Posts Tagged ‘ชีวิตในเบลเยี่ยม’

+ คริสเตียน เลนาร์ดส์..

Saturday, August 22nd, 2009

christian_lenaerts

ผ่านไปแล้วหนึ่งอาทิตย์ครึ่ง กับการกลับมาทำงานที่บริษัท
คอมพิวเตอร์ยังเหมือนเดิม ไฟล์งานยังซ้อนสุมกันเป็นพะเนินเหมือนเดิม
งานที่ยังไม่ปิดจ๊อบ ก็ยังแปะอยู่บนผนังเหมือนเดิม
โต๊ะฉันยังอยู่ที่เดิม ออฟฟิศเจ้านายเรา, คริสเตียน เลนาร์ดส์ ,ก็ยังเป็นห้องเดิม..
ที่ไม่เหมือนเดิม คือคริสเตียนไม่ได้นั่งอยู่ในนั้น
และเราจะไม่ได้เห็นคริสเตียนมานั่งในนั้นอีกแล้ว..

กรอบรูปที่มีรูปถ่ายขาวดำของไดแอน ภรรยาของคริสเตียน ก็ถูกนำออกไป
(ไดแอนเป็นคนเอาออกเอง) เหลือไว้แต่กรอบรูปที่มีรูปลูกสาวทั้งสองคนของทั้งคู่ตั้งอยู่ที่เดิม

เคียร่า เก้าขวบ กับอเล็กซานดร้า ห้าขวบ

โดยเฉพาะเคียร่า หน้าตาเหมือนคริสเตียนอย่างกับแกะ
ทั้งคู่ผมสีทอง ตาสีฟ้าเหมือนคริสเตียน

ที่ออฟฟิศเราคุยกัน  พยายามไม่ให้กลับไปเศร้าอีก
เพราะนี่ก็เกือบสองเดือนแล้วที่คริสเตียนจากไป

บนผนังที่เราใช้แปะงานสเก็ตช์ ตอนนี้มีเพิ่มมาคือรูปคริสเตียนที่ปรินท์ออกมา เอามาปะไว้ข้าง ๆ งาน
ทุกคนต้องการกำลังใจ..

ฉันเพิ่งกลับมา ก็เลยยังรู้สึกแปลกมากมาย กับการทำงานที่ไม่มีเจ้านายคนเดิมมาคอยเดินวนเวียน ช่วยออกความเห็น หรือแม้กระทั่งกรีดร้องว่า “ทำไปได้ไงเนี่ย ห่วยแตก!” ซึ่งกรณีนี้มักจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะว่า เออ มันห่วยจริงว่ะ..

วันแรกที่กลับมานั่งในออฟฟิศ โซฟีมานั่งคุย ถามว่าเรารู้แล้วใช่ไหมว่าทำไมคริสเตียนถึงไป

ฉันบอกว่า ไม่รู้หรอก แต่ถ้้าเล่าแล้วคุณไม่ปี่แตกน้ำตาไหล ก็ฟังได้ แต่ถ้าไม่ไหว ฉันก็ไม่จำเป็นต้องรู้

โซฟีบอกว่าคืนที่คริสเตียนขับรถกลับจากเยอรมนี คืนนั้นก็เพิ่งคุยกันก่อนคริสเตียนออกจากโรงแรม เค้ายังบ่นๆ ว่าอีเมล์ส่งไม่ไปเลย เซ็งจริงๆ

คืนนั้นระหว่างขับรถกลับเบลเยี่ยม มาถึงเมืองอาเค่น ใกล้ถึงชายแดนเบลเยี่ยมอยู่แล้ว  ฝนตกหนักมาก ๆ จนในที่สุดถนนมีน้ำนองสามเซ็นติเมตร

ขนาดรถสปอร์ตปอร์เช่ คันที่คริสเตียนเคยพาพวกเราไปนั่งซิ่งกันมาแล้วทุกคน  ยังเอาไม่อยู่ รถเสียหลัก คริสเตียนคงบังคับมันไม่ได้จริง ๆ  ฉันรู้แค่ว่าคริสเตียน ไม่ทรมาน  คือไปเลย ไม่มีการหามส่งโรงพยาบาล

จากนั้นฉันไม่ได้ฟังต่อ พอดีลูกค้าโทรเข้ามา โซฟีเลยต้องไปรับงาน
แล้วฉันก็ไม่ได้อยากรู้มากไปกว่านั้นหรอก

เมื่อวานคุยกับอันเดรอัส..

อันเดรอัสคือเพื่อนเก่าแก่ของคริสเตียน คบกันมาร่วม 20 ปี เป็นชาวเยอรมัน
ทั้งคู่มีความสนใจใกล้เคียงกัน แถมเรียนออกแบบยานยนต์มาเหมือนกันอีก
อันเดรอัสเป็นดีไซเนอร์ออกแบบรถยนต์อยู่หลายปี ช่วงเดียวกับคริสเตียนเริ่มออกแบบรถยนต์เหมือนกัน ทั้งคู่รู้จักกันผ่านเพื่อนของไดแอน

แต่อันเดรอัสหันไปทำงานด้านการเงินเมื่อซักสิบปีมาแล้วเค้าบอกว่าทำงานเป็นดีไซเนอร์ออกแบบรถยนต์ พอทำไป ๆ ก็กลายเป็นเมเนเจอร์ ผมไม่ชอบ”จัดการ” แต่ชอบออกแบบเฉยๆ

แต่ทั้งคู่ก็ยัง คบหาเป็นเพื่อนสนิทกันมาเรื่อย  หากได้คุยกันคงไม่พ้นเรื่องรถยนต์

อันเดรอัสบอกว่า เค้าก็ไม่รู้ว่าคริสเตียน “ไป” ยังไง
และถ้ารู้แล้วมันก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่าคริสเตียน จากเราไปแล้ว เค้าไม่อยากรู้ว่าสภาพรถเละยังไง

เราก็คุยกันฮา ๆ ไปเรื่อยเกี่ยวกับคริสเตียน
ฉันก็เลยเปรย ๆ กับอันเดรอัสว่า “พวกเราคิดถึงคริสเตียนมากจริงๆ คุณรู้มั้ย”
อันเดรอัสก็บอกว่าเค้ารู้ และเค้าบอกว่า เค้าก็คิดถึงคริสเตียนเหมือนกัน แต่เราต้องทำใจและ  “move on” กันต่อไปให้ได้

“วัน สองวันแรกที่ผมเข้ามาในออฟฟิศ ผมรู้สึกจริง ๆ ว่าคริสเตียนยังอยู่ที่นี่  บางทีเหมือนเค้าเดินไป ๆ มา ๆ อยู่ตามมุม ๆห้อง”
อันเดรอัสไม่เคยเข้ามาออฟฟิศนี้  (เพราะเป็นออฟฟิศใหม่) แล้วบอกแบบนี้ เราก็งงว่าเออ คริสเตียนชอบเดินมุม ๆ ห้องจริง เพราะได้เห็นว่าใครทำอะไรอยู่  ฟังแล้วก็มีขนลุกcandles

ทุกคนมักจะเอาเรื่องขำ ๆของคริสเตียนมาคุยกัน เพื่อบำบัดความเศร้าและบรรยากาศเศร้าหมองในออฟฟิศ แต่กับ “เซ็บฯ” ที่กลัวผีขึ้นสมอง เซ็บบอกว่า เค้ารักและนับถือคริสเตียนมาก แต่ถ้าให้เจอ ขอผ่านละกัน
“คืนก่อน .. บี” เซ็บฯบิ๊ว  ระหว่างเรารอกาแฟกันในห้องครัว
“ผมฝันว่าทำของหล่นใต้เตียงเว้ย”
“แล้ว?..”
“ผมเลยก้มลงไปหาของใชป่ะ”
“อาฮะ”
“แล้ว ..บี!!”
“อาไร้!”
“ผมเจอคริสเตียนอยู่ใต้เตียง!”
“เย๊ย!”
“เอ๊อ!!!”
“แล้วคริสเตียนไปทำไรที่นั่นล่ะ”
“ไม่รู้เรอะ!! แต่คริสเตียนพูดว่า -ไม่ต้องห่วง ทุกอย่างจะโอเค-..”
“โอ.. ” ฉันถือถ้วยกาแฟค้าง

“แล้วนี่อีกเว้ย บี!!”
“อะไรอีกล่ะ!”
“ผมฝันอีก”
“กรรม..”
“ผมฝันว่ากำลังชงกาแฟอยู่ในครัวนี่แหละ”
“แล้วไง”
“พอหันไป เจอคริสเตียนอยู่หลังประตู!!”
“เฮ่ยยยยยยยยย”

“แล้วคริสเตียนก็ดูงง ๆ แล้วพูดว่า – มีคนบอกว่าฉันตายแล้วล่ะ-”
“แหง่ะ”
“ผมก็เลยบอกว่า -คริสเตียน เอ่อ คุณตายแล้วจริง ๆนะครับ-เค้าก็บอกว่า อ้าว งั้นรึ..”
“แล้วไงต่อ”
“แล้วเค้าก็เดินลอย ๆ หายไปในออฟฟิศอ่ะ”
“กรรม..”

ฉันไม่กลัวนะ กับเรื่องนี้ แต่ถ้าจะมาก็ขอให้ให้สัญญาณกันหน่อย อย่ามาแบบซาวด์เอฟเฟค “แท้น!!”
แต่เซ็บฯนี่ไม่เอาเลย ถ้ามาถึงออฟฟิศคนแรก เวลาเปิดไฟต้องพูดก่อนเลยว่า “คริสเตียน ไม่เล่นนะครับ ถ้าจะมาให้เห็นก็ขอให้ดูก่อนว่าเป็น บี นะครับ” (เอ๊า!?)

“ไม่แน่นะเซ็บฯ ถ้าคุณไปเปิดคอมพ์คุณใช่ปะ แล้วบนเดสก์ทอป มีไฟล์ปริศนา กองกันจนรกหน้าจอ คุณรู้ใช่ไหม ว่าใคร? 55555″ โซฟีที่เพิ่งเดินเข้ามาก็พลอยขำไปด้วย เพราะนั่นคือคริสเตียนเต็ม ๆ เลย ชอบมาใช้คอมลูกน้อง เซฟนู่นนี่นั่นจนหน้าจอรกไปหมด แล้วก็หายตัวไปปล่อยให้เจ้าของเครื่องเดินมาเจอแล้วต้องกรี๊ดว่า “ใครวะ!!”

“แต่ผมคิดว่านะ..” เซ็บฯยังมิวาย..
“ผมคิดว่าคริสเตียนอยู่บนสวรรค์ ป่านนี้คงแฮงค์เอาท์อยู่กับพวกนักแข่งรถพวกนั้น” (หมายถึงพวกที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้แล้ว)
ฉันกับโซฟีก็พลอยขำไปด้วย คือมันเป็นอารมณ์ที่เวลาเรานึกถึงใครที่เราสนิท แล้วเค้ามีวีรกรรมห่าม ๆ ตลก ๆ คิดถึงทีไรก็ขำ คือขำปนเศร้า เวลานึกถึงเรื่องที่ผ่านมามันก็เป็นความรู้สึกดี ๆ ที่ทำให้ยิ้มได้ถึงแม้ว่าข้างในจะเศร้ากันสุด ๆ โดยเฉพาะโซฟี ที่ทำงานกับคริสเตียนมาเป็นสิบปี พอพูดถึงบางเรื่อง โซฟีก็น้ำตารื้นทุกครั้ง

อย่างเมื่อสองวันก่อน มีบริษัทที่ทำงานด้วยกันกับบริษัทเรา คนนึงในนั้นคือ “กี” (สะกด “จี ยู วาย” อ่ะนะ อ่านว่า “กี” เออ ก็แปลกดี) คุณกี เนี่ยมีชื่อเสียงในเรื่องเป็นคนเสียงดัง และโวยวายในมีทติ้งบ่อยมากกกกก ซักหลายปีก่อน โซฟีเอางานไปส่งที่ออฟฟิศคุณกี แล้วอยู่ในประชุมด้วย คุณกีโมโหอะไรก็ไม่ทราบได้ ตะโกนใส่หน้าโซฟีซะลั่นออฟฟิศ

โซฟีกลับมาถึงออฟฟิศเรา นั่งร้องไห้ขี้มูกโป่ง (เกิดมาไม่เคยเจอใครด่าขนาดนั้น แล้วผิดอะไรยังไม่รู้เลย) คริสเตียนกลับมาเห็นเลยถามว่า เป็นไรเนี่ย ร้องไห้ทำไม โซฟีเลยเล่าให้ฟัง

เท่านั้นแหละ คริสเตียนบึ่งรถไปที่ออฟฟิศคุณกี พอเจอหน้าก็ซัดเลยว่า
“คุณฟังนะ ไม่มีใครมาตะโกนใส่ลูกน้องผมแบบนี้!!!” คุณกีก็งงแดก! แถมหน้าแหกด้วย แต่จากนั้นมาไม่เคยตะโกนใส่โซฟีอีกเลย

พูดถึงตรงนี้โซฟีก็เริ่มน้ำตาจะไหลอีก

แต่คริสเตียนเป็นเจ้านายแบบนี้จริง ๆ คือจะด่าก็ด่าเลย แต่จะไม่ยอมให้คนอื่นมาด่าลูกน้องตัวเอง ถ้าจะมีอะไรให้ต้องโดนด่า คริสเตียนจะเป็นคนออกหน้าแทนก่อนตลอด

แม้แต่เรื่องวีซ่าเข้าอังกฤษที่ฉันยังเข้าไม่ได้ เพราะไม่ได้ถือพาสสปอร์ตเบลเยี่ยยม คริสเตียนก็บอกว่า “จะไปเมื่อไหร่บอก จะส่งให้ไปคุยกับลูกค้าที่ลอนดอน ใครมันมีปัญหา ไม่ออกวีซ่าให้ ให้มันโทรมาคุยกะผมนี่”

คริสเตียนเป็นเจ้านายแบบนี้…

อาทิตย์ที่ผ่านมา ฉันวิ่งจนหัวหมุน โซฟีก็ไม่อยู่ ไปฝรั่งเศส กว่าจะกลับก็โน่น สิ้นเดือน
ส่วนเซ็บฯก็ไปอังกฤษ ไดแอนก็ยังเข้าออฟฟิศไม่ค่อยได้ เพราะต้องจัดการเรื่องมรดก วุ่นวายอยู่กับทนายความ เอกสาร ฯลฯ

ฉันทั้งรับโทรศัพท์ ประชุมกับลูกค้า (คุยเห็นหน้ายังไม่ค่อยจะรอด แล้วนี่ต้องฟังทางโทรศัพท์ อยากจะบ้าตาย) ออกแบบงานตัวเอง ออกแบบงานของเซ็บฯ (แถมมีต้องเข้ามาแก้งานวันเสาร์ด้วย ก็คุณกี เจ้าเดิมนี่แหละ) ออกแบบงานอื่น ๆ ที่มีเส้นตายอาทิตย์หน้าถึงสามงาน!

ดีนะที่คุณอันเดรอัสเข้ามาอยู่ด้วยที่ออฟฟิศ ทำให้รู้สึกว่า เออ เราไม่ได้ตัวคนเดียว

ลืมเล่าไปว่า พอรู้ข่าวว่าคริสเตียนเสีย อันเดรอัสก็ช๊อคมาก คือทุกคนช๊อคหมด
ที่สำคัญคือเพื่อนคนหนึ่งของคริสเตียน ที่ให้งานของโตโยต้าชิ้นนี้แหละ ที่ทำให้คริสเตียนต้องขับรถเทียวไปเทียวมาระหว่างเบลเยี่ยม กับ เยอรมนี จนเกิดเหตุ เค้าเศร้ามากและรู้สึกผิดมาก ๆ

โซฟีเล่าให้ฟังว่าถึงขนาดร้องไห้อย่างหนักในอ้อมแขนไดแอนในงานศพคริสเตียน พลางพูดซ้ำไปซ้ำมาว่า “ผมไม่น่าให้งานนี้เค้าเลย”

ส่วนอันเดรอัส หลังงานศพของคริสเตียน ก็เข้ามาช่วยเราดูแลโปรเจ็คท์ คุยกับลูกค้าบ้าง ไปจนถึงช่วยเราออกแบบนั่นนี่ แล้วมาช่วยเฉย ๆ ด้วยนะ ไม่เอาค่าจ้างใด ๆ ทั้งสิ้น ถึงขนาดทิ้งบริษัทตัวเองในมิวนิคไว้กับลูกน้อง แล้วมานั่งช่วยพวกเราที่ออฟฟิศที่บรัสเซลส์ทุกวัน

คิดดูว่าคริสเตียนเป็นคนดีขนาดไหน…

+ สัปดาห์แห่ง happenings

Monday, June 22nd, 2009

เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นอะไรที่เหนื่อยโพด~!
แต่ยังดี ได้ไปกินซูชิสมใจอยาก เป็นรางวัลที่เรียนภาษาดัชท์จบไปหนึ่งระดับ (ไม่งั้นไม่ได้กินฟรีกันแบบนี้หรอกนะคับพี่น้อง คนละครึ่งตลอดชาติ) ร้านนี้ซูชิหน้าตาดี แต่ไม่อร่อยเท่าไหร่ ข้าวแข็งเกินไปหน่อย แต่ปลาสดดีใช้ได้ ราคาปานกลาง ไม่ถูกไม่แพง แต่ชอบร้านที่บรัสเซลล์มากว่า

เสาร์ออกไปข้างนอกทั้งวัน ตั้งแต่ Ikea ยัน แมคโคร

ในที่สุดก็ได้ฤกษ์รื้อบ้านซะที รื้อในที่นี้คือรื้อจริง ๆ ตั้งแต่พื้นกระเบื้อง, ตู้เก็บหนังสือบิลท์อินในห้องนั่งเล่น, เคาท์เตอร์ในครัว, ตู้เก็บของสไตล์อังกฤษที่เจ้าของบ้านเก่า(ชาวอังกฤษ) ชอบนักชอบหนา แต่ฉันเกลียดเข้าไส้

ก็ได้ฤกษ์ทุบทิ้งกันคราวนี้แหละ

กว่าจะหาคนมาทำได้ ก็ต้องตามช่างมาดูหลายคน บางคนไม่แพง แต่คิวยาวเป็นปี บางคนแพงมากชนิดว่าที่ว่า ทำเสร็จคงไม่มีเงินเหลือซื้อข้าวรับประทานกันเลย (คนนึงมาตีราคา ปาเข้าไป 3 หมื่น ยูโร! ป้าด!)

ตกลงมาได้คนนี้ที่เค้าบอกว่า อะไรที่ไม่จำเป็นต้องทำก็ไม่ต้องไปทำมันหรอก เช่น พวกท่อที่ผังอยู่ใต้พื้น หรือผนัง อะไรแบบนี้ คือถ้ามันยังไม่เจ๊งชัยจริงๆ ก็เก็บไว้ได้ สรุปได้ราคามาที่หมื่นยูโรหน่อย (ปาดเหงื่ออีกรอบ)

หาคนมาทำได้แล้วก็ต้องไปซื้ออุปกรณ์ให้เค้าอีก คือพวกกระเบื้อง ชุดครัว พวกเคาน์เตอร์ เตาอบ ตู้เย็นใหม่ คือที่ใช้อยู่ทุกวันนี้มาจากเจ้าของบ้านเก่าหมดเลย จะพังแหล่มิพังแหล่ มีสองอย่างที่ซื้อมาเองคือ ไมโครเวฟ กับ เครื่องซักผ้า

อีเครื่องซักผ้านี่ก็นะ ตอนแรกก็ไม่กะซื้อหรอกนะ แต่ใช้ ๆ ไป วันนึง โทษนะคับ ควันขึ้น!! ได้ยินเสียงดัง ปุ้ง!! แล้วควันเต็มห้องเลย เวนจริง ๆ คับงานนี้ เลยต้องซื้อใหม่ไปตามระเบียบ

กระเบื้องนี่จะรื้อออกให้หมดเลย ทำความสะอาดยากมาก และหน้าหนาวก็หนาวมาก เดินไม่ได้เลยจริง ๆ ยกเว้นในครัวก็คงต้องยังเป็นกระเบื้องอยู่แต่ไม่เอาสีอิฐแบบเดิมแล้ว โบราณโพด เลยเลือกสีเทาแก่ เกือบ ๆ ดำไปเลย


ไหนจะครัวที่ต้องซื้อใหม่อีกนะนั่น ไม่น่าต่ำกว่า 4-5 พัน ยูโร เป็นอย่างน้อย (คิดแล้วผมจะร่วง) แต่บ้านไม่ทำไม่ได้จริง ๆ มันโทรมมาก คนเก่าเค้าไม่ค่อยดูแลรักษาอะไรเลยจริง ๆ ให้ตายเถอะพระเจ้าจอร์จ

นี่มิได้เจียมตัวเร้ยยยย ที่แฟนจะตกงานเป็นที่แน่นอนแล้วสิ้นเดือนนี้ 5555

อย่างที่เคยเล่าไป เบลเยี่ยมนาทีนี้ งานหายากยิ่งกว่าหาเหรียญสลีงในมหาสมุทรแปซิฟิกซะอีก พอหมดสัญญา บริษัทเค้าก็จำเป็นต้องหยุดสัญญาไว้เท่านั้น แล้วจ้างเป็นชิ้น ๆ ไปแทน เพราะเค้าไม่สามารถที่จะมารับภาระเงินเดือนทุกเดือน ๆ ได้อีก

ดีนะ ที่เก็บตังค์สำรองไว้บ้าง ไม่งั้นมีหนาว

ตอนนี้เลยกลายเป็นว่า แฟนอาจจะได้อยู่บ้านแทน แล้วฉันทำงานนอกบ้าน

ซะงั้น

แต่ไม่แตกตื่นนะ แบบว่า คิดไว้อยู่แล้ว

ถึงได้บอกว่าใครคิดว่าจะมาหางาน”ดี ๆ” ทำที่นี่ คิดให้รอบคอบก่อน มันไม่ได้ง่ายจริง ๆ ไม่ใช่ว่าอยากจะกัํ๊กข้อมูลหรืออะไร

วันอาทิตย์ เค้ามีรวมญาติกันที่ ลิมเบิร์ก (Limburg) รกรากทางคุณแฟนเค้ามาจากที่นั่น ถึงตัวเองจะไม่ได้โตที่นั่นแต่ก็ยังสามารถเหน่อตามญาติ ๆ เค้าไปได้อยู่ (เหมือนอยู่ในสายเลือด 555)

คนลิมเบิร์กเขาว่าเหมือนคนอีสานบ้านเฮา ที่คนภาคอื่นชอบล้อเลียน ด้วยความเอ็นดูหรืออย่างไรก็มิอาจทราบได้ แต่ที่แน่ๆ สำเนียงลิมเบิร์ก เหน่อมากกกกก แล้วช้ามาก จนคนเอาไปเล่ากันเป็นเรื่องตลกว่า คนลิมเบิร์กมีสัตว์เลี้ยงชื่อยาวที่สุดในโลก คือ “หมาาาาาาาาาาา..า..า”

คนที่นั่นเองก็เห็นเขาขำกันนะ ไม่ได้คิดมากอะไร ดูออกจะภูมิใจดีด้วยซ้ำที่มาจากลิมเบิร์ก เพราะขึ้นชื่อเหมือนกันว่าคนจากที่นี่มักจะอะไรก็ได้ ง่าย ๆ กันเอง ๆ ไม่พิธีรีตรอง และเป็นมิตรสุด ๆ แบบไม่มีเหตุผล ฮ่าๆๆ

แต่รวมญาติครั้งนี้ใหญ่พอควร เพราะมีญาติจากฝั่งน้าสะใภ้ด้วย แถมด้วยลูก ๆ และหลานๆ น้าฝั่งโน้นอีก ทำให้ฉันมีญาติห่าง ๆ เป็นคนบราซิลและแอฟริกันไปโดยปริยาย เพราะลูกสาวน้าชายคุณแฟน แต่งกับคนแอฟริกัน และลูกสาวของน้าสะใภ้ แต่งกับคนบราซิล (งงพิลึก)

วันนั้นเลยรวมมิตรภาษามาก ๆ เพราะไม่รู้ใครพูดภาษาอะไรบ้าง บางคนก็พูดแต่ฝรั่งเศส บางคนพูดสองภาษา บางคนสามภาษา (ส่วนมากจะได้อย่างน้อยสาม ยกเว้นพวกหลานเขย พูดกันแต่ฝรั่งเศส) บางทีเขาก็พยายามเป็นมิตรเข้ามาคุยด้วยแต่ดันพูดแต่ฝรั่งเศสก็เลยออกทะเลกันไป (บางคนกลายเป็นคุยด้วยภาษาสแปนนิชกันเข้าอีกตะหาก ก็ไม่รู้ไปจบตรงนั้นได้ไงก็แปลกดี) บอกตามตรงว่า งง มาก ๆ

เด็ก ๆ มีไม่เยอะ ส่วนมากถ้าไม่เล็กแบบเบบี๋กันไปเลย ก็วัยรุ่นไปเลย เจ้าลูกครึ่งบราซิลนี่ซนเป็นลิง ปล่อยเข้าสวนไปไม่ถึงสิบนาที พ่อทึ้งดอกไม้เรียบสวนเลย ทำเอาน้าน้าสะใภ้ปวดกบาล ห่วงว่าพ่อจะเผาบ้านเข้าในที่สุด

ลูกครึ่งอีกคนคือน้อง ทิยานี่ ครึ่งแอฟริกันครึ่งเบลเยี่ยม พ่อเค้าดำเลยนะ เท่ไปอีกแบบ ส่วนแม่เขาก็บลอนด์ผมทองเลย ลูกออกมาผมม้วน ๆ หน้าตาน่ารัก แก้มยุ้ยพอประมาณ ที่สำคัญคือเลี้ยงง่ายโคตรรรรร เด็กอะไรไม่ร้องเลยซักแอะ ปล่อยไว้ตรงไหนก็นั่งจุ้มปุ๊กอยู่ตรงนั้น ใครอุ้มก็ได้ ไม่ว่า คือ ชิว ๆ จริง ๆ โชคดีของคนเป็นพ่อแม่นะเนี่ย (แต่ไปปล่อยไว้กับพื้นนานไม่ได้ เพราะหลานชอบแบ่งขนมปังกินกับแฮปปี้ (แฮปปี้คือหมาหูยาว เดินไปไหน พื้นสะอาดเลย เพราะเอาหูกวาดพื้น) ตัวเองกินคำ แฮปปี้กินคำ ชิ้นเดียวกันเลย เหอๆๆ

บ้านเค้ามีต้นเชอร์รี่ด้วยอ่ะ!! กำลังออกลูกเลย สงสัยอีกสองอาทิตย์คงสุกกินได้พอดี

อิจฉาอย่างแรง …ตัวเองยังต้องซื้อกินอยู่กล่องละ 7-8 ยูโร (นำเข้ามาจากตุรกี ถ้าจำไม่ผิด)

รูปเยอะมาก ดูกันเองเนอะ

ช่วงนี้เชอร์รี่กำลังออก เลยกินกันแหลกราญ มีความสุขสุด ๆ เลยกับการกินเชอร์รี่ เพราะเป็นผลไม้หนึ่งในไม่กี่อย่างที่ชอบ (อีกอย่างคือมะม่วงมัน จิ้มพริกเกลือ อยากกินโคตร แต่ไม่มีปัญญาซื้อกินที่นี่หรอกนะคับ ทานโทด)

วันงานเค้าจ้าง catering มา กว่าอาหารจะมาแขกก็หิวกันน่าดูชมทีเดียว (ดีที่เจ้าภาพเอาไวน์มาเกลี้ยกล่อมกันไปก่อน พร้อมอาหารเรียกน้ำย่อยพอประมาณ)

อาหารที่เค้าจัดมา เป็นเนื้อแกะบนมันฝรั่ง และมะเขือเทศ กับมะเขือม่วง ยังมะเขือไม่พอ ซอสราดยังเป็นซอสมะเขือเทศอีก กินกับข้าว ก็อร่อยดี แต่อยากได้น้ำปลา …

catering service นี่เค้าเป็นคนตุรกี พาภรรยามาช่วยงานด้วย พูดภาษาดัชท์ชัดเปรี๊ยะ! แต่แฟนยังพูดไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่ (แต่ดีกว่าตูเป็นไหนๆ) พอเสิร์ฟอาหารเสร็จ เจ้าภาพเค้าก็ลากให้มาร่วมวงดื่มไวน์ด้วยซะเลย ไป ๆ มา ๆ เมาคับท่าน กลายเป็นวงสนทนาธรรมท่านมูฮัมหมัดศาสดาไปเลย (แต่ยังถือแก้วไวน์อยู่ในมือนะนั่น เหอๆ) ส่วนคุณภรรยายิ่งเข้าไปใหญ่ เอาเป็นว่าถ้ามีคนเพิ่งมาถึงงานอาจจะคิดว่าหล่อนเป็นเจ้าของงานก็ได้ เพราะเสียงดังสุด ๆ และเฮฮาได้ใจมาก (หลังไวน์แก้วที่สาม)

ไม่รู้เสร็จงานแล้วใครจะเก็บจานชามละเนี่ย

มีเฮฮา ก็ต้องมีงานเศร้าตามมา

คุณย่าคุณเบิร์ตเสียซะแล้วเมื่อเช้านี้
แต่ทุกคนก็คาดไว้แล้วว่าอาจจะไม่เกินอาทิตย์นี้ คุณย่าคงจะต้องไป เพราะอาการไม่ดีมาตั้งแต่สองอาทิตย์ก่อน เริ่มจำใครไม่ได้ แม้แต่ลูกสาวคนเล็กที่ปรกติเค้าสนิทกันมาก หลัง ๆ ช่วงที่ยังรู้ตัวนี้จำได้เฉพาะคนที่มาจากหมู่บ้านเดียวกัน ที่เห็นกันมาแต่เด็ก ๆ เท่านั้น (70-80 ปีได้แล้วนะ เพราะเพิ่งอายุ 93 ปีไปเมื่อมกราคมที่ผ่านมานี่เอง)

นอกนั้นจำใครไม่ได้เลย

ทางลูกสาวลูกชายผลัดกันไปดูที่บ้านพักคนชราไม่เคยขาด ที่ต้องย้ายให้ไปอยู่บ้านพักคนชรานี่เพราะว่าตอนนั้นย่าเริ่มหลง ๆ แล้วบางทีออกไปไหนคนเดียว กลับบ้านไม่ถูกก็มี ลูกหลานกลัวจะหายไปเลย ก็ต้องย้ายให้ไปอยู่บ้านพักแทน

ฉันไปเยี่ยมมาครั้งนึง จริง ๆ บ้านพักน่าอยู่มาก ดูสบายตาดี แต่ก็อย่างว่าแหละ ย่าจำอะไรไม่ได้เลยยยยย กระทั่งว่านอนอยู่ที่บ้านพักทุกวัน ตื่นเช้ามายังถามว่า ฉันอยู่ไหนเนี่ย แล้วพวกเธอเป็นใคร (ลูกชายกับลูกสาว) ลูกหลานก็เป็นห่วง

สองสามวันมานี่ไม่รู้ตัวเลย นอนอย่างเดียว อาหารก็กินอะไรไม่ได้เลยต้องให้ทางสายยาง ลูก ๆ ก็ทำใจแล้วว่าคงยื้อได้ไม่กี่วัน จริง ๆ ก็อยากให้แม่ไปสบายแล้ว เพราะอยู่ก็ทรมาน จำอะไร หรือ ใครก็ไม่ได้

คุณอา โรซ่า (น้องสาวพ่อคุณเบิร์ต) ยังมางานรวมญาติแบบทำใจ ๆ ว่า อือ ยังไงก็เตรียม ๆ กันไว้ด้วยนะว่าคงจะไม่นานล่ะ อาก็ทำใจไว้แล้ว

งานศพก็วันศุกร์นี้แหละ พรุ่งนี้ต้องไปลางานเลย

มีเกิดก็ต้องมีตายนะ..

+ things เบลเยี่ยมๆ

Sunday, January 18th, 2009

integration course หรือ คอร์สปรับตัวที่ต้องเรีียน ใกล้จะจบแล้ว เหลืออีกแค่สองครั้งเอง (ดีใจ)

จากที่(จำใจต้อง)เรียนมาร่วมสามเดือน ได้รู้อะไรใหม่ ๆ เกี่ยวกับเบลเยี่ยมเยอะ บางอย่างก็ทำให้เราคิดว่า เออ ดีนะ ประเทศนี้ แต่หลายอย่างก็แบบ “เฮ้ย จะบ้าเปล่า”

หนึี่งในหลาย ๆ เรื่องคือเรื่องคนแอนท์เวิร์ป และสถานการณ์ผู้อพยพ (ที่ทั้งเป็นผู้ลี้ภัยสงคราม และผู้เข้ามาแสวงโชค หางาน หาเงิน ในเบลเยี่ยม แบบถูกกฎหมายมั่ง ไม่ถูกกฎหมายมั่ง)  จริงๆ แล้วแอนท์เวิร์ปมีคนต่างชาติแทบจะมากกว่าคนแอนท์เวิร์ปอีก ตัวอย่างเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ โรงหนังแห่งหนึ่งที่แอนท์เวิร์ป ฉายหลังอาหรับ และหนังบอลลีวู้ด อินเดียมากกว่าหนังฮอลลีวู้ด และหนังยุโรปด้วยซ้ำ

Antwerp เป็นเมืองใหญ่อันดับสองของเบลเยี่ยมค่ะ
อากาศก็เหมือนเบลเยี่ยมทั่ว ๆ ไปอะค่ะ
ประเทศ เล็กมากนะคะ ถ้าเทียบกับเมืองไทย เบลเยี่ยมก็มีขนาดประมาณไม่กี่จังหวัดของภาคกลางบ้านเรารวมกัน (ถ้าเอา กทม เป็นศูนย์กลาง วาดรัศมีออกไปก็คงไปถึงประมาณชัยนาท ลพบุรี ระยอง ราชบุรี ฯลฯ นั่นคือขนาดของประเทศเบลเยี่ยม)

ant-1

Photo by : erroba

ที่อยู่อาศัย ส่วนมากคนจะอยู่อพาร์เมนท์ขนาดหนึ่งหรือสองห้องนอนเป็นอย่างน้อย (แบบว่าต้องมีครัวแยกต่างหาก ห้องนอนแยกจากห้องนั่งเล่่น) บางคนก็แชร์กันอยู่ (ถ้ามีหลายห้องนอน – เทียบกับบ้านเราก็คงเรียกว่า คอนโด แต่คนที่นี่เค้าเรียกรวม ๆ กันหมดว่าอพาร์ทเมนท์ หรือ แฟลต) บ้านนี่ถือว่าน้อยมาก ถ้าเป็นบ้านก็จะเป็นลักษณะแบบที่บ้านเราคงเทียบได้กับทาวน์เฮาส์ คือติด ๆ กัน อย่างที่บอกเบลเยี่ยมไม่ใหญ่ ที่ก็เลยแพงมาก ๆ ๆ โดยเฉพาะเมืองใหญ่ ๆ

แอนท์เวิร์ปมีปัญหาเรื่องผู้อพยพมาก เพราะทุกอย่างต้องใช้เงินทั้งนั้น ผู้อพยพที่นี่ ถ้ามาอย่างถูกกฎหมาย (เช่น ลี้ภัยสงคราม, แต่งงานกับผู้ลี้ภัยด้วยกันที่มีสิทธิ์อาศัยในเบลเยี่ยม ฯลฯ) ถ้าไม่มีงานทำ หรือไม่สามารถทำงานได้ ยังได้เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลอีกเดือนละประมาณ 2-3 หมื่นบาท (สำหรับเบลเยี่ยม เงินจำนวนนี้ไม่เยอะ ถ้ามีครอบครัวต้องเลี้ยงดู ยังไงก็ไม่พอ) แต่ด้วยความที่ระบบมันโกงง่ายมาก ชาวต่างขาติบางกลุ่มก็พากันย้ายเข้ามาอยู่อาศัย และไม่ทำงาน (ถึงแม้จะมีสิทธิ์ทำงานได้) รอรับแต่เงินช่วยเหลือ เมื่อไม่ทำงาน ก็ไม่เสียภาษี เมื่อไม่เสียภาษี รัฐบาลก็ไม่มีรายได้ เป็นวงจรแบบนี้ไปเรื่อย ๆ นี่ยังไม่นับชาวดัชท์ และรัสเซีย โปแลนด์ ฯลฯ ก็พากันเข้ามาอยู่ในแอนท์เวิร์ปนะ

ant-21

ชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยในแอนท์เวิร์ป (แอนท์เวิร์ปเป็นเมืองยิวก็ว่าได้ เศรษฐกิจส่วนใหญ่อยู่ในมือของชาวเบลเยี่ยมเชื้อสายยิว ธุรกิจที่สร้างชื่อและสร้างเงินให้แอนท์เวิร์ปมาก นอกจากท่าเรือขนส่งสินค้าแล้วก็คือ “เพชร” แต่ตอนนี้แอนท์เวิร์ปเริ่มมีปัญหา เพราะธุรกิจเพชรค่อย ๆ ย้ายไป ดูไบ กันแทบทั้งนั้น, นอกจากชาวยิวแล้วก็เป็นชาวตะวันออกกลาง (ส่วนมาก เป็นชาวโมรอคโค และ ตุรกี)
Photo by : louisahennessyvikinghorns
ant-2

รูป : แฟลตทั่ว ๆ ไปในเบลเยี่ยม
credits : bhoshmer, celesteh, travis_nelson

อพาร์ทเมนต์แบบห้อง “สตูดิโอ” แบบหอพักนักศึกษาแบบบ้านเราเนี่ย ไม่ค่อยมี หรือมีแต่น้อย เมืองไทยถึงไม่มีครัวก็อยู่ได้ เพราะกินชายสี่หมี่เกี๋ยวนอกบ้านทุกวันก็ชามละ 20-30 บาท แต่ที่นี่ กินนอกบ้านทุกวัน ตายแน่ ๆ (ถึงจะกินอะไรที่ถูกที่สุดแล้วก็ตาม) เลยจำเป็นต้องมีครัวไว้ทำกับข้าวง่าย ๆ กินเอง (ไม่พ้นสปาเก๊ตตี้) มีส่วนสำหรับนั่งดูทีวี ทำงาน(โต๊ะคอม) โซฟา โต๊ะกินข้าว นี่คือเบสิค แต่ส่วนมากแล้วแฟลตจะมีสองถึงสามห้อง (แต่มีห้องน้ำเดียว ครัวเดียว วางโต๊ะกินข้าวซักตัว แล้วใช้รวมกัน โดยมากแล้วถ้าเป็นนักเรียน จะอยู่กันแบบนี้ บางคนก็เช่าบ้านทั้งหลังรวมกัน แล้วแชร์ค่าน้ำค่าไฟ ค่าเช่าบ้าน)

คนแอนท์เวิร์ป คนเบลเยี่ยมจากเมืองอื่นมักไม่ค่อยชอบ เพราะคนแอนท์เวิร์ป (ที่มาจากแอนท์เวิร์ปจริงๆ ไม่ได้เพิ่งย้านไปอยู่) มีชื่อเรื่องการวางตัวเป็นโฮโซ พูดจาอวดดี ภูมิใจว่ามาจากแอนท์เวิร์ปแล้วคิดว่าคนจากเมืองอื่นนั้นต่ำกว่า (อันนี่เราไม่ได้พูดเองนะคะ เพื่อนคนเบลเยี่ยมหลาย ๆ คนบอกมาแบบนี้ แม้แต่เพื่อนคนดัชท์ที่อยู่ Bergen op zoom ที่ไม่ไกลจากแอนท์เวิร์ปมาก ก็พูดแบบนี้ ฉันก็ได้แต่ฟังไว้เฉย ๆ)

ตนที่นี่เราเรียกลักษณะแบบนั้นว่าพวก thick neck (ไม่รู้เกี่ยวอะไรกับ “คอหนา” 555) ตัวอย่าง : เมื่อปีก่อนมีรายการเกมส์โชว์บนทีวี ให้คู่รักไปช่วยกันซ่อมแซมตกแต่งบ้าน แต่ละปีก็จะเปลี่ยนไปแต่ละเมือง ปีที่แล้วเค้าไปจัดกันที่ โอสเต็นด์ (Oostende) คู่หนึ่งที่มาจากแอนท์เวิร์ป เมื่อถูกเอาผ้าปิดตาไปปล่อยที่ โอสเต็นด์ (คือเค้าจะไม่บอกว่าที่ไหน แต่ให้เดาเอาเองว่านี่มันที่ไหน)

ผู้หญิงก็บอกว่า “นี่ที่รัก ดูเหมือนว่า เราจะอยู่ใน “เมือง” (some city) อะไรซักอย่างนะ” ( city = เมือง, town = เมืองก็เล็ก ๆ ประมาณว่าอำเภอบ้านเราอ่ะ)

ผู้ชายก็หันมาบอกว่า “อะไรเธอ “เมือง” อะไร เธอก็รู้ว่าเบลเยี่ยมมีอยู่ “เมือง”เดียวเท่านั้นแหละ” (เค้าหมายถึง แอนท์เวิร์ป) ดูดิ ขนาด บรัสเซลส์ คนแอนท์เวิร์ปยังไม่นับเลยอ่ะ คือนับชาวบ้านเค้าเป็น town  หมด

เล่าให้ฟังขำ ๆ นะ อย่าคิดมาก :-)

มีเพื่อนมาจากแอนท์เวิร์ปหลายคน ทุกคนน่ารักนิสัยดีหมด แต่พวกนี้เป็นพวกแบกเป้ พวกเที่ยวเยอะ เจอคนต่างชาติ พบคนใหม่ ๆ เยอะ โดยธรรมชาติแล้วก็เลยจะแบบ “อะไรก็ได้” แล้วเข้ากับคนอื่นง่าย เป็นมิตรมาก ๆ (นั่นก็แสดงว่า ไม่ใช่ว่ามาจากแอนท์เวิร์ปแล้วจะ”กวนทีม” ทุกคน มันอยู่ที่ว่าสภาพแวดล้อมเค้าเป็นอย่างไรมากกว่า)

lim-1

lie-2
lim-21

จังหวัดลิมเบิร์กหน้าหนาว, คอนเสิร์ตปุกเกิ้ลป็อป ที่จังหวัดลิมเบิร์ก
credit : nikjanssen, bart claeys

ส่วนคนจากแถว ๆ ลิมเบอร์ก (ฝั่งตะวันออกของเบลเยี่ยม ติดชายแดนฮอลแลนด์) คนเบลเยี่ยมมักจะล้อเลียนคนจากจังหวัดนี้ตลอดเวลา ด้วยความที่สำเนียงเค้าช้าาาาาา มากกกกก แต่คนจังหวัดนี้เป็นที่รู้จักว่ามีนิสัยกันเอง ๆ ง่าย ๆ ใจดี จริงใจ (แบบที่คนบ้านเราเรียกว่า “คนบ้านนอกซื่อๆ”)  แฟนข้าพเจ้าก็มีรากมาจากลิมเบอร์ก แต่ไม่ได้โตที่นั่นก็เลยไม่มีสำเนียงช้า ๆ เนิบ ๆ เหมือนญาติคนอื่น ๆ ที่ยังอยู่ลิมเบิร์ก

คนเบลเยี่ยมมีเรื่องโจ๊กเล่ากันว่า
“เฮ่ย รู้ป่าวคนจังหวัดไหนที่สัตว์เลี้ยงที่มีชื่อยาวที่สุดในโลก”
“เออ ไม่รู้ว่ะ จังหวัดไหนเหรอ”
“ลิมเบิร์ก”
“ทำไมวะ สัตว์อะไรของเอ็ง”
“อ้าว ก็ -หมาาาาาาาาาาาา-ไง”

นั่นคือสำเนียงคนลิมเบิร์ก :-) (เค้าล้อกันเล่น แต่แอบจริง)

แต่สมัยนี้ลิมเบิร์กมันไม่ใช่บ้านนอกแล้วนะ เริ่มจะ “ฮิป” แล้ว (แต่สำเนียงยังช้าเหมือนเดิม) คอนเสิร์ตหลาย ๆ คอนเสิร์ตก็ไปจัดกันที่ลิมเบิร์ก เช่น Pukkelpop (แปลว่า คอนเสิร์ต “บีบสิว” มีแต่วัยรุ่น ๆ เด็ก ๆไปเย้วๆ กัน คอนเสิร์ตใหญ่มาก จัดทุกปี จัดทีก็หลายวัน เอาเต๊นท์ไปกางนอนกันเลย)

อีกที่ที่อยากจะพูดถึงคือ จังหวัด “ลิเอจ”ในฝั่งวัลลูน

คนฝั่งฟลานเดอร์ส ไม่ค่อยลงรอยกับ ฝั่งวัลลูนนัก เพราะฝั่งวัลลูนใช้เงินส่วนกลาง(จากคลังประเทศ) มาก และสร้างรายได้น้อย ทั้ง ๆ ที่เคยมั่งคั่งมาก่อน พอเหมืองปิดตัวไป ก็จนลงอย่างฮวบฮาบ เรียกว่าถ้าขับรถจากฝังฟลานเดอร์ส (พูดดัชท์) ไปฝั่งวัลลูน (พูดฝรั่งเศส) จะเห็นความแตกต่างชัดเจน ฝั่งวัลลูนดูค่อนข้างทรุดโทรม โรงงานที่เคยสร้างงานจำนวนมาก แต่ต้องปิดตัวลงก็ถูกปล่อยรกร้าง บ้านช่องก็ไม่ค่อยได้บำรุงรักษากันเท่าไหร่ (พูดถึงเฉพาะบางจังหวัดนะ) ถ้าเป็นคนเบลเยี่ยมอยู่เอง บ้านจะดูดีหน่อย เพราะซ่อมบ้านที รัฐบาลก็ช่วยออกเงินอย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่ง คนเบลเยี่ยมเลยชอบที่จะซ่อมแซมบ้านกันอยู่เรื่อย ถ้าเป็นผู้อพยพ ไม่มีสิทธิ์ตรงนี้ก็ต้องอยู่บ้านโทรม ๆ ไป

lie-1

photo by : peter ih

ใครคิดว่าที่นี่ไม่มีคนจน ต้องคิดใหม่ เพราะคนจนนั้นมี มีเยอะด้วย แต่ว่ายังได้ความช่วยเหลือบางอย่างจากรัฐฯ บางคนก็ไม่ได้จนจริง แค่ขี้เกียจและเห็นว่ามันง่ายดีที่อยู่บ้านเฉยๆ ก็ได้เงิน ก็เลยพลอยไม่ได้ทำงานกันทั้งบ้าน เด็ก ๆ ก็ไปเรียนกันแค่ถึงอายุ 11-12 แล้วเลิกเรียน พอไม่มีการศึกษาก็หางานทำไม่ได้ ไม่มีงานก็ไม่มีเงิน ไม่มีเงินก็ไม่เสียภาษี วงจรเดิม ๆ อีก เบลเยี่ยมจ่ายเงินตรงนี้ (welfare หรือ รัฐสวัสดิการ) เยอะมากกกกกกก ปีที่แล้วใช้ไปตั้งหมด 500 ล้านยูโร! (คูณ 50 ไปดิ กี่ล้านบาท)

พูดแล้วเครียด ตอนนี้รัฐบาลเบลเยี่ยมใกล้จะถังแตกเต็มที นี่ก็เห็นว่าจะออกกฎใหม่ ๆ กันอีกแล้ว ไม่งั้นเงินไม่พอใช้ใน รัฐสวัสดิการ นี่แหละทำให้คนที่ทำงาน เสียภาษีที่นี่ไม่พอใจ ทำงานแทบตาย ภาษีก็แพง วันหยุดก็ไม่ได้เยอะมากมาย แต่คนไม่ได้ทำงาน อยู่บ้านเฉย ๆ กลับได้เงิน (ถ้าทำงานไม่ได้จริง ๆ ก็ว่าไปอย่าง เช่น ป่วย พิการ ชราภาพ ฯลฯ) แต่เชื่อเถอะ บางคนไม่ได้อยู่ในขอบข่ายที่น่าจะได้เงินช่วยจากรัฐเลย (แต่ก็ยังได้ ) เพราะระบบมันโกงง่ายอย่างว่า..