Posts Tagged ‘บรัสเซลส์’

+ ได้งานทำแล้วล่ะ ตัวเอ๊งงง

Wednesday, October 22nd, 2008

เมื่อซักอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้อีเมล์จากบริษัทออกแบบที่นึงที่บรัสเซลส์ ถามว่าอยากจะเข้าไปพรีเซนต์พอร์ทโฟลิโอ มั้ย จริงๆ ไม่ค่อย keen จะทำงานประจำเท่าไหร่หรอก แถมยังเมล์ตอบเค้าไปอีกนะ ว่าคุณแน่ใจเหรอ เพราะแฟลชชั้นก็ทำไม่เป็น โปรแกรมก็โค้ดไม่ได้นะ ออกแบบได้อย่างเดียว เค้าก็เมล์ตอบกลับมาว่า เรามีให้ทำทุกอย่างแหละ เข้ามาคุยก่อนละกัน

ได้ที่อยู่ออฟฟิศมาเสร็จสรรพ กำเว้รรรรร มันไม่ได้อยู่ใกล้สถานีรถไฟเอาซะเลย แถมความรู้เรื่องทิศทางของบรัสเซลส์เราก็ไม่ได้เรื่อง เลยตอบเค้าไปอีก (กลัวจะได้งานนะนั่นน่ะ) ว่า เอ่อ ชั้นไม่ได้ขับรถนะ ไปออฟฟิศยังไงดี วานบอก

แล้วเค้าก็หายไปเลย

เค้าอาจจะคิดว่า อีนี่เรื่องมากจริงๆ offer งานให้ยังเกี่ยงนั่นเกี่ยงนี่อยู่ได้ (ฮาๆ)

แล้วเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาก็มีโทรศัพท์มา

“ฮัลโหล นี่คริสเตียนจากเวย์พอยนท์นะครับ”
“หือ ฮัลโหลๆ” (งง งง ไม่ได้ตั้งตัว)
“เวย์พอยนท์ดีไซน์ที่ผมอีเมล์ไปหาเมื่ออาทิตย์ก่อนน่ะครับ คุณพูดภาษาอังกฤษได้หรือเปล่า?”
“อ๋อ ๆๆ ค่ะ ๆ ว่าไงคะ”
“ขอโทษทีไม่ได้ตอบเมล์นะครับ พอดีไปพักร้อนมา เพิ่งกลับ คุณเอางานเข้ามาให้ดูที่บริษัทได้ไหม เอ พรุ่งนี้ผมไม่ว่าง วันพุธล่ะเป็นไง”

เราก็เลยนัดไปวันพุธ คริสเตียนบอกว่าจะส่งใครซักคนในบริษัทไปรับที่ Central Station ละกัน เพราะเราไปบริษัทยังไม่ถูก

พอเอาเข้าจริงๆ ไม่มีใครว่าง คริสเตียนเลยต้องมารับเอง
“ฮะโหลๆ ผมจอดรถรออยู่หน้าโรงแรมเมอริเดียนนะ” ไอ้เราก็หาไปซิ รถทะเบียน เก้าหนึ่งหนึ่ง หาไม่เจอ โทรไปอีกรอบ
“หารถไม่เจอค่ะ”
“ผมจอดอยู่ข้างหน้าคุณนี่แหละ” เราเลยก้มลงไปมอง กรี๊ด ปอร์เช่! เกิดมาเพิ่งจะได้มีโอกาสได้นั่งกะเค้าละเว้ยยยยยย

คริสเตียนอยู่ในวัยสี่สิบปลายๆ ดูสบายๆ แม้ว่าจะใส่สูทเต็มยศ ผมบลอนด์ค่อนข้างยาวสำหรับหนุ่มวัยขนาดนี้
“ฉิบ!! อุ่ย ขอโทษครับ น้ำมันหมด ต้องไปเติมก่อนนะ แล้วเมื่อไหร่จะได้ออกจากที่นี่เนี่ย” มีรถขวางหน้าเราอยู่คันนึง คริสเตียนกำลังถอยตูดปอร์เช่ ออกมาจากหน้าโรงแรม หน้าพนักงานโรงแรมมาโบกให้ว่าให้ผ่านหน้าโรงแรมไปได้เลย

“ขับรถอย่างนี้ก็ดีไปอย่างนะว่ามั้ย เพราะโรงแรมไม่สนหรอกว่าจะจอดนานแค่ไหน ฮะๆ” น้ำเสียงเค้าไม่ได้มีนัยที่จะอวดร่ำอวดรวยแต่เหมือนแดกดันแกมขำมากกว่า

จาก Central Station ซัก 15 นาทีก็มาถึงออฟฟิศ เป็นเหมือนบ้านหลังใหญ่ ๆ ตั้งอยู่หัวมุมถนน ติดกับออฟฟิศเป็นบ้านสีขาวสวยอีกหลัง คริสเตียนบอกว่าเป็นสถานฑูตเซียราลิโอน ต้นไม้ร่มครึ้มทั้งสองข้างทาง ใบสีเหลืองส้มร่วงตามถนนเกลื่อนกลาด เพิ่งเห็นว่าฝรั่งไม่ใช้ไม้กวาด แต่ให้เครื่องเป่าลม เป่าใบไม้กันกระเจิง (แล้วมันเอาไปทิ้งที่ไหนกันวะ?)

คริสเตียนเล่าประวัติบริษัทให้ฟังคร่าว ๆ รวมถึงตัวเค้าเองด้วย คริสเตียนเป็นนักออกแบบมา 15 ปีเต็มแล้ว ออกแบบมาทุกอย่างตั้งแต่รถแข่ง, อีเวนท์งานฟอร์มูล่าวัน ไปยันเว็บไซต์ขายเพชรที่ดูไบ โปรเจคท์ที่นี่เท่มากๆ เรียกว่าทำหมดทุกอย่างจริง ๆ ตั้งแต่สิ่งพิมพ์ เว็บไซต์ อีเวนท์ ออกแบบผลิตภัณฑ์ แพคเกจจิ้ง แล้วทำออกมาดูดีทุกชิ้นด้วย ยิ่งดูไปยิ่งรู้สึกตัวเองไม่คู่ควรกะงานเค้าเอาซะเล้ยย

“ผมชอบงานคุณนะ เริ่มงานเมื่อไหร่ดี”
“หะ หา ไม่ถามอะไรเพิ่มอีกหรอคะ”
“ฮืมมม หลังจากที่ออกแบบมา 15 ปีนะ ผมเรียนรู้ว่า เครื่องมือน่ะหัดใช้กันได้ แต่สิ่งที่หัดให้หรือสอนให้ไม่ได้คือ การมององค์ประกอบ แต่คุณใช้ได้นะ ผมดูงานแล้ว ผมว่าคุณไม่ต้องมา test drive หรอก มาทำงานเลยละกัน”

ว่าแล้วคริสเตียนก็ขอตัวไปประชุมต่อ แล้ววานให้ เซบาสเตียน ดีไซเนอร์/ผู้จัดการแอคเคาน์ขับรถไปส่งเรากลับ Central Station เซบาสเตียนก็ดู cool cool แต่งตัวดีเกินผู้ชายธรรมดา เหมือนเค้าจะมีเรดาร์จับความคิดเราได้ เลยชิงพูดก่อนเลย

“แฟนผมเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์น่ะ เธอเลือกเสื้อผ้าให้ผมหมดเลย”
“อ๋อ ค่ะๆๆ ดีนะคะ เหอๆ”

ด้วยเหตุฉะนี้ ข้าพเจ้าจึงมีงานทำ(ซะงั้นน่ะ) เริ่มเดือนหน้านี่แล้ว ไม่รู้จะเป็นไงมั่ง เกิดมาก็เพิ่งเคยทำงานนอกเมืองไทยเป็นครั้งแรก แต่บริษัทรวมๆ ดูดีมาก ๆ งานก็น่าทำมาก ไม่รู้เพื่อนร่วมงานจะเป็นไง (มีกันอยู่แค่ 7-8 คนนี่แหละ)

สู้ๆๆ

+ งานการ บ้านช่อง คนบ้า และ หน้าร้อน

Tuesday, September 2nd, 2008

WORK + BRUSSELS

จริงๆ ต้องเข้าไปบรัลเซลส์ตั้งแต่วันจันทร์ (1 ก.ย.) แล้ว แต่เลื่อนมาเป็นวันนี้
การไปบรัลเซลส์นี่เป็นเรื่องปวดหัวอย่างนึง ถ้าเรายังไม่ชินกับสายรถไฟ แต่เวลาเดินรถ ถ้าคนที่เค้าต้องไป-กลับ ทำงานจากบ้าน กับ บรัลเซลส์ ทุกวันเค้าก็จะมีเวลาตายตัวเลยว่า รถขบวนไหน เวลาไหน ไอ้เราเพิ่งกลับมาอยู่ใหม่ ๆ ต้องอาศัยเว็บไซต์รถไฟของเบลเยี่ยมเป็นตัวช่วยอันดับหนึ่งก่อนเลย แต่เว็บไซต์เค้าดีจริงๆ เลือกเวลาออก หรือเวลาที่ต้องการไปถีง เลือกว่าจะไปสายตรงหรือไปต่อรถ ฯลฯ สะดวกสบายมาก ๆ

ออฟฟิศหาไม่ยากเท่าไหร่ ดีนะที่มันใกล้สถานี Brussels Midi เดินแค่ 8 นาทีก็ถึงออฟฟิศแล้ว (แต่ก็ยังอุตส่าห์เดินหลงไปบล็อกนึง) แถมถนนที่นี่ยังมีสองชื่อ คือเวอร์ชั่นภาษาฝรั่งเศสกับเวอร์ชั่นภาษาดัชท์ ไอ้ออฟฟิศนี่ก็เขียนว่าอยู่บน Boulevard de la Révision แต่บนแผนที่มันเป็น Herzieningslaan คือจริงๆ แล้วมันถนนเดียวกันนั่นแหละ ทำเอาเหนื่อย!! กดกริ่งเรียกแบบเหวอ ๆ (แบบว่ากลัวมาผิดที่) มีเสียง “บองชู๊ววววว์” ออกมาจากเครื่องตอบรับ ซวยแล้วกูภาษาฝรั่งเศสก็พูดไม่ได้ ก็เลยซัดภาษาอังกฤษไปเป็นชุดแบบไม่ให้อีกฝั่งตั้งตัวเลย ว่า หวัดดีค่านี่บีนะคะคุณโอลิวิเย่ร์ให้มาหาคุณอิริคไม่ทราบว่าคุณอีริคอยู่มั้ยคะถ้าไม่อยู่ก็ไม่เป็นไรนะคะเดี๋ยวมาใหม่หรือว่าจะให้ขึ้นไปรอดีนะไม่ทราบว่ารบกวนหรือเปล่าคะ บลา บลา บลา ฯลฯ อีกฝ่ายอึ้งไปแล้วตอบกลับมาว่า
“Er, it’s OK! Hi Bee. i’ll open the door for you”

เข้าไปในออฟฟิศ มีป้ายไวนิลของไมโครซอฟต์ตั้งเด่นเป็นสง่า แต่ประทานโทษ ออฟฟิศนี้จริง ๆ เป็นสาวก mac กันทั้งออฟฟิศ แต่มารู้ตอนหลังว่าไอ้ไวนิลนั่นน่ะได้มาฟรี ก็เลยเอามากั้นทำเป็นห้องประชุมซะงั้น แต่ออฟฟิศน่ารักมาก ๆ มีคนทำงานอยู่ 10 กว่าคน ดีไซเนอร์มีอยู่สองคนชื่อ นิโคลา และอีกคนชื่อ เอ่อ.. นิโคลา

ซัก 10 นาที โอลิวิเย่ร์ หรือ ที่เราเรียกชื่อเล่นว่า เมช (มาจาก “เมชฮุกการ์” แปลว่า “บ้า” ในภาษาฮิบรู เมชเป็นยิว แล้วก็เรียกตัวเองว่ายังงั้น ขำ ๆ เรียกกันมาตั้งแต่บริษัทมีกันอยู่สามคน ตอนนี้มีลูกน้อง 10 กว่าคนแล้วเราก็ยังติดเรียก เมช ว่า เมช อยู่เหมือนเดิม) เมชพาทัวร์ออฟฟิศ (ออฟฟิศนี้มี นิโคลา สองคน และ โอลิวิเย่ร์สองคน สับสนเล็กน้อย) กลับลงมาคุยเรื่องงานการกันต่อว่าจะยังไงกันดี สรุปว่าเราจะเริ่มทำงานฟรีแลนซ์ก่อน โดยที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ แต่เราต้องจัดการภาษีจัดการอะไรเองทุกอย่าง และดูว่าจะเวิร์คไหม ต่อไปถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็อาจจะขยับไปเป็นลูกจ้างพาร์ทไทม์ แบบทำงานที่ออฟฟิศอาทิตย์ละสามวัน ซึ่งเราก็ว่าดีนะ มันมีบรรยากาศการทำงานดี จะให้ทำประจำฟูลไทม์คงไม่เอา เพราะไม่อยากกลับไปวังวนเดิม ๆ แถมที่เบลเยี่ยมนี่ก็แปลก คนทำงานฟูลไทม์ เนื่องจากทำงานเยอะ ภาษีก็จ่ายเยอะตามไปด้วย (เพราะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากภาษีเงินได้รวมทั้งปี) ทำพาร์ทไทม์จ่ายภาษีน้อยกว่า มีเวลาเอาไปทำอย่างอื่นได้อีก ฟังดูดีกว่าเยอะะะะะ

ก็เป็นอันว่าดูกันต่อไปว่าจะยังไงดีเรื่องงาน แต่ที่แน่ ๆ ฉันเริ่มโปรเจ็คท์แบบฟรีแลนซ์กับบริษัทนีอาทิตย์หน้านี่แน่นอน

คริสตอฟ เพื่อนใน  flickr เบี้ยวนัดจนได้ ไอ้เรารึก็เห็นว่า he ทำงานอยู่บรัสเซลส์ ไอ้เราก็ต้องไปธุระอยู่แล้วก็เลยชวนออกไปแฮงเอาท์หน่อย แต่ he งานยุ่งมาก เพราะจะไปเมืองไทยสามเดือน เดือนหน้านี้ (เกลียดมันจังเลย มันได้ไปเมืองไทย เรากลับติดแหง็กอยู่ที่นี่ แง้ๆๆๆๆๆๆๆ!!!) he ก็เลยไม่สามารถจะปลีกตัวออกมาจากออฟฟิศได้ก่อนสองทุ่ม ไอ่คริส แกติดเบียร์ชั้นสองแก้ว!!

COFFEE AT EXPENSIVE HOTEL

มีเม็มเบอร์จาก CS ชื่อ โรแบร์ เขียนเมล์มาหาเพราะเห็นว่าเราเป็นคนไทยอยู่ที่เบลเยี่ยม โรแบร์กำลังแพลนทริปไปเมืองไทยกับภรรยาโดนบุ๊คทัวร์ไป 16 วัน (รู้สึกว่าจะประมาณ  1.000 กว่ายูโร ซึ่งสำหรับคนที่นี่ถูกเป็นขี้ เป็นแค่ห้าหมื่นกว่าบาท ได้ไปต่างประเทศ นอนโรงแรมสี่ ห้าดาวตลอดทริป) โรแบร์เขียนแผนการเที่ยวมาอย่างดี ว่าวันไหนทำอะไร วันไหนอาหารค่ำรวมอยู่ในโปรแกรมวันไหนต้องออกไปหาอะไรกินเอง ทำมาเป็นไฟล excel อลังการ ขนาดเรายังทึ่ง แถมยังหาที่นั่งคุยได้ไม่เป็นทางการมาก ๆ “โรงแรมเลอเมอริเดียน” ตั้งอยู่ตรงข้าม Central Station ของบรัสเซลส์พอดี โรงแรมหรูไฮประเภทที่จะไปเข้าส้วมยังต้องไปขอ คีย์การ์ดจาก บาร์แมน ! (แถมขอมาได้เสือกใช้ไม่เป็นอีกกรู หมดไปร่วม 10 นาทีกับการพยายามเปิดประตูส้วม เพิ่งมาเห็นตอนหลังว่าบนการ์ดมันก็มีวิธีใช้เป็นภาษาอังกฤษนี่หว่า นึกว่ามีแต่ฝรั่งเศส ควายเรียกพี่เลย แถมป่านนี้ โรแบร์มันคงคิดว่าเราไปขี้แน่ ๆ หายไปซะนานขนาดนั้น)

จริงๆ กาแฟที่นั่นก็ไม่เลวร้ายนะ แก้วละ 4 ยูโร (200 บาท อืม!!!) แต่คิดดู ‘ตาบั๊กส์ ที่กรุงเทพฯแก้วเท่าไหร่ แล้วค่าครองชีพเมืองไทยเท่าไหร่ ที่นี่ 4 ยูโรนี่เกือบจะ nothing เลย (ดีนะที่ฉันไม่ได้เป็นคนจ่าย 55555)

RANT!

ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ทุกวันก็พยายามจะไม่คิดราคาทุกอย่างเป็นเงินไทย เพราะคิดทีไรแล้วผมร่วงทุกที นั่งรถไฟไป – กลับ Leuven – Brussels (ประมาณเหมือนนั่ง BTS จากหมอชิต ไป อ่อนนุช) ก็ฟาดเข้าไป 9 ยูโร​ (450 บาท), จะกินอาหาร cheap cheap fast food super value menu ขี้ ๆ ก็ปาเข้าไป 6 ยูโร 40 เซ็นต์ (300 กว่าบาท) ใครติดบุหรี่นี่เตรียมอดตายได้เลย บุหรี่ก็ซองละ 200 กว่าบาท คิดแล้วผูกคอตายใต้ตนมะเขือเทศ

IT’S SUMMER. IT’S AWKWARD BBQ..

อาทิตย์ที่ผ่านมา ไปกินบาร์บีคิวที่บ้าน เคลมองต์ (พ่อคุณเบิร์ต) มันเป็นธรรมเนียมคือวันอาทิตย์ลูก ๆ ต้องกลับบ้านไปกินข้าวกับพ่อแม่ กรณีคุณเบิร์ตนี่น่าเบื่อโคตร ๆ คือพ่อเค้าเฟรนด์ลี่นะแต่ว่าค่อนข้างซีเรียสกับชีวิตแล้วก็ขี้บ่น(เล็กน้อยถึงปานกลาง) ส่วนเจ้าน้องชายคนเล็ก “ทอม” (จริง ๆ ถ้าออกเสียงแบบเฟลมมิช ต้องออกเสียงว่า “ตม”) ก็อายุน้อยกว่าชาวบ้านเขา (25) ก็คงเซ็งเพราะไม่รู้จะหาเรืี่องอะไรมาคุย น้องชายคนกลาง “สเตเว่น” ก็ไม่ค่อยพูด แถมแฟน (เป๊กกี้) ก็ยังน่าเบื่อ เฟรนด์ลี่แบบ fake ๆ ขอโทษนะ คือแบบ กูเลี่ยนไง ไม่ต้องพยายามขนาดนั้นก็ได้
WHAT DID YOU SAY?

เพื่อนเคลมองต์ที่เค้าชอบไปแล่นเรือใบ เรือยอชต์อะไรของเค้าด้วยกันก็โผล่มาแจมด้วย เรายืิน ๆ อยู่ดี ๆ เดินผ่านมาตบตูด!! ไรวะ!! นี่ถ้าไม่ใช่เพื่อพ่อคุณเบิร์ตนะ จะซัดให้จมูกหักเลย!! แล้วไอ้บาร์บีคิววันอาทิตย์มันก็ลงเหวมาตั้งแต่ตอนนั้น ถึง he จะพยายามทำให้เราประทับใจด้วยการบอกว่าชอบกรุงเทพฯมาก ถึงจะร้อนไปหน่อยแต่ก็สนุกดี เป๊กกี้ก็เปรย ๆ ขึ้นมาว่า “สำหรับชั้นน่ะ กรุงเทพฯ 2-3 ก็เกินพอแล้ว” ( plus ทำหน้าเบิื่อ ๆ แหยะๆ)

ทานโทษ เลือดคน กทม พุ่งปรี๊ดดดดดดด excuse มี๊!!!! หล่อนว่าอะไรนะยะ แหม ยังกะประเทศแกมีไรมากมายนักหนา นังนี่ เดี๋ยวปัดจับไปขายพัทยาเลย! เราก็เลยพูดไปว่า มันก็อยู่ที่คุณรู้จักเมืองนั้นดีแค่ไหนน่ะ ถ้าคุณอยู่แค่ 2-3 วันแล้วไม่ได้ดูไม่ได้เห็นอะไรเลยนอกว่า tourist attractions คุณจะมาตัดสินไม่ได้ เพราะคุณมันก็แค่นักท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไปแล้วก็ขอโทษเหอะนะ ถ้าชั้นใจแคบหน่อยน่ะ ชั้นก็พูดได้เหมือนกันว่า เบลเยี่ยมสำหรับกูเนี่ย 2-3 วันก็พอแล้วเหมือนกันเว้ย! หล่อนหัวเราะฮ่า ๆๆๆ คิดว่าเราพูดเล่น (โทด กรูพูดจริงๆ) แล้วก็บอกว่า “แต่ชั้นชอบธรรมชาติมากกว่า” เราก็ได้แค่ก้มหน้ากินถั่วฝักยาวเย็น ๆ ในจานบาร์บีคิวของตัวเองแล้วพึมพัมไปว่า “กู๊ก็ชอบประเทศที่น่าเบื่อน้อยกว่าประเทศนี้เหมือนกันแหละ”

แต่จะว่าไปแล้ว จริงๆ เบลเยี่ยมไม่ใช่ประเทศน่าเบื่อถ้าคุณให้เวลากับประเทศนี้ซักหน่อย จริงๆ แล้วเบลเยี่ยมเป็นประเทศเก่าแก่ มหาวิทยาลัยที่นี่ติดอับดับเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก (มหาวิทยาลัยแคธอลิคแห่งลือเฟ่น อายุ 600 กว่าปีแล้ว), บรัสเซลส์ก็มีอาคารสถาปัตยกรรมแบบอาร์ตนูโวเจ๋ง ๆ เยอะมาก ๆ , คอนเสิร์ต เทศกาลหนังฟรี ๆ มีให้ดูตลอด  ฯลฯ แต่เบลเยี่ยมเป็นประเทศที่ไม่หวือหวา อาจจะเป็นเพราะบรัสเซลส์มันเป็นที่ตั้งของอะไรซีเรียส ๆ เยอะไปหรือไงก็ไม่ทราบได้ (องค์การนาโต้, สหภาพยุโรป ฯลฯ) เป็นเมืองที่ร่ำรวยเป็นอับดับสามในสหภาพยุโรป (ถ้าจำไม่ผิด อันดับหนึ่งคือ ลักเซมเบิร์ก) คนทำแต่งาน งาน งาน กันเป็นหลัก ผลคือ รวย! แต่ไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น เต็มที่ก็อาจจะมีเวลาล้างรถวันอาทิตย์ (ฮ่าๆๆ)

แล้วก็คนไม่ค่อยบ้าบิ่นเท่าประเทศใกล้เคียงอย่าง เนเธอร์แลนด์ ที่คนของเค้าดูจะ relaxและดูหนุกหนาน ๆ กันมากกว่า หรือแม้แต่เยอรมัน อย่างในเบอร์ลิน ที่มีศิลปะข้างถนน  cool cool ให้เห็นอยู่ทั่วไป แต่เบลเยี่ยมมีปัญหาหลักเลยคือคนสองฝั่ง คือฝั่งที่พูดเฟลมมิช และอีกฝั่งที่พูดฝรั่งเศส ไม่ค่อยชอบขี้หน้ากันเท่าไหร่ คนฝั่งที่พูดเฟลมมิช คิดว่าฝั่งที่พูดฝรั่งเศสนั้นขี้เกียจ ไม่ทำงานทำการ (มันก็มีอะนะ เพราะฝั่งนั้นมันไม่ค่อยมีงานให้ทำ) แถมคอยเรียกเอาแต่เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลตลอด ในขณะที่คนฝั่งที่พูดเฟลมมิช (ฝั่งฟลานเดอร์ส) ทำงานกันตูดขวิด จ่ายภาษีกัน 50% ของรายได้ เงินไปไหน? เอาไป support พวก unemployed (แถมไม่พยายามหางานทำด้วย) ไม่แปลกใจเลยที่มีพวก immigrants เยอะมากๆ ที่พยายามเข้ามาอยู่ที่เบลเยี่ยม (ส่วนมากเป็น เตอร์กิช กับโมรอคคัน) เพราะเผลอ ๆ อยู่บ้านเฉย ๆ รอเงิน support จากรัฐบาลยังได้เงินเยอะกว่าทำงานประจำอีก

FLO’S RASPBERRIES MILKSHAKE

อย่างน้อยอาทิตย์ที่ผ่านมาก็มีอะไรสนุก ๆ ทำ จู่ ๆ “โฟล” (Flo) ก็โทรมาว่า เฮ้ กลับบมาจากสเปนแล้ว มากินราสป์เบอร์รี่ปั่นที่บ้านไหม? ไอ้เราก็แบบ ไรเนี่ย มันเอาจริงๆนะเนี่ย (โฟลเคยชวน ไอ้เราก็นึกว่าพูดเล่น) แต่น้องโฟลก็โผล่มายืนหัวทองอยู่หน้าบ้านยิ้มเผล่


“เราไปซื้อไอซ์กันก่อนนะ” (คนที่นี่เรียก ไอศครีมว่า “ไอซ์” เฉย ๆ) โฟลท่าทางเป็นคนใส่ใจสุขภาพเอามาก ๆ บนตู้เย็นของโฟลมีชาร์ตรายการอาหารและผลไม้ต้านมะเร็ง อะไรที่เค้าว่ากินแล้วมันแบบ แอนตี้อ็อกซิแด๊นท์ โฟลก็จะไปหามาขบเคี้ยว

ขนาดไอติมที่มันซื้อมาปั่นทำมิลค์เชค ยังเป็นไอติมนมถั่วเหลือไม่มีน้ำตาลเลย คิดดูละกัน

เราเดินขึ้นไปเก็บราสป์เบอร์รี่สด ๆ จากต้นบนเนินหลังบ้าน ซึ่งเป็นแหล่งแฮงเอาท์ของหอยทากน้อยใหญ่ ก็ดีดกันไป (ถ้าไม่อยากกินราสป์เบอร์รี่ปั่นผสมหอยทาก) เด็ดมาได้สองชามใหญ่ ๆ เอามาล้างให้สะอาด ใส่ไอติมเพื่อสุขภาพของนังน้องโฟลลงไป (ตอนปั่นมีกระเด็นใส่หน้าเล็กน้อย) ได้ราสป์เบอร์รี่มิลค์เชคมาสี่แก้วมหึมา กินกันจนโคตรสุขภาพดีเลย ราสป์เบอร์รี่มิลค์เชคเปรี้ยวสะใจจริง ๆ ยังมีราสป์เบอร์รี่เป็นลูก ๆ อยู่เลย อร่อยมั่ก ๆ

“โฮ้วว์ นี่เราได้แอนตี้อ็อกซิแด๊นท์ไปจนถึงเดือนหน้าเลยนะเนี่ย แหม เฮลท์ตี้เนอะ?” โฟลลูบพุงตัวเอง แล้วมันก็เดินออกไปสูบบุหรี่ (-_-”) (เพื่ออะไรวะเนี่ย)

เอ้อ ฉันได้แวะไปห้องสมุดประชาชนมาด้วย ค่าสมาชิกแค่ปีละ 5 ยูโรเอง หนังสือเยอะมาก ๆ ฉันยืมไกด์บุ๊ค Rough Guides Italy เล่มล่าสุดมา (โชคดีที่มันยังอยู่) ดีเลย ไม่งั้นต้องลงทุนซื้อใหม่ทั้งเล่ม (ตั้งพันกว่าบาท) ทั้ง ๆ ที่จะไปแค่ โรม เมืองเดียวแค่ 6-7 วันเอง

ที่ห้องสมุดยังมีหนัง เพลง CD, DVD ให้ยืมด้วย โดยคิดค่าบริการยืมแผ่นละ 50  เซ็นต์
BEAUTIFUL SATURDAY

วันเสาร์น่่าจะเป็นวันที่ฉันชอบที่สุดที่นี่ แต่ต้องเป็นวันเสาร์ที่แดดออกด้วยนะ ถ้าเป็นวันเสาร์ที่ฝนตกล่ะก็จบเห่ แต่ถ้าแดดออกล่ะก็ พ่อคุณเอ๋ย พ่อแม่ลูกเล็กเด็กแดง ออกไปเตร็ดเตร่กันให้วุ่นวายไปหมด ตามคาเฟ่ที่หน้าร้านมีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งรับแดด ก็จะคลาคล่ำไปด้วยประชาการชาวเบลเยี่ยมที่พยายามรับแดดหน้าร้อนให้เต็มที่ ก่อนที่มันจะหนาวจนหูชาในไม่ช้านี้แหละ รวมไปถึงในสวนสาธารณะต่าง ๆ, ปราสาทโบราณ​(ที่ปัจจุบันนี้ KU Leuven หรือมหาวิทยาลัยของที่นี่ใช้เป็นสถานที่ทำการเรียนการสอน เป็นสถาณที่สอบ final ของนักศึกษาไปซะแล้ว), แม่น้ำเล็ก ๆข้างปราสาทคนก็ยังอุตส่าห์เอาเรือคายัคลงไปพายกันเป็นที่สนุกสนาน บางคนเอาขนมปังเหลือ ๆ ไปโปรยให้เป็ด กับหงส์ในบึงที่ปราสาท (ซึ่งมักจะจบลงด้วยการที่โดนฝูงเป็ดและฝูงหงส์วิ่งไล่เป็นขโยง เพราะจะเอาขนมปังเพิ่ม) – หน้าร้อน วันเสาร์ มันก็ดีแบบนี้แหละ