แบบฟอร์มเชงเก้นวีซ่า (ฉบับภาษาไทย)

October 26th, 2009 by ploynice

โพสต์นี้ย้ายไปที่นี่ค่ะ

http://www.beebah.net/visabelgium/2009/10/schengenvisaform-thai/

ขออนุญาตงดโพสต์ความเห็นที่เกี่ยวกับการขอวีซ่าบน blog นะคะ
รบกวนไปย้ายโพสต์ที่นี่แทนค่ะ http://www.beebah.net/visabelgium

พาเที่ยว Tongeren เมืองที่เก่าแก่ที่สุดของเบลเยี่ยม ^^

October 22nd, 2009 by ploynice

Written by : PLOY

จากการที่ได้เข้าร่วมโครงการ Inburgering ที่ทางรัฐบาล บังคับให้ทุกคนเรียนรู้การเป็นอยู่ในเบลเยี่ยม ก็เลยได้มีโอกาสไปทัศนศึกษา กับเพื่อน ๆ ที่ร่วมโครงการประมาณ 14 ชีวิต เดินทางโดยรถเมลล์ จาก Hasselt  ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงที่หมายค่ะ

เกริ่นคร่าว ๆ สำหรับ เมือง Tongeren เป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศเบลเยี่ยมนะคะ แล้วนะคะ และตอนนี้เป็น staad คือไม่ได้เป็นอำเภอธรรมดาค่ะ เป็น staad จะมีความสำคัญมาก อยู่ในจังหวัด Limburg แต่จริง ๆ แล้วเมื่อก่อนเบลเยี่ยมไม่ได้รวมกันเป็นประเทศนะคะ แบ่งแยกเป็นเผ่า ๆ หรือเป็นเมือง เฉกเช่น ประเทศไทยสมัยก่อน ที่เป็น อยุธยา และสุโขทัย คือยังไม่ได้รวมกันเป็นประเทศไทยเหมือนปัจจุบันนี้ Tongeren เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางด้านการเมือง และเรื่องที่เกี่ยวกับศาลต่าง ๆ นะคะ เมื่อก่อนนี้ ทางเบลเยี่ยมและทางเนเธอแลนด์ได้ตัดสินคดีร่วมกัน ก็ต้องไปตัดสินที่ศาลในเมือง Tongeren ค่ะ ปัจจุบันนี้ อำเภอ Hasselt เป็นอำเภอเมืองของจังหวัด Limburg แต่บางคดีที่สำคัญหรือร้ายแรง ก็ยังต้องไปตัดสินที่ศาลในเมือง Tongeren อยู่ค่ะ เช่นคดีอาญา ณ ปัจจุบันนี้เมือง Tongeren ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวก็ว่าได้ เพราะจะมีไกด์ประจำเมืองด้วยนะคะ และมีนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ได้แก่ ชาวเยอรมัน เนเธอแลนด์ และเบลเยี่ยมทางฝั่ง walloon ค่ะ จากที่เดินเที่ยวกับไกด์ ก็จะเห็นนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เดินสวนกันไปมา ครึกครื้นไม่เบา และมีสถาปัตยกรรมที่สวยงามด้วยค่ะ จะบอกว่าประเทศเบลเยี่ยมหรือทางยูโรเปี้ยน นี่เก็บรักษาของเก่าได้ดีจริง ๆ ค่ะ ไม่ค่อยต่างจากของเดิมเท่าไหร่ คือเค้าต้องการอนุรักษ์ไว้ให้เหมือนของเดิมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ และกำแพงเมืองที่อยู่ในภาพข้างล่างนั้นเป็น กำแพงชั้นที่ 3 ของเมือง Tongeren นะคะ คนสมัยก่อนเค้าไปพังสิ่งก่อสร้างแล้วสร้างใหม่ แต่เค้าจะถมค่ะ แล้วก็สร้างสิ่งใหม่ทับตรงนั้นเลย ดังนั้น Tongeren จึงมีกำแพงเมืองถึง 3 ชั้นค่ะพวก สิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ก็เหมือนกัน เช่นบ้านคนต่าง ๆ ถ้าเค้าจะสร้างใหม่เค้าจะไม่ทุบทิ้งนะคะ เค้าจะถมแล้วสร้างทับบนบ้านหลังเดิมเลยค่ะ

1

“เป็นป้ายสถานีรถไฟ จุดนัดพบไกด์ของเราค่ะ”

2

“โฉมหน้าไกด์ (ว๊ากรูปใหญ๋ใหญ่ แต่ก็เพื่อให้เห็ชัด ๆ เนอะ)”

เมือง Tongeren เมื่อก่อนนี้จะมีจุดที่พักผ่อนที่เดียวนะคะ ทำให้คนก็มากระจุกอยู่แต่จุดเดียว ในปัจจุบันนี้เค้าได้ขยายเพิ่มเป็น 4 จุดเพื่อให้คนได้เที่ยวทั่ว ๆ โดยรอบค่ะ

3a

“นี่คือจุดพักผ่อนที่ 1 นะคะ จะมีเก้าอี้รอบ ๆ ลานน้ำพุ  ส่วนภาพขวาคือร้านกาแฟที่อายุมากที่สุดใน Tongeren”

5

จุดนี้เป็นจุดที่แม่บ้านมาตักน้ำ เพื่อนำไปใช้ที่บ้านค่ะ แล้วก็เป็นจุดนัดพบ ของแม่บ้านขาเม้าส์ทั้งหลาย เม้าส์ทุกเรื่องสากกะเบือยันเรือรบ เมื่อก่อนใช้น้ำบาดาลนะคะ ก็ต้องโยกกันเข้าไป จากท่อตรงกลางค่ะระหว่างรอน้ำก็เม้าส์กันไป ไกด์เล่าให้ฟังวมีเรื่องโจ๊กที่เล่าว่า  พอแม่บ้านทั้งหลายแหล่ รองน้ำเสร็จก็จะกลับบ้านแล้วก็เอาเรื่องที่เม้าส์กับเพื่อนสาว มาเล่าให้สามีฟังค่ะ เอาไปพูดว่าเนี่ยเรื่องจริงนะต่าง ๆ นา ๆ สามีก็บอกว่าเธอไปเม้าส์กับเพื่อนมาอีกแล้วใช่ไหม แล้วภรรยาก็เล่าต่อว่า เนี่ยรู้ไหม คนส่งขนมปังนหมู่บ้านเรานะ ได้นอนกับผู้หญิงทุกคนในหมู่บ้านเลย แต่มีอยู่คนนึงที่ไม่ได้นอน สามีได้ฟังดังนั้นก็ยิ้มปลาบปลื้มดีใจ นึกในใจว่าผู้หญิงที่ไม่ได้นอนกับคนส่งขนมปังคือเมียตัวเอง  และสามีก็ถามว่าใครหรอจ๊ะที่รัก  ทันใดนั้นเมียก็ตอบไปว่า ก็ผู้หญิงบ้านตรงข้ามเราไงที่เค้าไม่ได้นอน!!!!  เมื่อก่อนท่อน้ำบาดาลมีมากกว่านี้ถ้าจำไม่ผิดน่าจะ 50 นะคะ

และถัดมาก็คือ โรงพยาบาลเก่า ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นโรงแรม Ohhhh เป็นเราเราไม่กล้านอนนะ โรงพยาบาลต้องมี คนตายอยู่แล้วง่ะ (- -”)  เค้านำมาปรับปรุงเป็นแหล่งช็อปปิ้ง และโรงแรม ค่ะ เค้าจะอนุรักษ์ของเดิมไว้หมดเลยนะคะ แม้กระทั่งกำแพง เค้าจะไม่ยอมให้ร้านที่มาเช่าที่ สร้างร้านติดกำแพงของเค้าเด็ดขาดค่ะ  จะแอบบอกว่าห้องเก็บไวน์ของโรงแรม เมื่อก่อนคือห้องเก็บศพของโรงพยาบาลด้วยอ่ะ ( “0″)

page2

“ด้านซ้ายคือกำแพงที่เค้าพยายามรักษาไว้ ด้านขวาเป็นภาพร้านค้าที่เค้าต้องสร้างร้านให้แยกออกจากกำแพง”

เดินมาถึงกำแพงเมืองที่เค้าเก็บเอาไว้มีความยาวน่าจะประมาณ 1 กิโลเมตรนะ กะไม่เป็น เป็นแกำแพงเมืองที่เค้าเอาหินจากใต้ดินมาทำนะคะเป็นวัสดุที่แข็งแรงมาก ๆ นี่แหละค่ะเป็นกำแพงชั้นที่ 3 ของเมือง Tongeren คนสมัยก่อนสร้างทับ ๆ ขึ้นมาจนนี่คือชั้นที่ 3

page3

15

“สัญลักษณ์นี้คือ ให้นักท่องเที่ยวเดินตามจุดต่าง ๆ เดินตามลำดับ ถ้าเดินตามสัญลักษณ์นี้ไป พร้อมกับหนังสือคู่มือท่องเที่ยวเมือง Tongeren ก็สามารถเที่ยวได้ด้วยตัวเองแล้วจ้า แต่ไกด์บอกว่าทางที่ดีเอาไกด์มาด้วยดีกว่า ค่าหนังสือ 2 ยูโร แต่ไม่รู้ว่าค่าไกด์เท่าไหร่”

เดินมาถึงประตูเมืองของ Tongeren เมื่อก่อนมีถึง 6 ประตู แต่ตอนนี้เหลือแค่ประตูนี้ประตูเดียว (ภาพด้านซ้าย) คล้ายประตูเมืองเชียงใหม่เลยไม่ได้คล้ายที่รูปลักษณ์นะ คล้ายที่ว่ามีประตูเมือง  เพราะเมื่อก่อนนี้ที่ทางฝรั่งเศสได้เข้ามามีอำนาจได้ทำการระเบิดประตู (เลวมาก) เมื่อก่อนจะมีแค่ด้านล่างไม่มีด้านบนที่เป็นชั้น เค้ามาต่อเติมที่หลัง แล้วเหล็กที่ด้านซ้ายมือเป็นเหล็กที่เค้าเอามาดามเอาไว้เพื่อให้สองกำแพงประสานกัน (จำไม่ได้ว่าตรงไหนกับตรงไหน มัวแต่ถ่ายรูป)

page4

..ถ่ายไปก็หันรีหันขวาง รถจะชนไหมเนี่ย  สุดท้ายรอดมาได้เพราะเค้าเปิดให้รถวิ่งผ่านไปมาด้วย..

ตอนนี้เราเดินมาถึงหมู่บ้านที่จะมีเฉพาะผู้หญิงอยู่เท่านั้นนะคะ  ใครที่มีสิทธิ์อยู่บ้านพักแบบนี้ได้บ้าง มาติดตามกัน…… เมื่อสมัยก่อนจะมีพวกที่ต่อสู้เพื่อศาสนา ก็จะเกณฑ์ผู้ชายไปรบ ออกศึกทำให้ ภรรยาที่อยู่บ้านต้องอยู่คนเดียว และกระจัดกระจายกันไปทั่ว ทำให้เกิดอันตรายและดูแลไม่ทั่วถึง จึงได้มีการให้รวมตัวกันอยู่ในจุดนี้เพื่อความปลอดภัยและสามารถดูแลกันได้ ในขณะที่สามีไปรบ พอทีนี้ผู้หญิงรวมตัวกัน ไปก็เริ่มหาอาชีพเพื่อหารายได้ ก็ได้มีการทำบ้านพักคนชราเกิดขึ้น แต่มีข้อแม้ว่า พวกที่มีเงินอยากเข้ามาอยู่บ้านนี้ก็ต้องจ่ายเงิน เสียเงินหรือเสียทรัพย์สินเป็นการแลกเปลี่ยน ทำให้แม่บ้านสมัยนั้นมีเงินมีทอง มาสร้างโบถส์ ด้วยค่ะเก่งจริง ๆ (น่าจะคล้ายสมาคมแม่บ้านทหารบกบ้านเรา)

page5

“ภาพบนเป็นบ้านที่หญิงโสดอยู่ ปัจจุบันทางรัฐบาลได้ขายให้ประชาชนคนธรรมดาอยู่แล้วค่ะ ส่วนด้านล่างซ้ายคือบ้านพักคนชรา ภาพด้านขวาคือหน้าโบถส์ที่ สมาคมแม่บ้านทหารบก สร้างขึ้นค่ะ สังเกตุรูปไม้กางเขนที่จะมีเหมือนดอกไม้สี่ทิศ ซึ่งหมายถึงว่า ต้องการจะเผยแพร่ศาสนาไปให้ทั่วทั้งสี่ทิศค่ะ”

มาถึงตรงนี้ไกด์ก็มีเรื่องโจ๊กอีกว่า ให้สังเกตุที่มือพระแม่มารีอา ที่ผายมือออก และอีกด้านนึงที่เป็นสามีคือโยเซฟ ยกมือขึ้นกุมขมับขวานั้น เพราะว่ามีคนเม้าส์ว่า พระแม่มารีอาผายมือเท่านี้เหมือนว่าเป็นการบอกขนาดของ น้องชาย ว่ามีขนาดเท่านี้ และที่สามีกุมขมับเพราะว่าอาย !!!

ป.ล. วันนี้ได้คุยกับครูที่พาไปครูบอกว่า ที่ไกด์พูดเรื่องโจ๊กเกี่ยวกับพ่อแม่ของพระเยซู เลยทำให้เกิดลูกเห็บตกลงมาไม่นานหลังจากที่ได้พูดเรื่องนี้กันแล้ว จึงมาคิดกันว่า ท่านอาจจะโกรธที่เราพูดเรื่องทะลึ่งเกี่ยวกับท่านในตอนนั้น

*** ทำภาค 2 ดีกว่าเนอะ ภาคนี้มันเยอะกลัวโพตส์แล้วเน็ตเดี้ยง ***

+homeless and freakin’ tired

September 29th, 2009 by +Bee

ต้นไม้หน้าออฟฟิศ  ใบเริ่มเหลืองๆ แล้ว ไม่รู้ว่ามันจะเข้าฤดูใบไม้ผลิหรือว่ามันป่วยกันแน่

เพิ่งรู้ว่ามันคือต้นวอลนัท (แถวบ้านเรียก “เกาลัด”)
ดีใจอยู่ได้ครึ่งวันว่าจะเก็บไปใส่ไมโครเวฟกินให้เปรมเลย
แฟนบอกว่า ไปเก็บมาทำไมเนี่ย นี่มันวอลนัทป่า มันกินไม่ได้(โว้ย)

ต้องเป็นวอลนัทบ้าน  สังเกตุว่าปลายหัวมันจะแหลมๆ ถ้าทั้งลูกกลม ๆ ไปหมดนี่ กินบ่ได้

เศร้าว่ะ…

เดี๋ยวรอให้ต้นแถวบ้านมันเริ่มร่วงก่อน จะปั่นจักรยานหนีบตะกร้าไปเก็บให้สะใจเลย

ออฟฟิศ

วันนี้ทั้งออฟฟิศ นั่งมันคนเดียวเลย
เพราะน้องแม๊กซ์วันนี้ทำงานอยู่ที่บ้าน
โซฟีออกไปประชุมกับไดแอน
เซ็บฯ ลาพักร้อนสองอาทิตย์

ซาวิเย่ร์ ถูกให้ออกไปแล้ว (โคตรดีใจกันอย่างออกนอกหน้าเลย)

พูดถึงซาวิเย่ร์แล้วไม่รู้ว่ามันทำงานอยู่นี่มาได้ไงตั้งน้าน นาน
เพราะงานมันไม่เคยได้ทำให้เสร็จเลย ได้แต่แถไปเรื่อย
มันคงคิดว่ายังไงมีมันทำได้คนเดียว ทำงานมั่งไม่ทำมั่งคงไม่เป็นไร
พอคริสเตียนไม่อยู่แล้ว บริษัทเลยได้ฤกษ์ ให้มันออกซะที ในที่สุด
ที่ฮาคือมันไปทำออฟฟิศที่เพื่อนเก่า(คนเบลเยี่ยมเหมือนกัน)ของฉันเป็นหนึ่งในหุ้นใหญ่

โลกแคบสุดๆ วงการนี้..

นั่งทำงานไปทั้งวัน กะว่าโซฟีกับไดแอนคงกลับมาประมาณบ่ายโมงครึ่ง
ก็รอไปดิ เมื่อไหร่จะมาว้าาาา ฝากซื้ออาหารกลางวันไปด้วยอ่ะ
ออฟฟิศกันดารมาก เป็นย่านสถานฑูต (ประมาณถนนสาทร แต่เงียบกว่าร้อยเท่า)
ประทานโทษ ไม่มีอะไรขายเลย  ถ้าจะออกไปซื้ออะไรกินต้องเดินออกไปขึ้นรถราง
นั่งไปลงสต๊อกเกล ที่ห่างไปประมาณ  3 ป้ายรถเมล์

สรุปวันนี้กว่าอาหารกลางวันจะมา

บ่ายสามโมงสี่สิบห้านาทีครับพี่น้อง…
คราวหน้าตูเอาข้าวมาแช่แข็งไว้ที่ทำงานดีกว่า ไม่อยากไว้ใจ
ดีนะไปคุ้ยเจอคุกกี้ในครัว เลยเอามาแทะประทังชีวิตไปได้
ไม่งั้นคงหิวเป็นลมตายไปแล้ววันนี้

- – - – - – - – - — – - – — – - – — – - – — – - – — – - – — – - – -

Leuven

Leuven เริ่มคนหนาแน่นแล้ว เพราะเปิดเทอม
รถเมล์ตอนเช้า ๆ นี่ีมียืน (หลังจากที่นั่งมันคนเดียวโล่งทั้งคันมานาน)
แต่มันก็ยืนแป๊บเดียวอะนะ ไปต่ออีกสายก็นั่งสบายเหมือนเดิมเลยไม่รู้จะบ่นอะไร

สองสามอาทิตย์ก่อนมีตลาดของเก่าหน้าสถานีรถไฟด้วย
มีแต่คนแก่ ๆ ออกมาปาร์ตี้กัน เฮ้ยไม่ช่ายยย เค้าออกมานั่งกินเบียร์ สูบซิการ์ กันตามคาเฟ่
(เหมือนบ้านเราคงไปนั่งร้านน้ำชาปาท่องโก๋)

ไม่ได้ไปซื้ออะไรกะเค้าหรอก พอดีพลาดรถเมล์ไปทำงาน เลยหาเรื่องเดินเล่น เข้าออฟฟิศสายซะงั้น..

ตามมาด้วยงานวัด Kermis ที่มาทุกเดือนกันยายน
มีพวกยิงปืนล่ารางวัล ปาเป้า ไรงี้อ่ะนะ ก็เหมือนกันทุกปีแหละ เรื่องของเรื่องคือจะไปกินไอ้นีอ่ะ จำชื่อไม่ได้
มันเป็นแป้งทอดโรยน้ำตาลไอซิ่ง เรากินกันปีละครั้งเท่านั้นแหละ คุณเบิร์ตเค้าชอบนักหนา ขนาดขับรถออกไปที่งานเพื่อไปกินไอ้เนี่ย แล้วก็ขับรถกลับ ลงทุนมากมาย

ตามมาอีกด้วยอาหารเฟลมมิช (น่าจะเป็นดัชท์มากกว่า) เป็นเทศกาลเป็นล่ำเป็นสันของเบลเยี่ยม (พอ ๆ กับเนเธอร์แลนด์)คือ มุสเซลเล่น หรือหอยแมงภู่อบซอส กินกับเฟรนช์ฟรายส์ ตามร้านอาหารส่วนมากจะขึ้นป้ายกันอลังการมากเวลาเค้ามีเมนูนี้ เพราะมันมาเป็นฤดู ไม่ได้มีตลอดปี ถ้าขยันหน่อยก็ทำกินเองที่บ้านได้ (กินตามร้าน หม้อละประมาณ 20 ยูโรเป็นอย่างต่ำ)

อันนี้คุณพ่อฝาชีเค้าเลยทำเองแล้วชวนเราไปกิน (เอาของกินมาล่ออีกแล้วอ่ะ ไม่แฟร์เลย)

รื้อบ้าน!

บ้านชั้นล่างถูกรื้อไปแล้วเรียบร้อย
ตอนนี้เลยมาสิงสถิตย์อยู่บ้านเพื่อนคุณเบิร์ต (จ่ายค่าเช่านะนั่นน่ะ)
แต่เค้าจัดบ้านให้ซะอย่างดี เราอยู่ชั้นสาม มีห้องน้ำในตัวเรียบร้อย
ส่วนเจ้าของบ้านระเห็จไปอยู่ห้องนอนเล็กชั้นสอง (บ้านเค้าใหญ่อ่ะ อยู่คนเดียวอีกต่างหาก
มันจะใหญ่ไปมั้ยอ่ะ?) ชั้นล่างเป็นห้องรับแขกกับครัวหรูโคตรๆ (แต่ไม่เคยทำกับข้าวเลย)
และหลังคาเปิดได้! เพื่อรับแดด

ราคาติดตั้ง ก็ไม่เท่าไหร่หรอก แค่หนึ่งล้านบาทถ้วน

ทุกวันนี้เห็นว่ารัดเข็มขัดสุด ๆ จะกินอะไรยังต้องเลือกที่ถูกที่สุดไว้ก่อน
มาคิดดูแล้ว มันคุ้มมั้ยวะเนี่ย…ได้หลังคาเปิดได้มา แล้วต้องมานั่งกินอะไรที่ไม่อยากกินเป็นปีๆ
ขนาดวันก่อนคุณแฟนซื้อพิซซ่าแช่แข็งมากิน เค้ายังกระแนะกระแหนเลยว่า
“เอ๊อ ไอ้คนมีตังค์” งง!!! ไรวะ พิซซ่า หกยูโรสี่สิบเซ็นต์นี่นะ

อาทิตย์หน้าบ้านน่าจะเสร็จแล้ว ตอนนี้เพิ่งปูพื้นในครัวเสร็จ
สั่งครัวไปใหม่ แต่กว่าจะมาส่งก็โน้นนนนน พฤศจิกาฯ
ทำใจกินอาหารไมโครเวฟไปละกัน…

คนที่มาทำบ้านเค้าบอกว่า บ้านนี่ไม่เคยได้ดูแลรักษาเลยสงสัยนานนับสิบๆปี
(เราเพิ่งซื้อมาได้ไม่ถึงสี่ปี) เพราะเค้ารื้อสายไฟออกมาเพื่อวางผังใหม่แล้วเห็นว่า
ข้างในมันพันกันยุ่งไปหมด เหมือนพยายามทำเองแล้วทำไม่เป็น (เจ้าของเก่าอ่ะ)
ที่ขนหัวลุกคือตรงฝ้าเพดานตรงสายไฟมันเริ่มมีรอยดำ ๆ เหมือนเกิดจากความร้อน

บ้านเกือบไฟไหม้แล้วอ่ะ

“นี่ถ้าเกิดลัดวงจรไฟใหม้ขึ้นมา แล้วบริษัทประกันมาเห็นว่าสายไฟเดินไว้แบบนี้นะ
เค้าไม่จ่ายค่าประกันให้แน่นอน” นั่นคือเฮียที่มาทำระบบไฟฟ้าบอกมาเมื่อวาน
คิดแล้วสยอง

อันนี้ถ่ายเมื่อวาน เค้ามาปะ ๆ ผนังคืนแล้วบางส่วน

เอารูปสภาพบ้านหลังการทุบวันแรกไปดู
เหมือนมีระเบิดเพิ่งมาลงยังไงยังงั้น