไฟล์ไม่เจอ, guideline หาย, ใครมาดึงงานฉันออกจากกำแพง ฯลฯ)

แต่ว่าดีก็ดีใจหายเลยนะ วันก่อนขับปอร์เช่พาฉันกับเซ็บไปซื้อแซนด์วิชอ่ะ เว่อร์มาก

เครียดจริงๆ นะ วันนี้ แบบ ทำงานไม่ออกเลย เครียดจนต้องไปตะโกนให้ห้องส้วมแล้วกลับมานั่งหน้าคอมใหม่ หันไปถามเซ็บว่างานที่จะให้ทำต่ออ่ะ จะให้ทำหรือยัง ตรงไหน มันก็เล่น iPhone อยู่ได้ ฉันยืนเป็นไอ้บ้าอยู่เป็นนาทีกว่ามันจะหันมาถามว่า “ตะกี๊ว่าอะไรนะ” โมโหอ่ะ เฮ้ย ฉันเลยบอกว่า “ไม่มีอะไร เสร็จเมื่อไหร่ไปเรียกละกัน” แล้วเดินไปชงกาแฟ (ถ้าใส่ยาเบื่อหนูลงไปได้คงใส่ไปแล้ว)

จำ “จูลส์” ได้ไหม เพื่อนชาวดัชท์ที่ฉันไปกินข้าวด้วยคราวก่อนนู้น ที่แอนท์เวิร์ป ฉัน sms ไปบ่นกับจูลส์ว่า เฮ้ย วันนี้แย่มากเลยอ่ะ Everything goes wrong จริงๆ เครียดมากๆ เครียดจนน้ำตาแทบไหล คือเหมือนว่าเรามันใหม่ไง พอมีอะไรมาทุกคนก็คาดหวังว่าเราคงรู้แล้วแหละ ไม่ต้องไปบอกมันหรอก มันคงรู้แล้ว (แต่เซ็บ อ่ะ จริงๆ มันดีมากเลยนะ เป็นคนเดียวที่ช่วยฉันทุกอย่าง บอกตลอดว่า “บี ถ้าติดตรงไหน อย่าพยายามคลำหาทางเองนะ ถ้าไม่เจออะไร ถามผม” แต่ในขณะเดียวกันมันก็กวนตีนในบางเรื่อง)

จูลส์ (ที่เพิ่งจะเข้านอนไปไม่กี่ชั่วโมง เพราะทำงานกะดึกอาทิตย์นี้) ส่ง sms กลับมา ว่า เกิดอะไรขึ้นเหรอ ง่วงจังเลย

ฉันก็เล่าให้ฟังไปสั้น ๆ บ่นอะแหล่ะ

ไอ้จูลส์ก็ดี๊ดี อุตส่าห์ให้กำลังใจ ว่าเฮ้ย ใครๆ ก็ทำผิดกันได้น่ะ แกจะนั่งเครียดตอนนี้หรือแกจะบอกตัวเองว่า เออช่างมันวะ ก็มันผิดไปแล้ว ดีเหมือนกัน คราวหน้าจะได้รู้ แล้วไม่ผิดอีก

“บี แกอย่าคิดมาก ยิ้มเข้าไว้ การยิ้มเป็นการให้พลังงานที่ดีนะ” ฉันรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย

พักใหญ่ ๆ ต่อมา เซ็บมันคงรู้แหละ ซักพักมันก็เดินหงิม ๆ เข้ามานั่งข้างๆ
“บี … ยูโอเคป่าว?”
“เออ”
“โกรธผมเหรอ ยูดูไม่แฮปปี้นะ”
“ป่าวเว้ย”
“เฮ้ยยย มีไรบอกได้นะ เราเป็นทีมเดียวกันใช่ป่าว นะ นะ นะ”
“เออ ตกลง booklet จะให้ทำไรเนี่ย ส่งมาดิ” เซ็บก็อธิบายงานมาให้
“โอเค มีไรอีกป่าว” ฉันไม่ได้หันไปมองด้วยซ้ำ กลัวจะโมโห
“ไม่มีแล้ว” แล้วเซ็บก็เดินกลับโต๊ะไปอย่างเจียมตัว

ตอนบ่ายคริสเตียนกลับเข้ามาออฟฟิศ ไม่มีการโดนด่าอย่างที่คาด แต่ก็บรรยากาศมาคุยังไงพิกล มาถึงก็เอาบอร์ดงานไปแปะบนผนัง แล้วหันไปคุยกับเซ็บ ดันเป็นภาษาฝรั่งเศส เซ็งจริงๆเลย ฟังไม่ออก!!! (T_T)

บ่ายแก่ ๆ เอางานลูกค้ามานั่งแก้กันสองคนกับเซ็บ คริสเตียนไม่ได้ว่าอะไร (อาจจะรวมไว้ด่าทีเดียวพรุ่งนี้ก็ได้) คิดไปคิดมา โดนด่าแล้วไงวะ จริงๆ ตั้งแต่มาถึงนี่ เห็นคริสเตียนลงทัณฑ์ด้วยวาจาไปครบทุกคนแล้ว ไม่เว้นแม้แต่โซฟีซึ่งเป็นมือขวา บางทีก็ยังโดนคริสเตียนตำหนิจนจ๋อย เมื่อวานก็ไอ้เซ็บ วันก่อนก็อเล็กซ์ คือโดนกันมาแล้วถ้วนหน้าว่างั้นเถอะ มีฉันนี่แหละ ยังรอดมาได้อยู่ จะโดนซักดอกสองดอกคงไม่ตาย ดีเหมือนกัน จะได้มีภูมิคุ้มกัน เฮ้อ

อ้อ แต่เงินเดือนออกแล้วอ่ะ เลยฉลองเงินเดือนเดือนแรกด้วยการซื้อหูฟัง iPod ใหม่ ราคาหลากหลายเหลือเกิ๊นนนน ตั้งแต่ 5-6 ยูโรไปถึงเป็นร้อยยูโร อันที่ซื้อมาอ่ะ 10 ยูโรหน่อยๆ เหอๆๆๆ

วันนี้มี integration course อีก มีวิทยากรมาพูดเริื่อง media ในเบลเยี่ยม แต่ฉันไม่ค่อยดูทีวีอยู่แล้วอ่ะ ก็เลยเฉย ๆ กับหัวข้อนี้ ส่วนหนังสือพิมพ์ น่าสนใจดีที่ได้รู้ว่าหนังสือพิมพ์แต่ละหัวที่นี่สังกัดพรรคการเมืองกันทั้งนั้น (แต่ไม่ใช่แบบอิทธิพล นะ คือ support พรรคการเมืองด้วยนโยบาย พูดแล้วก็ปวดกบาลอีก)

เหนื่อยจังเลยอ่ะ แต่ก็ต้องสู้ต่อไปทาเคชิ

+ สองสัปดาห์แรกของการทำงาน

+ FIRST WEEKS @ WORK

และแล้วเวลาก็ผ่านไปสองอาทิตย์เต็ม ๆ กับการทำงานประจำอีกครั้ง (หลังไม่ได้ทำงานทำการเป็นหลักเป็นแหล่งมาร่วม 2 ปี)

ความรู้สึกโดยรวม ชอบนะ ออฟฟิศใหม่ คนไม่เยอะ มีกันอยู่ 6-7 คนนี่แหละ

office1

เคยพูดถึง เซบาสเตียน แล้ว ตอนนี้คนอื่น ๆ มั่ง คนแรกคือ อเล็กซอง ชื่อเต็มๆ คืออเล็กซานเดอร์ แต่เรามักเรียก อเล็กซ์ ว่า อเล็กซ์ เฉย ๆ อเล็กซ์เป็นดีไซเนอร์เหมือนกับฉันและ เซบาสเตียน แต่สองคนนี้มักจะได้งานสิ่งพิมพ์ ฉันมักจะได้งานเว็บเป็นหลัก (ก็สองคนนี้ทำสิ่งพิมพ์มาเกือบ 8 ปีแล้ว ส่วนฉันไม่ค่อยได้แตะเท่าไหร่หรอกงาน print)

ภาษาอังกฤษของอเล็กซ์อยู่ในขั้นโอเค ถ้าพูดช้า ๆ และไม่ใช้ประโยคที่ซับซ้อนมาก อเล็กซ์จะเก็ท แต่ถ้าเทียบกับคนอื่น ๆ แล้ว อเล็กซ์อ่อนภาษาอังกฤษที่สุดในออฟฟิศ ภาษาแม่ของอเล็กซ์คือฝรั่งเศส เหมือนกับอีก 3 คนคือ เซบาสเตียน, แม๊กซ์ และซาวิเย่ร์ ส่วนอีกสองคนคือ คริสเตียน (The boss) และโซฟี (มือขวา boss) ภาษาแม่คือดัชท์

ด้วยความที่อเล็กซ์อ่อนภาษาอังกฤษ ทุกคนมักจะแกล้งอเล็กซ์ตลอดเวลา ทุกครั้งที่อเล็กซ์พูดภาษาฝรั่งเศส (และถ้าฉันอยู่แถว ๆ นั้นด้วย) คนอื่นจะตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษ อเล็กซ์จะงง! และเปลี่ยนโหมดไปเป็นภาษาอังกฤษด้วย (แต่ช้ากว่าพูดฝรั่งเศสประมาณ 5 เท่า) ฉันจำได้ว่าวันหนึ่งถามอเล็กซ์เรื่อง อพาร์ทเมนท์ที่เค้าอยู่ในบรัสเซลล์ เค้าบอกว่า เออ มันก็โอเคนะ มันเล็กแค่ 40 ตรม. เอง คือเมื่อก่อนมันก็โอเค แต่ตอนนี้แฟนมาอยู่ด้วย
“จะบอกว่ายังไงดีล่ะ แฟน-ใหม่-มาก”
“อะไรคือแฟนใหม่มากเหรอ”
“แฟน 6 เดือนน่ะ”
“หา แฟนท้อง 6 เดือนเหรอ”
“ไม่ใช่ๆๆๆ แฟน มีมา 6 เดือนเองครับ”
“อ๋อ เพิ่งคบกับแฟนมาได้ 6 เดือน”
“เอ้อออออนั่นแหละๆๆๆ”

หรือ
“บี คุณตัดกระดาษเสร็จยังครับ?” อเล็กซ์หมายถึงตัวอย่างงานที่จะให้ลูกค้าดู
“ยังเลย แต่พรุ่งนี้คงเสร็จ” (แล้วเซบาสเตียนก็ตะโกนมาจากอีกฝั่งของออฟฟิศว่า “พรุ่งนี้บีช่วยอเล็กซ์ไม่ได้นะ ฉันมีงานด่วนให้บีช่วย”)
อเล็กซ์ก็เลยเหวอ ๆ แล้วบอกว่า ไม่เป็นไร
“เดี๋ยวผม อืม ตัดตัวผมเองก็ได้”
“ตัดตัวเองเลยเหรอ”
“ไม่ใช่ๆๆ จะบอกว่ายังไงอ่ะ ผม จะตัดน่ะ”
“ผมจะตัดเอง”
“เอ้ออออออนั่นแหละๆๆๆ”

แล้วทุก ๆ วันก็มีเหตุการณ์แบบนี้ตลอด คืออเล็กซ์ฟังออกแต่จะตีความไปคนละเรื่อง เช่นอเล็กซ์บอกว่า วันหยุดที่ผ่านมาฉันไปดูเจมส์บอนด์มาล่ะ แล้วฉันก็เลยบอกว่า เออฉันไป Kite Surfing ที่ฮอลแลนด์มา อเล็กซ์ดันคิดไปว่า ฉันไป kite surf อยู่ในหนังเจมส์บอนด์!! คือ อเล็กซ์เป็นคนที่งงง่ายมากขนาดนั้น!!

ทั้งออฟฟิศ รวมฉันด้วย ก็มีอยู่ 3 คนที่ทำงานออกแบบเป็นเรื่องเป็นราว ส่วน เจ้าแม่แห่งออฟฟิศคือ โซฟี : โซฟีทำทุกอย่างตั้งแต่ติดต่อลูกค้า รับบรีฟ ปิดบัญชีงาน ฯลฯ คือเหมือนเลขาอ่ะแหละ แต่เธอชอบให้เรียกว่าเหมือน “มือขวา” ของคริิสเตียนมากกว่า (คือฟังดูดีกว่าเลขา) จริงๆ โซฟีก็จบมาทางด้านออกแบบแต่ว่าในออฟฟิศ เธอไม่ได้ทำงานออกแบบแล้ว แต่เหมือนเป็น Project Manager มากกว่า คือรับบรีฟมาจากลูกค้า แล้วต้องเอามาบรีฟ ดีไซเนอร์ต่ออีกที

อาทิตย์ที่ผ่านมา ทำงานเสร็จไป 3 ชิ้น ลูกค้าชอบ (รอดตัวไปกรู) เมื่อวานคริสเตียนเลยเดินมาบอกว่า ให้เริ่มคิดคอนเซ็ปต์เว็บไซต์ใหม่ของบริษัทได้แล้ว เพราะเว็บที่ใช้อยู่ปัจจุบันนั้นเก่าและดูโบราณอย่างไมน่าให้อภัย บรีฟก็สั้น ๆ เลย

“เราไม่ใช่บริษัทออกแบบ เราเป็นคนสร้างแบรนด์ งานออกแบบเป็นแค่ส่วนหนึ่งของ Brand building เว็บก็เรียบ ๆ นะ แต่ต้องน่าสนใจ”

โห ไม่ค่อยจะยากเลยนะนั่นน่ะ

+ INTEGRATION

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ฉันไปเข้าคอร์ส “Integration” ตามปรกติ สำหรับคนที่ย้ายมาอยู่ที่ฝั่งฟลานเดอร์ส โดยเฉพาะที่แต่งงานกับคนเฟลมมิช ต้องเข้าโปรแกรมนี้ทุกคน (แต่ฝั่งวัลลูนไม่ต้อง) ทั้งโปรแกรมใช้เวลา 60 ชั่วโมง โดยขาดได้ 4 ครั้ง (ฉันขาดไปแล้ว 3 – ก็โปรแกรมมันอยู่ Leuven ไอ้เราทำงานอยู่บรัสเซลส์ กว่าจะลากสังขารมาจากออฟฟิศได้ก็แทบตาย) ซึ่งจะลากยาวไปถึงมกราคมนู้น พอจบคอร์สก็จะได้ใบประกาศว่าเราได้เข้าคอร์สนี้มาแล้ว

ทำไมต้องเข้าโปรแกรมนี้ด้วย

เบลเยี่ยมมีประชากรไม่เยอะ แต่จำนวนผู้อพยพย้ายมาจากประเทศอื่นนั้น ค่อนข้างเยอะ เมื่อเทียบกับประเทศใกล้เคียง โดยเฉพาะชาวโมรอคโค ตุรกี อาร์เมเนีย อิรัก อิหร่าน ฯลฯ เอาง่าย ๆ เลย คือประเทศแถบ ๆ ตะวันออกกลางและแอฟริกา โดยเฉพาะโมรอคคันนั้นพูดภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่สองอยู่แล้ว และรุ่นแรก ๆ ที่มา ก็เข้ามาทำเหมือง เป็นแรงงานถูกกฎหมาย แต่อยู่ไปอยู่มา ก็พาครอบครัวลูกหลาน ญาติโกโหติกามาอยู่ด้วยหมด ตอนนั้นเบลเยี่ยมให้สัญชาติคนพวกนี้ง่ายมากกกกก ง่ายมากๆ แล้วชีิวิตก็ง่ายแสนง่าย เพราะเบลเยี่ยมเป็น Welfare state คือรัฐช่วยทุกอย่าง จนบางครั้งก็เกินไป เหมือนไม่่ยุติธรรมระหว่างคนที่ทำงานแทบตาย กับคนที่อยู่บ้านเฉยๆ แล้วแจ้งกับรัฐว่าไม่สามารถทำงานได้ (แต่จริงๆแอบทำ ที่ต้องแอบเพราะไม่ต้องจ่ายภาษี)

ตอนนี้เบลเยี่ยมมีอยู่ 5-6 พรรคการเมืองหลัก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พรรคคาธอลิคมักจะนำพรรคอิื่นเสมอ ตามมาด้วยโซเชียลลิสต์ และ ลิเบอรรัล แต่ที่น่าประหลาดใจและตกใจคือปีล่าสุดนี้พรรคขวาจัดหรือ Vlaams Blok (ซึ่งเพิ่งเปลี่ยนชื่อมาเป็น Vlaams Belang เมื่ีอ 3-4 ปีก่อน เพราะถูกยุบพรรคไปเพราะศาลที่อังกฤษตัดสินว่าพรรคนี้ เหยียดผิว จริง ตามข้อกล่าวหา) ตามตูดมาติด ๆ ด้วยเปอร์เซ็นต์สูงลิ่งคือ 22%

พรรคนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างดีในแง่ของเป็นพรรคที่เหยียดผิว แอนตี้คนต่างชาติต่างภาษา(ที่ไม่ยอมละทิ้งวัฒนธรรมของตนเอง) หนึ่งในนโยบายหลักของพรรคคือ ส่งคนพวกนี้กลับประเทศไปให้หมด นอกเสียจากว่าจะยอมทิ้งวัฒนธรรมตนเองและหันมาปฎิบัติเยี่ยงชาวเฟลมมิชทั่วไป อีกนโยบายหลักคือ การแยกประเทศ ตั้งฟลานเดอร์เป็นรัฐอิสระ คิือ กูไม่เอาฝั่งวัลลูน ว่างั้นเถอะ

+ WHY

22% นี่ไม่ใช่น้อย ๆ เลยนะ ฟังดูแล้วอึ้งมาก ๆ การเมืองเบลเยี่ยมน่าเบื่อพอ ๆ กับบ้านเรา แต่น่าเบื่อคนละแง่ ฉันนั่งฟังอาจารย์สอนไปก็อึ้งไป อะไรกันนี่ นี่มัน นีโอนาซี หรือยังไงกัน
afb

สาวชาวอเมริกันคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนร่วมคลาสของฉัน เธอเป็นมุสลิม เธอบอกว่าตอนมาเบลเยี่ยมใหม่ ๆ เธอก็ไม่ได้สวมฮิญาบ เธอแต่งตัวปรกติ และคนก็ดีกับเธอมาก (เธอผิวขาว ตาสีเขียว) แต่วันหนึ่งเธอลุกขึ้นมาสวมฮิญาบ ปรากฎว่าคนปฏิบัติกับเธอเปลี่่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้า ส่วนมากคิดว่าเธอไม่พูดภาษาอังกฤษ คิดว่าเธอพูดแต่อารบิค และทำตัวกลัว ๆ เธอแบบประหลาด ๆ

ฟังดูแย่ใช่ปะ แต่จริง ๆ แล้วก็แล้วแต่ดวงด้วยนะ คนเบลเยี่ยมทั่วไปนั้นเค้าก็ปรกติกันดี ไม่ได้มีทีท่าเกลียดชาวต่างชาติหรืออะไร แม้แต่ในบรัสเซลล์ที่คนเป็นที่รู้จักประมาณว่า เป็นพวกไม่ค่อยมีมารยาททางสังคม (คือไม่มีเวลาอ่ะ รีบ ๆๆ ทำแต่งาน) เวลาคนข้ามถนนก็ไม่ค่อยหยุดรถให้คนข้าม (ซึ่งนอกบรัสเซลล์ไม่มีเลย รถแต่ละคันนี่ถ้าเห็นคนตั้งท่าจะข้ามถนนนี่นะ โห แม่เจ้า เบรคมาตั้งแต่ 200 เมตรก่อนถึงทางม้าลาย)

แต่สาเหตุที่พรรคนี้เกิด hot ขึ้นมา มันมีหลายปัจจัย คือ หนึ่ง) คนเฟลมมิชจำนวนมาก อยากแยกประเทศจริง ๆ เพราะเบื่อกับการต้องช่วยเหลือด้านการเงินให้ฝั่งวัลลูน ที่เศรษฐกิจไม่ดีเท่าฝั่งฟลานเดอร์ (คนฝั่งนั้นจนกว่าอ่ะนะ แต่เมื่อก่อนฝั่งนั้นรวยกว่านะ แต่พออุตสาหกรรมเหมือง เหล็ก ไม่รุ่งแล้ว เงินก็ไหลมาจากฟลานเดอร์แทน)

สอง) คนเบื่อพรรคการเมืองอื่น เพราะเอาแต่พูด ๆ ๆ ๆไม่เคยทำอะไรจริงจังซักอย่าง ก็เลยโหวตให้พรรคนี้ เหมือนเป็นการประท้วง (เหมือนเราอยากโหวตให้”ชูวิด” มั้ง)

น่าเบื่อเนอะ การเมือง นี่เดี๋ยวจบโปรแกรมนี้แล้วฉันต้องไปลงเรียนภาษาดัชท์ต่ออีก ซึ่งก็เป็นภาคบังคับเหมือนกัน คงจะปวดกบาลน่าดู เพราะตอนนี้พยายามเรียนภาษาฝรั่งเศสอยู่ (จะได้คุยกับอเล็กซ์รู้เรื่อง 555) แต่คิดว่าคงไม่สำเร็จแน่ เพราะเรียนแบบลักกะปิดลักกะเปิด มาก ๆ คิดว่าจะเริ่มเรียนดัชท์ก่อน ฝรั่งเศสเอาไว้ทีหลัง

+ TOO MUCH MEDICAL TERMS

เมื่อวานนี้คุณชายเบิร์ตเป็นลม!!

ที่บริษัทเค้ามีวิทยากรมาอบรมเรื่องหลักสรีระศาสตร์ คือ การนั่ง เดิน ยืน ยกของหนัก ฯลฯ บริษัทนี้ซึ่งเต็มไปพวกเหล่าโปรแกรมเมอร์ และวิศวกรคอมพิวเตอร์ผู้นั่งหน้าคอมกันวันละ 7-8 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย เลยจัดวิทยากรมาอบรมให้ด้วย (จะได้ทำงานให้บริษัทได้นาน นานนนนนน) คุณชายนั่ง ๆ ฟังกับเค้าด้วย วิทยากรก็พูดไป กระดูกสันหลัง ไขข้อ บั้นเอว ซี่โครง บลา ๆ ๆ วิทยากรเริ่มโชว์สไลด์ร่างกายมนุษย์ คุณชายเริ่มไม่สบายตัว อี๊–ไรวะ ไม่เอาอ่ะ ไม่เอาไม่อยากดู แล้วก็เป็นลมไปเลย

ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ!!!!

“ตื่นมาอีกที มีเพื่อนพยุงอยู่ 3 คน ตกใจหมดเลย!! นึกว่ามันแกล้ง!!” ตัวเองเป็นลมยังไม่รู้เรื่องอีก แต่ถามสตีเว่น (น้องชายของคุณชาย) ก็เป็นลมบ่อยเหมือนกัน ครอบครัวนี้ไม่รู้เป็นอะไร

“ก็ตอนนั้นอยู่ในบาร์ไง เฮ้ย คนมันเยอะด้วย หายใจไม่ออก เป็นลมดีกว่า” กรรม..

เป็นอันว่า แผนที่จะหนีบคุณชายไปดูนิทรรศการ Body Worlds ที่บรัสเซลล์ด้วยเป็นอันจบสิ้น แค่ “ฟัง” ยังเป็นลม ถ้าไป “ดู” คงเข้าโรงหมอแน่ ๆ

เอ้อ วันนี้หิมะตกแล้วล่ะ