ลาลับกับเมืองจีน
Tuesday, July 28th, 2009ไม่รู้ว่าเหตุผลที่เราไม่ชอบเมืองจีน(โดยรวม) ซักเท่าไหร่ คืออะไรกันแน่
ไม่รู้ว่า เพราะความที่ “แทนที่จะได้กลับบ้าน กลับต้องมาติดอยู่เมืองจีน” หรือเปล่าหว่า
คิดว่าอันนั้นน่าจะกว่า 50%..
ก็คิดดู ไม่ได้กลับบ้านมาเป็นปี ตั้งหน้าตั้งตาว่า “เมืองไทย เมืองไทย เมืองไทย”
แง่ง ดันพาเราไปเมืองจีนเกือบเดือน เซ็งจะตายชัก
อุตส่าห์เอา”ซินเจียง” มาล่อ ว่า เฮ้ย มันไม่เหมือนเมืองจีนหรอกหนา ซินเจียง มีเอกลักษณ์แตกต่าง เหมือนชนเผ่า เร่ร่อน วัฒนธรรม วิถีชีวิต ฯลฯ เค้าต่างกับวัฒนธรรมจีน – ไอ้เรารึก็เชื่อ
พอไปถึงจริง ๆ เค้ามีจลาจลกันเฉยเลย ขออภัยนะ แมร่ง เซ็งจริง ๆ ว่ะค่ะ

Somewhere on our way from Almaty crossing to China
เมืองจีนนี่ก็พอมีเรื่องอะไรงี้ปั๊บ พ่อก็บล๊อกทุกอย่างเลย ตั้งแต่ข้ามแดนมาจากคาซัคสถาน ก็งานเข้าเลย แม้จะเรียกแท๊กซี่มาส่งถึงในเมือง แท๊กซี่ยังโดนทหารกั้นไม่ให้เข้า พวกเราถูกจับโยนขึ้นรถเมล์อีกทอด (กลางไฮเวย์เลย) เพื่อจะเข้าเมืองให้ได้
ก็ไม่รู้เหมือนกัน เค้าจะปิดถนนไปเพื่ออะไร
คุยกันก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องอีก
บางคนภาษาจีนก็ไม่ใช่ภาษาแม่เค้า เพราะเค้าเป็นอุยกูร์ มิใช่คนจีน
ไอ่เมืองที่จะไปต่อ ก็ไม่ได้ไป รถบัสไม่วิ่ง รัฐบาลสั่งห้ามวิ่ง เอ้า ต้องบินภายในประเทศ (ตั้งห้าพันกว่าบาท เซ็งว่ะ) จะจองตั๋วเครื่องบินที่โรงแรม จ่ายด้วยบัตรเครดิตก็ไม่ได้ รัฐบาลบล๊อกอินเตอร์เน็ต (กรูอยากตาย), จะหาแท๊กซี่ไปสนามบินก็ไม่มี แท๊กซี่ห้ามเข้าเมือง ฯลฯ สารพัดจะปัญญาโลกแตก

พอบินไปถึงอุรุมฉี แทนที่จะได้ดูบ้านเมือง ชาวบ้ง ชาวบ้าน ก็ไม่ได้ดู ร้านค้าปิดเงียบเชียบ เมืองเงียบเป็นป่าช้าวัดเส้าหลิน (มีป่าววะนั่นน่ะ) ตำรวจก็คุมทุกจุด เดินไปไหนมาไหน โดยเรียกตรวจพาสสปอร์ตทุกสิบนาที (ไม่ได้เว่อร์นะ เรื่องจริง คือแมร่งเรียกจนฉัีนตัดสินใจว่าไม่ออกจากโรงแรมดีกว่าเว้ย รำคาญ ตรวจอยู่ได้)
ทางตะวันตก เมืองมันก็เหมือน ๆ กันหมด เพราะเป็นโครงการ “พัฒนา” ของรัฐบาล
บ้านเมืองจะเก่าโบราณมาแต่ไหน ไม่สน กรูเอารถมาไถกลบเลย แล้วสร้างตึกหน้าตาเหมือน ๆ กันให้หมด ทุกเมืองมีห้าง ในห้างมี KFC, มีแมคโดนัลด์, หรือฟาสฟูดส์สัญชาติจีน ผุดกันขึ้นอย่างกัีบเชื้อราในร่มผ้าในหน้าฝน
ผ่านไปได้ห้าวัีน ฉันก็เครียดแดก เพราะนั่งรถไฟเป็นร้อยเป็นพันกิโล เมืองไหน เมืองไหน ก็หน้าตาเงี้ยะ! เหมือนกันยังกะ copy-paste ยิ่งเซ็ง ๆ อยู่ไม่ได้กลับไทย ต้องมาติดอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่แสนน่าเบื่ออย่างแสนสาหัส
พาลให้เห็นทุกอย่างเป็นลบไปหมด ทั้งคนขาาาาากถุย!!, อาซิ้มที่ชอบเอาข้อศอกดันหลังเราเวลาเข้าแถว ดันอยู่นั่นน่ะ ดันจนอยากหันไปต่อยหน้า ดันไปด่าไปอีกตะหาก, อาเจ๊ที่ชอบแซงคิวตอนซื้อตั๋วรถไฟเ้หมือนเป็นเรื่องปรกติสามัญ ที่ใคร ๆ ก็ทำ, พวกสูบบุหรี่ไม่เลือกที่ (รถทัวร์ติดแอร์ มันก็สูบ ไอ้เวรเอ๊ย), อากาศที่ร้อนเหนอะหนะ บางวันปาเข้าไป 40 องศาเซลเซียส ออกไปเดินเที่ยวไหนก็ไม่ได้ จะเป็นลมตาย
ฯลฯ

Xian : Hot hot hot hot day
แม้แต่เซี่ยงไฮ้ เมืองสุดอลังการ มหานครแห่งเอเชีย
ห้างหรูมีเป็นสิบ แต่ไม่มีห้างไหนมีที่ฝากกระเป๋า จะเข้าไปซื้อของในซูเปอร์ ยังต้องแบ้กเป้เดินไปเดินมา เป็นนัยยะว่า ถ้าเมิงต้องฝากของล่ะก็ ห้างนี้ก็ไม่ได้ทำไว้ให้เมิงเดิน
สตาบัคส์ กาแฟแก้วละ 200 กว่าบาท สาขาเยอะยิ่งกว่าเซเว่นในเมืองไทย
ยอมรับว่าอคติกับเมืองจีน และอาจจะไม่แฟร์ที่ตัดสินเมืองจีนยามที่เราไปเที่ยวเมื่อไม่อยู่ในอารมณ์อยากจะเที่ยวแล้ว ใจน่ะ กลับกรุงเทพฯไปนานแล้ว ทำไมกรูต้องมานั่งลุ้นอาหารในจาน ว่าจะมีหัวเป็ด ตีนไก่ ใส่มาเป็นอภินันทนาการ(โดยไม่ได้ขอ) อีกหรือเปล่า หรือ ทำไมชั้นต้องมานั่งสูดควันบุหรี่ของอาเจ็ก อาแปะ ที่รวมตัวกันมาสูบบุหรี่บนรถไฟตู้นอนใกล้ ๆ ที่นอนเราด้วย(วะ)
แต่ตอนนั้นก็คิดว่า เอาวะ เพื่อสุริยุปราคา ที่เกิดมายังไม่เคยเห็น
เห็นบางคนเค้าถึงกับตามดูทุกครั้งที่มี มันคงจะพิเศษมากมาย
ครั้งนี้ดันมาผ่านเมืองจีน ก็เอา มาดู จะได้เห็นกับตาเสียที
ผ่านไปสามอาทิตย์แห่งความทรมาน
วันที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ปรากฎการณ์ที่นาน น้่านนนนนน จะมีซะที
วันนั้น วันเดียวเท่านั้น
ฝนดันเทลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตา
อย่าว่าแต่จะหวังว่าจะได้เห็นสุริยุปราคาเลย แม้แต่พระอาทิตย์อยู่ตรงไหน เรายังไม่รู้เลย!!
คุณเบิร์ตก็จิตตกอย่างแรง ย้ำ ว่า”อย่างแรง” หลังจากทะเลาะตบตีกันไปหลายยก ฉันจะหนีกลับเมืองไทยไปก่อนหน้าก็หลายหน ที่ทนอยู่มานี่ก็เพราะสุริยุปราคานี่แหละ
กลับไม่ได้เห็น
เหมือนที่ทนมาทุกอย่าง มันหมดเลย นี่เรามาทำบ้าอะไรที่นี่วะ
จะว่าไป ช่วงเวลาที่ดีื ๆ ในเมืองจีนมันก็มี
คนจีนที่ดีื ๆ ใจดีชนิดที่อยากจะขอบคุณเขาซักพันครั้ง ก็มีหลายคน
ชอบความสวยงามของปิงหลิงซื่อ ที่เค้าเรียกกันว่า กุ้ยหลินน้อย, รักเมืองเล็ก ๆ อย่างเซี่ยะเหอ ที่วัดทิเบตใหญ่เกือบครึ่งของเมือง, ชอบความจัดจ้านของอาหารเสฉวน, ชอบความอลังการและล้ำหน้าของเซี่ยงไฮ้, อึ้งและขนลุกไปกับวัฒนธรรมอารยธรรมโบราณ ตามเส้นทางสายไหม ที่ยังเหลือร่องรอยไว้มากอย่างน่าอัศจรรย์ใจ ใน เมือง ตุนหวง ..
แต่เสียดาย
ที่สิ่งที่ไม่ประทับใจ มันมากกว่าสิ่งที่ประทับใจ
โดยเฉพาะเรื่อง “ขากถุย” อันเลื่องลือ
รับไม่ได้ว่ะค่ะ
ได้ยินทีไรแล้วอยากจะอ้วก !!
ใครจะว่ากระแดะก็ช่าง
รับไม่ได้จริง ๆ
คงจะลาขาดอีกนาน สำหรับเมืองจีน จะให้ไปอีก คงเป็นเฉพาะเรื่องงาน ถ้าจำเป็นต้องไป ก็ไปได้ ไม่ถึงขั้นรังเกียจ
แต่จะให้ไปเองด้วยความสมัครใจ ขอเวลาอย่างน้อยอีกซักสิบปี.. เพื่อทำใจ..
เรื่องราวต่าง ๆ จะพยายามทยอยมาแปะละกันน่อ..
