Archive for the ‘เบลเยี่ยม’ Category

+ ไปแอบดูเมือง”ลิเอจ”

Tuesday, September 16th, 2008

+ LIÈGE

เมื่อวันอาทิตย์ นั่งรถไฟไปเมือง “ลิเอจ” มา รถแบบเร็ว ๆ ก็ 35 นาทีถึง ถ้าเป็นรถไฟขบวนแบบอ้อม ๆ จอดบ่อย ๆ ก็ประมาณชั่วโมงนึง

เจ๊ฟรองซัวส์มารออยู่ที่สถานี Guillemins ซึ่งเป็นสถานีหลักของลิเอจแล้ว มาพร้อมกับ คลาร่า ซึ่งฟังจากสำเนียงก็รู้เลยว่าเป็นสาวอังกฤษ เธอมาจากนิวคาสเซิลแต่ย้ายมาเป็นครูที่ลิเอจได้ 7 ปีแล้ว ตอนนี้คลาร่าพูดภาษาฝรั่งเศสได้คล่องปรื๋อ

ลิเอจเป็นเมืองขนาดกลางๆ ประชากรราวๆ หนึ่งแสนแปดหมื่นคน เป็นเมืองใหญ่อันดับที่สามของเบลเยี่ยม (รองจากอันดับหนึ่งคือ บรัสเซลส์ มีประชากรหนึ่งล้านเศษ แต่อันดับสองคือ Antwerp ซึ่งมีประชากร 4 แสนเศษเกือบ ๆ ห้าแสน) ตั้งอยู่ในเขตวัลลูน (Walloon) ซึ่งเป็นเขตที่พูดภาษาฝรั่งเศส ชื่อตามภาษาท้องถิ่น (คือฝรั่งเศส) คือ Liège แต่ในภาษาเฟลมมิชคือ Luik และในภาษาเยอรมันคือ Lüttich

เวลานั่งรถไฟ จะมีอักษรวิ่งขึ้นว่าสถานีต่อไปที่รถไฟจะจอดคือที่ไหน ตอนเรานั่งรถไฟออกจาก Leuven ก็ขึ้นว่า Luik แต่พอเข้าเขตวัลลูนแล้วก็จะเปลี่ยนเอาภาษาฝรั่งเศสขึ้นก่อน ปวดหัวมาก เพราะต้องทำชื่อทั้งชื่อฝรั่งเศส และชื่อเฟลมมิชซึ่งมันไม่ได้จะเหมือนกันเอาซะเลย

+ THE CITY

ลิเอจตั้งอยู่ในหุบเขาที่มีแม่น้ำ มาสส์ (Maas) ไหลผ่าน เมื่อก่อนเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางอุตสาหกรรมของเบลเยี่ยมเมืองหนึ่ง ซึ่งมาจากการทำเหมือง และอุตสาหกรรมเหล็กกล้าซึ่งเริ่มในปี ค.ศ. 1817 (ร้อยเก้าสิบกว่าปีมาแล้ว) ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังพอมีหลงเหลืออยู่บ้าง

เมืองลิเอจเป็นเมืองเก่าแก่ ที่ตั้งของเมืองนั้นไล่ย้อนกลับไปได้ถึงสมัยโรมันเรืองอำนาจนู่นแน่ะ (เค้าพบเอกสารทางศาสนาที่เอ่ยถืงชื่อเมืองลิเอจในยุคนั้น)

สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง พวกนาซีกลับมาในปี ค.ศ. 1940 ชาวยิวในเมืองลิเอจก็ต้องลี้ภัยเหมือนกับชาวยิวอื่น ๆในยุโรปขณะนั้น บ้างก็ซ่อนตัวตามโบสถ์ บ้างก็มีครอบครัวชาวเมืองลิเอจยอมให้เข้ามาหลบซ่อนในที่พัก ถ้าใครเคยอ่านบันทึกของแอนน์แฟรงค์ คงจะพอจินตนาการความลำบากยากแค้นนี้ได้

เมื่อสิ้นสุดสงคราม เมืองลิเอจไม่มีอุตสาหรรมเหล็กกล้าใด ๆ เหลืออยู่เลย อัตราการจ้างงานลดลมฮวบฮาบ นำมาสู่การประท้วงของผู้คนชาวเมืองที่แห่ไปเผาสถานี Guillemins จนเสียหายขนาดหนักในปี ค.ศ.1961

ปัจจุบันลิเอจไม่หวือหวานัก แต่เมื่อมีงานรื่นเริงหรืองานประจำปี ผู้คนก็จะแห่แหนกันมาชนิดที่ว่าเดินกันไม่ได้เลย ต้องไหลไปตามฝูงชน

เทศกาลหลัก ๆ ของเมืองก็มี “Le 15 août” หรืองานวันที่ 15 สิงหาซึ่งเป็นงานประจำปี คนก็ไม่ได้มาทำอะไรกันมากหรอก มาเดินเบียด ๆ กัน ดื่มเบียร์ กินวาฟเฟิลส์ กะหล่ำปลีดอง เบียร์ ฯลฯ

อีกงานที่ีมีสีสัน เหมาะแก่การไปถ่ายรูปหรือแม้แต่ไปนั่งดูเฉย ๆ ก็เพลิน ๆ ดี คืองาน folklore หรืองานตำนานท้องถิ่น มีทั้งหุ่นเล็กหุ่นใหญ่ ขบวนพาเหรด มาร๋ชชิ่งแบนด์ รถที่ตกแต่งด้วยอะไรตลก ๆ คนในชุดแฟนซี ฯลฯ งานนี้มีในฤดูร้อน ประมาณเดือนสิงหาคมทุกปี

เมื่อปีก่อนฉันก็ได้มาถ่ายรูปเก็บไว้เพียบ แต่ปีนี้พลาดไป

+ PEOPLE

คนที่นี่ถ้าไม่เมาจะน่ารักมาก แต่ถ้าเมาแล้วเป็นอีกเรื่อง ปีก่อนนี้หลังงาน Folklore ตอนกลางวันจบลง ก็ต่อด้วยการดวดเบียร์กันต่อในตอนกลางคืนไปจนถึงรุ่งสาง เกือบทุกบาร์จะมีอย่างน้อย 2 คนที่ตั้งใจแค่ออกไปเมา แต่จบลงด้วยการไปยืนผลักอกท้าชกกันหน้าบาร์

เพื่อนฉันก็ยังเกือบถูกชกหน้าเพราะทำเบียร์หยดใส่ขาพี่เบิ้มคนหนึ่ง เพื่อน ๆ ต้องตามไปขอโทษขอโพยกันเป็นการใหญ่ (ทั้ง ๆที่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเล้ยยยย)

แล้วคนที่นี่ถ้าเป็นแบบการศึกษาน้อยหน่อย จะไม่ยอมพูดภาษาอื่นเลยนอกจากภาษาฝรั่งเศส เพื่อนคนเดิม มาจากฝั่งฟลานเดอร์ส ซึ่งพูดดัชท์ ไปยืนเถียงกับคนทำความสะอาดห้องน้ำในบาร์(ซึ่งขอทิปมากเกินเหตุ) แถมยังพูดภาษาฝรั่งเศสใส่ว่า “ที่นี่เบลเยี่ยม เราพูดภาษาฝรั่งเศส” ทำเอาเพื่อนคนนั้นฉุนแตก แม้ว่ามันจะพูดฝรั่งเศสได้ดี (เหมือนชาวเบลเยี่ยมทั่ว ๆ ไป ที่ถูกบังคับให้เรียนภาษาต่างประเทศอย่างน้อยอีกสองภาษาในโรงเรียนมัธยม) ก็จบลงด้วยการยืนเถียงกันร่วมยี่สิบนาทีจนเพื่อนต้องไปลากออกมาอีกเช่นเคย

แต่ถ้าเป็นคนที่ได้รับการศึกษาดีหน่อย ก็จะพูดภาษาอังกฤษได้ดีเลิศมาก ๆ และเด็กรุ่นใหม่ ๆ ก็ต้องเรียนภาษาเฟลมมิชด้วย (ในขณะที่เด็กฝั่งฟลานเดอร์สต้องเรียนภาษาฝรั่งเศสมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ฝั่งวัลลูนต้องเรียนภาษาเฟลมมิชบ้าง แฟร์ ๆ ดี)

+ GAMES :-)

บ้านคุณหมอคลอเดียซึ่งเป็นที่จัดปาร์ตี้เล็กๆ เมื่อวันอาทิตย์ เป็นบ้านสไตล์คันทรี่ ในห้องนั่งเล่นมีเตาผิงก่ออิฐรอบๆแบบคลาสสิค ครัวเต็มไปด้วยเครื่องเทศ และเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นในบ้านถ้าไม่ใช่สีเขียว แดง ก็ต้องเป็นสีเหลือง โดยเฉพาะห้องนั่งเล่น ทุกอย่างเป็นสีเขียว/แดง อารมณ์คริสต์มาสต์สุด ๆ (ซึ่งมันก็น่ารักดีปีละครั้ง แต่คิดดูดิ นี่ต้องเห็นทุกวัน) บนชั้นโชว์เต็มไปด้วยรูปสลักไม้รูปแมวสีสันฉูดฉาดบาดใจ ฉันเห็นทุกคนยืนอึ้ง ๆ ก็เลยโพล่งออกไปว่า เอ้อ!! บ้านน่ารักดีนะคะ คนอื่นก็เลยรีบเออๆออๆ ตามไปด้วยหลักจากตาเกือบบอดไปกับสีสันซูเปอร์คัลเลอร์ในบ้านคุณหมอ

ฉันเป็นคนเดียวในกลุ่ม 10 คนที่ไม่พูดภาษาฝรั่งเศส (หนุ่ม 2 คนเป็นฝรั่งเศสมาจากปารีส, คลาร่าเป็นคนอังกฤษแต่พูดฝรั่งเศสได้ ส่วนที่เหลือเป็นชาวเมืองลิเอจ) คลอเดียซึ่งเป็นคุณหมอและเป็นเจ้าของบ้าน เธอเข้าใจภาษาอังกฤษแต่ว่าพูดไม่ค่อยคล่อง วันนั้นเราก็เลยลงเอยการเล่นเกมด้วยการใช้ภาษาอังกฤษปนภาษาฝรั่งเศส ก็สนุกไปแบบงงๆ

เกมแรกเป็นเล่นต่อเพลง ก็เหมือนกันเราเล่นกันทั่ว ๆ ไป แต่แน่นอน เพลงส่วนมากฉันไม่รู้จัก เพราะนอกจากมันเป็นภาษาฝรั่งเศสแล้ว (อึ้งรอบแรก)ยังเป็นเพลงที่ใช้ร้องในโบสถ์อะไรทำนองนั้น (อึ้งรอบที่สอง)

เกมที่สองเป็น “ไทม์ส อัพ” คือการใบ้ชื่อบุคคลที่มีชื่อเสียง เราต้องเขียนชื่อกันคนละ 5 ชื่อ ฉันล่ะก็อยากจะเขียน เทเลทับบี้ แต่ไม่แน่ใจว่าภาษาฝรั่งเศสมันชื่อเฉพาะของมันอีกหรือเปล่าละนั่น ข้ามไปดีกว่า

รอบแรกสามารถใบ้ด้วยคำพูด กี่คำก็ได้ภายในเวลา 15 วินาที รอบสองใบ้ได้ด้วย คำๆ เดียว ส่วนรอบสุดท้ายแสดงได้แค่กิริยาท่าทางเท่านั้น ห้ามพูด

บัดดี้ของฉันคือน้องแวงซองท์จากปารีส จับได้ชิ่อๆหนึ่ง น้องทำหน้าเหวอ ๆ แล้วก็ไปทำท่ากะลิ้มกะเหลี่ยน้องผู้ชายอีกคน (ห้ามพูดไง ห้ามพูด) ทุกคนฮาาาาา และเดาได้ทันทีว่าเป็น ฮีธ เล็ดเจอร์ 55555! (คือชื่อนั้นได้ถูกขานไปแล้วในสองรอบแรกก็เลยง่าย)

ที่ฮาขนาดหนักคือ อาโบ หนุ่มผิวดำจากกาน่า ซึ่งต้องใบ้ชื่อ “เดวิด โบวี่” อาโบ ลนลานมองหาของรอบ ๆ ตัว แล้วก็เอื้อมมือไปคว้า ชามบนโต๊ะขึ้นมาใบหนึ่ง ส่วนอีกมือหนึ่งกำหมัดแล้วทำท่า “Yes!” คนงง อะไรวะ ชาม? ใช่? สรุปคือ ชาม คือ bowl และ วี คือ Oui (วี!! = Yes!!) bowl+oui รวมกันเป็น? โบ+วี (ฮ่าๆๆๆๆๆๆ ใครจะเดาออกฟระ)

EHMMMM…FOOOOOOD..

หลังจากอาหารกลางวันซึ่งเป็นมันฝรั่งอบกับชีสและหมูสับ (แปลก ๆ ดี) และแอลกอฮอล์จำนวนหลายลิตร ทั้งไวน์ ไซเดอร์ ฯลฯ ก็ตบด้วยของหวานคือเครปชอคโกแลต เครปนี้น้องแวงซองท์ทำเองเพราะมาจากบริตตานี ในฝรั่งเศส ซึ่งมีชื่อเสียงว่าเครปที่นั่นอร่อยโค่ด ๆ ส่วนชอคโกแลตนั้น ชาวเบลเยี่ยมจัดการ (ของถนัดนี่นะ) แทบทุกบ้านมีเตาละลายชอคโกแลต สำหรับทำ ชอคโกแลตฟองดู วันนั้นทุกคนเลยได้ปาดชอคโตแลตเข้มข้นลงบนเครปจากบริตตานี สวรรค์ชัด ๆ (ซัดเข้าไปสามอัน เอิ๊กๆๆๆ)

เกือบจะทุ่มแล้ว เราเลยลาคุณหมอคลอเดียกลับบ้าน บางคนก็อยู่คุยกันต่อ ฉันนั่งรถไฟเที่ยวทุ่มสิบกลับบ้าน กำลังยืนรอรถไฟอยู่ มีคนเดินมาขอเงิน แต่งตัวก็ดี๊ดีนะ แปลกจริงๆ ข้าง ๆ ฉันมากลุ่มวัยรุ่นแต่งตัวสไตล์โกธิค (ชุดดำ ผมดำ ขอบตาดำ รองเท้าดำ ถุงน่องดำ ฯลฯ) ดูไปก็ยิ่งเหมือน ยมทูตลุค (Ryūku ยมทูตที่ชอบกินแอปเปิลในเรื่องเดธโน้ต) แล้วมากันเป็นแกงค์ แต่ดูผู้คนก็ไม่ได้ให้ความสนใจอะไรมากมายนัก ฉันเลยทำเป็นมองไม่เห็นไปด้วย ทั้ง ๆ ที่จริงๆ เหวอเอามาก ๆ

สถานี Leuven คนยังเยอะทัง ๆ ที่เป็นวันอาทิตย์ นักศึกษาอาจจะเริ่มทยอยมากันแล้ว บางคนมาจากประเทศใกล้เคียง บางคนก็อยู่เมืองใกล้ ๆ (กลับมาหลังจากเอาผ้ากลับไปซักที่บ้านพ่อแม่ในวันหยุดสุดสัปดาห์)

ดีใจโค่ด ๆ ที่ตอนนี้มี คาร์ฟูร์เอ็กซ์เพรสส์ (คือ มันดูเหมือนเซเว่นฯอ่ะนะ เล็ก ๆ) เปิดตรงข้ามสถานีรถไฟพอดี ไม่ได้เปิด 24 ชัวโมง แต่เปิดวันอาทิตย์ก็หรูแล้ว (ปรกติวันอาทิตย์นี่ร้างเลย แทบไม่มีอะไรเปิด เซ็งจัด ๆ สุดบรรยาย)

+ งานการ บ้านช่อง คนบ้า และ หน้าร้อน

Tuesday, September 2nd, 2008

WORK + BRUSSELS

จริงๆ ต้องเข้าไปบรัลเซลส์ตั้งแต่วันจันทร์ (1 ก.ย.) แล้ว แต่เลื่อนมาเป็นวันนี้
การไปบรัลเซลส์นี่เป็นเรื่องปวดหัวอย่างนึง ถ้าเรายังไม่ชินกับสายรถไฟ แต่เวลาเดินรถ ถ้าคนที่เค้าต้องไป-กลับ ทำงานจากบ้าน กับ บรัลเซลส์ ทุกวันเค้าก็จะมีเวลาตายตัวเลยว่า รถขบวนไหน เวลาไหน ไอ้เราเพิ่งกลับมาอยู่ใหม่ ๆ ต้องอาศัยเว็บไซต์รถไฟของเบลเยี่ยมเป็นตัวช่วยอันดับหนึ่งก่อนเลย แต่เว็บไซต์เค้าดีจริงๆ เลือกเวลาออก หรือเวลาที่ต้องการไปถีง เลือกว่าจะไปสายตรงหรือไปต่อรถ ฯลฯ สะดวกสบายมาก ๆ

ออฟฟิศหาไม่ยากเท่าไหร่ ดีนะที่มันใกล้สถานี Brussels Midi เดินแค่ 8 นาทีก็ถึงออฟฟิศแล้ว (แต่ก็ยังอุตส่าห์เดินหลงไปบล็อกนึง) แถมถนนที่นี่ยังมีสองชื่อ คือเวอร์ชั่นภาษาฝรั่งเศสกับเวอร์ชั่นภาษาดัชท์ ไอ้ออฟฟิศนี่ก็เขียนว่าอยู่บน Boulevard de la Révision แต่บนแผนที่มันเป็น Herzieningslaan คือจริงๆ แล้วมันถนนเดียวกันนั่นแหละ ทำเอาเหนื่อย!! กดกริ่งเรียกแบบเหวอ ๆ (แบบว่ากลัวมาผิดที่) มีเสียง “บองชู๊ววววว์” ออกมาจากเครื่องตอบรับ ซวยแล้วกูภาษาฝรั่งเศสก็พูดไม่ได้ ก็เลยซัดภาษาอังกฤษไปเป็นชุดแบบไม่ให้อีกฝั่งตั้งตัวเลย ว่า หวัดดีค่านี่บีนะคะคุณโอลิวิเย่ร์ให้มาหาคุณอิริคไม่ทราบว่าคุณอีริคอยู่มั้ยคะถ้าไม่อยู่ก็ไม่เป็นไรนะคะเดี๋ยวมาใหม่หรือว่าจะให้ขึ้นไปรอดีนะไม่ทราบว่ารบกวนหรือเปล่าคะ บลา บลา บลา ฯลฯ อีกฝ่ายอึ้งไปแล้วตอบกลับมาว่า
“Er, it’s OK! Hi Bee. i’ll open the door for you”

เข้าไปในออฟฟิศ มีป้ายไวนิลของไมโครซอฟต์ตั้งเด่นเป็นสง่า แต่ประทานโทษ ออฟฟิศนี้จริง ๆ เป็นสาวก mac กันทั้งออฟฟิศ แต่มารู้ตอนหลังว่าไอ้ไวนิลนั่นน่ะได้มาฟรี ก็เลยเอามากั้นทำเป็นห้องประชุมซะงั้น แต่ออฟฟิศน่ารักมาก ๆ มีคนทำงานอยู่ 10 กว่าคน ดีไซเนอร์มีอยู่สองคนชื่อ นิโคลา และอีกคนชื่อ เอ่อ.. นิโคลา

ซัก 10 นาที โอลิวิเย่ร์ หรือ ที่เราเรียกชื่อเล่นว่า เมช (มาจาก “เมชฮุกการ์” แปลว่า “บ้า” ในภาษาฮิบรู เมชเป็นยิว แล้วก็เรียกตัวเองว่ายังงั้น ขำ ๆ เรียกกันมาตั้งแต่บริษัทมีกันอยู่สามคน ตอนนี้มีลูกน้อง 10 กว่าคนแล้วเราก็ยังติดเรียก เมช ว่า เมช อยู่เหมือนเดิม) เมชพาทัวร์ออฟฟิศ (ออฟฟิศนี้มี นิโคลา สองคน และ โอลิวิเย่ร์สองคน สับสนเล็กน้อย) กลับลงมาคุยเรื่องงานการกันต่อว่าจะยังไงกันดี สรุปว่าเราจะเริ่มทำงานฟรีแลนซ์ก่อน โดยที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ แต่เราต้องจัดการภาษีจัดการอะไรเองทุกอย่าง และดูว่าจะเวิร์คไหม ต่อไปถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็อาจจะขยับไปเป็นลูกจ้างพาร์ทไทม์ แบบทำงานที่ออฟฟิศอาทิตย์ละสามวัน ซึ่งเราก็ว่าดีนะ มันมีบรรยากาศการทำงานดี จะให้ทำประจำฟูลไทม์คงไม่เอา เพราะไม่อยากกลับไปวังวนเดิม ๆ แถมที่เบลเยี่ยมนี่ก็แปลก คนทำงานฟูลไทม์ เนื่องจากทำงานเยอะ ภาษีก็จ่ายเยอะตามไปด้วย (เพราะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากภาษีเงินได้รวมทั้งปี) ทำพาร์ทไทม์จ่ายภาษีน้อยกว่า มีเวลาเอาไปทำอย่างอื่นได้อีก ฟังดูดีกว่าเยอะะะะะ

ก็เป็นอันว่าดูกันต่อไปว่าจะยังไงดีเรื่องงาน แต่ที่แน่ ๆ ฉันเริ่มโปรเจ็คท์แบบฟรีแลนซ์กับบริษัทนีอาทิตย์หน้านี่แน่นอน

คริสตอฟ เพื่อนใน  flickr เบี้ยวนัดจนได้ ไอ้เรารึก็เห็นว่า he ทำงานอยู่บรัสเซลส์ ไอ้เราก็ต้องไปธุระอยู่แล้วก็เลยชวนออกไปแฮงเอาท์หน่อย แต่ he งานยุ่งมาก เพราะจะไปเมืองไทยสามเดือน เดือนหน้านี้ (เกลียดมันจังเลย มันได้ไปเมืองไทย เรากลับติดแหง็กอยู่ที่นี่ แง้ๆๆๆๆๆๆๆ!!!) he ก็เลยไม่สามารถจะปลีกตัวออกมาจากออฟฟิศได้ก่อนสองทุ่ม ไอ่คริส แกติดเบียร์ชั้นสองแก้ว!!

COFFEE AT EXPENSIVE HOTEL

มีเม็มเบอร์จาก CS ชื่อ โรแบร์ เขียนเมล์มาหาเพราะเห็นว่าเราเป็นคนไทยอยู่ที่เบลเยี่ยม โรแบร์กำลังแพลนทริปไปเมืองไทยกับภรรยาโดนบุ๊คทัวร์ไป 16 วัน (รู้สึกว่าจะประมาณ  1.000 กว่ายูโร ซึ่งสำหรับคนที่นี่ถูกเป็นขี้ เป็นแค่ห้าหมื่นกว่าบาท ได้ไปต่างประเทศ นอนโรงแรมสี่ ห้าดาวตลอดทริป) โรแบร์เขียนแผนการเที่ยวมาอย่างดี ว่าวันไหนทำอะไร วันไหนอาหารค่ำรวมอยู่ในโปรแกรมวันไหนต้องออกไปหาอะไรกินเอง ทำมาเป็นไฟล excel อลังการ ขนาดเรายังทึ่ง แถมยังหาที่นั่งคุยได้ไม่เป็นทางการมาก ๆ “โรงแรมเลอเมอริเดียน” ตั้งอยู่ตรงข้าม Central Station ของบรัสเซลส์พอดี โรงแรมหรูไฮประเภทที่จะไปเข้าส้วมยังต้องไปขอ คีย์การ์ดจาก บาร์แมน ! (แถมขอมาได้เสือกใช้ไม่เป็นอีกกรู หมดไปร่วม 10 นาทีกับการพยายามเปิดประตูส้วม เพิ่งมาเห็นตอนหลังว่าบนการ์ดมันก็มีวิธีใช้เป็นภาษาอังกฤษนี่หว่า นึกว่ามีแต่ฝรั่งเศส ควายเรียกพี่เลย แถมป่านนี้ โรแบร์มันคงคิดว่าเราไปขี้แน่ ๆ หายไปซะนานขนาดนั้น)

จริงๆ กาแฟที่นั่นก็ไม่เลวร้ายนะ แก้วละ 4 ยูโร (200 บาท อืม!!!) แต่คิดดู ‘ตาบั๊กส์ ที่กรุงเทพฯแก้วเท่าไหร่ แล้วค่าครองชีพเมืองไทยเท่าไหร่ ที่นี่ 4 ยูโรนี่เกือบจะ nothing เลย (ดีนะที่ฉันไม่ได้เป็นคนจ่าย 55555)

RANT!

ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ทุกวันก็พยายามจะไม่คิดราคาทุกอย่างเป็นเงินไทย เพราะคิดทีไรแล้วผมร่วงทุกที นั่งรถไฟไป – กลับ Leuven – Brussels (ประมาณเหมือนนั่ง BTS จากหมอชิต ไป อ่อนนุช) ก็ฟาดเข้าไป 9 ยูโร​ (450 บาท), จะกินอาหาร cheap cheap fast food super value menu ขี้ ๆ ก็ปาเข้าไป 6 ยูโร 40 เซ็นต์ (300 กว่าบาท) ใครติดบุหรี่นี่เตรียมอดตายได้เลย บุหรี่ก็ซองละ 200 กว่าบาท คิดแล้วผูกคอตายใต้ตนมะเขือเทศ

IT’S SUMMER. IT’S AWKWARD BBQ..

อาทิตย์ที่ผ่านมา ไปกินบาร์บีคิวที่บ้าน เคลมองต์ (พ่อคุณเบิร์ต) มันเป็นธรรมเนียมคือวันอาทิตย์ลูก ๆ ต้องกลับบ้านไปกินข้าวกับพ่อแม่ กรณีคุณเบิร์ตนี่น่าเบื่อโคตร ๆ คือพ่อเค้าเฟรนด์ลี่นะแต่ว่าค่อนข้างซีเรียสกับชีวิตแล้วก็ขี้บ่น(เล็กน้อยถึงปานกลาง) ส่วนเจ้าน้องชายคนเล็ก “ทอม” (จริง ๆ ถ้าออกเสียงแบบเฟลมมิช ต้องออกเสียงว่า “ตม”) ก็อายุน้อยกว่าชาวบ้านเขา (25) ก็คงเซ็งเพราะไม่รู้จะหาเรืี่องอะไรมาคุย น้องชายคนกลาง “สเตเว่น” ก็ไม่ค่อยพูด แถมแฟน (เป๊กกี้) ก็ยังน่าเบื่อ เฟรนด์ลี่แบบ fake ๆ ขอโทษนะ คือแบบ กูเลี่ยนไง ไม่ต้องพยายามขนาดนั้นก็ได้
WHAT DID YOU SAY?

เพื่อนเคลมองต์ที่เค้าชอบไปแล่นเรือใบ เรือยอชต์อะไรของเค้าด้วยกันก็โผล่มาแจมด้วย เรายืิน ๆ อยู่ดี ๆ เดินผ่านมาตบตูด!! ไรวะ!! นี่ถ้าไม่ใช่เพื่อพ่อคุณเบิร์ตนะ จะซัดให้จมูกหักเลย!! แล้วไอ้บาร์บีคิววันอาทิตย์มันก็ลงเหวมาตั้งแต่ตอนนั้น ถึง he จะพยายามทำให้เราประทับใจด้วยการบอกว่าชอบกรุงเทพฯมาก ถึงจะร้อนไปหน่อยแต่ก็สนุกดี เป๊กกี้ก็เปรย ๆ ขึ้นมาว่า “สำหรับชั้นน่ะ กรุงเทพฯ 2-3 ก็เกินพอแล้ว” ( plus ทำหน้าเบิื่อ ๆ แหยะๆ)

ทานโทษ เลือดคน กทม พุ่งปรี๊ดดดดดดด excuse มี๊!!!! หล่อนว่าอะไรนะยะ แหม ยังกะประเทศแกมีไรมากมายนักหนา นังนี่ เดี๋ยวปัดจับไปขายพัทยาเลย! เราก็เลยพูดไปว่า มันก็อยู่ที่คุณรู้จักเมืองนั้นดีแค่ไหนน่ะ ถ้าคุณอยู่แค่ 2-3 วันแล้วไม่ได้ดูไม่ได้เห็นอะไรเลยนอกว่า tourist attractions คุณจะมาตัดสินไม่ได้ เพราะคุณมันก็แค่นักท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไปแล้วก็ขอโทษเหอะนะ ถ้าชั้นใจแคบหน่อยน่ะ ชั้นก็พูดได้เหมือนกันว่า เบลเยี่ยมสำหรับกูเนี่ย 2-3 วันก็พอแล้วเหมือนกันเว้ย! หล่อนหัวเราะฮ่า ๆๆๆ คิดว่าเราพูดเล่น (โทด กรูพูดจริงๆ) แล้วก็บอกว่า “แต่ชั้นชอบธรรมชาติมากกว่า” เราก็ได้แค่ก้มหน้ากินถั่วฝักยาวเย็น ๆ ในจานบาร์บีคิวของตัวเองแล้วพึมพัมไปว่า “กู๊ก็ชอบประเทศที่น่าเบื่อน้อยกว่าประเทศนี้เหมือนกันแหละ”

แต่จะว่าไปแล้ว จริงๆ เบลเยี่ยมไม่ใช่ประเทศน่าเบื่อถ้าคุณให้เวลากับประเทศนี้ซักหน่อย จริงๆ แล้วเบลเยี่ยมเป็นประเทศเก่าแก่ มหาวิทยาลัยที่นี่ติดอับดับเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก (มหาวิทยาลัยแคธอลิคแห่งลือเฟ่น อายุ 600 กว่าปีแล้ว), บรัสเซลส์ก็มีอาคารสถาปัตยกรรมแบบอาร์ตนูโวเจ๋ง ๆ เยอะมาก ๆ , คอนเสิร์ต เทศกาลหนังฟรี ๆ มีให้ดูตลอด  ฯลฯ แต่เบลเยี่ยมเป็นประเทศที่ไม่หวือหวา อาจจะเป็นเพราะบรัสเซลส์มันเป็นที่ตั้งของอะไรซีเรียส ๆ เยอะไปหรือไงก็ไม่ทราบได้ (องค์การนาโต้, สหภาพยุโรป ฯลฯ) เป็นเมืองที่ร่ำรวยเป็นอับดับสามในสหภาพยุโรป (ถ้าจำไม่ผิด อันดับหนึ่งคือ ลักเซมเบิร์ก) คนทำแต่งาน งาน งาน กันเป็นหลัก ผลคือ รวย! แต่ไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น เต็มที่ก็อาจจะมีเวลาล้างรถวันอาทิตย์ (ฮ่าๆๆ)

แล้วก็คนไม่ค่อยบ้าบิ่นเท่าประเทศใกล้เคียงอย่าง เนเธอร์แลนด์ ที่คนของเค้าดูจะ relaxและดูหนุกหนาน ๆ กันมากกว่า หรือแม้แต่เยอรมัน อย่างในเบอร์ลิน ที่มีศิลปะข้างถนน  cool cool ให้เห็นอยู่ทั่วไป แต่เบลเยี่ยมมีปัญหาหลักเลยคือคนสองฝั่ง คือฝั่งที่พูดเฟลมมิช และอีกฝั่งที่พูดฝรั่งเศส ไม่ค่อยชอบขี้หน้ากันเท่าไหร่ คนฝั่งที่พูดเฟลมมิช คิดว่าฝั่งที่พูดฝรั่งเศสนั้นขี้เกียจ ไม่ทำงานทำการ (มันก็มีอะนะ เพราะฝั่งนั้นมันไม่ค่อยมีงานให้ทำ) แถมคอยเรียกเอาแต่เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลตลอด ในขณะที่คนฝั่งที่พูดเฟลมมิช (ฝั่งฟลานเดอร์ส) ทำงานกันตูดขวิด จ่ายภาษีกัน 50% ของรายได้ เงินไปไหน? เอาไป support พวก unemployed (แถมไม่พยายามหางานทำด้วย) ไม่แปลกใจเลยที่มีพวก immigrants เยอะมากๆ ที่พยายามเข้ามาอยู่ที่เบลเยี่ยม (ส่วนมากเป็น เตอร์กิช กับโมรอคคัน) เพราะเผลอ ๆ อยู่บ้านเฉย ๆ รอเงิน support จากรัฐบาลยังได้เงินเยอะกว่าทำงานประจำอีก

FLO’S RASPBERRIES MILKSHAKE

อย่างน้อยอาทิตย์ที่ผ่านมาก็มีอะไรสนุก ๆ ทำ จู่ ๆ “โฟล” (Flo) ก็โทรมาว่า เฮ้ กลับบมาจากสเปนแล้ว มากินราสป์เบอร์รี่ปั่นที่บ้านไหม? ไอ้เราก็แบบ ไรเนี่ย มันเอาจริงๆนะเนี่ย (โฟลเคยชวน ไอ้เราก็นึกว่าพูดเล่น) แต่น้องโฟลก็โผล่มายืนหัวทองอยู่หน้าบ้านยิ้มเผล่


“เราไปซื้อไอซ์กันก่อนนะ” (คนที่นี่เรียก ไอศครีมว่า “ไอซ์” เฉย ๆ) โฟลท่าทางเป็นคนใส่ใจสุขภาพเอามาก ๆ บนตู้เย็นของโฟลมีชาร์ตรายการอาหารและผลไม้ต้านมะเร็ง อะไรที่เค้าว่ากินแล้วมันแบบ แอนตี้อ็อกซิแด๊นท์ โฟลก็จะไปหามาขบเคี้ยว

ขนาดไอติมที่มันซื้อมาปั่นทำมิลค์เชค ยังเป็นไอติมนมถั่วเหลือไม่มีน้ำตาลเลย คิดดูละกัน

เราเดินขึ้นไปเก็บราสป์เบอร์รี่สด ๆ จากต้นบนเนินหลังบ้าน ซึ่งเป็นแหล่งแฮงเอาท์ของหอยทากน้อยใหญ่ ก็ดีดกันไป (ถ้าไม่อยากกินราสป์เบอร์รี่ปั่นผสมหอยทาก) เด็ดมาได้สองชามใหญ่ ๆ เอามาล้างให้สะอาด ใส่ไอติมเพื่อสุขภาพของนังน้องโฟลลงไป (ตอนปั่นมีกระเด็นใส่หน้าเล็กน้อย) ได้ราสป์เบอร์รี่มิลค์เชคมาสี่แก้วมหึมา กินกันจนโคตรสุขภาพดีเลย ราสป์เบอร์รี่มิลค์เชคเปรี้ยวสะใจจริง ๆ ยังมีราสป์เบอร์รี่เป็นลูก ๆ อยู่เลย อร่อยมั่ก ๆ

“โฮ้วว์ นี่เราได้แอนตี้อ็อกซิแด๊นท์ไปจนถึงเดือนหน้าเลยนะเนี่ย แหม เฮลท์ตี้เนอะ?” โฟลลูบพุงตัวเอง แล้วมันก็เดินออกไปสูบบุหรี่ (-_-”) (เพื่ออะไรวะเนี่ย)

เอ้อ ฉันได้แวะไปห้องสมุดประชาชนมาด้วย ค่าสมาชิกแค่ปีละ 5 ยูโรเอง หนังสือเยอะมาก ๆ ฉันยืมไกด์บุ๊ค Rough Guides Italy เล่มล่าสุดมา (โชคดีที่มันยังอยู่) ดีเลย ไม่งั้นต้องลงทุนซื้อใหม่ทั้งเล่ม (ตั้งพันกว่าบาท) ทั้ง ๆ ที่จะไปแค่ โรม เมืองเดียวแค่ 6-7 วันเอง

ที่ห้องสมุดยังมีหนัง เพลง CD, DVD ให้ยืมด้วย โดยคิดค่าบริการยืมแผ่นละ 50  เซ็นต์
BEAUTIFUL SATURDAY

วันเสาร์น่่าจะเป็นวันที่ฉันชอบที่สุดที่นี่ แต่ต้องเป็นวันเสาร์ที่แดดออกด้วยนะ ถ้าเป็นวันเสาร์ที่ฝนตกล่ะก็จบเห่ แต่ถ้าแดดออกล่ะก็ พ่อคุณเอ๋ย พ่อแม่ลูกเล็กเด็กแดง ออกไปเตร็ดเตร่กันให้วุ่นวายไปหมด ตามคาเฟ่ที่หน้าร้านมีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งรับแดด ก็จะคลาคล่ำไปด้วยประชาการชาวเบลเยี่ยมที่พยายามรับแดดหน้าร้อนให้เต็มที่ ก่อนที่มันจะหนาวจนหูชาในไม่ช้านี้แหละ รวมไปถึงในสวนสาธารณะต่าง ๆ, ปราสาทโบราณ​(ที่ปัจจุบันนี้ KU Leuven หรือมหาวิทยาลัยของที่นี่ใช้เป็นสถานที่ทำการเรียนการสอน เป็นสถาณที่สอบ final ของนักศึกษาไปซะแล้ว), แม่น้ำเล็ก ๆข้างปราสาทคนก็ยังอุตส่าห์เอาเรือคายัคลงไปพายกันเป็นที่สนุกสนาน บางคนเอาขนมปังเหลือ ๆ ไปโปรยให้เป็ด กับหงส์ในบึงที่ปราสาท (ซึ่งมักจะจบลงด้วยการที่โดนฝูงเป็ดและฝูงหงส์วิ่งไล่เป็นขโยง เพราะจะเอาขนมปังเพิ่ม) – หน้าร้อน วันเสาร์ มันก็ดีแบบนี้แหละ

+ วาจาพิฆาต สถานฑูตเบลเยี่ยม

Tuesday, March 25th, 2008

NOTE : Blog นี้เขียนขึ้นเมื่อยามอารมณ์บูด ๆ ๆ ๆ ๆมาก ๆ อาจจะรุนแรงทำร้ายอารมณ์อยู่เล็กน้อย ขอให้ทำใจก่อนอ่าน และต้องขอพูดแทนเจ้าหน้าที่สถานฑูตเบลเยี่ยมคนนั้นด้วยว่าจริงๆ he ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำอะไรนักหนา แต่ลองคิดดูแทนเขาว่าวัน ๆ เจอคนไม่รู้กี่คนถามคำถามเดียวกันซ้ำๆ ซาก ๆ บางคนก็ไม่ยอมไปหาข้อมูลมาเองก่อน กะว่าโทรมาถามอย่างเดียวจบ …

คุณขา วัน ๆ สถานฑูตมีคนติดต่อเป็นสิบเป็นร้อย ช่วยเหลือตัวเองกันก่อน ตรงไหนไม่เข้าใจจริง ๆ ค่อยถาม (ไม่ใช่แบบ “ฮะโหล คือ จะไปเยี่ยมแฟนที่เบลเยี่ยม ต้องใช้ไรมั่งอะคะ?” แล้ว expect ให้เค้ามานั่งจาระไน บอกคุณทีละข้อทางโทรศัพท์ พูดตรง ๆ นะ เป็นเราเราก็เซ็งอ่ะ พอเค้าเจอแบบนี้บ่อย ๆ ทุกวัน ๆ (กี่ปีมาแล้วล่ะ เราไปมา 3 รอบแล้วอ่ะเบลเยี่ยม ไปขอวีซ่ากี่รอบเค้าก็ยังทำงานอยู่ที่เดิม) พาลให้เค้าอารมณ์เสียไปกับทุกคนด้วย เพราะฉะนั้น ช่วย ๆ กันหน่อยนะคะ ทำการบ้านไปกันก่อน จะได้ไม่มีใครต้องมีอารมณ์เหวี่ยงกันให้เซ็งค่ะ / bee | 1 August 2008

…………………………………………………………………

ใครเคยโทรไปถามข้อมูลอะไรที่สถานฑูตเบลเยี่ยม คงคุ้นกับเสียงผู้ชายที่ฟังดูก็รู้ว่าไม่แมนนี้เป็นอย่างดี ไอ้เรื่องแมนไม่แมนไม่ใช่ประเด็น แต่กิตติศัพท์หล่อนนี้ระบือไกลไปถึงไหน ๆ อันเนื่องมาจากวาจาจิกกัด ฉะดะ ทุกคนที่โทรไปถามข้อมูลวีซ่า

วันไหนหล่อนอารมณ์ดีก็อาจจะตั้งใจฟังคุณได้หน่อย วันไหน she อารมณ์ไม่ดี คนที่โทรไป ถือว่าซวย ๆๆๆๆๆๆๆ

และวันนี้มันก็เป็นวันซวยของข้าพเจ้า

เช้านี้กะว่าต้องไปกองสัญชาติฯ ที่กรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศเพื่อเอาเอกสารไปรับรองซักที ได้ฤกษ์ หลังจากขี้เกียจมานาน (โห ก็บ้านอยู่ปิ่นเกล้า กงสุลอยู่ถนนแจ้งวัฒนะ!)

ขั้นแรกเอาไป 4 ชุดก่อน คือ ทะเบียนบ้าน, ใบรับรองสถานภาพโสด, สูติบัตร จริง ๆ ก็แค่นี้แหละ แต่ของฉันมันดันมีใบเปลี่ยนชื่อด้วยก็เลยเป็น 4 ชุด

อ่านดูในใบรายละเอียดที่สถานฑูตให้มา ขั้นตอนที่สองมันต้องใช้สำเนาหนังสือเดินทางด้วย (ตอนนี้ยังไม่ต้องใช้) แต่งงว่าทำไมพาสสปอร์ตต้องรับรองเอกสารด้วยหว่า ก็เลยโทรไปถามสถานฑูต เจอเจ้าหน้าที่คนเดิม (ที่ใคร ๆ ต่างไม่อยากเจอ)
“สวัสดีครับ”
“ค่ะ คือจะถามเรื่องการรับรองเอกสารโดยกระทรวงต่างประเทศหน่อยน่ะค่ะ”
“คุณไม่ต้องถามหรอก มาเลย”
“มาไหนคะ สถานฑูตเนี่ยนะ?”
“ใช่ มาเลย”
“จะไปทำไมละคะ ดิฉันอยู่ที่กระทรวงฯแล้วค่ะ ถึงดิฉันถ่อไปถึงที่นั่นก็ไม่ได้มีความแตกต่างอะไรอยู่ดี”
“แล้วคุณจะถามอะไรล่ะ!!” น้ำเสียงเริ่มไม่พอใจ
“คือดิฉันสงสัยว่า พาสสปอร์ตเนี่ยต้องทำการรับรองเอกสารด้วยเหรอคะ”
“รับรองอะไร คุณจะทำอะไรเนี่ย”
“ขอวีซ่าเพื่อไปแต่งงานค่ะ”
“ไม่ต้องซิ ก็มันเป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว”
“อ๋อ อันไหนที่เป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ไม่ต้องรับรองเอกสารเหรอคะ”
“ไม่ใช่อันไหนที่เป็นภาษาอังกฤษ แต่อันนี้ไม่ต้อง”
“แต่เห็นบนใบรายละเอียดจากทางสถานฑูต เขียนว่าเอกสารทุกฉบับที่ออกโดยทางการไทย ต้องผ่านการรับรองจากกระทรวงต่างประเทศนี่คะ”
“งั้นก็ทำตามนั้นไปซิ!”
“เอ่า เมื่อกี๊คุณยังบอกไม่ต้องอยู่เลยนี่คะ ตกลงยังไงกันแน่คะ งงค่ะ”
“คุณ คุณจะโทรมาถามแบบนี้ไม่ได้นะ!! มาที่สถานฑูตเถอะน่ะ!!”

อะไรว๊ะ !!?!?!?! ไม่ให้ตูโทรถามสถานฑูตแล้วจะให้ตูโทรถามกระต่ายที่ไหนเนี้ยยยยยยยย นรกมาก ก็เราอ่านบนเว็บไซต์จนตาแทบปลิ้นแล้ว ไม่เห็นบอกว่าพาสสปอร์ตต้องรับรองเอกสาร แต่ใบรายละเอียดภาษาไทยที่สถานฑูตให้มา ดันบอกว่าต้องรับรอง (แต่ไม่ได้ระบุว่าเอกสารอะไรบ้าง หว่านแหเอาเเลย ว่าเอกสารไทยทุกฉบับ) แล้วจะไม่ให้ตูงงได้ไงวะ โทรไปถามก็โดนด่าอีก

แล้วกว่าท่านจะมาคุยโทรศัพท์กับข้าพเจ้านะ ก็ให้รอโคตรนานเลย ประมาณว่าหันไปตะคอกกับฝรั่งอีกคนอยู่
“No Nederlands!! English!” (ชั้นไม่พูดภาษาดัชท์ย่ะ พูดแต่อังกฤษ)

เฮ้ย นี่มันสถานฑูตเบลเยี่ยมนะเว้ย ไม่เห็นหัวคนไทยก็เกรงใจเจ้าของประเทศเค้าหน่อยมั้ยล่ะนั่นน่ะ

ตอนที่ฉันไปเอาแบบฟอร์มวีซ่าก้เหมือนกัน เจ๊ไม่พอใจอะไรก็ชอบปิดหน้าต่างเคาท์เตอร์ดังโครม! คนเค้าระอากันทั้งสถานฑูตแล้ว เสื่อมมาก ไม่รู้ทำไมถึงเลือกคนนี้มาทำ

หวังว่าเอกสารอื่นใด มันคงจะไม่มีปัญหาและให้มันเสร็จๆ ไปโดยเร็ว

ชั้นล่ะไม่อยากจะยุ่งกับเกย์วัยทองให้อารมณ์เสียเหมือนกัน ทนมาหลายทีแล้ว ให้ท่านโขกสับ ไม่รู้ไปเป็นหนี้บุญคุณอะไรคุณท่าน ถึงได้ปฎิบัติกับคนที่ไปติดต่อราวกับท่านเป็นพระเจ้า และคนอืื่นเป็นเห็บหมาได้ถึงปานนี้

ข้อมูลแถม : การรับรองเอกสารโดยกระทรวงต่างประเทศ

สำหรับคนที่จะเอาเอกสารไปรับรองที่ กองสัญชาติฯ กรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศ ง่าย ๆ เลย ก็เอาเอกสารตัวจริงที่จะรับรองไปด้วยนะ แล้วถ่ายสำเนาอย่างละใบ ไม่ต้องเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง เอาไปโล้น ๆ อย่างนั้นแหละ

ไปถึงก็รีบไปกดบัตรคิวรอไว้ก่อนเลย แล้วก็จะมีโต๊ะประชาสัมพันธ์ติดกับตู้กดบัตรคิวน่ะแหละนะ ให้พี่คนสวยและใจดีสองคนนี้ตรวจสอบเอกสารให้ซักรอบก่อน พร้อมรับแบบคำร้อง ซึ่งก็ง่าย ๆ แค่กรอกชื่อนามสกุล เลขบัตรประชาชน พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนไปกับแบบฟอร์มคำร้องด้วย ใครไม่ได้มาด้วยตนเองก็เอาใบมอบอำนาจให้คนอื่นมาทำให้ก็ได้

เสร็จแล้วก็ไปนั่งรอเรียกคิว

พอถึงคิวก็นยื่นแบบฟอร์ม + แนบสำเนาบัตรประชาชน และเอกสารตัวจริงและสำเนาอย่างละชุด ของเอกสารที่เราจะรับรองให้เจ้าหน้าเอาไปดู พอเค้าดูเสร็จก็จะคืนตัวจริงให้ และเก็บสำเนาไป

ชำระเงิน ค่ารับรองเอกสาร (แบบไม่ด่วน) ฉบับละ 200 บาท (โดนไป 4 ชุดก็ 800 บาท) ถ้าจะไม่มาเอาเอกสารเอง แต่ให้เจ้าหน้าทีส่งมาทางไปรษณีย์ก็แจ้งได้เลย เพิ่มเงินอีก 50 บาท เค้าก็จะให้ซองเอกสารมาจ่าหน้าถึงตัวเราเอง กรอกใบนำส่ง ems

รอใบเสร็จรับเงิน

กลับบ้านได้ ชะเอิงเอย

คนเยอะนะ แต่รอไม่นานมาก ไม่ถึงชั่วโมงก็เสร็จแล้ว ทุกสิ่งอย่าง

เหลือก็แต่อีสถานฑูตเบลเยี่ยมนี่แหละ ที่ต้องไปรบราฆ่าฟันกับท่านต่อไป