+ ไปแอบดูเมือง”ลิเอจ”
Tuesday, September 16th, 2008+ LIÈGE
เมื่อวันอาทิตย์ นั่งรถไฟไปเมือง “ลิเอจ” มา รถแบบเร็ว ๆ ก็ 35 นาทีถึง ถ้าเป็นรถไฟขบวนแบบอ้อม ๆ จอดบ่อย ๆ ก็ประมาณชั่วโมงนึง
เจ๊ฟรองซัวส์มารออยู่ที่สถานี Guillemins ซึ่งเป็นสถานีหลักของลิเอจแล้ว มาพร้อมกับ คลาร่า ซึ่งฟังจากสำเนียงก็รู้เลยว่าเป็นสาวอังกฤษ เธอมาจากนิวคาสเซิลแต่ย้ายมาเป็นครูที่ลิเอจได้ 7 ปีแล้ว ตอนนี้คลาร่าพูดภาษาฝรั่งเศสได้คล่องปรื๋อ
ลิเอจเป็นเมืองขนาดกลางๆ ประชากรราวๆ หนึ่งแสนแปดหมื่นคน เป็นเมืองใหญ่อันดับที่สามของเบลเยี่ยม (รองจากอันดับหนึ่งคือ บรัสเซลส์ มีประชากรหนึ่งล้านเศษ แต่อันดับสองคือ Antwerp ซึ่งมีประชากร 4 แสนเศษเกือบ ๆ ห้าแสน) ตั้งอยู่ในเขตวัลลูน (Walloon) ซึ่งเป็นเขตที่พูดภาษาฝรั่งเศส ชื่อตามภาษาท้องถิ่น (คือฝรั่งเศส) คือ Liège แต่ในภาษาเฟลมมิชคือ Luik และในภาษาเยอรมันคือ Lüttich

เวลานั่งรถไฟ จะมีอักษรวิ่งขึ้นว่าสถานีต่อไปที่รถไฟจะจอดคือที่ไหน ตอนเรานั่งรถไฟออกจาก Leuven ก็ขึ้นว่า Luik แต่พอเข้าเขตวัลลูนแล้วก็จะเปลี่ยนเอาภาษาฝรั่งเศสขึ้นก่อน ปวดหัวมาก เพราะต้องทำชื่อทั้งชื่อฝรั่งเศส และชื่อเฟลมมิชซึ่งมันไม่ได้จะเหมือนกันเอาซะเลย
+ THE CITY
ลิเอจตั้งอยู่ในหุบเขาที่มีแม่น้ำ มาสส์ (Maas) ไหลผ่าน เมื่อก่อนเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางอุตสาหกรรมของเบลเยี่ยมเมืองหนึ่ง ซึ่งมาจากการทำเหมือง และอุตสาหกรรมเหล็กกล้าซึ่งเริ่มในปี ค.ศ. 1817 (ร้อยเก้าสิบกว่าปีมาแล้ว) ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังพอมีหลงเหลืออยู่บ้าง
เมืองลิเอจเป็นเมืองเก่าแก่ ที่ตั้งของเมืองนั้นไล่ย้อนกลับไปได้ถึงสมัยโรมันเรืองอำนาจนู่นแน่ะ (เค้าพบเอกสารทางศาสนาที่เอ่ยถืงชื่อเมืองลิเอจในยุคนั้น)
สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง พวกนาซีกลับมาในปี ค.ศ. 1940 ชาวยิวในเมืองลิเอจก็ต้องลี้ภัยเหมือนกับชาวยิวอื่น ๆในยุโรปขณะนั้น บ้างก็ซ่อนตัวตามโบสถ์ บ้างก็มีครอบครัวชาวเมืองลิเอจยอมให้เข้ามาหลบซ่อนในที่พัก ถ้าใครเคยอ่านบันทึกของแอนน์แฟรงค์ คงจะพอจินตนาการความลำบากยากแค้นนี้ได้
เมื่อสิ้นสุดสงคราม เมืองลิเอจไม่มีอุตสาหรรมเหล็กกล้าใด ๆ เหลืออยู่เลย อัตราการจ้างงานลดลมฮวบฮาบ นำมาสู่การประท้วงของผู้คนชาวเมืองที่แห่ไปเผาสถานี Guillemins จนเสียหายขนาดหนักในปี ค.ศ.1961

ปัจจุบันลิเอจไม่หวือหวานัก แต่เมื่อมีงานรื่นเริงหรืองานประจำปี ผู้คนก็จะแห่แหนกันมาชนิดที่ว่าเดินกันไม่ได้เลย ต้องไหลไปตามฝูงชน
เทศกาลหลัก ๆ ของเมืองก็มี “Le 15 août” หรืองานวันที่ 15 สิงหาซึ่งเป็นงานประจำปี คนก็ไม่ได้มาทำอะไรกันมากหรอก มาเดินเบียด ๆ กัน ดื่มเบียร์ กินวาฟเฟิลส์ กะหล่ำปลีดอง เบียร์ ฯลฯ
อีกงานที่ีมีสีสัน เหมาะแก่การไปถ่ายรูปหรือแม้แต่ไปนั่งดูเฉย ๆ ก็เพลิน ๆ ดี คืองาน folklore หรืองานตำนานท้องถิ่น มีทั้งหุ่นเล็กหุ่นใหญ่ ขบวนพาเหรด มาร๋ชชิ่งแบนด์ รถที่ตกแต่งด้วยอะไรตลก ๆ คนในชุดแฟนซี ฯลฯ งานนี้มีในฤดูร้อน ประมาณเดือนสิงหาคมทุกปี
เมื่อปีก่อนฉันก็ได้มาถ่ายรูปเก็บไว้เพียบ แต่ปีนี้พลาดไป
+ PEOPLE
คนที่นี่ถ้าไม่เมาจะน่ารักมาก แต่ถ้าเมาแล้วเป็นอีกเรื่อง ปีก่อนนี้หลังงาน Folklore ตอนกลางวันจบลง ก็ต่อด้วยการดวดเบียร์กันต่อในตอนกลางคืนไปจนถึงรุ่งสาง เกือบทุกบาร์จะมีอย่างน้อย 2 คนที่ตั้งใจแค่ออกไปเมา แต่จบลงด้วยการไปยืนผลักอกท้าชกกันหน้าบาร์
เพื่อนฉันก็ยังเกือบถูกชกหน้าเพราะทำเบียร์หยดใส่ขาพี่เบิ้มคนหนึ่ง เพื่อน ๆ ต้องตามไปขอโทษขอโพยกันเป็นการใหญ่ (ทั้ง ๆที่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเล้ยยยย)

แล้วคนที่นี่ถ้าเป็นแบบการศึกษาน้อยหน่อย จะไม่ยอมพูดภาษาอื่นเลยนอกจากภาษาฝรั่งเศส เพื่อนคนเดิม มาจากฝั่งฟลานเดอร์ส ซึ่งพูดดัชท์ ไปยืนเถียงกับคนทำความสะอาดห้องน้ำในบาร์(ซึ่งขอทิปมากเกินเหตุ) แถมยังพูดภาษาฝรั่งเศสใส่ว่า “ที่นี่เบลเยี่ยม เราพูดภาษาฝรั่งเศส” ทำเอาเพื่อนคนนั้นฉุนแตก แม้ว่ามันจะพูดฝรั่งเศสได้ดี (เหมือนชาวเบลเยี่ยมทั่ว ๆ ไป ที่ถูกบังคับให้เรียนภาษาต่างประเทศอย่างน้อยอีกสองภาษาในโรงเรียนมัธยม) ก็จบลงด้วยการยืนเถียงกันร่วมยี่สิบนาทีจนเพื่อนต้องไปลากออกมาอีกเช่นเคย
แต่ถ้าเป็นคนที่ได้รับการศึกษาดีหน่อย ก็จะพูดภาษาอังกฤษได้ดีเลิศมาก ๆ และเด็กรุ่นใหม่ ๆ ก็ต้องเรียนภาษาเฟลมมิชด้วย (ในขณะที่เด็กฝั่งฟลานเดอร์สต้องเรียนภาษาฝรั่งเศสมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ฝั่งวัลลูนต้องเรียนภาษาเฟลมมิชบ้าง แฟร์ ๆ ดี)
+ GAMES
บ้านคุณหมอคลอเดียซึ่งเป็นที่จัดปาร์ตี้เล็กๆ เมื่อวันอาทิตย์ เป็นบ้านสไตล์คันทรี่ ในห้องนั่งเล่นมีเตาผิงก่ออิฐรอบๆแบบคลาสสิค ครัวเต็มไปด้วยเครื่องเทศ และเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นในบ้านถ้าไม่ใช่สีเขียว แดง ก็ต้องเป็นสีเหลือง โดยเฉพาะห้องนั่งเล่น ทุกอย่างเป็นสีเขียว/แดง อารมณ์คริสต์มาสต์สุด ๆ (ซึ่งมันก็น่ารักดีปีละครั้ง แต่คิดดูดิ นี่ต้องเห็นทุกวัน) บนชั้นโชว์เต็มไปด้วยรูปสลักไม้รูปแมวสีสันฉูดฉาดบาดใจ ฉันเห็นทุกคนยืนอึ้ง ๆ ก็เลยโพล่งออกไปว่า เอ้อ!! บ้านน่ารักดีนะคะ คนอื่นก็เลยรีบเออๆออๆ ตามไปด้วยหลักจากตาเกือบบอดไปกับสีสันซูเปอร์คัลเลอร์ในบ้านคุณหมอ
ฉันเป็นคนเดียวในกลุ่ม 10 คนที่ไม่พูดภาษาฝรั่งเศส (หนุ่ม 2 คนเป็นฝรั่งเศสมาจากปารีส, คลาร่าเป็นคนอังกฤษแต่พูดฝรั่งเศสได้ ส่วนที่เหลือเป็นชาวเมืองลิเอจ) คลอเดียซึ่งเป็นคุณหมอและเป็นเจ้าของบ้าน เธอเข้าใจภาษาอังกฤษแต่ว่าพูดไม่ค่อยคล่อง วันนั้นเราก็เลยลงเอยการเล่นเกมด้วยการใช้ภาษาอังกฤษปนภาษาฝรั่งเศส ก็สนุกไปแบบงงๆ
เกมแรกเป็นเล่นต่อเพลง ก็เหมือนกันเราเล่นกันทั่ว ๆ ไป แต่แน่นอน เพลงส่วนมากฉันไม่รู้จัก เพราะนอกจากมันเป็นภาษาฝรั่งเศสแล้ว (อึ้งรอบแรก)ยังเป็นเพลงที่ใช้ร้องในโบสถ์อะไรทำนองนั้น (อึ้งรอบที่สอง)
เกมที่สองเป็น “ไทม์ส อัพ” คือการใบ้ชื่อบุคคลที่มีชื่อเสียง เราต้องเขียนชื่อกันคนละ 5 ชื่อ ฉันล่ะก็อยากจะเขียน เทเลทับบี้ แต่ไม่แน่ใจว่าภาษาฝรั่งเศสมันชื่อเฉพาะของมันอีกหรือเปล่าละนั่น ข้ามไปดีกว่า
รอบแรกสามารถใบ้ด้วยคำพูด กี่คำก็ได้ภายในเวลา 15 วินาที รอบสองใบ้ได้ด้วย คำๆ เดียว ส่วนรอบสุดท้ายแสดงได้แค่กิริยาท่าทางเท่านั้น ห้ามพูด
บัดดี้ของฉันคือน้องแวงซองท์จากปารีส จับได้ชิ่อๆหนึ่ง น้องทำหน้าเหวอ ๆ แล้วก็ไปทำท่ากะลิ้มกะเหลี่ยน้องผู้ชายอีกคน (ห้ามพูดไง ห้ามพูด) ทุกคนฮาาาาา และเดาได้ทันทีว่าเป็น ฮีธ เล็ดเจอร์ 55555! (คือชื่อนั้นได้ถูกขานไปแล้วในสองรอบแรกก็เลยง่าย)
ที่ฮาขนาดหนักคือ อาโบ หนุ่มผิวดำจากกาน่า ซึ่งต้องใบ้ชื่อ “เดวิด โบวี่” อาโบ ลนลานมองหาของรอบ ๆ ตัว แล้วก็เอื้อมมือไปคว้า ชามบนโต๊ะขึ้นมาใบหนึ่ง ส่วนอีกมือหนึ่งกำหมัดแล้วทำท่า “Yes!” คนงง อะไรวะ ชาม? ใช่? สรุปคือ ชาม คือ bowl และ วี คือ Oui (วี!! = Yes!!) bowl+oui รวมกันเป็น? โบ+วี (ฮ่าๆๆๆๆๆๆ ใครจะเดาออกฟระ)
EHMMMM…FOOOOOOD..
หลังจากอาหารกลางวันซึ่งเป็นมันฝรั่งอบกับชีสและหมูสับ (แปลก ๆ ดี) และแอลกอฮอล์จำนวนหลายลิตร ทั้งไวน์ ไซเดอร์ ฯลฯ ก็ตบด้วยของหวานคือเครปชอคโกแลต เครปนี้น้องแวงซองท์ทำเองเพราะมาจากบริตตานี ในฝรั่งเศส ซึ่งมีชื่อเสียงว่าเครปที่นั่นอร่อยโค่ด ๆ ส่วนชอคโกแลตนั้น ชาวเบลเยี่ยมจัดการ (ของถนัดนี่นะ) แทบทุกบ้านมีเตาละลายชอคโกแลต สำหรับทำ ชอคโกแลตฟองดู วันนั้นทุกคนเลยได้ปาดชอคโตแลตเข้มข้นลงบนเครปจากบริตตานี สวรรค์ชัด ๆ (ซัดเข้าไปสามอัน เอิ๊กๆๆๆ)

เกือบจะทุ่มแล้ว เราเลยลาคุณหมอคลอเดียกลับบ้าน บางคนก็อยู่คุยกันต่อ ฉันนั่งรถไฟเที่ยวทุ่มสิบกลับบ้าน กำลังยืนรอรถไฟอยู่ มีคนเดินมาขอเงิน แต่งตัวก็ดี๊ดีนะ แปลกจริงๆ ข้าง ๆ ฉันมากลุ่มวัยรุ่นแต่งตัวสไตล์โกธิค (ชุดดำ ผมดำ ขอบตาดำ รองเท้าดำ ถุงน่องดำ ฯลฯ) ดูไปก็ยิ่งเหมือน ยมทูตลุค (Ryūku ยมทูตที่ชอบกินแอปเปิลในเรื่องเดธโน้ต) แล้วมากันเป็นแกงค์ แต่ดูผู้คนก็ไม่ได้ให้ความสนใจอะไรมากมายนัก ฉันเลยทำเป็นมองไม่เห็นไปด้วย ทั้ง ๆ ที่จริงๆ เหวอเอามาก ๆ
สถานี Leuven คนยังเยอะทัง ๆ ที่เป็นวันอาทิตย์ นักศึกษาอาจจะเริ่มทยอยมากันแล้ว บางคนมาจากประเทศใกล้เคียง บางคนก็อยู่เมืองใกล้ ๆ (กลับมาหลังจากเอาผ้ากลับไปซักที่บ้านพ่อแม่ในวันหยุดสุดสัปดาห์)

ดีใจโค่ด ๆ ที่ตอนนี้มี คาร์ฟูร์เอ็กซ์เพรสส์ (คือ มันดูเหมือนเซเว่นฯอ่ะนะ เล็ก ๆ) เปิดตรงข้ามสถานีรถไฟพอดี ไม่ได้เปิด 24 ชัวโมง แต่เปิดวันอาทิตย์ก็หรูแล้ว (ปรกติวันอาทิตย์นี่ร้างเลย แทบไม่มีอะไรเปิด เซ็งจัด ๆ สุดบรรยาย)














