28-29 สิงหาคม 2550
นอกจากจะเป็นที่รู้จักโด่งดังทั่วโลก ในฐานะบ้านเกิดของนักประพันธ์ดนตรีคลาสสิคแล้ว คนส่วนมาก ถ้านึกถึง ออสเตรีย ก็คงนึกถึง อาร์โนล์ ชวาเสน็กเกอร์ ! อาจจะเป็นชาวออสเตรียคนเดียวในยุคนี้ที่ดังทั่วโลก หรืออาจจะนึกถึงภูเขาหิมะ ที่เหมาะกับการเล่นสกี คนออสเตรียเล่นสกีกันแทบทุกคน หากเด็ก ๆ บ้านเราต้องไปเที่ยวทะเลเล่นน้ำฉันท์ใด เด็ก ๆ ออสเตรียก็ไปเล่นสกีฉันท์นั้น เล่นกันตั้งแต่ 4-5 ขวบ
เนื่องจากเวียนนาเป็นนคร “สุขนิยม” ไม่แพ้ปารีส หรือ ปราก คนให้ความสำคัญเรื่องหาความสุขใส่ตัวกันอย่างเอาจริงเอาจัง เช่น การสรรหาขนมเค้กอร่อย ๆ หาร้านกาแฟที่มีกาแฟดีที่สุดในเมือง หาดนตรีดี ๆ ฟัง ไปนั่งอาบแดดในสวน ปั่นจักรยานในวันแดดออก ขยันหาดอกไม้ไปเปลี่ยนในแจกันที่บ้าน ฯลฯ ทั้งหมดนี้ไม่่ได้หมายความว่าต้อง “ซื้อ”ความสุข เพราะบางอย่างมันก็ฟรี ถึงไม่ฟรีก็ไม่แพง ความสุขของคนเวียนนาไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันกันมีมือถือรุ่นล่าสุด หรือกระเป๋ามียี่ห้อแต่ดีไซน์ก็งั้น ๆ แล้วยังขายแพงหูดับ เค้าถึงบอกว่ามีเงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้ ต้องโง่ด้วย(แต่อาจจะโดนสวนกลับมาว่า “ก็มันเงินกู!”)

เค้ก เป็นอีกอย่างที่เวียนนาขาดไม่ได้ โรงแรมใหญ่สองเจ้าในเวียนนา เคยทำสงครามเพื่อแย่งชิงการเป็นเจ้าของสูตรเค้ก Sacher Torte (เค้กช็อกโกแลตไส้แยมแอปริคอต เสิร์ฟพร้อมวิปครีม) มาแล้ว ถึงขนาดที่เถียงกันหน้าดำหน้าแดงว่าตกลง แยมแอปริคอต มันควรจะอยู่ชั้นไหนของเค้ก! และถึงขนาดที่ว่ามีข่าวออกมาว่า ญี่ปุ่นส่งสปายมาขโมยสูตรกันเลยทีเดียว
ฉันได้ลองกินเจ้า Sacher Torte เมื่อวานนี้ (ลองมาทั้งหมด 3 ร้าน.. บ้ามาก ทำไปได้ไง) เนื้อเค้กค่อนข้างนุ่มและโปร่ง ๆ มีช๊อคโกแลตสอดไส้แยมแอปริคอต และด้านนอกของเค้กฉาบด้วยช็อคโกแลตแท้ ๆ อีกชั้น ซึ่งมันก็อร่อยดี แต่ถามว่าอร่อยแบบยอมตายเลยไหมมันก็ไม่ขนาดนั้น เค้กที่เมืองไทย หลาย ๆ ร้านก็ทำได้อร่อยไม่แพ้ Sacher Torte ของเวียนนา นะจะบอกให้ ไม่ได้โกหก!

ถ้าดูโปรแกรมทัวร์จากเมืองไทย เวียนนา ส่วนมากก็คงไม่พ้น วิหารเซ็นต์สตีเฟ่น (หรือ สเตฟานส์ดอม ยังไงๆ ก็ต้องเห็น ถ้าไปเดินเล่นแถว ๆ นั้น), อนุสาวรีจักรพรรดินีมาเรียเทเรเซีย (ไม่ได้ไปกะเค้าหรอก), จตุรัสพลาท์อัทฮอฟ โบสถ์คาลส์เคร์ซ (ไม่ได้ไปอีกนั่นแหละ), พระราชวังเซินบรุนน์ (อันนี้ไปเดินผ่านมาหน่อยนึง), อนุสาวรีย์โยฮันซ์สเตร้าส์ (อันนี้ได้ไป เพราะอยู่ระหว่างทางพอดี) ฯลฯ ซึ่งจริง ๆ มันก็สวยดีอย่างที่เค้าว่า แต่โดยส่วนตัวแล้ว บางครั้งฉันเหนื่อยกับการที่ต้องมาเที่ยวแบบ “เก็บแต้ม” กับ check list ทั้งหลายที่เค้าว่า “must see” อะไรทำนองนั้น
ฉันเลยค่อนข้างจะมีความสุขมากกว่ากับการนั่งรถรางไปเรื่อย ๆ มองดูผู้คนตามท้องถนน (บางทีนั่งมองนาน ๆ กลัวเค้าหาว่าโรคจิตเหมือนกัน) และอาจจะเข้าไปดูงานศิลปะดี ๆ ที่ราคาค่าเข้าชมไม่แพงนัก นั่งดื่มกาแฟหอม ๆ ซักถ้วยตามคาเฟ่เล็ก ๆ แค่นี้ก็สุขเกินพอ
ส่วนพระราชวัง เครื่องเพชรเครื่องพลอยต่าง ๆ นานานั้น ก็ไป “เดินผ่าน” กับเขามาเหมือนกันนะ แต่ไม่ได้เสียเงินซื้อตั๋วเข้าไปดูกับเค้า เพราะดูแล้วไม่อิน มันก็แค่ตึกยาว ๆ ที่มีหินสีมีค่าประดับอยู่บนมงกุฎ ฉันดูเอาจากรูปก็ไม่ได้รู้สึกแตกต่างกับการไปดูของจริง เพียงแค่มันใกล้กว่าก็เท่านั้น ลางเนื้อชอบลางยา

การเดินทางสัญจรในเวียนนา เจ้ารถเลื่อนแบบนี้ไม่ใช่แค่เด็ก ๆ ที่ใช้ ผู้ใหญ่ก็ใช้กันหลายคน ทางเดินเท้าเค้าเรียบ จะไถลจากบ้านไปทำงานก็ยังได้
ตั้งแต่มาถึงเวียนนาฉันก็รู้สึกประทับใจและทึ่งปนอิจฉา กับระบบการคมนาคมของที่นี่ ถนนทุกสายมี U-bahn (อู บาห์น) วิ่งผ่าน และ ถนนย่อยที่ U-bahn ไม่ผ่านซะทีเดียว ก็มี Tram หรือรถราง ต่อจากสถานี U-bahn ไปจนถึงที่ที่ต้องการไป ส่วนถนนที่เล็กกว่านั้นอีก ก็มีรถเมล์วิ่งผ่าน “ทุกถนน” ส่วนแถบชานเมืองจะเป็น S-Bahn หรือรถไฟฟ้าความเร็วสูง เชื่อมต่อจากสถาน U-Bahn อำนวยความให้คนที่ทำงานในเมืองแต่บ้านอยู่ชานเมือง และ S-Bahn นี้ยังเชื่อมไปถึงสนามบินด้วย
แม้ระบบจะดีเลิศจขนาดนี้ แต่ตั๋วโดยสารนั้นถูกแสนถูก ตั๋วแบบ weekly นั้นราคาแค่ 14 ยูโร และใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ใช้ได้กับ U-bahn, S-bahn, รถราง และ รถเมล์ ! เรียกว่าไม่ต้องจ่ายค่ายานพาหนะใด ๆ อีกเลยตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่
รายละเอียดเกี่ยวกับราคาตั๋วโดยสาร เข้าชมได้ที่เว็บไซต์ ของ Wiener Linien: http://shop.wienerlinien.at/en/index.php
ระบบตั๋วนั้นใช้ความเชื่อใจ ได้ตั๋วมาใหม่ ต้องเอาไปสอดในกล่องสีน้ำเงินที่มีอยู่ที่ทางลงทุกสถานี สอดครั้งเดียว แล้วใช้ไปตลอดอายุตั๋ว นาน ๆ ทีจะมีพนักงานมาสุ่มตรวจ ถ้าเค้าเจอว่าไม่มีตั๋ว ก็ปรับกันไป มันคงจะน่าอายมากถ้าโดนจับแบบนั้น เพราะราคาตั๋วไม่ได้แพงเลย (ตั๋ววันไม่ถึง 6 ยูโร ใช้ได้ไม่จำกัดเที่ยว ตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนแบบ one week ticket คือ 14 ยูโร ใช้ได้ไม่จำกัดเที่ยวเหมือนกัน ) คือระบบก็สุดแสนจะสะดวก เชื่อใจก็เชื่อใจแล้ว ถูกก็ถูก ยังจะโกงอีก มันก็น่าอะนะ…

แถว ๆ Karlsplatz
วันก่อนฉันเลยนั่ง u-bahn ไปนั่นมานี่เป็นว่าเล่น จะไปไหนก็ได้ในเวียนนา ฉันเลยไปโผล่ที่ คาร์ลสพลาสซ์ (Karlsplatz) แล้วเดินทะลุถนนนั้นถนนนี้ (จริง ๆ มีหลง มีหลง) ดูตลาดโคห์ล-มาร์กท์ (Kohlmarkt)และย่านกราเบน (Graben) – สมัยก่อนเป็นตลาดขายถ่าน
ดูโบสถ์ ผ่านหน้าพระราชวัง พิพิธภันฑ์อัลเบอร์ติน่า (Albertina) (แต่ยังไม่ได้เข้า วันนี้จะไปดูข้างใน) ดูคนนั่งรถม้า เข้าไปฟังออร์แกนในโบสถ์ แบบไม่ต้องเสียกะตังค์แต่อย่างใด ปิดท้ายด้วยการไปนอนเล่นบนพื้นแถว ๆ อนุสาวรีย์ใครซักคน ซึ่งเพิ่งมารู้ทีหลังว่ามันคือหน้า วังจักรพรรดินีมาเรียเทเรเซีย ก่อนที่ถูกแก๊งค์สาวชาวอเมริกัน มาทำลายความสงบด้วยการพูดคุยอันดังลั่น ทำให้ต้องย้ายไปนั่งฟังเพลงฟรีในโบสถ์เซนต์โจเซฟอีกรอบ
มาถึงเมื่อวานฉันนั่ง U-bahn ไปลงที่สถานีสตาร์ดพาร์ค (Stadtpark) ที่เป็นที่ตั้งของ อนุสาวรีย์โยฮันซ์สเตร้าส์ (Johann Strauss) ใครมาเวียนนาก็ต้องมาถ่ายรูปคู่กับอนุสาวรีย์นี้แหละ พอลงมาจาก U-bahn แล้วก็ตาม ป้าย Stadtpark ไป จะเห็นพ่อแม่พาลูก ๆ มาเล่นที่สนามเด็กเล่นเยอะแยะเลย เดินผ่านสนามเด็กเล่นไป ก็จะมีสะพานข้ามคลอง ที่เป็นสายที่แยกออกมา จากแม่น้ำดานูบ (แต่ตอนฉันไป ไม่ยักกะมีน้ำ มีแต่รถบรรทุกจอดอยู่ด้านล่าง เหมือนกำลังก่อสร้างอะไรกันอยู่ซักอย่าง) พอข้ามสะพานไป มองไปรอบ ๆ รับรองว่าไม่มีทางไม่รู้ว่าอนุสาวรีย์อยู่ตรงไหน เพราะท่านจะได้เห็นกลุ่มนักท่องเที่ยวพากันมุงอนุสาวรีย์ เพื่อผลัดกันถ่ายรูปเป็นการใหญ่ ฉันเดินเข้าไปดูกับเขาเหมือนกัน อ่อ นี่เอง อนุสาวรีย์โยฮันซ์สเตร้าส์.. ได้เห็นแระ แค่นี้แหละ ไปเดินเล่นต่อดีกว่า

รูปปั้น Johann Strauss ใน Stadtpark และบรรยากาศรอบ ๆ สวน
Stadtpark (สตาดท์ปาร์ค) หรือ city park นี้กินพื้นที่กว้างขวาง เหมาะกับการมาออกกำลังกาย นั่งเล่นพักผ่อน ดูเป็ดว่ายน้ำ หรือจะมานั่งเซ็งเป็ดก็ได้ มีให้เซ็งหลายตัว ถ้าอากาศดี ฝนไม่ตก อาจจะนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ที่นี่ได้ทั้งวัน เดินทางมาก็ง่ายแสนง่าย
จาก Stadtpark ฉันนั่ง U-bahn สาย U4 สีเขียวสายเดิม ต่อไป พระราชวังเซินบรุนน์ (Schönbrunn) ซึ่งจะเอาให้ง่ายเลยนะ ก็ลงที่สถานี Schönbrunn นั่นแหละ โผล่มาเจอกำแพงวังพอดี และเป็นประตูทางเข้าหลักด้วย แต่เนื่องจากฉันเป็นคนไม่ค่อยปรกติ ก็เลยนั่งเลยไปอีกสถานีหนึ่ง ไปลงที่สถานี ฮีตซิง (Hietzing)
จากสถานี Hietzing ก็ตามป้าย Hietzinger Hauptstrasse (ถนนฮีตซิงเกอร์ ฮอปท์) ไปโผล่บนถนนข้าง ๆ วังพอดี ฉันแวะซื้ออาหารกลางวัน คือ Durum (3 ยูโร 30 เซ็นต์) ที่เป็นอาหารสไตล์ตะวันออกกลาง มีเนื้อ ผัก ซอส กับพริกป่น ม้วนด้วยแป้ง ออกมาหน้าตาคล้ายโรตี อันใหญ่พอที่จะทำให้อิ่มไปได้หลายชั่วโมง แล้วเดินถืออาหารกลางวันราคาประหยัดแต่อิ่ม เดินตรงขึ้นไปทางเข้าวัง (ข้าง ๆ วัง)
ประตูทางเข้าเหมือนประตูสวนสาธารณะทั่วไป ใคร ๆ ก็เข้าไปได้ ไม่ต้องเสียเงิน เข้าประตูไปเป็นถนนตรง ๆ มีต้นไม่ตัดแต่งไว้สวยงามประดับสองข้างทาง ยาวไปจนสุดถนน ฉันเลือกมานั่งใต้ต้นไม้เพื่อกินอาหารกลางวัน กินไป ก็ต้องระแวงเหล่ากองทัพอีกา ไป เพราะเยอะเหลือเกิน แล้วชอบมายืนมุงรอกดดันด้วยนะ เหมือนมันรู้ว่าเรามีของกิน ได้อารมณ์เหมือนมีอีแร้งรอกินเราอยู่ แง….
ฉันกินไปเกือบหมดก็อิ่มพอดี อีกาแถวนั้นเลยลาภปาก ได้กินต่อ แต่ต้องไปตบตีแย่งกันเอง ฉันเลยรีบถอยฉาก พาตัวเองออกมาจากวงอีกาก่อนที่มันจะเริ่มเปิดฉากถล่มกัน

เดินเข้าประตูด้านหลังของพระราชวังเซินบรุนด์ เข้าไปเดินผ่านมารอบนึง
เดินวนเข้าไปดูบ้านสวนปาล์มแต่ไม่ได้เข้าหรอกนะ (รู้กันอยู่แล้วใช่มั้ย) เพราะปาล์มสำหรับฝรั่ง มัน exotic สำหรับเขา แต่สำหรับคนที่มีปาล์ม 5 ต้นอยู่ที่บ้าน กับต้นมะพร้าวอีก 2 ต้นอย่างเรา ไม่รู้จะเสียค่าเข้า 4 ยูโรไปดูกับเขาทำไม .. ที่นี่มีสวนสัตว์ด้วยนะ แต่ก็ไม่เข้าอีกนั่นแหละ เพราะดู ๆ แล้ว สัตว์ที่เป็น ไฮไลท์เลยคือ หมีแพนด้า (ไปดูที่เชียงใหม่มาแล้วอ่ะ) แถมค่าเข้าก็ค่อนข้างแพง ก็เลยเดินไปดูวังแทน
โผล่มาเจออาคารใหญ่โตสีเหลืองมัสตาด อ้าว นี่มันวังเชินบรุนน์ นี่หว่า ตลกดี เดิน ๆ มาก็เจอตั้งอยู่ตรงนั้น ตรงข้ามกับวังเป็นภูเขามีรูปปั้นและน้ำพุประดับอลังการ แต่เดินกว่าจะถึงนะ อยากได้ตุ๊ก ๆ หรือลูกหาบมากเลย จะให้ขับหรือหามไปส่งบนยอดเขา! คิดว่ากษัตริย์ฮับสเบิร์ก ท่านคงจะมีม้าส่วนพระองค์ สามารถขี่ขึ้นเขาไปได้ เพราะระยะทางจากวังไปนี่เดินกันเกิน 20 นาทีเป็นอย่างต่ำ ฝนก็ดันมาตกตอนนี้อีก ..(ควักเอาเป็ดที่เก็บมาจากสวน Stadtpark เมื่อเช้าออกมาเซ็งอีกรอบ)

อาหารกลางวัน (3.30 ยูโร), บรรยากาศรอบ ๆ พระราชวัง
ฉันเดินดูนั่นดูนี่ บางคนเค้าก็เขาไปใน Maze หรือเขาวงกต กัน เป็นพุ่มไม้สูงท่วมหัว ค่าเข้าไปหลงคือ 4 ยูโร ฉันนั่งดูอยู่นาน คนที่เข้าไปตอนแรก ผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้วยังไม่ออกมาเลย ฉันเลยไม่เข้าดีกว่า กลัวต้องนอนในวัง
สรุปแล้ว ไม่ได้จ่ายตังค์ซํกกะเซ็นต์เดียว (บางคนอาจจะคิดว่า แล้วมันไปของมันทำไมล่ะนั่น นั่นน่ะซิ ไปทำไมฟระ งงตัวเอง) เดินทะลุวังถ่ายรูปมาขำ ๆ แล้วก็นั่ง U-bahn กลับมาที่่ Karlsplatz เพื่อไปที่ Secession ที่มีภาพเขียนเฟรสโก (เทคนิคเขียนภาพบนปูนเปียก ทำให้สีติดทนอยู่นาน) ของ กุสตาฟ คลิมท์ (Gustav Klimt) ค่าเข้าชม 6 ยูโร
ภาพเขียนของ คลิมป์ เป็นแนวที่ยังใหม่ในสมัยนั้น ที่ยังนิยมภาพวาดสัจจนิยม หรือ Realism กันอยู่ แต่คลิมท์ขียนภาพแบบตัวคนก็ยืด ๆ ยาว ๆ ยังกะหนังสติ๊ก แขนก็ยาว ขาก็ยาว แล้วผู้หญิงก็ไม่ค่อยชอบใส่เสื้อผ้า บางคนจะใส่ก็เป็นเสื้อทูนิคย้วย ๆ ดูฝัน ๆ ฟุ้ง ๆ ถ้ามาเกิดในสมัยนี้ต้องเรียกว่าเป็น Illustration Artist ที่สไตล์กำลัง”อิน”มาก ๆ

Secession เมื่อแรกสร้าง และ Secession ในปัจจุบัน
งานที่ดังมาก ๆ ของคลิมป์คือชิ้นที่ทำเพื่ออุทิศแด่ บิโธเฟน เป็น serie บนกำแพงยาวต่อกัน 3 กำแพง ชื่อ Beethovenfries คอนเซ็ปต์คือมวลมนุษย์ที่ ที่เดินไปเข้าไปหาสิ่งชั่วร้ายและปีศาจ ความร่ำรวยแบบจอมปลอมที่แทนด้วยภาพวาดรูปผู้ชายในชุดคล้ายพวกขุนนาง มีหญิงชายคู่นึงกำลังคุกเข่าลงเหมือนกำลังอ้อนวอน, ซาตานและลูกสาวทั้งสามอันได้แก่ ความบ้า ความเจ็บป่วย ความตาย … มนุษย์ได้จำนนให้กับสิ่งเหล่านั้น จนกระทั้งได้มาพบกับ บทกวี และดนตรี ทำให้ในที่สุดก็มาถึงดินแดนที่มีแต่ความ รักแท้ ความซาบซึ้ง และความสุขสงบอันเป็นนิรันด์
ทุกภาพแทนด้วยภาพมนุษย์ที่อ่อนช้อยงดงาม และ ออกจะหลอน ๆ ฟุ้ง ๆ และตกแต่งประดับประดาด้วยสีทอง หินสี ฯลฯ เป็นสไตล์การเพนท์ของคลิมท์ กลางกำแพงนั้นเคยมีรูปปั้น บิโธเฟน อยู่ด้วย แต่ปัจจุบันไม่อยู่แล้ว ไม่รู้ไปเที่ยวที่ไหน
ฝนยังคงโปรยปรายอยู่ตอนฉันเดินออกมาจา secession
เดินเลี้ยวขวาขึ้นไปหน่อยเดียว ก็จะเจอกับ ตลาด Naschmarkt (แนชท์มาร์คท์) ที่เป็นที่รู้จักโด่งดังที่สุดของเวียนนา ตลาดนี้อารมณ์คล้าย อตก. แฮะ ร้านค้าเรียงรายตลอดทาง เท่าที่สังเกตุดู ส่วนมากจะเป็นร้านที่พี่ๆ แขกขาวเป็นเจ้าของ มีร้านอาหารอยู่บ้างประปราย คนนิยมมานั่งดิ่มกันซะมากกว่า หรือไม่ก็มากินอาหารจีนที่ทำใหัสด ๆ ฉู่ฉ่า ฉู่ฉ่า กันต่อหน้า (ส่วนเรานั่นเฉย ๆ เพราะกระเพราไก่ที่บ้านก็ทำกัน ฉู่ฉ่า ฉู่ฉ่า สด ๆ เหมือนกันเป็นประจำ ตั้งแต่เดินไปกินข้าวหน้าปากซอยด้วยตนเองได้ตั้งแต่ 7 ขวบก็หายตื่นเต้นไป) ที่แปลกใจมากคือบางร้านมี “เบียร์ช้าง” ขายด้วย ขวดเล็กขายกันที่ขวดละ 99 เซ็นต์ ประมาณ 40 กว่าบาท จริงๆ แล้วก็ถูกนะนั่นน่ะ ถูกกว่าซื้อเบียร์ลาวกินที่ถนนข้าวสารอีก
ก่อนที่นอกเรื่องไปกันใหญ่ ตลาด Naschmarkt นี้ตั้งมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เลยนะ ในเวลานั้นเป็นตลาดที่ค้านมสดบรรจุขวดเป็นหลัก ชื่อตลาดก็มาจากคำว่า Asch ที่แปลว่าขวดบรรจุนม) จนกลายมาเป็น Naschmarkt นี่แล

ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ฉันต้องกลับไปโรงแรม เพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าไปกินบุฟเฟ่ต์ที่ทางเจ้าภาพที่จัดงาน Perl เค้าจัด (แต่คิดตังค์คนละ 50 ยูโร ถ้าจำไม่ผิด รู้แต่ว่า ไม่ค่อยถูกเท่าไหร่) ฉันนั่ง U-bahn ไปที่มหาวิทยาลัยเวียนนา ที่เป็นจุดนับพบ จากที่นั่นก็มีรถบัสหลายคนถูกจัดมารับโปรแกรมเมอร์ทั้งหลาย ไปที่ร้านอาหารที่ทางเจ้าภาพได้จองไว้แล้ว พ่อแก้วแม่แก้วเอ๋ย ร้านนี้มันช่างไกลอะไรปานนี้ เรานั่งรถไปจนเมื่อยแก้มก้น ฝนก็ตกปรอย ๆ หลายคนเริ่มบ่นหิว
ไปถึงที่ร้าน โต๊ะจานชามถูกจัดไว้เรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายไปนั่งเป็นกลุ่ม ๆ ตามโต๊ะ ผ่านไปยี่สิบนาที อาหารยังไม่มา ทุกคนหิวกันจนตาลาย แทบจะกินกันเองแล้ว ฉันเองก็งงว่าเค้าไม่รู้หรือว่าวันนี้จะมีคนมากี่คน แล้วไม่ได้เตรียมอะไรล่วงหน้าไว้เลยเหรอเนี่ย ครึ่งชั่วโมงผ่านไป อาหารเริ่มทยอยมา พอทางเจ้าภาพพูดจบ ทุกคนก็รี่เข้าไปต่อแถวตักอาหารกัน (ถ้าเป็นเมืองไทย ลืมเรื่องแถวไปได้เลย)
แล้วมันก็กร่อยอีกรอบ เพราะบางคนที่รอให้คนเริ่มซาก่อน ค่อยไปต่อแถว ต่อไปราวๆ 10 นาที พอมาถึงโต๊ะที่วางอาหาร อาหารหมดไปต่อหน้าต่อตา! มีคนนึงได้เค้กแบน ๆ ไปชิ้นหนึ่ง เห็นเดินคอตกออกไปอย่างยอมรับชะตากรรม

ฉันนึกว่าวันรุ่งขึ้น ที่เป็นวันปิดประชุม ต้องมีคนโวยเรื่องนี้แน่นอน เพราะประมาณ 20% ของคนทั้งหมด (ประมาณ 200 คนได้) แทบจะไม่ได้กินอะไรเลย ในขณะที่ก็ต้องจ่ายคนละ 50 ยูโร แต่ผิดคาด ที่ไม่มีใครบ่นหรือเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเลย คุณเบิร์ตบอกว่า เงินที่ได้จากบุฟเฟ่ต์ หักค่าใช้จ่ายแล้ว เค้าจะเอาเก็บไว้ใช้ในการประชุมครั้งหน้า วันสุดท้ายเค้ามีการประมูลของกันด้วย ได้เงินเยอะพอดู ก็เก็บไว้ใช้จัดงานคราวหน้าเหมือนกัน
เรายังมีเวลาอีกวันในเวียนนา พรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวกันต่อ








+ เมนท์กันหมาด ๆ