Archive for the ‘แบกเป้ in ยุโรป’ Category

+ ทริปดีเดือด 1 week in Rome.

Sunday, December 7th, 2008

30 สิงหาคม 2551

ใครจะไปคิด ว่าเงินจำนวน 1,500 บาทจะพาเราเดินทางจากไปถึงกรุงโรม ประเทศอิตาลีได้ แต่ที่นี่ Ryan Air คือพระเจ้าที่นักนิยมชมชอบตั๋วเครื่องบินราคาถูก ทั้งรักทั้งบูชา และทั้งเกลียดมันไปพร้อม ๆ กัน ถ้าจองตั๋วแล้ว จ่ายเงินแล้ว เรื่องจะแคนเซิลตั๋วนี่ลืิมไปได้เลย ไม่มีทางได้เงินคืน แต่ก็ต้องเข้าใจสายการบินเค้าอ่ะนะ เพราะตั๋วมันถูกจริง ๆ มีบ่อย ๆ ที่ตั๋วราคา 0 ยูโร (แต่ tax ต่างหากนะ) ด้วยเหตุที่ราคาตั๋วถูก ทำให้ Ryan Air ต้องชาร์จทุกอย่างที่ขวางหน้า เช็คอินที่แอร์พอร์ตเรอะ? extra 10 ยูโร​ (เฉพาะ Citizen ของ EU เท่านั้นที่สามารถเช็คอินออนไลน์ได้ แต่เราถือพาสสปอร์ตไทยก็เลยต้องไปเช็คอินที่สนามบินตามระเบียบ), มีกระเป๋าโหลดขึ้นเครื่องเรอะ ? extra 10 ยูโร (กระเป๋าถือขึ้นเครืองเอง ไม่ต้องเสียตังค์), จ่ายด้วยเครดิตการ์ดเรอะ? ? extra 5 ยูโร ฯลฯ

rome0011

เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งไปชะล่าใจกับราคาตั่วที่เห็นบนเว็บของสายการบิน ลองดูราคา total ก่อนว่าเท่าไหร่ ไว้จะมาเล่าเกี่ยวกับสายการบิน Low Cost ของยุโรปให้ฟังทีหลัง

ฉัน book ได้มา 30 ยูโร (เฉพาะขาไป รวมภาษีรวมทุกอย่างแล้ว) และ 50 ยูโร สำหรับขากลับ เหมือนกับไฟลท์ราคาถูกส่วนมาก ที่มักจะบินออกจากสนามบินห่างไกลความเจริญ (ที่มีบ่อย ๆ ที่ค่ารถจากบ้านไปสนามบิน แพงกว่าตั๋วเครื่องบินอ่ะนะ เฮ้อ) สำหรับเบลเยี่ยม Ryan Air ใช้สนามบิน ชาร์เลอรัว (Charleroi) เป็นหลัก

ทริปนี้ไปกันแค่สองสาว(ไม่ค่อยน้อย) ฉันมีแค่กระเป๋าเป้ไซส์เท่าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คไปเดียว (ซื้อมาจาก MBK ในราคา 199 บาท ภูมิใจมาก ใช้มาจะสองปีแล้ว ทึ่งในความทนเกินคาดของมัน) ส่วนเพื่อนสุดที่รัก “เจ๊ทราย” ซึ่งบางทีก็เหมาะกับการเรียก “คุณนายวัชรา” มากกว่า นอกจากกระเป๋าเดินทางแบบ suitcase เต็มรูปแบบ (และแน่นอน มันมีล้อ) แล้วยังหนีบกระเป๋าถือกุชชี่ไปอีกใบ
“ชั้นรู้ว่าเราไปอิตาลี ไม่ได้ไปคาซัคสถาน แต่กระเป่ากุชชี่นี่นะ?”
“แหม แก ใบมันใหญ่ดี ใส่ของได้สารพัด” ไม่พูดเปล่า คุณนายล้วงลงไปในกุชชี่ แล้วควักโหลพลาสติกที่เต็มไปด้วยประชากรกล้วยฉาบออกมาเคี้ยวเล่น!

“กล้วยฉาบ!?! ไปซื้อมาจากไหนนั่นน่ะ”
“ก็ร้านอาหารไทยที่เราไปกินกันวันก่อนไงแก๊..ทำเป็นลืม”
“ไม่ได้ลืม แต่ไม่คิดว่าแกจะเอากุชชี่มาใส่กล้วยฉาบเพื่อเอาไปอิตาลี”
คุณนายไม่ว่าอะไร ได้แต่นั่งกินกล้วยฉาบด้วยความเพลิดเพลิน


Ryanair

จากบ้านไปสนามบินชาร์เลอรัว ขับรถนานพอกับบินจากเบลเยี่ยมไปอิตาลีเลย ถ้าขับรถต่อไปอีกซักครึ่งชั่วโมงก็ออกไปถึงฝรั่งเศสแล้ว แล้วนี่นะ เรียกว่าสนามบิน “บรัสเซลส์ใต้” (South Brussels Airport) มันไม่ได้ใกล้บรัสเซลส์ซักเท่าไหร่หรอก แต่ก็อีกแหละ สนามบินนานาชาติบรัสเซลส์ หรือ ซาเวนเตม (Zaventem) ก็ไม่ได้อยู่ในบรัสเซลส์ แต่อยู่ใน ฟลามส์บราบัน คาดว่าบรัสเซลส์คงจะไม่มีที่พอจะยัดสนามบินแล้วอ่ะแหละ
“คราวหน้าบวกค่าน้ำมันรถที่ต้องขับมาส่งที่สนามบินลูกเมียน้อยแบบนี้ด้วยนะ” คุณเบิร์คขับไปบ่นไป
“เอาน่าาาา ไม่ได้ไปบ่อยๆ”
“แหงล่ะ”

05:15 PM
เช็คอินผ่านไปได้เรียบร้อยไม่มีปัญหาอะไร ทรายต้องจ่ายค่าเช็คอินกระเป่าด้วย (แต่จ่ายไปตั้งแต่จองตั๋วแล้ว) ส่วนเรามีแค่เป้ใบเดียว ส่วนเสื้อที่หนา ๆ หน่อยก็ใส่ทับ ๆ ไปก่อนเพื่อประหยัดพื้นที่ในเป้ เพราะในนั้นมีกระเป๋าสะพายเล็กอีกใบอัดอยู่ พอพ้นจากที่เช็คอิน เข้าไปบริเวณด้านใน ก็งัดเอากระเป๋าสะพายออกมา แล้วเอาเสื้อที่ใส่ทับมา 3-4 ชั้นจับยัดเอาไปในเป้เหมือนเดิม ถ้าไม่ทำแบบนี้ Ryan Air คิดค่ากระเป๋าเพิ่มอะ คนคิดเล็กคิดน้อยแบบเรามีเรอะ จะยอมจ่าย ฮ่าๆๆๆ (โธ้ ไอ้งกเอ๊ยยย)
“นี่แก อันนี้หอมมั้ย” คุณนายถามขณะเดินดุ่ย ๆ อยู่ใน Duty Free Shop เราพ่นน้ำหอมเล่นใส่กันอย่างบ้าคลั่ง แต่ไม่ได้ซื้อเค้าหรอกนะ โดยเฉพาะคุณนาย ที่เคยชินกับราคาน้ำหอมที่อังกฤษ (ซึ่งถูกมากอย่างน่าอิจฉาตาร้อน) ขวดละ 6-7 ปอนด์ มาถึงเบลเยี่ยม ราคากระฉูดไปถุึง 30-40 ยูโร คือถ้าอยู่อังกฤษแล้วมาซื้อของเบลเยี่ยมนี่ควายเรียกแม่เลยนะ เพราะเบลเยี่ยมของแพงมาก

เอาเถอะ บ่นเรื่องชีวิตรันทดของคนไทยในต่างประเทศไม่ใช่ประเด็น เดี๋ยวจะกลายเป็นคู่สร้างคู่สมไปซะฉิบ

เครื่องดีเลย์ประมาณครึ่งชั่วโมง นี่เกือบจะทุ่มนึงแล้วเนี่ย
ผู้โดยสาร Ryan Air เริ่มไปยืนออที่เคาน์เตอร์ แล้วก็ทะลักกันลงไปติดแหง็กอยู่ที่ช่องบันไดทางลงอยู่ดี ไม่รู้มันจะเรียกให้บอร์ดดิ้งทำหมีแพนด้าอะไรนี่ ถ้ายังไม่พร้อมให้ขึ้นเครื่อง
ผ่านไปสิบห้านาทีเต็ม ผู้โดยสารเริ่มทยอยขึ้นเครื่อง อากาศหนาวและมีฝนตกพรำๆ ฉันคิดในใจ

“ไปแล้วเว้ยยยยย ไปสู่อากาศที่ดีกว่าแถว ๆ เมดิเตอริเนียนแล้วเว้ยยยย ฮ่าๆๆๆ บ๊ายๆ อากาศแบบเบลเยี่ยม กริ๊กกริ้ววววววว!”
“เลขที่นั่งอะไรคะ?” น้องแอร์ สาวอังกฤษขนตางอนเช้งถาม
“เอ้อ อ้าวไปไหนแล้ววะ” ฉันมีนิสัยชอบเสียบบอร์ดดิ้งพาส และตั๋วนานาชนิดไว้ที่บนพาสสปอร์ต ทำให้ถึงเวลาต้องหาอะไรซักอย่างแล้วไม่เคยหาอันที่ถูกต้องเจอ

“เอ้อ หาไม่เจออ่ะค่ะ” แต่น้องแอร์ตาไวกว่า หาเจอในกองขยะในซองพาสสปอร์ดของฉันได้ภายใจ 5 วินาที
“อ้าวนี่ไงคะ ใช่ค่ะ โรม แชมปิโน่ เดินเข้าไปได้เลยค่ะ” มึน ๆ

เราใช้เวลาบนเครื่องบินไปกับการกินกล้วยฉาบ แซนด์วิช (ซื้อบนเครื่อง – 5 ยูโร เจี๊ยกกกกส์~!) และกาแฟถ้วยละ 3 ยูโรที่ใสจนเห็นตูดถ้วยกระดาษ รสชาติสามารถเป็นอะไรก็ได้ แต่แน่นอนว่ามันไม่ได้รสชาติเหมือนกาแฟ รู้สึกโง่ ๆที่สั่งมาดิ่ม แต่ตอนนั้นไม่ไหวละ ตาจะปิด


This is Rome

09:40 PM

สองชั่วโมงต่อมา เราก็ได้มายืนหน้าตาเหรอหราอยู่ที่หน้าสนามบินแชมปิโน่ (Ciampino) ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี

“ทราย แกบอกให้ฟรานเชสโกไปรับเราที่สนามบินไหนวะ” ฟรานเชสโก เพื่อนชาวโรมันของคุณนาย ควรจะมาถึงตั้งแต่สองทุ่มครึ่งล้ว เพราะเค้าออกจากบ้านมาก่อนที่เราจะส่งข้อความไปบอกว่าเครื่องดีเลย์

นี่สามทุ่มกว่าแล้ว ยังไม่่มีเงาของฟรานเชสโก เอ..ชักไม่ค่อยดี
“หรือเค้าจะไปรับเราผิดสนามบินวะ” คุณนายเเองก็เริ่มกังวล
“บ้าาาา ก็คุยกันแล้วนี่ว่าเราบิน Ryan Air มันก็มาลงที่นี่แหละ”
“หรือว่ามันมีมากกว่า 1 เทอร์มินัล?” ฉันเลยเดินไปถามคนแถวนั้น เค้าก็บอกว่ามีที่เดียวนี่แหละ

เดินไปใช้โทรศัพท์สาธารณะก็เจ๊งอีก เลยต้องใช้มือถือโทรไป (แพงกระฉูด) ขอบคุณพระเจ้า ฟรานเชสโก รับโทรศัพท์ ทรายก็เลยเคลียร์ให้เรียบร้อยว่าเราอยู่แชมปิโน่ ไม่ได้อยู่อีกสนามบินนึง (Fiumicino)
“ฟรานเชสโกบอกว่ากำลังมา เค้าไปผิดสนามบิน” เฮ้อ…

ซักยี่สิบนาทีผ่านไป หนุ่ม(ใหญ่)หัวเหน่งคนนึง ก็โผล่มาจากรถยนต์สีขาวคันเล็กกะจิดริดไม่เหมาะกับตัวเอาซะเลย เพราะดูๆ แล้วฟรานเชสโกสูงไม่น้อยกว่า 190

“เฮ้ ไฮๆๆ สาวๆ รอนานมั้ยขอโทษที ผมนึกว่าพวกคุณไปลงที่ Fiumicino กันน่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมากที่มารับถึงสนามบิน” 
“โอ๊ย ไม่เป็นไรหรอก พอดีวันนี้อยู่แถวนี้พอดีด้วย อ้อ แล้วนี่เพื่อนผม มาอูโร่” ฟรานเชสโกแนะนำเพื่อนที่มาด้วยอีกคน เป็นชาวโรมเหมือนกัน

มาอูโร่ใส่แว่น ผอมสูง (ถ้าอยู่เมืองไทย หน้าตา โหงวเฮ้ง คาแร็คเตอร์แบบนี้ต้องไปวิเคราะห์ข่าวเศรษฐกิจ) เค้าก็ทักทายโดยการชมแก้มซ้ายขวาพอเป็นพิธี
“หิวมั้ย ไปกินพิซซ่ากัน พอดีวันนี้มีเลี้ยงส่งเพื่อนผมสองคน เค้าจะย้ายไปอยู่มิลาน”
ฟรานเชสโกถามระหว่างขับรถพาเราเข้าเมือง พิซซ่าเหรอ มาถึงคืนแรกก็ได้กินพิซซ่าเลย วู้ๆๆๆ มีเหรอจะปฎิเสธ เคี้ยกๆๆๆ

ฟรานเชสโกขับรถพาเข้าผ่านกำแพงเมืองโรม มาอูโร่ก็ช่วยอธิบายนั่นนี่ไปด้วย

“นี่เป็นกำแพงเมืองโรม ส่วนนู่นนน ไปทางนั้นจะเป็นโคลอสเซียม” ไม่ต้องใช้ความพยายามมากก็บอกได้ง่าย ๆ เลยว่าสองหนุ่ม(ไม่น้อย) ชาวโรมันเพื่อนของเรานี่ ภูมิใจกับเมืองที่เค้าอยู่มากกกกก มากจริงๆ ซึ่งฉันก็พอจะเข้าใจ

rome006

ตึกรอบ ๆ บริเวณที่เราผ่านดูมืดๆ ทึม ๆ กำแพงเต็มไปด้วยกราฟฟิตตี้มากมาย ไม่ได้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยมากมายนัก แต่ดูมีสเน่ห์ไปอีกแบบหนึ่ง แต่ที่แน่ ๆ แทบทุกหัวมุมถนน จะมีสถาปัตยกรรมสวย ๆ เก่าโบราณยืนอยู่ท่ามกลางตึกที่เต็มไปด้วยกราฟฟิตตี้ที่ยุ่งเหยิง


ฉันมาถึงโรมได้ไม่ถึงสองชั่วโมงดี เพิ่งเห็นโรมแค่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แต่ก็บอกได้เลยว่า หลงรักเมืองนี้เข้าเต็มเปา รักในความ “อะไรก็ได้” ของมัน ตามถนนยังมีแผงลอยขายของให้เห็น เป้นประเทศอื่นในยุโรป ไม่มีให้เห็นหรอกแผงลอย

“พวกคุณจะมาเที่ยวกี่วันกันเหรอ” มาอูโร่หันมาถาม
“อาทิตย์นึงน่ะค่ะ” ฉันตอบไป มองดูวิวข้างนอกไปด้วยความทึ่ง เมืองนี้สุดยอด เหมือนดูไม่ตั้งใจจะเท่น่ะ แต่มันเท่
“จะไปไหนบ้างล่ะ”
“ตอนแรกกะว่าจะไปฟลอเรนซ์ด้วย แต่ว่าคิดไปคิดมา อยากดูโรมให้สะใจไปเลย คราวก็เลยคิดว่า แค่โรมน่ะ”
”
“แค่”โรมเหรอ ไม่ใช่ “แค่” นะ นี่คือ โรม ไม่มีคำว่า “แค่” หรอก ใช่มั้ย ฟรานเชสโก”
ฟรานเชสโกหัวเราะ แล้วก็ตอบว่า “ซี ซี ซี! This is Rome!”

ลืมเล่าไปอย่างนึงคือ ฟรานเชสโกพูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงอิตาเลี้ยนนนน อิตาเลียน ทุกประโยคมักจะไม่จบลงที่ ตัวสะกดตามปรกติแต่มักจะแถมเสียง อะ ตามมาด้วยเสมอ เช่น
“ไอ ไล้ลลลลลคะะะ” (I like)
“แอม ฮังกรี้อะะะะะ” (I’m hungry เอ๊ะ เหมือนคนไทยป่ะเนี่ย “ชั้นหิวววว”อ่ะ” )

บางทีนะ ฟังเค้าพูดไม่ค่อยออก ไม่ใช่ว่าภาษาอังกฤษเราดีนะ (ก็ไม่ได้เรื่องเหมือนกันอ่ะแหละ) แต่สำเนียงอิตาเลียนนี่ฟังยากจริง เพราะเค้าชอบพูดเร็ว แล้วติดสำเนียงสูง ๆ ต่ำ ๆ ตามสไตล์อิตาเลียนมาเยอะมาก ฟัง ๆ ไปก็น่ารักดี

rome0021

ฟรานเชสโกขับรถพาเราลัดเลาะมาตามซอย แล้วก็จอดรถในตรอกมืด ๆ แห่งหนึ่ง เราลงจากรถมาพร้อมมาโอโร่ แล้วปล่อยให้ฟรานเชสโกเอารถไปจอด ปัญหาเดียวกับกรุงเทพฯ ที่นี่หาที่จอดรถยากยิ่งกว่าหาแบงค์ร้อยหล่นตามถนนที่กรุงเทพฯอีก
“เค้าจะเอาเรามาฆ่าโบกปูนเปล่าวะเนี่ย” เจ๊ทรายหันไปมองบรรยากาศรอบ ๆ แล้วก็สยอง
“เฮ้ย ไม่หรอก คนเยอะแยะ” ฉันพยายามมองโลกในแง่ดี แต่สวดนะโมไปแล้วสามจบ

แต่ดู ๆ คนยังเดินกันพลุกพล่าน เหมือนเพิ่งจะออกจากบ้านกันมาเอง บางคนก็มากันเป็นกลุ่ม ๆ บ้างก็เป็นคู่แฟนเดินกันกระหนุงกระหนิง ฟรานเชสโกจอดรถเสร็จก็เดินมาสมทบ เราเดินทะลุซอกซอยยิบย่อยเหล่านี้ตามๆ เค้าไป ผู้คนยังเดินกันให้วุ่นวายกันทุกซอย ไม่ได้เปลี่ยวอะไรมากนัก แต่ต้องยอมรับว่าบรรยากาศมันสลัว ๆ ยังไงชอบกล ถ้าเดินมาคนเดียวก็มีเสียว ๆ เหมือนกันละวะ อากาศตอนนี้กำลังสบาย ไม่หนาวจนขนหัวตั้งเหมือนที่เบลเยี่ยม แม้ว่าตอนนี้จะสี่ทุ่มกว่าแล้วก็ตาม ฉันใส่แค่เสื้อยืดกับแจ๊คเก็ตบาง ๆ ยังเฉย ๆ อยู่

Piazza di Campo Dei Fiori

ไม่ได้หวานเหมือนชื่อ

ระหว่างทางไปร้านพิซซ่าเราเดินผ่านจตุรัส Piazza di Campo dei Fiori ซึ่งแปลกันตรง ๆ ก็คงเป็นอะไรประมาณว่า จตุรัสทุ่งดอกไม้ (Campo คือ Field, Fiori คือ Flowers) ฟังดูโรแมนติํ๊ก โรแมนติก เมื่อก่อนคงเป็นทุ่งดอกไม้บานเต็มท้องทุ่งอะไรยังงั้น แต่เปล่าเล้ยยยยย

จตุรัส หรือ Piazza (Piazza มีอีกความหมายนึงแปลว่า ตลาด หรือ Mercato) ทั่ว ๆ ไปในโรมมักจะมีโบสถ์, เสาโอเบลิสก์ แต่จตุรัส Piazza di Campo dei Fiori เคยเป็นตลาดค้าม้า และลานที่ใช้แขวนคอประหารชีวิต (บอกแล้วไม่ได้เกี่ยวอะไรกะชื่ออันแสนน่ารักของมันเอาซะเลย) แต่จตุรัสแห่งนี้ก็ถูกใช้เพื่อการค้าขายเป็นหลัก สังเกตุจากชื่อถนนรอบ ๆ จตุรัสก็ยังตั้งตามกิจการต่าง ๆ เช่น Via dei Balestrari (ถนนช่างทำหน้าไม้), Via dei Baullari (ถนนคนทำกาแฟ), Via dei Cappellari (ถนนช่างทำหมวก), Via dei Chiavari (ถนนช่างกุญแจ) and Via dei Giubbonari (ถนนช่างตัดเสื้อ)

เมื่อมีถนนใหม่ตัดผ่าน จตุรัสแคมโป เด พิโอรี่ กลายมาเป็นจุดที่คนใหญ่คนโตเดินผ่าน เพราะเป็นทางที่สะดวกที่จะผ่านไปยังวิหารจิโอวานนี่ และนครวาติกัน ทำให้จตุรัสแห่งนี้คึกคักขึ้นมาทันตา และเริ่มมีการเอาม้าเข้ามาขายอาทิตย์ละสองวัน โรงแรม ร้านค้า ก็ตามมาเปิดกันพรึ่บพรั่บ

rome0032

ตรงกลางจตุรัสปัจจุบันนี้ มีอนุสาวรีย์ของนักปรัชญานามว่า “จิออดาโน่ บรูโน่” (เปล่า เค้าไม่ได้มาขายเสื้อผ้าอยู่ในห้างเมืองไทยแต่อย่างใด) ตั้งอยู่ จิออดาโน่มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 16 ช่วงนั้นอิตาลียังคงเป็นสังคมที่เรียกว่าเป็นคริสต์แบบสุดโต่ง จิออดาโนถูกเผาทั้งเป็น ณ จตุรัสแห่งนี้ เพราะความคิดเห็นของเค้าบ้าบอ (เช่น เค้าคิดเห็นว่า ดวงอาทิตย์คือศูนย์กลางของจักรวาล ไม่่ใช่โลก เป็นต้น ซึ่งความคิดแบบนี้เป็นอะไรที่คนยุคนั้นรับไม่ได้ ถือเป็นการดูหมิ่นพระเจ้าอยู่กลายๆ)

หนังสือของจิออดาโน่ถูกขึ้นทะเบียนไว้ใน “รายการหนังสือต้องห้าม” (Index Librorum Prohibitorum) ที่จัดทำโดยศาสนจักรโรมันแคธอลิค ซึ่งเราคงเคยได้ยินเรื่องการล่าและเผาผู้หญิงที่ถูกหาว่าเป็นแม่มด อะไรยังงั้นมาบ้าง จิออดาโน่ไม่ได้เป็นพ่อหมดหมอผี แต่เค้าก็ยังถูกเผาทั้งเป็นเพียงเพราะมีความคิดไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ และควมคิดของเค้าขัดกับหลักการของศาสนจักร

อนุสาวรีย์ของจิออดาโน่ ถูกจัดทำขึ้น โดยประติมากรชาวอิตาเลียน Ettore Ferrari (ไม่รู้ลูกหลานเหลนโหลนมาผลิตรถยนต์ในภายหลังหรือเปล่าเนี่ย?) ในปี ค.ศ. 1887 และได้ตั้งขึ้น ณ บริเวณที่จิออดาโนถูกเผาทั้งเป็นจนถึงแก่ความตายนั่นเอง โดยเฟอร์รารี่ตั้งใจให้อนุสาวรีย์ของจิออดาโน่ หันหน้าไปทางนครวาติกัน เป็นการประกาศว่าต่อแต่นี้ อิตาลี ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎศาสนาจักรอีกต่อไป และทุกคนมีสิทธิ์ที่จะออกความคิดเห็นและพูดในสิ่งที่ตนอยากจะพูดได้โดยเสรี

ที่จตุรัสมีน้ำพุตั้งอยู่ด้วย โดยที่ฐานน้ำพุมีข้อความสลักว่า FA DEL BEN E LASSA DIRE (“Do well and let them talk”) ใครแกะรหัสได้ วานบอก..

กุยเซ็บเป้ วาซิ (Giuseppe Vasi) สถาปนิกและนักวาดภาพบันทึกชาวซิซิเลียนในสมัยศตวรรษที่ 17 ได้สเก็ตช์ภาพของสถานที่ต่าง ๆ ในโรมไว้ว่า 240 ภาพ และภาพสเก็ตช๋ของจตุรัส Campo dei Fiori ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย (ภาพสเก็ตช์ของวาซิสามารถดูได้ที่ http://www.romeartlover.it/Vasi28.html)

Da Baffetto2

ได้กินซะทีนะพิซซ่า

10:30 PM something.
สลัดความสยองจากจตุรัส Campo Dei Fiori แล้วตามไปกินอะไรอร่อย ๆ กันดีกว่านะ ที่โรมนี่พิซซ่าไม่ได้อร่อยทุกร้าน เนื่องมาจากมีนักท่องเที่ยวมากันเนืองแน่นทุกวันทั้งปี ทำพิซซ่าห่วย ๆ ออกมาก็ยังขายได้ เพราะนักท่องเที่ยวมาครั้งเดียวแล้วก็คงไม่นั่งเครื่องบินตามกลับไปด่าอีก แต่กว่าจะหายโง่ก็กินพิซซ่าและพาสต้าห่วย ๆ กันไปไม่ต่ำกว่าคนละ 3-4 มื้อทั้งทริป

แต่กินพิซซ่าที่ไหนล่ะ จะอร่อยและไม่แพงจนหูตูบ

ร้าน Da Baffetto คือร้านที่เป็นที่จัด “Pizza Party” คืนนี้ ฟรานเชสโกดุนหลังเราสองคนเข้าไปในร้านแล้วหาที่ให้นั่งเสร็จสรรพ แล้วถามว่าอยากกินอะไร ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน จะสั่งพิซซ่าต้มยำกุ้งก็กลัวโดนเผาให้ตายทั้งเป็น (มีเสียงด่ามาจากเพื่อนสาวที่ไปด้วยว่าแกจะบ้าเรอะ นังนี่ พิซซ่าต้มยำกุ้ง!) ก็เลยขอให้ฟรานเชสโกแนะนำให้ ฉันก็บอกว่าอะไรก็ฟังดูดีทั้งนั้นแหละชั่วโมงนี้ เพราะหิวสุด ๆ

ไวน์ขาวมาถึงโต๊ะก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ได้มาในขวด แต่มาในเหยือก ตอนแรกไอ้เรารึก็นึกว่าใครสั่งน้ำเก๊กฮวยวะเนี่ย ปรากฎว่ามันเป็นไวน์ เหอๆๆ มาอูโร่เดินไปหลีสาวที่ไหนแล้วก็ไม่รู้ เราสามคนเลยนั่งชนแก้วไวน์กันกิ๊งกั๊ง กระดี๊กระด๊ารอให้พิซซ่ามาถึง แต่ได้ข่าวว่าพิซซ่าที่นีรอนานใช้ได้ ฟรานเชสโกเลยส่งแผนสองไปก่อน สั่งของกินเล่นมาเรียกน้ำย่อยก่อน คือ Fritto Misto (Mixed fries) ซึ่งเป็นทุกสิ่งอย่าง ตั้งแต่มะกอก ข้าวริซอตโต ฯลฯ ทอดกรอบมาในชีส ได้ยินแล้วไขมันเราร่าเริงกันใหญ่ แต่แปลกนะ คนที่นี่ไม่ยักกะอ้วน (มาเข้าใจทีหลังว่าคนที่นี่เดินเยอะมาก วัน ๆ เอาแต่เดินๆๆๆ พอดี !! เผาแคลอรี่หมด! ไม่เหมือนเรา กินแล้วนอน!)

ผ่านไปเกือบยี่สิยนาทีพิซซ่าเพิ่งจะเดินทางมาถึง พนักงานเสิร์ฟหน้าตาเหมือนเบื่อพิซซ่าเต็มที หอบพิซซ่ามาทีละสี่ห้าถาด แล้วถาดไม่ได้เล็กนะ ใหญ่กระประมาณครึ่งกะทะหอยทอด! แม่เจ้า! 

ทรายสั่งริชอตโตกับกุ้ง ส่วนของฉันเป็นพิซซ่า Capricciosa ซึ่งอุดมไปด้วยมะเขือเทศ ปาร์ม่าแฮม มะกอก เห็ด มอสซาเรลล่าชีส ที่แปลกคิือตรงกลางมีไข่ใส่มาด้วยอ้ะ!! ส่วนพิซซ่าของฟรานเชสโกก็เต็มไปด้วยอาติโช้ค พิซซ่ากลม ๆ ที่นี่ของแท้ต้องออกจะบางแล้วขอบต้องใหม้ ๆ หน่อยนะ (บางอันดำเกรียมมาเชียว) จะมาหนานุ่มอะไรนี่ไม่ได้นะคับพี่น้องคับ เสียชาติเกิดพิซซ่าอิตาเลียหมด

rome0052
อร่อยอ่ะ อร่อยไปหมดทุกอย่าง แต่ชิ้นมันใหญ่มาก อยู่เมืองไทยใครกินพิซซ่าคนเดียวทั้งถาดนี่ต้องถือว่า “มันแดกดุ” จริงๆ ยิงเป็นผู้หญิงด้วยแล้ว แฟนอาจเลิกคบกันเลย กลัวเลี้ยงหล่อนไม่ไหว แต่ดูเหมือนฝรั่งจะกินพิซซ่ากันคนละถาด(เป็นอย่างน้อย) เป็นเรื่องปรกติ คงเป็นเพราะแป้งมันบางด้วยแหละมั้ง

มีคนเคยบอกว่า วิธีกินพิซซ่าคือให้หั่นแบ่งเป็นชิ้น แล้วใช้มือหยิบตรงขอบ ห่อเข้าด้วยกัน แล้วเริ่มกินจากด้านแหลมก่อน แต่ประทานโทษนะ พิซซ่าที่นี่ทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะมันย้วย!! ด้วยความที่มันบางแล้วหนักเครื่องมาก พิซซ่ามันไม่สามารถตั้งเป็นแนวราบได้ มันก็ย้อยลงตามแรงโน้มถ่วงโลก แต่ฉันหันไปดูคนอื่นๆ บางคนก็สามารถนะ หยิบกินได้ แต่ดูฟรานเชสโก ใช้มีดกับส้อมตัดกินตามปรกติ ฉันก็เลย play safe กินด้วยมีดกับส้อมดาม ๆ เค้าไป

rome004


เพิ่งมารู้ว่า ลูกค้าในร้านทั้งร้านนี้เป็นแก๊งค์ที่มาเลี้ยงส่งงานเดียวกันทั้งนั้น ดู ๆ ไปไม่น่าจะต่ำกว่า 50-60 คน ร้านคงปวดกบาลน่าดูชมทีเดียว ใครกินแล้วไม่จ่ายตังค์นี่ไม่มีทางรู้เลยนะนั่นน่ะ

สามารถเอาพิซซ่าลงท้องไปได้ ภูมิใจกับตัวเองมากเลย

ระหว่างกินก็มีหนุ่มอิตาเลียนมาถ่ายรูปอยู่นั่นแหละ ไม่ใช่ว่าสวยนะ (แอบหวังนะนั่น) แต่คือหมอนี่ถ่ายรูปชาวบ้านเค้าไปซะหมด (น่าจะเรียกว่า ถ่ายเรี่ยราดได้) ฉันเลยหยิบกล้องมาถ่ายกลับมั่ง อยู่โรมเป็นอาทิตย์ เจอหน้าหมอนี่หลายครั้ง จนบัดนี้ยังไม่รู้เลยว่าชื่อเสียงเรียงนามอันใด

รีวิว Buffetto 2 ของฝรั่งเค้า : http://www.frommers.com/destinations/rome/D42706.html

Z..z..z.zZ…

หนูอยากกลับบ้าน(นอน)
1:30 AM

เราออกมายืนนอกร้านกันได้ครึ่งชั่วโมงแล้ว สั่งเช็คบิลไป พนักงานก็หายต้อยไปกับเงินทอน (ไม่เยอะหรอก สองยูโร แต่คิดเป็นเงินไทยก็ร้อยนึงอ่ะ เฮ่อ) จะเข้าไปตาม มันก็ทำท่าเหมือนไม่ค่อยอยากเสียเวลากับเราเท่าไหร่ ลืมเรื่องเงินทอนไปได้เลย เรื่องต่อมาคือ เมื่อไหร่กุจะได้กลับบ้านนนนนนนเนี่ยยยยยย ….
จะตีสองอยู่แล้ว ชาวอิตาเลียนยังร่ำลากันเป็นวรรคเป็นเวร มาอูโร่เดินมาเช็คเป็นระยะ
“เฮ้ ง่วงแล้วเหรอ”
“ค่าาาา” (หาว)
“ทำใจหน่อยนะ เป็นแบบนี้ทุกทีแหละ”
“หมายถึงคนอิตาเลียนร่ำลากันยาว ๆ งี้เป็นปรกติเลยเหรอ”
“เปล่าหรอก คือพวกมันอะแหละ “เอ่ย ไปไหนต่อมั้ย ไปไม่ไป แกไปมั้ย ใครไปมั่ง ไปไหนดี เฮ้ย กี่โมงแล้ว อ้าว จิ๊บหาย ตีสองแล้ว กลับบ้าน” สรุป มัวแต่โอ้เอ้ ก็ไม่ได้ไปหรอก เอาเข้าจริงๆ”

ก็ดูเหมือนจะเป็นยังงั้น ฉันกับคุณนายตาจะปิดแล้ว ริบหรี่ ๆ ลงทุกที 

ปาเข้าไปตีสองโน่นน่ะคับถึงได้ฤกษ์ ciao ciao กันมาเป็นชั่วโมงๆ แล้ว

ฟรานเซสโก แวะไปส่งมาอูโร่ก่อน เพราะบ้านใกล้กัน แล้วก็ขับรถกลับบ้าน บ้านฟรานเซสโกอยู่ใกล้ metro สถานี s.paolo ซึ่งเป็นย่านที่ผู้ดี(พอจะ)มีกะตังค์เค้าอยู่กัน

ฟรานเซสโกอยู่คนเดียวในอพาร์ทเมนต์ขนาดประมาณ 150 ตรม. เห็นจะได้ แต่ที่แปลกคือระเบียงใหญ่มาาาาาาาาก คือใหญ่ขนาดจอดรถได้สองคันสบาย ๆ อ่ะ
“ทำไมระเบียงใหญ่จัง ดีเนอะ”
“ไม่รู้ซิ แต่ผมชอบนะ เวลาเพื่อน ๆมาก็ชอบมานั่งที่ระเบียงกัน ปาร์ตี้ได้เป็นสิบคนน่ะ”

ฟรานเซสโกขอโทษขอโพยที่ไม่ได้เตรียมที่นอนไว้ให้เป็นเรื่องเป็นราว เราสองคนนอนในห้องรับแขกที่มีโซฟาสีส้มแปร๊ด กางออกมาเป็นเตียงนอนได้สองคนพอดี แต่ปัญหาคือ ได้ส่วนที่กางออกมาได้ มันดันหัก! ฮ่าๆๆๆๆ แต่เราก็นอนกันได้อ่ะนะ ไม่ได้เรื่องมากอะไร

rome007

ฟรานเซสโกขอตัวไปนอน ห้องเค้าอยู่อีกฝั่งนึง 

ฉันยังทึ่งในความนอนง่ายของคุณนาย เพิ่งจะพึมพัมอยู่ว่าพรุ่งนี้จะไปไหนออกกี่โมงดี ไม่ถึง 5 วินาที (สาบานได้) มันกรนแล้วคับพี่น้องคับ!

พรุ่งนี้ ไป โคลอสเซียม เย้ๆๆๆๆ

+ Bad day

Thursday, December 4th, 2008

* post นี้ contain คำหยาบ ไม่เหมาะกับเด็กความสูงไม่เกินสะดือ

เมื่อคืนอยู่ปิด job กันถึงสามสี่ทุ่ม

ความซวยเริ่มมาเยือน เมื่อเจ้านายเริ่มสติหลุด คือคริสเตียนทำหลายอย่าง เจอคนนั้นคนนี้ บางทีคริสเตียนก็ลืมว่าให้ใครดูอะไรไปมั่ง บอกอะไรใครไปมั่ง อย่างเมื่อวานนี้ ฉันใช้ font หน้าตาประหลาด (แต่มันสวยอ่ะ) คริสเตียนก็ว่ามันสวยดี
“แต่มันไม่ตรงกับ font ใน guideline นี่” งงดิกรู guideline ไรวะ ไม่เคยเห็น คริสเตียนก็ยืนยันว่าเคยเอาให้ฉันดูแล้ว ฉันก็ยืนยันนั่งยันนอนยันเหมือนกันว่าไม่เคยเห็นเล้ยยย ไอ้ guideline ที่ว่า คริสเตียนบอกว่า “อยากจะบ้าตาย”

bad_day

ก่อนหน้านี้คริสเตียนก็เม้ง เซ็บ (เซบาสเตียน) ไปรอบนึงแล้ว หาว่าเจ้าเซ็บไปดึงสเก็ตช์งานบนฝาผนังออก (คือบนผนังจะเต็มไปด้วยสเก็ตช์งานที่กำลังทำกันอยู่ และยังไม่เสร็จ โปรเจ็คท์ยังไม่ปิด ต้องแปะไว้ดูพัฒนาการ) ไอ้เซ็บก็บอกว่า ไม่ได้ดึ๊งงงงงงง ไม่มี๊ (ซึ่งมันก็ไม่ได้โกหกนะ เพราะฉันก็ไม่เคยเห็นงานตัวที่ว่านั่นบนผนัง) คริสเตียนโมโห

แล้วความซวยก็มาเป็นระลอก ฉันสเก็ตช์งานไป 3 ชิ้น แต่มันเป็นแค่ sketch ไง ไม่ได้ตัวจริง ไฟล์มันก็พิการ ๆ ไปมั่ง แหม เอาไรมาก ทำเองดูเองอ่ะ แต่คริสเตียนจะเอาไปให้ลุกค้าดู (ก็น่าจะบอกแต่แรก เฮ่ออออ) ก็เลยต้องมานั่งเตรียมไฟล์กันใหม่อีก ฉันเอาไปหนึ่งชิ้น เซ็บเอาไปหนึ่งชิ้น โซฟีเอาไปหนึ่งชิ้น ส่วนอเล็กซ์หนีกลับบ้าน ตัดช่องน้อยแต่พอตัวไปก่อนแล้ว

เมื่อยามปิด job ดึก จะมีการสั่งพิซซ่่าฮัทเกิดขึ้น

ฉันเลยกินพิซซ่าไก่บาร์บีคิวกะเค้าด้วย ขอบ่นหน่อยนะ พิซซ่าฮัทที่เบลเยี่ยม รสชาติโคตรแย่ คือไม่ได้แค่ไม่อร่อยนะ โคตรๆๆๆๆๆ แย่เลยอ่ะ โคตรหวาน เลี่ยน สุดยอดแห่งความ… เฮ้อ…

เซ็บทำเสร็จแล้วหนีกลับไปตอนสามทุ่ม ฉันเสร็จสี่ทุ่ม ดีนะ ที่คุณชายไปรับที่ทำงาน ไม่งั้นคงสลบ บนรถเมล์แน่ๆ โคตรจะเหนื่อยเลย ส่วนโซฟียังมีงานเอกสารต้องทำให้เสร็จอีก ไม่รู้ได้กลับบ้านกี่โมง แต่โซฟี ไม่ทำงานวันพุธ ก็เลยอยู่ดึกได้

เช้าวันนี้

คริสเตียนมาแต่เช้า เพราะมี meeting กับลูกค้าเจ้านี้แหละ เจ้าที่เรานั่งเผางานกันเมื่อคืนนี้แหละ จริงๆ คริสเตียนต้องออกไปตั้งแต่ 10 โมงแล้ว แต่ฉันกะแล้วว่าต้องสาย ก็งานที่จะเอาไป present ยังไม่ได้ปรินท์ด้วยซ้ำ เท่านั้นยังไม่พอ ยังต้องเมาท์บอร์ดอีก ฉันกับเซ็บก็เลยแทคทีมกันทำคนละครึ่ง ไอ้ printer ก็ใช้โคตรยาก บางทีปรินท์ออกมาครึ่งเดียว หรือตั้งค่าผิดไป 3 มิลลิเมตร เบี้ยว โดนด่าก่อนได้เอาไปให้ลูกค้าดูอีก โห ชีวิต..

เซ็บสติแตกไปคนแรก เพราะปรินเตอร์ไม่ได้อย่างใจ เดินด่าเป็นภาษาฝรั่งเศสไปรอบออฟฟิศ (ธรรมดาเซ็บจะไม่ค่อยพูดฝรั่งเศสถ้าไม่ได้คุยกับอเล็กซ์ หรือ ซาวิเย่ร์ เพราะฉะนั้น อันนี้ ลางไม่ดีอันดับหนึ่ง)

นั่งปรินท์ ปะ ปรินท์ ปะ กันอยู่ครึ่งชั่วโมง มีงานให้คริสเตียนเอาไปให้ลุกค้าดูจนครบละกัน

คริสเตียนออกไปได้ซัก 15 นาที ฉันมานั่งรวมไฟล์ที่ปรินท์ไปแล้ว เผื่อจะเอามาย่อแล้วปรินท์รวมกัน เอาไว้ดูกันเองในออฟฟิศ นั่ง ๆ ดูไป ๆ ก็ปรกติ แต่ความซวยครั้งใหญ่ได้มาถึงแล้ว

อิ๊บอ๋ายยยยยยย!!!!!กูปรินท์ผิดไฟล์!!!!!

แล้วคริสเตียนก็เอางานไปพรีเซนต์แล้วด้วย ซวยแล้วกู๊!!!!

นั่งแก้ไฟล์, export โทรไปหาคริสเตียน เว้รรรร!! คริสเตียนปิดมือถือ!!! โอ้ยอยากตายว่ะเฮ้ย!!!

หันไปปรึกษาเซ็บ เฮ้ย เซ็บทำไงดีวะ ไฟล์ที่ปรินท์ไปมันผิดอันอ่ะ ไฟล์ที่แกให้ฉันปรินท์มันไม่ update แกๆๆๆ ทำไงดีอ่ะ เซ็บทำหน้าเหวอ ๆ แล้วก็บอกว่า
“มันไม่ใช่ปัญหาของกรูแล้วล่ะ” โห ซึ้งว่ะ

ช่วยไม่ได้อ่ะ โทรไม่ติด อีเมล์ไปละกัน (T_T)

โห วันนี้ “เฟลล์” มาก ๆ เครียด ทำงานผิดพลาดใหญ่หลวง งานเอาไปพรีเซนต์ลูกค้า เสือกปรินท์ไม่ดู

จริง ๆ แล้วต้อง save as งานพวกนี้ตั้งแต่เมื่อคืน แต่โซฟีบอกว่าไม่ต้อง ให้พิมพ์ตอนเช้าเลยละกัน แต่ไอ้เจ้าเซ็บบอกว่าจะ download มาจาก server (ซึ่งมันเป็นไฟล์เก่าไง) ไอ้เราก็เสือกไม่ดูอีกที ไว้ใจมันเกินไป

ถ้าเป็นเมื่อก่อน คงคิดจะฟ้องแล้วล่ะ ว่าโซฟีบอกว่าไม่ต้อง save หรือบอกว่าไอ้เซ็บบอกว่าให้ download จากอันนี้ๆๆๆ

แต่ตอนนี้ไม่อ่ะ เราก็ผิดเอง ไม่เช็คอีกที สะเพร่า จะไปโทษใคร รับเองคนเดียวเลยดีกว่า ไม่ใช่เด็ก ๆแล้วอ่ะ จะไปโทษชาวบ้านเค้า..โห.. คิดไปต่างๆ นานา คริสเตียนกลับมาเมื่อไหร่กูโดนเละแน่งานนี้ คริสเตียนยิ่งอารมณ์ไม่ดีมาตั้งแต่เมื่อวาน (เรื่องหาไฟล์ไม่เจอ, guideline หาย, ใครมาดึงงานฉันออกจากกำแพง ฯลฯ)

แต่ว่าดีก็ดีใจหายเลยนะ วันก่อนขับปอร์เช่พาฉันกับเซ็บไปซื้อแซนด์วิชอ่ะ เว่อร์มาก

เครียดจริงๆ นะ วันนี้ แบบ ทำงานไม่ออกเลย เครียดจนต้องไปตะโกนให้ห้องส้วมแล้วกลับมานั่งหน้าคอมใหม่ หันไปถามเซ็บว่างานที่จะให้ทำต่ออ่ะ จะให้ทำหรือยัง ตรงไหน มันก็เล่น iPhone อยู่ได้ ฉันยืนเป็นไอ้บ้าอยู่เป็นนาทีกว่ามันจะหันมาถามว่า “ตะกี๊ว่าอะไรนะ” โมโหอ่ะ เฮ้ย ฉันเลยบอกว่า “ไม่มีอะไร เสร็จเมื่อไหร่ไปเรียกละกัน” แล้วเดินไปชงกาแฟ (ถ้าใส่ยาเบื่อหนูลงไปได้คงใส่ไปแล้ว)

จำ “จูลส์” ได้ไหม เพื่อนชาวดัชท์ที่ฉันไปกินข้าวด้วยคราวก่อนนู้น ที่แอนท์เวิร์ป ฉัน sms ไปบ่นกับจูลส์ว่า เฮ้ย วันนี้แย่มากเลยอ่ะ Everything goes wrong จริงๆ เครียดมากๆ เครียดจนน้ำตาแทบไหล คือเหมือนว่าเรามันใหม่ไง พอมีอะไรมาทุกคนก็คาดหวังว่าเราคงรู้แล้วแหละ ไม่ต้องไปบอกมันหรอก มันคงรู้แล้ว (แต่เซ็บ อ่ะ จริงๆ มันดีมากเลยนะ เป็นคนเดียวที่ช่วยฉันทุกอย่าง บอกตลอดว่า “บี ถ้าติดตรงไหน อย่าพยายามคลำหาทางเองนะ ถ้าไม่เจออะไร ถามผม” แต่ในขณะเดียวกันมันก็กวนตีนในบางเรื่อง)

จูลส์ (ที่เพิ่งจะเข้านอนไปไม่กี่ชั่วโมง เพราะทำงานกะดึกอาทิตย์นี้) ส่ง sms กลับมา ว่า เกิดอะไรขึ้นเหรอ ง่วงจังเลย

ฉันก็เล่าให้ฟังไปสั้น ๆ บ่นอะแหล่ะ

ไอ้จูลส์ก็ดี๊ดี อุตส่าห์ให้กำลังใจ ว่าเฮ้ย ใครๆ ก็ทำผิดกันได้น่ะ แกจะนั่งเครียดตอนนี้หรือแกจะบอกตัวเองว่า เออช่างมันวะ ก็มันผิดไปแล้ว ดีเหมือนกัน คราวหน้าจะได้รู้ แล้วไม่ผิดอีก

“บี แกอย่าคิดมาก ยิ้มเข้าไว้ การยิ้มเป็นการให้พลังงานที่ดีนะ” ฉันรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย

พักใหญ่ ๆ ต่อมา เซ็บมันคงรู้แหละ ซักพักมันก็เดินหงิม ๆ เข้ามานั่งข้างๆ
“บี … ยูโอเคป่าว?”
“เออ”
“โกรธผมเหรอ ยูดูไม่แฮปปี้นะ”
“ป่าวเว้ย”
“เฮ้ยยย มีไรบอกได้นะ เราเป็นทีมเดียวกันใช่ป่าว นะ นะ นะ”
“เออ ตกลง booklet จะให้ทำไรเนี่ย ส่งมาดิ” เซ็บก็อธิบายงานมาให้
“โอเค มีไรอีกป่าว” ฉันไม่ได้หันไปมองด้วยซ้ำ กลัวจะโมโห
“ไม่มีแล้ว” แล้วเซ็บก็เดินกลับโต๊ะไปอย่างเจียมตัว

ตอนบ่ายคริสเตียนกลับเข้ามาออฟฟิศ ไม่มีการโดนด่าอย่างที่คาด แต่ก็บรรยากาศมาคุยังไงพิกล มาถึงก็เอาบอร์ดงานไปแปะบนผนัง แล้วหันไปคุยกับเซ็บ ดันเป็นภาษาฝรั่งเศส เซ็งจริงๆเลย ฟังไม่ออก!!! (T_T)

บ่ายแก่ ๆ เอางานลูกค้ามานั่งแก้กันสองคนกับเซ็บ คริสเตียนไม่ได้ว่าอะไร (อาจจะรวมไว้ด่าทีเดียวพรุ่งนี้ก็ได้) คิดไปคิดมา โดนด่าแล้วไงวะ จริงๆ ตั้งแต่มาถึงนี่ เห็นคริสเตียนลงทัณฑ์ด้วยวาจาไปครบทุกคนแล้ว ไม่เว้นแม้แต่โซฟีซึ่งเป็นมือขวา บางทีก็ยังโดนคริสเตียนตำหนิจนจ๋อย เมื่อวานก็ไอ้เซ็บ วันก่อนก็อเล็กซ์ คือโดนกันมาแล้วถ้วนหน้าว่างั้นเถอะ มีฉันนี่แหละ ยังรอดมาได้อยู่ จะโดนซักดอกสองดอกคงไม่ตาย ดีเหมือนกัน จะได้มีภูมิคุ้มกัน เฮ้อ

อ้อ แต่เงินเดือนออกแล้วอ่ะ เลยฉลองเงินเดือนเดือนแรกด้วยการซื้อหูฟัง iPod ใหม่ ราคาหลากหลายเหลือเกิ๊นนนน ตั้งแต่ 5-6 ยูโรไปถึงเป็นร้อยยูโร อันที่ซื้อมาอ่ะ 10 ยูโรหน่อยๆ เหอๆๆๆ

วันนี้มี integration course อีก มีวิทยากรมาพูดเริื่อง media ในเบลเยี่ยม แต่ฉันไม่ค่อยดูทีวีอยู่แล้วอ่ะ ก็เลยเฉย ๆ กับหัวข้อนี้ ส่วนหนังสือพิมพ์ น่าสนใจดีที่ได้รู้ว่าหนังสือพิมพ์แต่ละหัวที่นี่สังกัดพรรคการเมืองกันทั้งนั้น (แต่ไม่ใช่แบบอิทธิพล นะ คือ support พรรคการเมืองด้วยนโยบาย พูดแล้วก็ปวดกบาลอีก)

เหนื่อยจังเลยอ่ะ แต่ก็ต้องสู้ต่อไปทาเคชิ

+ สองสัปดาห์แรกของการทำงาน

Saturday, November 22nd, 2008

+ FIRST WEEKS @ WORK

และแล้วเวลาก็ผ่านไปสองอาทิตย์เต็ม ๆ กับการทำงานประจำอีกครั้ง (หลังไม่ได้ทำงานทำการเป็นหลักเป็นแหล่งมาร่วม 2 ปี)

ความรู้สึกโดยรวม ชอบนะ ออฟฟิศใหม่ คนไม่เยอะ มีกันอยู่ 6-7 คนนี่แหละ

office1

เคยพูดถึง เซบาสเตียน แล้ว ตอนนี้คนอื่น ๆ มั่ง คนแรกคือ อเล็กซอง ชื่อเต็มๆ คืออเล็กซานเดอร์ แต่เรามักเรียก อเล็กซ์ ว่า อเล็กซ์ เฉย ๆ อเล็กซ์เป็นดีไซเนอร์เหมือนกับฉันและ เซบาสเตียน แต่สองคนนี้มักจะได้งานสิ่งพิมพ์ ฉันมักจะได้งานเว็บเป็นหลัก (ก็สองคนนี้ทำสิ่งพิมพ์มาเกือบ 8 ปีแล้ว ส่วนฉันไม่ค่อยได้แตะเท่าไหร่หรอกงาน print)

ภาษาอังกฤษของอเล็กซ์อยู่ในขั้นโอเค ถ้าพูดช้า ๆ และไม่ใช้ประโยคที่ซับซ้อนมาก อเล็กซ์จะเก็ท แต่ถ้าเทียบกับคนอื่น ๆ แล้ว อเล็กซ์อ่อนภาษาอังกฤษที่สุดในออฟฟิศ ภาษาแม่ของอเล็กซ์คือฝรั่งเศส เหมือนกับอีก 3 คนคือ เซบาสเตียน, แม๊กซ์ และซาวิเย่ร์ ส่วนอีกสองคนคือ คริสเตียน (The boss) และโซฟี (มือขวา boss) ภาษาแม่คือดัชท์

ด้วยความที่อเล็กซ์อ่อนภาษาอังกฤษ ทุกคนมักจะแกล้งอเล็กซ์ตลอดเวลา ทุกครั้งที่อเล็กซ์พูดภาษาฝรั่งเศส (และถ้าฉันอยู่แถว ๆ นั้นด้วย) คนอื่นจะตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษ อเล็กซ์จะงง! และเปลี่ยนโหมดไปเป็นภาษาอังกฤษด้วย (แต่ช้ากว่าพูดฝรั่งเศสประมาณ 5 เท่า) ฉันจำได้ว่าวันหนึ่งถามอเล็กซ์เรื่อง อพาร์ทเมนท์ที่เค้าอยู่ในบรัสเซลล์ เค้าบอกว่า เออ มันก็โอเคนะ มันเล็กแค่ 40 ตรม. เอง คือเมื่อก่อนมันก็โอเค แต่ตอนนี้แฟนมาอยู่ด้วย
“จะบอกว่ายังไงดีล่ะ แฟน-ใหม่-มาก”
“อะไรคือแฟนใหม่มากเหรอ”
“แฟน 6 เดือนน่ะ”
“หา แฟนท้อง 6 เดือนเหรอ”
“ไม่ใช่ๆๆๆ แฟน มีมา 6 เดือนเองครับ”
“อ๋อ เพิ่งคบกับแฟนมาได้ 6 เดือน”
“เอ้อออออนั่นแหละๆๆๆ”

หรือ
“บี คุณตัดกระดาษเสร็จยังครับ?” อเล็กซ์หมายถึงตัวอย่างงานที่จะให้ลูกค้าดู
“ยังเลย แต่พรุ่งนี้คงเสร็จ” (แล้วเซบาสเตียนก็ตะโกนมาจากอีกฝั่งของออฟฟิศว่า “พรุ่งนี้บีช่วยอเล็กซ์ไม่ได้นะ ฉันมีงานด่วนให้บีช่วย”)
อเล็กซ์ก็เลยเหวอ ๆ แล้วบอกว่า ไม่เป็นไร
“เดี๋ยวผม อืม ตัดตัวผมเองก็ได้”
“ตัดตัวเองเลยเหรอ”
“ไม่ใช่ๆๆ จะบอกว่ายังไงอ่ะ ผม จะตัดน่ะ”
“ผมจะตัดเอง”
“เอ้ออออออนั่นแหละๆๆๆ”

แล้วทุก ๆ วันก็มีเหตุการณ์แบบนี้ตลอด คืออเล็กซ์ฟังออกแต่จะตีความไปคนละเรื่อง เช่นอเล็กซ์บอกว่า วันหยุดที่ผ่านมาฉันไปดูเจมส์บอนด์มาล่ะ แล้วฉันก็เลยบอกว่า เออฉันไป Kite Surfing ที่ฮอลแลนด์มา อเล็กซ์ดันคิดไปว่า ฉันไป kite surf อยู่ในหนังเจมส์บอนด์!! คือ อเล็กซ์เป็นคนที่งงง่ายมากขนาดนั้น!!

ทั้งออฟฟิศ รวมฉันด้วย ก็มีอยู่ 3 คนที่ทำงานออกแบบเป็นเรื่องเป็นราว ส่วน เจ้าแม่แห่งออฟฟิศคือ โซฟี : โซฟีทำทุกอย่างตั้งแต่ติดต่อลูกค้า รับบรีฟ ปิดบัญชีงาน ฯลฯ คือเหมือนเลขาอ่ะแหละ แต่เธอชอบให้เรียกว่าเหมือน “มือขวา” ของคริิสเตียนมากกว่า (คือฟังดูดีกว่าเลขา) จริงๆ โซฟีก็จบมาทางด้านออกแบบแต่ว่าในออฟฟิศ เธอไม่ได้ทำงานออกแบบแล้ว แต่เหมือนเป็น Project Manager มากกว่า คือรับบรีฟมาจากลูกค้า แล้วต้องเอามาบรีฟ ดีไซเนอร์ต่ออีกที

อาทิตย์ที่ผ่านมา ทำงานเสร็จไป 3 ชิ้น ลูกค้าชอบ (รอดตัวไปกรู) เมื่อวานคริสเตียนเลยเดินมาบอกว่า ให้เริ่มคิดคอนเซ็ปต์เว็บไซต์ใหม่ของบริษัทได้แล้ว เพราะเว็บที่ใช้อยู่ปัจจุบันนั้นเก่าและดูโบราณอย่างไมน่าให้อภัย บรีฟก็สั้น ๆ เลย

“เราไม่ใช่บริษัทออกแบบ เราเป็นคนสร้างแบรนด์ งานออกแบบเป็นแค่ส่วนหนึ่งของ Brand building เว็บก็เรียบ ๆ นะ แต่ต้องน่าสนใจ”

โห ไม่ค่อยจะยากเลยนะนั่นน่ะ

+ INTEGRATION

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ฉันไปเข้าคอร์ส “Integration” ตามปรกติ สำหรับคนที่ย้ายมาอยู่ที่ฝั่งฟลานเดอร์ส โดยเฉพาะที่แต่งงานกับคนเฟลมมิช ต้องเข้าโปรแกรมนี้ทุกคน (แต่ฝั่งวัลลูนไม่ต้อง) ทั้งโปรแกรมใช้เวลา 60 ชั่วโมง โดยขาดได้ 4 ครั้ง (ฉันขาดไปแล้ว 3 – ก็โปรแกรมมันอยู่ Leuven ไอ้เราทำงานอยู่บรัสเซลส์ กว่าจะลากสังขารมาจากออฟฟิศได้ก็แทบตาย) ซึ่งจะลากยาวไปถึงมกราคมนู้น พอจบคอร์สก็จะได้ใบประกาศว่าเราได้เข้าคอร์สนี้มาแล้ว

ทำไมต้องเข้าโปรแกรมนี้ด้วย

เบลเยี่ยมมีประชากรไม่เยอะ แต่จำนวนผู้อพยพย้ายมาจากประเทศอื่นนั้น ค่อนข้างเยอะ เมื่อเทียบกับประเทศใกล้เคียง โดยเฉพาะชาวโมรอคโค ตุรกี อาร์เมเนีย อิรัก อิหร่าน ฯลฯ เอาง่าย ๆ เลย คือประเทศแถบ ๆ ตะวันออกกลางและแอฟริกา โดยเฉพาะโมรอคคันนั้นพูดภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่สองอยู่แล้ว และรุ่นแรก ๆ ที่มา ก็เข้ามาทำเหมือง เป็นแรงงานถูกกฎหมาย แต่อยู่ไปอยู่มา ก็พาครอบครัวลูกหลาน ญาติโกโหติกามาอยู่ด้วยหมด ตอนนั้นเบลเยี่ยมให้สัญชาติคนพวกนี้ง่ายมากกกกก ง่ายมากๆ แล้วชีิวิตก็ง่ายแสนง่าย เพราะเบลเยี่ยมเป็น Welfare state คือรัฐช่วยทุกอย่าง จนบางครั้งก็เกินไป เหมือนไม่่ยุติธรรมระหว่างคนที่ทำงานแทบตาย กับคนที่อยู่บ้านเฉยๆ แล้วแจ้งกับรัฐว่าไม่สามารถทำงานได้ (แต่จริงๆแอบทำ ที่ต้องแอบเพราะไม่ต้องจ่ายภาษี)

ตอนนี้เบลเยี่ยมมีอยู่ 5-6 พรรคการเมืองหลัก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พรรคคาธอลิคมักจะนำพรรคอิื่นเสมอ ตามมาด้วยโซเชียลลิสต์ และ ลิเบอรรัล แต่ที่น่าประหลาดใจและตกใจคือปีล่าสุดนี้พรรคขวาจัดหรือ Vlaams Blok (ซึ่งเพิ่งเปลี่ยนชื่อมาเป็น Vlaams Belang เมื่ีอ 3-4 ปีก่อน เพราะถูกยุบพรรคไปเพราะศาลที่อังกฤษตัดสินว่าพรรคนี้ เหยียดผิว จริง ตามข้อกล่าวหา) ตามตูดมาติด ๆ ด้วยเปอร์เซ็นต์สูงลิ่งคือ 22%

พรรคนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างดีในแง่ของเป็นพรรคที่เหยียดผิว แอนตี้คนต่างชาติต่างภาษา(ที่ไม่ยอมละทิ้งวัฒนธรรมของตนเอง) หนึ่งในนโยบายหลักของพรรคคือ ส่งคนพวกนี้กลับประเทศไปให้หมด นอกเสียจากว่าจะยอมทิ้งวัฒนธรรมตนเองและหันมาปฎิบัติเยี่ยงชาวเฟลมมิชทั่วไป อีกนโยบายหลักคือ การแยกประเทศ ตั้งฟลานเดอร์เป็นรัฐอิสระ คิือ กูไม่เอาฝั่งวัลลูน ว่างั้นเถอะ

+ WHY

22% นี่ไม่ใช่น้อย ๆ เลยนะ ฟังดูแล้วอึ้งมาก ๆ การเมืองเบลเยี่ยมน่าเบื่อพอ ๆ กับบ้านเรา แต่น่าเบื่อคนละแง่ ฉันนั่งฟังอาจารย์สอนไปก็อึ้งไป อะไรกันนี่ นี่มัน นีโอนาซี หรือยังไงกัน
afb

สาวชาวอเมริกันคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนร่วมคลาสของฉัน เธอเป็นมุสลิม เธอบอกว่าตอนมาเบลเยี่ยมใหม่ ๆ เธอก็ไม่ได้สวมฮิญาบ เธอแต่งตัวปรกติ และคนก็ดีกับเธอมาก (เธอผิวขาว ตาสีเขียว) แต่วันหนึ่งเธอลุกขึ้นมาสวมฮิญาบ ปรากฎว่าคนปฏิบัติกับเธอเปลี่่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้า ส่วนมากคิดว่าเธอไม่พูดภาษาอังกฤษ คิดว่าเธอพูดแต่อารบิค และทำตัวกลัว ๆ เธอแบบประหลาด ๆ

ฟังดูแย่ใช่ปะ แต่จริง ๆ แล้วก็แล้วแต่ดวงด้วยนะ คนเบลเยี่ยมทั่วไปนั้นเค้าก็ปรกติกันดี ไม่ได้มีทีท่าเกลียดชาวต่างชาติหรืออะไร แม้แต่ในบรัสเซลล์ที่คนเป็นที่รู้จักประมาณว่า เป็นพวกไม่ค่อยมีมารยาททางสังคม (คือไม่มีเวลาอ่ะ รีบ ๆๆ ทำแต่งาน) เวลาคนข้ามถนนก็ไม่ค่อยหยุดรถให้คนข้าม (ซึ่งนอกบรัสเซลล์ไม่มีเลย รถแต่ละคันนี่ถ้าเห็นคนตั้งท่าจะข้ามถนนนี่นะ โห แม่เจ้า เบรคมาตั้งแต่ 200 เมตรก่อนถึงทางม้าลาย)

แต่สาเหตุที่พรรคนี้เกิด hot ขึ้นมา มันมีหลายปัจจัย คือ หนึ่ง) คนเฟลมมิชจำนวนมาก อยากแยกประเทศจริง ๆ เพราะเบื่อกับการต้องช่วยเหลือด้านการเงินให้ฝั่งวัลลูน ที่เศรษฐกิจไม่ดีเท่าฝั่งฟลานเดอร์ (คนฝั่งนั้นจนกว่าอ่ะนะ แต่เมื่อก่อนฝั่งนั้นรวยกว่านะ แต่พออุตสาหกรรมเหมือง เหล็ก ไม่รุ่งแล้ว เงินก็ไหลมาจากฟลานเดอร์แทน)

สอง) คนเบื่อพรรคการเมืองอื่น เพราะเอาแต่พูด ๆ ๆ ๆไม่เคยทำอะไรจริงจังซักอย่าง ก็เลยโหวตให้พรรคนี้ เหมือนเป็นการประท้วง (เหมือนเราอยากโหวตให้”ชูวิด” มั้ง)

น่าเบื่อเนอะ การเมือง นี่เดี๋ยวจบโปรแกรมนี้แล้วฉันต้องไปลงเรียนภาษาดัชท์ต่ออีก ซึ่งก็เป็นภาคบังคับเหมือนกัน คงจะปวดกบาลน่าดู เพราะตอนนี้พยายามเรียนภาษาฝรั่งเศสอยู่ (จะได้คุยกับอเล็กซ์รู้เรื่อง 555) แต่คิดว่าคงไม่สำเร็จแน่ เพราะเรียนแบบลักกะปิดลักกะเปิด มาก ๆ คิดว่าจะเริ่มเรียนดัชท์ก่อน ฝรั่งเศสเอาไว้ทีหลัง

+ TOO MUCH MEDICAL TERMS

เมื่อวานนี้คุณชายเบิร์ตเป็นลม!!

ที่บริษัทเค้ามีวิทยากรมาอบรมเรื่องหลักสรีระศาสตร์ คือ การนั่ง เดิน ยืน ยกของหนัก ฯลฯ บริษัทนี้ซึ่งเต็มไปพวกเหล่าโปรแกรมเมอร์ และวิศวกรคอมพิวเตอร์ผู้นั่งหน้าคอมกันวันละ 7-8 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย เลยจัดวิทยากรมาอบรมให้ด้วย (จะได้ทำงานให้บริษัทได้นาน นานนนนนน) คุณชายนั่ง ๆ ฟังกับเค้าด้วย วิทยากรก็พูดไป กระดูกสันหลัง ไขข้อ บั้นเอว ซี่โครง บลา ๆ ๆ วิทยากรเริ่มโชว์สไลด์ร่างกายมนุษย์ คุณชายเริ่มไม่สบายตัว อี๊–ไรวะ ไม่เอาอ่ะ ไม่เอาไม่อยากดู แล้วก็เป็นลมไปเลย

ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ!!!!

“ตื่นมาอีกที มีเพื่อนพยุงอยู่ 3 คน ตกใจหมดเลย!! นึกว่ามันแกล้ง!!” ตัวเองเป็นลมยังไม่รู้เรื่องอีก แต่ถามสตีเว่น (น้องชายของคุณชาย) ก็เป็นลมบ่อยเหมือนกัน ครอบครัวนี้ไม่รู้เป็นอะไร

“ก็ตอนนั้นอยู่ในบาร์ไง เฮ้ย คนมันเยอะด้วย หายใจไม่ออก เป็นลมดีกว่า” กรรม..

เป็นอันว่า แผนที่จะหนีบคุณชายไปดูนิทรรศการ Body Worlds ที่บรัสเซลล์ด้วยเป็นอันจบสิ้น แค่ “ฟัง” ยังเป็นลม ถ้าไป “ดู” คงเข้าโรงหมอแน่ ๆ

เอ้อ วันนี้หิมะตกแล้วล่ะ