WORK + BRUSSELS
จริงๆ ต้องเข้าไปบรัลเซลส์ตั้งแต่วันจันทร์ (1 ก.ย.) แล้ว แต่เลื่อนมาเป็นวันนี้
การไปบรัลเซลส์นี่เป็นเรื่องปวดหัวอย่างนึง ถ้าเรายังไม่ชินกับสายรถไฟ แต่เวลาเดินรถ ถ้าคนที่เค้าต้องไป-กลับ ทำงานจากบ้าน กับ บรัลเซลส์ ทุกวันเค้าก็จะมีเวลาตายตัวเลยว่า รถขบวนไหน เวลาไหน ไอ้เราเพิ่งกลับมาอยู่ใหม่ ๆ ต้องอาศัยเว็บไซต์รถไฟของเบลเยี่ยมเป็นตัวช่วยอันดับหนึ่งก่อนเลย แต่เว็บไซต์เค้าดีจริงๆ เลือกเวลาออก หรือเวลาที่ต้องการไปถีง เลือกว่าจะไปสายตรงหรือไปต่อรถ ฯลฯ สะดวกสบายมาก ๆ
ออฟฟิศหาไม่ยากเท่าไหร่ ดีนะที่มันใกล้สถานี Brussels Midi เดินแค่ 8 นาทีก็ถึงออฟฟิศแล้ว (แต่ก็ยังอุตส่าห์เดินหลงไปบล็อกนึง) แถมถนนที่นี่ยังมีสองชื่อ คือเวอร์ชั่นภาษาฝรั่งเศสกับเวอร์ชั่นภาษาดัชท์ ไอ้ออฟฟิศนี่ก็เขียนว่าอยู่บน Boulevard de la Révision แต่บนแผนที่มันเป็น Herzieningslaan คือจริงๆ แล้วมันถนนเดียวกันนั่นแหละ ทำเอาเหนื่อย!! กดกริ่งเรียกแบบเหวอ ๆ (แบบว่ากลัวมาผิดที่) มีเสียง “บองชู๊ววววว์” ออกมาจากเครื่องตอบรับ ซวยแล้วกูภาษาฝรั่งเศสก็พูดไม่ได้ ก็เลยซัดภาษาอังกฤษไปเป็นชุดแบบไม่ให้อีกฝั่งตั้งตัวเลย ว่า หวัดดีค่านี่บีนะคะคุณโอลิวิเย่ร์ให้มาหาคุณอิริคไม่ทราบว่าคุณอีริคอยู่มั้ยคะถ้าไม่อยู่ก็ไม่เป็นไรนะคะเดี๋ยวมาใหม่หรือว่าจะให้ขึ้นไปรอดีนะไม่ทราบว่ารบกวนหรือเปล่าคะ บลา บลา บลา ฯลฯ อีกฝ่ายอึ้งไปแล้วตอบกลับมาว่า
“Er, it’s OK! Hi Bee. i’ll open the door for you”

เข้าไปในออฟฟิศ มีป้ายไวนิลของไมโครซอฟต์ตั้งเด่นเป็นสง่า แต่ประทานโทษ ออฟฟิศนี้จริง ๆ เป็นสาวก mac กันทั้งออฟฟิศ แต่มารู้ตอนหลังว่าไอ้ไวนิลนั่นน่ะได้มาฟรี ก็เลยเอามากั้นทำเป็นห้องประชุมซะงั้น แต่ออฟฟิศน่ารักมาก ๆ มีคนทำงานอยู่ 10 กว่าคน ดีไซเนอร์มีอยู่สองคนชื่อ นิโคลา และอีกคนชื่อ เอ่อ.. นิโคลา
ซัก 10 นาที โอลิวิเย่ร์ หรือ ที่เราเรียกชื่อเล่นว่า เมช (มาจาก “เมชฮุกการ์” แปลว่า “บ้า” ในภาษาฮิบรู เมชเป็นยิว แล้วก็เรียกตัวเองว่ายังงั้น ขำ ๆ เรียกกันมาตั้งแต่บริษัทมีกันอยู่สามคน ตอนนี้มีลูกน้อง 10 กว่าคนแล้วเราก็ยังติดเรียก เมช ว่า เมช อยู่เหมือนเดิม) เมชพาทัวร์ออฟฟิศ (ออฟฟิศนี้มี นิโคลา สองคน และ โอลิวิเย่ร์สองคน สับสนเล็กน้อย) กลับลงมาคุยเรื่องงานการกันต่อว่าจะยังไงกันดี สรุปว่าเราจะเริ่มทำงานฟรีแลนซ์ก่อน โดยที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ แต่เราต้องจัดการภาษีจัดการอะไรเองทุกอย่าง และดูว่าจะเวิร์คไหม ต่อไปถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็อาจจะขยับไปเป็นลูกจ้างพาร์ทไทม์ แบบทำงานที่ออฟฟิศอาทิตย์ละสามวัน ซึ่งเราก็ว่าดีนะ มันมีบรรยากาศการทำงานดี จะให้ทำประจำฟูลไทม์คงไม่เอา เพราะไม่อยากกลับไปวังวนเดิม ๆ แถมที่เบลเยี่ยมนี่ก็แปลก คนทำงานฟูลไทม์ เนื่องจากทำงานเยอะ ภาษีก็จ่ายเยอะตามไปด้วย (เพราะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากภาษีเงินได้รวมทั้งปี) ทำพาร์ทไทม์จ่ายภาษีน้อยกว่า มีเวลาเอาไปทำอย่างอื่นได้อีก ฟังดูดีกว่าเยอะะะะะ
ก็เป็นอันว่าดูกันต่อไปว่าจะยังไงดีเรื่องงาน แต่ที่แน่ ๆ ฉันเริ่มโปรเจ็คท์แบบฟรีแลนซ์กับบริษัทนีอาทิตย์หน้านี่แน่นอน

คริสตอฟ เพื่อนใน flickr เบี้ยวนัดจนได้ ไอ้เรารึก็เห็นว่า he ทำงานอยู่บรัสเซลส์ ไอ้เราก็ต้องไปธุระอยู่แล้วก็เลยชวนออกไปแฮงเอาท์หน่อย แต่ he งานยุ่งมาก เพราะจะไปเมืองไทยสามเดือน เดือนหน้านี้ (เกลียดมันจังเลย มันได้ไปเมืองไทย เรากลับติดแหง็กอยู่ที่นี่ แง้ๆๆๆๆๆๆๆ!!!) he ก็เลยไม่สามารถจะปลีกตัวออกมาจากออฟฟิศได้ก่อนสองทุ่ม ไอ่คริส แกติดเบียร์ชั้นสองแก้ว!!
COFFEE AT EXPENSIVE HOTEL
มีเม็มเบอร์จาก CS ชื่อ โรแบร์ เขียนเมล์มาหาเพราะเห็นว่าเราเป็นคนไทยอยู่ที่เบลเยี่ยม โรแบร์กำลังแพลนทริปไปเมืองไทยกับภรรยาโดนบุ๊คทัวร์ไป 16 วัน (รู้สึกว่าจะประมาณ 1.000 กว่ายูโร ซึ่งสำหรับคนที่นี่ถูกเป็นขี้ เป็นแค่ห้าหมื่นกว่าบาท ได้ไปต่างประเทศ นอนโรงแรมสี่ ห้าดาวตลอดทริป) โรแบร์เขียนแผนการเที่ยวมาอย่างดี ว่าวันไหนทำอะไร วันไหนอาหารค่ำรวมอยู่ในโปรแกรมวันไหนต้องออกไปหาอะไรกินเอง ทำมาเป็นไฟล excel อลังการ ขนาดเรายังทึ่ง แถมยังหาที่นั่งคุยได้ไม่เป็นทางการมาก ๆ “โรงแรมเลอเมอริเดียน” ตั้งอยู่ตรงข้าม Central Station ของบรัสเซลส์พอดี โรงแรมหรูไฮประเภทที่จะไปเข้าส้วมยังต้องไปขอ คีย์การ์ดจาก บาร์แมน ! (แถมขอมาได้เสือกใช้ไม่เป็นอีกกรู หมดไปร่วม 10 นาทีกับการพยายามเปิดประตูส้วม เพิ่งมาเห็นตอนหลังว่าบนการ์ดมันก็มีวิธีใช้เป็นภาษาอังกฤษนี่หว่า นึกว่ามีแต่ฝรั่งเศส ควายเรียกพี่เลย แถมป่านนี้ โรแบร์มันคงคิดว่าเราไปขี้แน่ ๆ หายไปซะนานขนาดนั้น)

จริงๆ กาแฟที่นั่นก็ไม่เลวร้ายนะ แก้วละ 4 ยูโร (200 บาท อืม!!!) แต่คิดดู ‘ตาบั๊กส์ ที่กรุงเทพฯแก้วเท่าไหร่ แล้วค่าครองชีพเมืองไทยเท่าไหร่ ที่นี่ 4 ยูโรนี่เกือบจะ nothing เลย (ดีนะที่ฉันไม่ได้เป็นคนจ่าย 55555)
RANT!
ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ทุกวันก็พยายามจะไม่คิดราคาทุกอย่างเป็นเงินไทย เพราะคิดทีไรแล้วผมร่วงทุกที นั่งรถไฟไป – กลับ Leuven – Brussels (ประมาณเหมือนนั่ง BTS จากหมอชิต ไป อ่อนนุช) ก็ฟาดเข้าไป 9 ยูโร (450 บาท), จะกินอาหาร cheap cheap fast food super value menu ขี้ ๆ ก็ปาเข้าไป 6 ยูโร 40 เซ็นต์ (300 กว่าบาท) ใครติดบุหรี่นี่เตรียมอดตายได้เลย บุหรี่ก็ซองละ 200 กว่าบาท คิดแล้วผูกคอตายใต้ตนมะเขือเทศ
IT’S SUMMER. IT’S AWKWARD BBQ..
อาทิตย์ที่ผ่านมา ไปกินบาร์บีคิวที่บ้าน เคลมองต์ (พ่อคุณเบิร์ต) มันเป็นธรรมเนียมคือวันอาทิตย์ลูก ๆ ต้องกลับบ้านไปกินข้าวกับพ่อแม่ กรณีคุณเบิร์ตนี่น่าเบื่อโคตร ๆ คือพ่อเค้าเฟรนด์ลี่นะแต่ว่าค่อนข้างซีเรียสกับชีวิตแล้วก็ขี้บ่น(เล็กน้อยถึงปานกลาง) ส่วนเจ้าน้องชายคนเล็ก “ทอม” (จริง ๆ ถ้าออกเสียงแบบเฟลมมิช ต้องออกเสียงว่า “ตม”) ก็อายุน้อยกว่าชาวบ้านเขา (25) ก็คงเซ็งเพราะไม่รู้จะหาเรืี่องอะไรมาคุย น้องชายคนกลาง “สเตเว่น” ก็ไม่ค่อยพูด แถมแฟน (เป๊กกี้) ก็ยังน่าเบื่อ เฟรนด์ลี่แบบ fake ๆ ขอโทษนะ คือแบบ กูเลี่ยนไง ไม่ต้องพยายามขนาดนั้นก็ได้
WHAT DID YOU SAY?
เพื่อนเคลมองต์ที่เค้าชอบไปแล่นเรือใบ เรือยอชต์อะไรของเค้าด้วยกันก็โผล่มาแจมด้วย เรายืิน ๆ อยู่ดี ๆ เดินผ่านมาตบตูด!! ไรวะ!! นี่ถ้าไม่ใช่เพื่อพ่อคุณเบิร์ตนะ จะซัดให้จมูกหักเลย!! แล้วไอ้บาร์บีคิววันอาทิตย์มันก็ลงเหวมาตั้งแต่ตอนนั้น ถึง he จะพยายามทำให้เราประทับใจด้วยการบอกว่าชอบกรุงเทพฯมาก ถึงจะร้อนไปหน่อยแต่ก็สนุกดี เป๊กกี้ก็เปรย ๆ ขึ้นมาว่า “สำหรับชั้นน่ะ กรุงเทพฯ 2-3 ก็เกินพอแล้ว” ( plus ทำหน้าเบิื่อ ๆ แหยะๆ)
ทานโทษ เลือดคน กทม พุ่งปรี๊ดดดดดดด excuse มี๊!!!! หล่อนว่าอะไรนะยะ แหม ยังกะประเทศแกมีไรมากมายนักหนา นังนี่ เดี๋ยวปัดจับไปขายพัทยาเลย! เราก็เลยพูดไปว่า มันก็อยู่ที่คุณรู้จักเมืองนั้นดีแค่ไหนน่ะ ถ้าคุณอยู่แค่ 2-3 วันแล้วไม่ได้ดูไม่ได้เห็นอะไรเลยนอกว่า tourist attractions คุณจะมาตัดสินไม่ได้ เพราะคุณมันก็แค่นักท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไปแล้วก็ขอโทษเหอะนะ ถ้าชั้นใจแคบหน่อยน่ะ ชั้นก็พูดได้เหมือนกันว่า เบลเยี่ยมสำหรับกูเนี่ย 2-3 วันก็พอแล้วเหมือนกันเว้ย! หล่อนหัวเราะฮ่า ๆๆๆ คิดว่าเราพูดเล่น (โทด กรูพูดจริงๆ) แล้วก็บอกว่า “แต่ชั้นชอบธรรมชาติมากกว่า” เราก็ได้แค่ก้มหน้ากินถั่วฝักยาวเย็น ๆ ในจานบาร์บีคิวของตัวเองแล้วพึมพัมไปว่า “กู๊ก็ชอบประเทศที่น่าเบื่อน้อยกว่าประเทศนี้เหมือนกันแหละ”

แต่จะว่าไปแล้ว จริงๆ เบลเยี่ยมไม่ใช่ประเทศน่าเบื่อถ้าคุณให้เวลากับประเทศนี้ซักหน่อย จริงๆ แล้วเบลเยี่ยมเป็นประเทศเก่าแก่ มหาวิทยาลัยที่นี่ติดอับดับเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก (มหาวิทยาลัยแคธอลิคแห่งลือเฟ่น อายุ 600 กว่าปีแล้ว), บรัสเซลส์ก็มีอาคารสถาปัตยกรรมแบบอาร์ตนูโวเจ๋ง ๆ เยอะมาก ๆ , คอนเสิร์ต เทศกาลหนังฟรี ๆ มีให้ดูตลอด ฯลฯ แต่เบลเยี่ยมเป็นประเทศที่ไม่หวือหวา อาจจะเป็นเพราะบรัสเซลส์มันเป็นที่ตั้งของอะไรซีเรียส ๆ เยอะไปหรือไงก็ไม่ทราบได้ (องค์การนาโต้, สหภาพยุโรป ฯลฯ) เป็นเมืองที่ร่ำรวยเป็นอับดับสามในสหภาพยุโรป (ถ้าจำไม่ผิด อันดับหนึ่งคือ ลักเซมเบิร์ก) คนทำแต่งาน งาน งาน กันเป็นหลัก ผลคือ รวย! แต่ไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น เต็มที่ก็อาจจะมีเวลาล้างรถวันอาทิตย์ (ฮ่าๆๆ)
แล้วก็คนไม่ค่อยบ้าบิ่นเท่าประเทศใกล้เคียงอย่าง เนเธอร์แลนด์ ที่คนของเค้าดูจะ relaxและดูหนุกหนาน ๆ กันมากกว่า หรือแม้แต่เยอรมัน อย่างในเบอร์ลิน ที่มีศิลปะข้างถนน cool cool ให้เห็นอยู่ทั่วไป แต่เบลเยี่ยมมีปัญหาหลักเลยคือคนสองฝั่ง คือฝั่งที่พูดเฟลมมิช และอีกฝั่งที่พูดฝรั่งเศส ไม่ค่อยชอบขี้หน้ากันเท่าไหร่ คนฝั่งที่พูดเฟลมมิช คิดว่าฝั่งที่พูดฝรั่งเศสนั้นขี้เกียจ ไม่ทำงานทำการ (มันก็มีอะนะ เพราะฝั่งนั้นมันไม่ค่อยมีงานให้ทำ) แถมคอยเรียกเอาแต่เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลตลอด ในขณะที่คนฝั่งที่พูดเฟลมมิช (ฝั่งฟลานเดอร์ส) ทำงานกันตูดขวิด จ่ายภาษีกัน 50% ของรายได้ เงินไปไหน? เอาไป support พวก unemployed (แถมไม่พยายามหางานทำด้วย) ไม่แปลกใจเลยที่มีพวก immigrants เยอะมากๆ ที่พยายามเข้ามาอยู่ที่เบลเยี่ยม (ส่วนมากเป็น เตอร์กิช กับโมรอคคัน) เพราะเผลอ ๆ อยู่บ้านเฉย ๆ รอเงิน support จากรัฐบาลยังได้เงินเยอะกว่าทำงานประจำอีก
FLO’S RASPBERRIES MILKSHAKE
อย่างน้อยอาทิตย์ที่ผ่านมาก็มีอะไรสนุก ๆ ทำ จู่ ๆ “โฟล” (Flo) ก็โทรมาว่า เฮ้ กลับบมาจากสเปนแล้ว มากินราสป์เบอร์รี่ปั่นที่บ้านไหม? ไอ้เราก็แบบ ไรเนี่ย มันเอาจริงๆนะเนี่ย (โฟลเคยชวน ไอ้เราก็นึกว่าพูดเล่น) แต่น้องโฟลก็โผล่มายืนหัวทองอยู่หน้าบ้านยิ้มเผล่

“เราไปซื้อไอซ์กันก่อนนะ” (คนที่นี่เรียก ไอศครีมว่า “ไอซ์” เฉย ๆ) โฟลท่าทางเป็นคนใส่ใจสุขภาพเอามาก ๆ บนตู้เย็นของโฟลมีชาร์ตรายการอาหารและผลไม้ต้านมะเร็ง อะไรที่เค้าว่ากินแล้วมันแบบ แอนตี้อ็อกซิแด๊นท์ โฟลก็จะไปหามาขบเคี้ยว
ขนาดไอติมที่มันซื้อมาปั่นทำมิลค์เชค ยังเป็นไอติมนมถั่วเหลือไม่มีน้ำตาลเลย คิดดูละกัน

เราเดินขึ้นไปเก็บราสป์เบอร์รี่สด ๆ จากต้นบนเนินหลังบ้าน ซึ่งเป็นแหล่งแฮงเอาท์ของหอยทากน้อยใหญ่ ก็ดีดกันไป (ถ้าไม่อยากกินราสป์เบอร์รี่ปั่นผสมหอยทาก) เด็ดมาได้สองชามใหญ่ ๆ เอามาล้างให้สะอาด ใส่ไอติมเพื่อสุขภาพของนังน้องโฟลลงไป (ตอนปั่นมีกระเด็นใส่หน้าเล็กน้อย) ได้ราสป์เบอร์รี่มิลค์เชคมาสี่แก้วมหึมา กินกันจนโคตรสุขภาพดีเลย ราสป์เบอร์รี่มิลค์เชคเปรี้ยวสะใจจริง ๆ ยังมีราสป์เบอร์รี่เป็นลูก ๆ อยู่เลย อร่อยมั่ก ๆ
“โฮ้วว์ นี่เราได้แอนตี้อ็อกซิแด๊นท์ไปจนถึงเดือนหน้าเลยนะเนี่ย แหม เฮลท์ตี้เนอะ?” โฟลลูบพุงตัวเอง แล้วมันก็เดินออกไปสูบบุหรี่ (-_-”) (เพื่ออะไรวะเนี่ย)

เอ้อ ฉันได้แวะไปห้องสมุดประชาชนมาด้วย ค่าสมาชิกแค่ปีละ 5 ยูโรเอง หนังสือเยอะมาก ๆ ฉันยืมไกด์บุ๊ค Rough Guides Italy เล่มล่าสุดมา (โชคดีที่มันยังอยู่) ดีเลย ไม่งั้นต้องลงทุนซื้อใหม่ทั้งเล่ม (ตั้งพันกว่าบาท) ทั้ง ๆ ที่จะไปแค่ โรม เมืองเดียวแค่ 6-7 วันเอง
ที่ห้องสมุดยังมีหนัง เพลง CD, DVD ให้ยืมด้วย โดยคิดค่าบริการยืมแผ่นละ 50 เซ็นต์
BEAUTIFUL SATURDAY
วันเสาร์น่่าจะเป็นวันที่ฉันชอบที่สุดที่นี่ แต่ต้องเป็นวันเสาร์ที่แดดออกด้วยนะ ถ้าเป็นวันเสาร์ที่ฝนตกล่ะก็จบเห่ แต่ถ้าแดดออกล่ะก็ พ่อคุณเอ๋ย พ่อแม่ลูกเล็กเด็กแดง ออกไปเตร็ดเตร่กันให้วุ่นวายไปหมด ตามคาเฟ่ที่หน้าร้านมีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งรับแดด ก็จะคลาคล่ำไปด้วยประชาการชาวเบลเยี่ยมที่พยายามรับแดดหน้าร้อนให้เต็มที่ ก่อนที่มันจะหนาวจนหูชาในไม่ช้านี้แหละ รวมไปถึงในสวนสาธารณะต่าง ๆ, ปราสาทโบราณ(ที่ปัจจุบันนี้ KU Leuven หรือมหาวิทยาลัยของที่นี่ใช้เป็นสถานที่ทำการเรียนการสอน เป็นสถาณที่สอบ final ของนักศึกษาไปซะแล้ว), แม่น้ำเล็ก ๆข้างปราสาทคนก็ยังอุตส่าห์เอาเรือคายัคลงไปพายกันเป็นที่สนุกสนาน บางคนเอาขนมปังเหลือ ๆ ไปโปรยให้เป็ด กับหงส์ในบึงที่ปราสาท (ซึ่งมักจะจบลงด้วยการที่โดนฝูงเป็ดและฝูงหงส์วิ่งไล่เป็นขโยง เพราะจะเอาขนมปังเพิ่ม) – หน้าร้อน วันเสาร์ มันก็ดีแบบนี้แหละ
