Posts Tagged ‘ลาว’

✈ day 9 : กลับบ้าน บ๊าย บาย ร็อบบี้..

Monday, September 16th, 2002

ตอนเช้าตื่นขึ้นมา ร๊อบออกไปนั่งอยู่หน้าห้องแล้ว รื้อค้นกระเป๋าของตัวเองเป็นการใหญ่ สอบถามได้ความว่าจะเอาเสื้อไปซักซะหน่อย (เสื้อของร๊อบประมาณว่าลายดอกแทบทุกตัว ท่าทางจะชอบมาก มีวันนึงร๊อบใส่เสื้อยืดสีเทาทำเอาเรางง ไม่เคยเห็น) ส่วนอาตี๋ของเราไม่ต้องพูดถึง ยังไม่ตื่น เลยไปปลุกแบบไม่มีความปรานี ตื่นก็ตื่นด้วยกัน ชิชะ..

ร๊อบเดินไปหาร้านซักรีด ส่วนเรากับเซี่ยะก็เดินไปหาทัวร์เอเย่นต์ จองตั๋วเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ การจองตั๋วเครื่องบินเนี่ยนะ ไม่มีวันเข้าใจได้ง่ายๆเลยพับผ่าเถอะ จองทีไรก็งงทุกครั้งไป เสร็จแล้วเราออกไปเดินหาของกินกระแทกปากต่อ ตามเคยที่เราเดินตามเซี่ยะกันไปหาของกิน หมอนี่รู้จักแทบทุกซอกทุกมุม น่าหมั่นไส้จริงๆเป็นคนจีนซะเปล่า ..เอ๊ะ..เรามานั่งจุ้มปุ๊กกันที่ร้านขายอาหารอิสลามใกล้ๆมัสยิด เห็นเซี่ยะสั่งแล้ว ไม่แน่ใจว่ากินดีไม่กินดี เลยจิ้มๆสั่งอย่างอื่นไป(ทุกวันนี้ยังไม่รู้เลย กินอะไรเข้าไป แต่ก็อร่อยดีแฮะ) กินเสร็จเราก็เดินกลับไปดูร๊อบ(ซึ่งขอตัวไม่ตามมากิน เพราะติดลมคุยกับลุงคนนึงที่ร้านกาแฟระหว่าทาง) มาดูที่ร้นอีกที ร๊อบลงไปนอนกลิ้งเกลือกที่พื้นร้านกาแฟแล้ว
“เฮ้ย เป็นไรๆๆ”
“ไม่เป็นๆ แค่สาธิตการเล่นโยคะให้ลุงเค้าดู”
“อ๋อออ อ่ะนะ…เพื่อนตู อารมณ์ศิลปินซะงั้นน่ะ”
บาย บาย ร๊อบบี้ รู้ตัวอีกทีเราก็อยู่บนรถตุ๊กๆ นั่งอัดกันมา ตัวควายๆกันทั้งนั้น ไม่รวมกระเป๋าอีก 3 ใบใหญ่กับของคุณนายเซี่ยะเธออีก 2 ใบเล็ก(ข้างในบรรจุไส้อั่วและน้ำพริก ธูปเทียน น้ำอบ สารพัดจะหาเอากลับบ้าน) ถนนเชียงให่ก็งงดีแท้น้อ วันเวย์กันมาตลอด เลยมาลงที่แยกหน้าเกสต์เฮาส์ ลงมาโบกมือบ๊ายบายร๊อบที่บ้านพักใหม่ที่เราช่วยกันหาให้ ร๊อบจะอยู่ต่ออีก 1 อาทิตย์

นี่เราต้องลาเพื่อนเรากลับบ้านแล้วเหรอเนี่ย..
น่ะ..ยังไปเจอกันที่กรุงเทพฯอีก 1 วันก่อนร๊อบจะกลับนิวซีแลนด์

เราช่วยร๊อบเอากระเป๋าลงจากตุ๊กๆ ร่ำลากันเรียบร้อย กอดกันจนหายใจไม่ออก

ร๊อบอยู่เชียงใหม่ต่อ เรากับเพื่อนที่ตอนนี้เหลือกันอยู่ 2 คนนั่งตุ๊กๆไปสนามบินเชียงใหม่

ภัตตาคารการบินไทย หลังจากขั้นตอนพิธีการที่สนามบินเรียบร้อย เซี่ยะได้คูปองกินฟรีที่ภัตตาคารการบินไทย เราเลยดี๊ด๊าไปกินกัน สั่งกันแหลก
(ดีนะที่กินหมด) นั่งมองไปนอกหน้าต่าง..เฮ้อ..ไม่อยากกลับบ้าน “เออ นี่..เซี่ยะ ยังไงเราขอบใจคุณมากเลยนะ ทริปเนี้ย สนุกมากเลย”
“เฮ่ยย ขอบจงขอบใจอะไรก๊านน”
“เฮ้ จริงๆ นะ เนี่ยเรากำลังนั่งคิดอยู่ ว่าถ้าทริปนี้เราไม่เจอคุณนะ มันคงจะเป็นทริปที่..อืม ก็คงสนุกน่ะ แต่ไม่รู้จะสนุกขนาดนี้หรือเปล่า แล้วจะเป็นทริปที่ดีและประทับใจแบบนี้หรือเปล่า..”
“อืม..น่ะ..แต่ ถ้าเราไม่เจอกันใช่ป่ะ เราก็ยังเจอนักเดินทางคนอื่น ไม่แน่อาจจะยิ่งสนุกกว่านี้ หรือสนุกน้อยกว่านี้ แต่ใครแคร์ล่ะ คุณแฮปปี้ที่ได้เดินทาง ผมว่าก็โอเคนะ”
“อืมก็จริงนะ”
“ทริปหน้าไปไหน?” เซี่ยะตักสลัดคำสุดท้ายเข้าปาก
“ไม่รู้อะ แต่คงไปเนปาล อินเดีย”
“อืม ไปซิๆ สวยนะ ผมชอบมากเลย แล้วถ้ามีโอกาสนะ ไปอียิปต์นะ ถูกมาก แค่ค่าตั๋วเครื่องบินน่ะที่แพงหน่อย”
“โฮ่ ถ้ายังมีเงินหาเลี้ยงตัวเองอยู่นะ”
“มีแน่น่าาาาาา แล้วอย่าลืมไปเที่ยวบ้านผมบ้างนะ เราไปกินอาหารจีน นั่งรถไฟใต้ดินกัน คิก คิก..”
“ทำเป็นตาหลก เดี๋ยวเมืองไทยก็มีแล้วเฟ้ยยย รถไฟใต้ดินน่ะ เด่อออ”

ใกล้เวลาต้องออนบอร์ด เซี่ยะเลยขอตัวไปขึ้นเครื่องก่อน เพราะต้องไปทาง international เรานั่งละเอียดกาแฟเย็นต่ออีกหลายนาที เฮ้อ คิดถึงกาแฟลาว..

เก็บหนังสือลงกระเป๋า เดินตัวปลิวออกมาจากร้านก็มีเสียงอันดังตามหลังมา
“คุณครับๆ! ยังไม่ได้จ่ายเงิน”
อ้าว! ยัยเซี่ยะะะะะ..ะ..ะ.ะ…..ทำไมเธอต้องลืมทิ้งคูปองไว้ให้ฉ๊านนนนนนนนนนนนน

รักคุณเท่าฟ้าาา ไปยืนหิ้วถุงแคบหมูอยู่นาน เตร็ดเตร่อยู่แถวๆนั้นแหละ ไม่ยอมให้ขึ้นเครื่องซักที เฮ้อ อยากนอน พอให้ขึ้นได้ปุ๊บก็รีบแผล็วไปต่อแถวทันทีด้วยความขี้เกียจเพราะอยากนอนเร็วๆ ขึ้นไปถึงเซี่ยะก็อยู่ตรงนั้นแล้ว หนีบหนังสือพิมพ์จีนมาอ่านด้วย อ่านไปได้ 3 หน้าหล่อนก็หลับ..

ปล่อยให้ชั้นนั่งหูอื้ออยู่คนเดียว ฮือๆๆ

เชอะ ได้นั่งข้างหน้าต่างแต่หลับตลอดทาง คิดดูเครื่องจอดเสียงดังพอสมควรเลยแหละ หมอนี่ยังไม่ตื่นเลย

เครื่องลงจอดที่สนามบินดอนเมืองโดยสวัสดิภาพ เราก็ตะแล๊ดๆลงมาจากเครื่อง เซี่ยะยังงัวเงียไม่เลิก แต่ด้วยความที่ต้องวิ่งไปต่อไฟลท์กลับไทเป ทำให้ตาสว่างขึ้นมาหน่อย เดินจ้ำๆกันแทบจะวิ่ง
“โอ่ย หนาวว่ะหนาวๆ” เราวิ่งไปบ่นไป แต่ เอ๊ะ ทำไมต้องมาวิ่งด้วยล่ะ ไม่ได้จะไปไทดปด้วยซักหน่อย
“ไม่เจอแอร์ตั้งเป็นอาทิตย์ แปลกๆอ่ะ” แล้วเราก็หัวเราะกัน ฮู้ย ชีวิตคนเมือง นานๆได้ออกจากห้องแอร์ซักที
บ๊ายบายเพื่อนๆทุกคน เซี่ยะต้องขึ้นรถภายในสนามบินไปคอนเนคท์ไฟลท์ต่อ เราต้องแยกกันตรงนี้แล้ว รถก็จอดรออยู่แล้ว
“โอเค แล้ว เราเจอกันอีก..นะ?” เราชักไม่แน่ใจ จะเจอกันอีกหรือเปล่า
“เฮ้ ไม่เอาน่า ผมกับกรุงเทพฯเนี่ย เราใกล้กันอยู่แล้ว มาบ่อยน่าาา นะ”
“อือฮึ บ๊ายบายนะ ขอบคุณมาก ทริปสนุกมากเลย”
“ผมด้วย..” เรายืนอึงกันอยู่พักนึง ไม่รู้จะพูดอะไร
“ผมไปล่ะนะ” แล้วเราก็ยืนกอดคอกันหัวเราะน้ำตาคลอ อยู่ตรงนั้น
“โอเค เซี่ยะ โชคดี”
เราโบกมือลากันเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อนที่เราใช้เวลาร่วมกันไม่กี่วัน เที่ยวด้วยกันพอจะต้องไปก็รู้สึกใจหาย เราร่ำลาแล้วเดินแยกออกไปที่รอกระเป๋า โดยไม่หันกลับไปมอง กลัวจะทำใจไม่ได้ที่ต้องเห็นเพื่อนเดินไกลออกไปทุกที ทุกทีโดยที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้เจอกัน..หรือ…อาจจะไม่ได้เจอกันอีกเลยก็เป็นได้

ตอนนี้ทุกคนคงกลับไปใช้ชีวิตอย่างเคย เซี่ยะกลับไปทำงานที่ RedCross ทำงานเพื่อสังคม จัดการเรื่องเงินๆทองๆขององค์กร และเดินไปทำงานทุกเช้าเหมือนเคย ร๊อบก็คงกลับไปทำงานที่ร้านของตัวเอง..
อาจจะคิดทำทัวร์สถานที่ถ่ายทำ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ อยู่ก็ได้ ใครจะไปรู้ ฮึ ฮึ..

และ..ที่แน่ ๆ คงจะสร้างบ้านบนรถเทรลเลอร์ต่อ เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางครั้งใหญ่ต่อไป

✈ day 8 : วงเหล้านานาชาติ

Sunday, September 15th, 2002

เมื่อคืนหลับสบายดี ตอนเช้าเราตื่นไม่ค่อยสาย ประมาณ 7 โมงกว่า เลยเดินไปเคาะประตูปลุกเซี่ยะด้วย เสียงดังโครมครามมาจากในห้อง
“ผมเดินเตะโต๊ะ!..โอยยยย”
“เป็นไรป่าว อาบน้ำแล้วเก็บกระเป๋าเลยนะ ไปเจอกันข้างล่าง” ซักครึ่งชั่วโมงต่อมาเราก็หอบกระเป๋าลงมาจ่ายค่าห้อง คืนกุญแจเรียบร้อย

ยินรีๆรอๆอยู่ซักพัก เกิดเป็นห่วงร๊อบขึ้นมา ว่าเค้าจะไปกับเรามั้ย เลยไปถามเค้าว่า ฝรั่งหัวเหน่งๆคนเมื่อวานที่ไม่ใส่รองเท้าน่ะ นอนห้องไหนเค้าคิดอยู่ตั้งนานกว่าจะนึกออก จริงๆก็พักห้องถัดจากเราไปห้องเดียวเอง เลยบอกเซี่ยะให้ไปกินข้าวก่อนเลยก็ได้ ถ้าหิว เดี๋ยวเราไปดูร๊อบก่อน แล้วจะตามไป

“ร๊อบ..ร๊อบ.. ตื่นหรือยัง” ยืนเคาะประตูอยู่นาน เอ หรือว่า จะออกไปข้างนอกแล้ว เราเลยหันตัวกำลังจะเดินไปลงบันได พอดีมีเสียงดังออกมาจากในห้องว่า ตื่นแล้วๆ รอแป๊บนึง นุ่งผ้าก่อน

เอ่อ..ไม่ต้องรีบก็ได้นะ เหอะๆๆ

ร๊อบนุ่งผ้าเช็ดตัวออกมา หน้าตายังง่วงๆ เค้าบอกว่า ตื่นแล้วแหละ แต่ว่ายังงงๆอยู่
“เราจะข้ามไปฝั่งไทยแล้วนะเช้านี้ ไปด้วยกันหรือเปล่า”
“อ้าว กี่โมง?”
“ก็ เนี่ย เดี๋บวไปกินข้าวเช้าก่อน แล้วจะข้ามไปเลย หิวมั้ย?”
“ยังเลย เดี๋ยวขออาบน้ำหน่อยดีกว่า คุณไปกินก่อนเลยแล้วกันนะ เดี๋ยวกลับมาเจอกันที่นี่”
“โอเค ไม่นานหรอก ประมาณ 20 นาที ไม่เกินครึ่งชั่วโมง”
“โอเคครับ” (มีคำว่าครับด้วย เป็นหนึ่งในภาษาไทยวันละคำที่ร๊อบพอจะพูดได้บ้างนิดโหน่ย)

ด่านก็ยังไม่เปิด ไปหาข้าวเช้ากินก่อน ร้านก็ยังไม่เปิดกันเลย มีแต่ร้านข้างทาง เหมือนร้านขนมจีนอีกแล้ว แต่เป็นเฝอ หน้าตาก็ดูคล้ายขนมจีน พอกินแล้วยิ่งมั่นใจ ฮ่วย แม่นข้าวปุ้น100% แต่เค้าใส่น้ำซุปก๋วยเตี๋ยวแฮะ แถมใส่ตะไคร้ซอยด้วย มีแต่เส้น น้ำซุป แล้วก็ผักนานาชนิด อาหารมังสวิรัตเลยนะเนี่ย

ไม่ไปไหนไกลล่ะ กินที่นี่เลยก็แล้วกัน ยังไม่มีลูกค้าคนอื่นเลย (หรือเค้ามาซื้อกันไปตอนเช้ากว่านี้แล้วก็เป็นได้)

เราแข่งกันซดน้ำซุป ทำเสียงซดอุบาทว์ ๆ แข่งกัน จนจะหมดชามอยู่แล้ว มีลุงท่าทางแกจะมาซื้อเป็นประจำ หิ้วหม้อที่ใส่ตับหมู หั่นเป็นชิ้นๆมาให้ แล้วทำท่าหยิบให้ดู หยิบจากหม้อ แล้วทำท่าใส่ลงในชามก๋วยเตี๋ยว เราก็ อ๋ออออออ เค้ากินได้ คือต้องหยิบในหม้อเอาเอง เค้าไม่ได้ใส่มาให้ในชาม เราก็หยิบกันมั่งเดะ ตับแข็งแฮะ ตับแข็ง เด้งๆกรอบๆด้วย ไม่รู้ตับหมูจริงๆเปล่า

ซักพักเจ๊คนขายก็เดินมาตะเกียบคีบตับในหม้อ มีเสียงจิ๊จ๊ะเล็กน้อย ประมาณว่าทำไมเอามือหยิบไม่เอาตะเกียบคีบ อ้าว ใครจะไปรู้ ลุงแกทำท่าหยิบเราก็หยิบมั่งน่ะซิ..แฮ่ะๆ

กินไม่หมด…ชามใหญ่มาก พยายามแล้วก็ยังไม่หมด มันแปลกๆดี เหมือนกินขนมจีนน้ำใส แล้วผักจะเยอะมากๆ อร่อยดี แต่กินไม่หมดจริงๆเยอะเหลือเกิน

จ่ายไปอีกประมาณ 50 บาท เซี่ยะเป็นคนเลี้ยงมื้อนี้

นิวซีแลนเดอร์

อิ่มแปล้ดีแล้ว เราก็กลับไปที่เกสต์เฮาส์ เห็นร๊อบนั่งรออยู่ที่ร้านกาแฟฝั่งตรงข้ามเลยเข้าไปแจมด้วย ร๊อบไม่กินข้าวเช้า ดื่มแต่กาแฟลาวแก่ๆแก้วเดียว เซี่ยะเลยเอามั่ง
“ไหนว่าเดี๋ยวท้องเสีย”
“ก็อยากกินนี่”
“แต่ชั้นว่า ชั้นก็เห็นเธอพูดว่ากลัวท้องเสียทุกอย่างแหละ แต่ก็เห็นกินทุกอย่าง”
“บ้าาา ไม่ทุกอย่างนะ ผมกินเฉพาะของร้อนๆ”
“กิ้งก่าปิ้ง?”
“ไม่กิน”
“หนอนทอด?”
“อืม ไม่กิน”
“แย้ย่าง?”
“กินได้ด้วยเหรอ”
“เออดิ ว้าา กิ๊วๆๆ คนจีนกินเป็นแต่หูฉลามอะเซ้..” เท่านั้นแหละ โดนอธิบายวิธีการทำหูฉลามอีกประมาณหลายหน้ากระดาษ เลยเถิดไปถึงธรรมเนียมการกินอาหารจีนอื่นๆ (ไอ้ตอนในเรือเราก็คุยเรื่องงานศพแบบจีนไปรอบนึงแล้ว สงสัยกลัวตายกันจริงๆเลยคุยเผื่อไว้ซะเลย)
“หูฉลาม ไม่มีรสชาติอ่ะ ที่แพง เพราะน้ำซุปมันทำยาก”เซี่ยะอธิบายต่อ
“คนไทยก็ชอบกินไม่ใช่หรอ? ที่ไชน่าทาวน์ก็เห็นมีหลายเจ้า คุณชอบกินหรือเปล่า?”
“ถามชั้นเหรอ ไม่ชอบอ่ะ”
“ดีและ แพง ฮ่าๆๆๆ”
“เออ…ตรูว่าแล้ว…”
เรานั่งคุยกันไปเรื่อยๆ 3 คน เลยเกิดอาการอยากรู้ขึ้นมาตะหงิดๆว่าเพื่อนหัวเหน่งของเราทำอาชีพอะไร เซี่ยะเลยถามให้หายสงสัย
“โทษนะร๊อบ ขอถามคำถามส่วนตัวหน่อย”
“ได้สิ อะไรเหรอ?”
“คุณทำงานอะไรที่บ้านคุณน่ะ นิวซีแลนด์น่ะ”
“อ๋อ อืมมมม” ร๊อบคิดคำตอบอยู่นาน
“จะอธิบายยังไงดีล่ะ คือทำหลายอย่าง เรื่อยเปื่อย ผมทำร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ สำหรับนักท่องเที่ยวนะ มีเยอะพอสมควร คนญี่ปุ่นจะเยอะที่สุด แล้วก็มีร้านเสื้อผ้ามือสองด้วย”
“จริงดิ ขายดีมั้ย?”
“พออยู่ได้ครับ แต่ว่าก็ดีไง ไม่มีเจ้านาย แต่ก็ทำกับเพื่อนน่ะนะ บางทีก็ไม่ต้องไปร้านหรอก ถ้าเป็นฤดูที่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว ผมก็ไปตัดขนแกะ”
“ตัดขนแกะ!” ไทยจีนร้องขึ้นมาพร้อมกัน โอ้แม่เจ้า เกิดมายังไม่เคยใกล้ชิดกับคนตัดขนแกะแบบตัวเป็นๆขนาดนี้ ฮ่าๆๆ
“ครับ ตัดขนแกะ บางคนเก่งๆเค้าตัดได้วันละหลายร้อยตัวนะ แต่ผมเนี่ย เรื่อยๆ วันละ 3 – 4 ร้อยตัวเองแหละ”
“คุณจะบอกว่าคุณทำงานช้าใช่มั้ยเนี่ย ฮ่าๆๆ” เซี่ยะแซว “ผมพูดเล่นน่ะ”
ร๊อบหยิบสมุดโน้ตคู่กายขึ้นมาจากย่าม ย่ามใบนี้ติดตัวตลอด ไม่เคยเห็นร๊อบเดินไปไหนมาไหนโดยไม่มีย่ามใบนี้เลยซักครั้ง ในสมุดโน้ต มีโปสการ์ดจากที่นู่นที่นี่มากมาย มีโปสการ์ดจากนิวซีแลนด์เองด้วย เป็นแผนที่เกาะทั้งเกาะ ร๊อบอยู่เกาะใต้
“ตอนนี้ผมกำลังสร้างบ้านบนรถเทรลเลอร์อยู่”
“บ้านบนรถ?”
“อือ คือว่า เป็นรถเทรลเลอร์ รถบรรทุกน่ะ คันใหญ่มาก แล้วผมก็ต่อเติมท้ายรถเป็นบ้าน ขับไปไหนมาไหนได้เลยไง ไปทั้งหลัง แต่ว่าตอนนี้เงินหมดพอดีเลย ก็เลยค่อยๆเติมไปทีละนิดละหน่อย ไม่นานก็เสร็จ ว่างๆไปเที่ยวก็ได้นะ”

มนุษย์เงินเดือนสองคน นั่งมองร๊อบด้วยสายตา “โอโหววววววววววววว อิจฉามันโว๊ยยยยยยยยยย”

เราเรียกเค้ามาคิดค่ากาแฟ กิน 3 คนก็ไม่เกิน 40-45 บาท ตาสว่างกันไปตามๆกัน
พอดีเซี่ยะเกิดอยากจะถ่ายรูปขึ้นมา เราเลยหันไปรอบๆไม่มีใคร แต่มีฝรั่งนักท่องเที่ยวคนนึงนั่งอยู่เลยวานให้เค้าช่วยถ่ายรูปเรา 3 คนให้หน่อย เค้าก็ใจดี ยิ้มให้บอกว่า ได้เลย เสร็จแล้วเลยชวนเค้าคุยถามไปถามมาเป็นคนนิวซีแลนด์เหมือนร๊อบ เซี่ยะเลยหันไปบอกร๊อบว่า อ้าว ร๊อบ นี่เพื่อนบ้านคุณนี่นา ฝรั่งคนนั้นเพิ่งจะข้ามมาจากฝั่งเชียงของเมื่อวาน วันนี้กำลังจะมุ่งหน้าไปทางเหนือของลาว ไม่แน่อาจจะออกเมืองจีนไปเลยก็ได้ เราคุยกันซักพักแล้วก็ขอตัวไปเก็บข้าวของไปลงเรือข้ามฝาก

เราถึงท่าเรือ ยังไม่ค่อยมีใครมาเท่าไหร่ นอกจากชาวบ้านที่เค้าจะข้ามเรือไปฝั่งไทยกัน ส่วนมากก็ข้ามไปซื้อของ ชาวบ้านแถวนี้เริ่มจะแต่งตัวทันสมัย สาวๆนุ่งกางเกงยีนส์ทุกคน บ้านที่ฝั่งห้วยทราย หลายๆหลังมีรถเก๋ง กระบะป้ายแดงจอดหน้าบ้าน

สวัสดีเชียงของ

เราทำพิธีผ่านด่านให้เรียบร้อย เช็คพาสสปอร์ต ฯลฯ ดูงงๆพิลึก แต่เราไม่ต้องทำอะไรมาก แค่เอาพาสสปอร์ตเราไปยื่น เค้าก็จะจัดการให้เราเรียบร้อยดี ใครที่ยังมีเงินกีบเหลือเยอะๆ ก็จัดการแลกกลับเป็นเงินสกุลอื่นได้ที่นี่เลย จะมีตู้เล็กๆมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่

เรือลำต่อไปกำลังจะออก มีชาวบ้านหลายคนนั่งอยู่ในเรือแล้ว ยังนั่งได้อีก 3 – 4 คน เราเลยวิ่งไปตะโกนเรียกเค้า รอก๊อออออนน รอฉานก่อนนน ไปด๊วยยย…

เค้าก็เลยรอ พอเราลงเรือหมดทั้ง 3 คนก็มีนักท่องเที่ยวคนอื่นที่เราเคยเห็นหน้าค่าตามาแล้วบนเรือช้า ก็มาถึงท่าเรือพอดี เซี่ยะแนะนำให้ว่า เออไปตรงนี้ก่อนนะ แล้วไปตรงนั้น แล้วก็แลกเงินที่นี่ ฯลฯ ดูท่าทางมันไม่ค่อยจะรู้สึกขอบใจเท่าไหร่เลย เลยบอกเซี่ยะว่า เฮ้ย คุณ ปล่อยมันไปเถอะ บางคนเค้าก็คิดว่าเค้าไม่อยากจะยุ่งกะใคร เดี๋ยวจะหาว่าเราเจื่อกเปล่าๆ

เรือลำเล็กดีชะมัด รู้สึกใกล้ชิดกับแม่น้ำโขงสุดๆก็คราวนี้เอง ยื่นมือออกไปก็เอามือราน้ำเล่นได้แล้ว (ดีนะ ไม่เอาเท้าราน้ำ 555) เราจ่ายค่าโดยสารทั้งหมดเป็นเงินบาท คนละ 20 บาท ดูเหมือนไม่แพง แต่มาคิด เว้ยยย เรือข้ามฟากบ้านเรา 2 บาทเอง ไม่ได้ไกลกว่ากันเลยนะเนี่ย สงสัยนี่เป็นเรือข้ามประเทศถึงได้ up ได้ถึง 20 บาท : P

ข้ามมาถึงฝั่งไทย ยังไม่ทันได้ตั้งตัวว่าอะไรเป็นอะไร ก็จะมีคนเดินเข้ามาเสนอขายบริการรถสองแถว รถมอเตอร์ไซค์ไปที่ขนส่งฯ ประมาณอีก 20บาท เราบอกเค้าไปว่า เอ่อ โทษนะคะ คือว่าาา ยังไม่ได้ไปตรวจคนเข้าเมืองเลยค่ะ ขอไปทำให้มันเสร็จก่อนจะได้ไหม ว่าแต่มันอยู่ตรงไหนคะเนี่ย

เค้าเลยชี้ขึ้นไปทางซ้ายมือ ดูหน้าตาเหมือนร้านอาหารมากกว่า แต่ขึ้นไปมีโต๊ะเจ้าหน้าที่ตั้งอยู่ เราก็แค่ให้เค้าแสตมป์พาสสปอร์ตก็เรียบร้อยแล้ว แต่ร๊อบต้องไปนั่งเขียนเอกสารขยุกขยุยอยู่นาน

เหลือบไปเห็นพาสสปอร์ตเซี่ยะ ฮาก๊ากออกมาอย่างช่วยไม่ได้
“รูปคุณเหรอนั่นน่ะ ก๊ากๆๆ”
“ทำม่ะ แล้วจะทำไม๊..”
“หน้าตาหน้าไปขายหุ้นมากกว่านะเนี่ย” เธอหน้าตาเรียบร้อยมาก ใส่สูทผูกไทด์ ผมเรียบแปล้ หน้าขาวผ่อง

“เชอะ อิจฉาที่ผมหล่อกว่าแฟนคุณน่ะซิ”
“กร๊ากกกกกก…”
“เออ จำไว้ จำไว้..ดูซิ หล่อขนาดนี้ยังไม่มีใครเอาเล้ย” บ่นพึมพัมไป เดินไปให้เค้าปั๊มเอกสารไป

ตอนยืนรอร๊อบจัดการเอกสารอยู่ พอดีเหลือไปเห็นเค้ามีป้ายเขียนไว้เล็กๆว่ามีบริการรถตู้ จากเชียงของไปเชียงใหม่ตามเวลาดังนี้ (แล้วก็มีเวลา เป็นรอบๆ ) ติดต่อได้ที่คุณ อะไรซักอย่างนี่แหละ พร้อมมีเบอร์โทรศัพท์ เลยหยิบนามบัตรมาเก็บไว้ก่อน

พอเรียบร้อยทุกอย่าง เราก็เดินลงมาตามบันได นักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นก็ข้ามมาถึงฝั่งพอดี บางคนแทบจะลืมไปเช็คพาสสปอร์ต ด้วยความที่มันไม่มีอะไรกั้นเลย เป็นทางเดินไปธรรมดาเงี๊ย ใครข้ามไปข้ามมาก็ได้ ตามสบาย ถ้าลืมเดินตัวปลิวผ่านด่านไป ก็ต้องวิ่งกลับมาใหม่(หลังจากเดินเลยไปแล้วหลายสิบเมตร)

ข่างล่างมีรถสองแถวรออยู่ จะรับผู้โดยสารไปต่อรถที่ท่ารถที่จะไปเชียงใหม่ ตอน 9 โมง หรือ 9 โมงครึ่งประมาณนี้แหละ ไม่แน่ใจ แต่เราก็ตัดสินใจว่าจะนั่งรถสองแถวไป เพราะท่ารถอยู่ไหนก็ยังไม่รู้ เราหอบกระเป๋าขึ้นรถเรียบร้อยก็นั่งรอ รอ รอ และรอ ชักจะนาน เลยโผล่หน้าออกไปดู เค้าคงจะรอนักท่องเที่ยวคนอื่นๆเพิ่มอีก จะได้ไม่เสียเที่ยว ไอ้เรา 3 คนด้วยความที่ไม่อยากจะรอแล้ว รอมาตลอดทำไมต้องมารอเจ้าพวกนี้อีกนะเนี่ย เราเลยลงไปถามที่วินมอร์เตอร์ไซค์ ว่านอกจากรถบัสแล้ว ไปเชียงใหม่ได้ยังไงอีก มีรถตู้ไหม

เค้าบอกว่ามี รถตู้ไปเชียงใหม่ แต่ก็ออกเป็นรอบเหมือนกัน เค้าไม่รอคนเต็ม พอถึงเวลาก็ออก เลยถามเค้าว่าเราจะไปทันไหม แล้วไปขึ้นรถที่ไหน คุยไปคุยมาเลย โอเค เรานั่งมอร์เตอร์ไซค์นี่แหละ ไปที่ที่ขึ้นรถตู้เลย คนละ 20บาทเท่ากัน ไหนๆก็นั่งมาหมดแล้ว เหลือมอร์เตอร์ไซค์นี่แหละ ยัง จะได้นั่งซะเลย

ว่าแล้วก็ไปล๊อบบี้ 2 หนุ่มให้ลงมาจากรถสองแถวแล้วไปมอร์เตอร์ไซค์กันเถอะ 2 คนนี่ก็ว่านอนสอนง่ายดีชะมัด บอกคำเดียว ไม่มีถามอะไรเลย แค่บอก “หรอ เออ โอเค” แล้วก็หอบกระเป๋ากันลงมาหมด ปล่อยให้พี่สองแถวของเรารอนักท่องเที่ยวต่อไป คงไม่เสียเที่ยวหรอก เพราะกะดูแล้วมีอีกไม่น้อยกว่า 10 คน

รถตู้จากเชียงของ ไปเชียงใหม่

เราซ้อนมอร์เตอร์ไซค์กันมา เค้ามาส่งเราที่หน้าออฟฟิศบริการการท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง จ่ายค่าโดยสารเรียบร้อยแล้วก็เดินเข้าไปถามเรื่องรถไปเชียงใหม่ พี่คนที่เดินออกมาต้อนรับเป็นผู้หญิงผิวขาวผ่อง แต่งหน้าเข้ม ผมสีทองออกมาเลย ใส่เสื้อม่อห้อม เห็นครั้งแรกจะตกใจเล็กน้อย บอกเค้าว่าเราได้ยินมาจากคนแถวเนี้ย ว่าที่นี่มีรถตู้ไปเชียงใหม่ เค้าบอก มี แต่ว่าเพิ่งออกไปตะกี๊นี้เอง
“อ้าว..” เจ้าอื่นก็ไม่มีซะด้วย มีเจ้าเดียว
“แต่ว่าคันต่อไป ก็รออีก 20 นาทีค่ะ แป๊บเดียวเอง”
“อ๋อ โอเคค่ะ แล้วค่ารถคนละเท่าไหร่” เค้าก็บอกค่าโดยสารมา รู้สึกว่าจะ 140 -180 บาท หรือราวๆนี้แหละ เราก็ตกลงจองตั๋วเรียบร้อย นั่งรอกันแบบง่วงๆ พอดีพี่เค้าเดินออกมาบอกว่าวันนี้มีตลาดนัด เนี่ยนั่งตุ๊กๆไปก็ได้ แล้วค่อยกลับมา

เราเลยเห็นด้วย ฝากกระเป๋าไว้ที่นั่นแหละ แล้วเดินออกมาข้างนอก แวะร้านเน็ตเช็คเมล์ซักหน่อย มีอีเมล์ส่งมาประณามเพียบ ว่าเอ็งหายไปไหน ไม่ติดต่อเลย(โว้ย) รวมไปถึงอีเมล์ของคุณเบิร์ต ซี้เบลเยี่ยมของเราก็แจมมากะเค้าด้วย “หายไปไหน นั่งเรือช้ามาหรือเปล่า ส่งเมล์กลับมาด้วย เป็นห่วงมาก เออ ไม่เอาดีกว่า ส่ง เอสเอ็มเอสมาดีกว่า เบอร์นี้นะ จำได้ใช่มั้ย” จำได้น่ะจำได้ แต่มือถือแบตหมด สัญญาณก็ไม่มีชั้นจะส่งยังไงเลยเมล์กลับไปบอกว่ายังมีชีวิตอยู่ย่ะ ไม่ต้องห่วงฉัน

คุณเบิร์ต โลส นี่แหละที่จะไปลุยเนปาลด้วยกันปีหน้า ต้องหมั่นทดสอบไว้ก่อนว่าเชื่อใจได้ไหม เอิ๊กๆ

โทรศัพท์กลับไปบ้านด้วย ปรากฎว่าไม่มีใครอยู่ มีแม่บ้านอยู่คนเดียว เลยวานถามเบอร์มือถือพ่อจะได้โทรไปบอกว่าตอนนี้อยู่เชียงรายแล้ว ก็ดันได้เบอร์เก่ามาอีก โทรไปติดป้าโน่น โทรไปโทรมาเลยบอกเค้าว่าง้นรบกวนโทรไปบอกพ่อกะแม่ให้ด้วยแล้วกันว่ากลับมาแล้ว เดี๋ยวจะไปเชียงใหม่ต่อ (โดนด่ามาตามสาย ว่าไหนบอกจะไป5วันไง นี่ไปไงมาไงไปโผล่เชียงราย??)

คนเรา พอเป็นทาสมือถือนะ มันจะจำเบอร์โทรศัพท์ใครไม่ได้หรอก เมมโมรี่ไว้ในมือถืออย่างเดียว ไม่ดีเลยแฮะ ฉุกเฉินขึ้นมาเนี่ย แย่เลย ควรจะจดๆไว้บ้างนะเนี่ย เฮ้อ

ตลาดนัดที่เชียงของ

นั่งกันไปนั่งกันมา เลยชวนกันไปเดินตลาดนัดดีกว่า ยังเหลือเวลาอีกนิดหน่อย จะเดินไปก็ไม่รู้ไกลแค่ไหน พอดีมีสามล้อผ่านมาเลยต่อราคากันอยู่นาน ตอนแรกเค้าจะคิดคนละ 20 บาท ต่อสุดๆแล้วนะ ได้ 50 บาท จริงๆยังแพงอยู่เลย ระยะทางพอเดินได้ (แต่นาน) จริงๆไม่น่าเกิน 30 บาท แต่เห็นแก่ว่าแต่ละคน ตัวน้อง ๆ ควายทั้งนั้นมีร๊อบที่ดูจะตัวกะทัดรัดที่สุด (ร๊อบเอ้ยยย เป็นฝรั่งซะเปล่า) เราเลยเฮขึ้นตุ๊กๆไปตลาดนัดกัน จะเห็นเพื่อนร่วมทางที่นั่งเรือช้ามาด้วยกัน เดินอยู่ทั่วไป ไม่ได้ทัก เพราะดูก็รู้ว่าเค้าไม่อยากสุงสิงด้วย

เราไปเดินเล่นตลาดนัดกัน ไม่พ้นซื้อของอีกจนได้ ไปเดินๆเจอเสื้อผ้าม่อห้อม เขามาขายที่ตลาดนัด สองหนุ่มชอบใจกันใหญ่ โดยเฉพาะคุณเซี่ยะ เลือกเสื้ออย่างสนุกสนาน

ร๊อบซื้อกางเกงเลไปตัวนึง คนขายร้านนี้พูดอังกฤษรัวเป็นชุด สอบถามได้ใจความว่า เคยทำงานเกี่ยวกับท่องเที่ยวมาก่อน เลยพูดอังกฤษได้ไฟแล่บ ตอนนี้ลาออกมาขายของตลาดนัดดีกว่า
“ไอมีโรงงานเป็นของตัวเอง ยี่ห้อก็ของไอเองเลยนะ ยูโชคดีมากนะเนี่ยวันนี้มาเจอไอมาขายเอง”
จ่ายยยยเงินกันไปอีกคนละตัวสองตัว เดินตุหรัดตุเหร่ออกมาเรียกรถจะกลับไปขึ้นรถตู้ ขอต่ออีกหนเหอะฟะ นะ นะ พี่ น๊าาา 40 บาทเหอะ นะ นะ เนี่ยตะกี๊มาก็ 40 บาทเอง(จริงๆ50) เหอะน่าา นะ จนเค้าใจอ่อน อ่ะ ไปก็ไป 40 บาท เราก็เฮขึ้นรถกันไปอีก พอดีเซี่ยะหันไปเจอปอเปี๊ยะทอด
“ผึ้งๆ คุณชอบกินไม่ใช่เหรอ ไอ้เนี่ย เอาป่ะ”
“เออออ..”(คิดนานเพราะยังอิ่มๆอยู่)
“คิดนานว่ะ ลงไปซื้อให้เลยดีกว่า” ว่าแล้วก็โดดลงไปซื้อมา 20 บาท สงสารรถ ต้องมาบรรทุกควายตั้ง 3 ตัว
ไปเชียงใหม่ ผ่านเชียงดาว

กลับมาเรามานั่งแบ่งปอเปี๊ยะกัน อร่อยดี แย่งน้ำจิ้มกันสุดฤทธิ์ พอหมดก็นั่งอืดกัน รอเวลารถออก สองคนนี่ก็ผลัดกันไปเข้าห้องน้ำกันเป็นว่าเล่น ร๊อบนี่หนักหน่อย ท่าทางท้องไส้ไม่ค่อยจะดี

พี่คนที่ดูแลเรื่องรถ(พี่สาวผมบลอนด์ของเรานั่นเอง)
“Wait about 5 minutes,ok?” เธอบอกเซี่ยะที่กำลังยืนนั่งกินน้ำอยู่
“OK,but we’re going to downtown of Chiangmai right away,right?”
“Yes yes” แล้วเธอก็เดินกำลังจะหันหลังกลับไป พอดีเซี่ยะมันลุกขึ้นมาจะไปเข้าห้องน้ำอีกรอบ
“hey,you’re big!” (เค้าคงจะหมายความว่า ตัวสูงใหญ่ชะมัดหมอนี่)
“Really? WHERE!!?! ha ha ha ha !!” (จริงเหรอ ว่าแต่ “ตรงไหน” ละที่ใหญ่น่ะ ฮ่าฮ่า)

เหมือนกันหมด ทะลึ่งเหมือนกันหมด ไอ้ 2 คนที่นั่งอยู่ก็ขำกลิ้งกันไปด้วย แต่เซี่ยะมันสูงจริงๆ เกือบๆ 190 เซ็นต์เห็นจะได้ ร๊อบดูเตี้ยไปเลย

พอรถมาเราก็ขนเอากระเป๋าไปไว้ด้านหลัง แล้วขึ้นไปนั่งบนรถ นึกว่าจะต้องรอคนอื่นอีก เซี่ยะไปนั่งด้านหน้ากับคนขับ เรานั่งเบาะแรกกับร๊อบ แต่พอปิดประตูเสร็จเค้าก็ออกรถเลย เราเลยถามว่าไม่มีคนอื่นแล้ว? เค้าบอกว่าอื้อ ไม่มีหรอก มีแค่นี้แหละ

อ้าว ดีเลย รถว่างจัง นั่งคุยกับร๊อบไปเรื่อยเปื่อย ซัก 2 ชั่วโมงผ่านไป เราเห็นรถบัสบ้าง รถยนต์บ้างลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่ข้างทางเป็นระยะๆ โชเฟอร์บอกว่าช่วงนี้มีประจำ สายเชียงใหม่ เชียงรายนี่แหละ ทางมันขับลำบากถ้าไม่ชำนาญเส้นทาง ยิ่งถ้าเจอฝนมาด้วยนะ น่ากลัว
“แล้วพี่ขับมานานเท่าไหร่แล้วคะ?”
“หลายปีแล้วล่ะ”
“งั้นก็ชำนาญเส้นนี้แล้วซิ”
“หลับตาขับยังได้เล๊ย”
“ไม่ต้องหรอกพี่ ขับไปอย่างนี้แหละ อย่าถึงกับหลับตาเลย ยังไม่อยากลงไปนอนข้างทาง”

กลางทางเราแวะที่ปั๊มน้ำมัน มินิมาร์ท เราเลยลงไปซื้อเครื่องดื่มกัน หันไปถามร๊อบที่ปีนไปนอนเบาะหลังตั้งนานแล้ว ว่าจะเอาอะไรหรือเปล่า ก็ไม่เห็นว่าจะเอาอะไร เราเลยเดินดุ่ยๆกันไปสองคน รองเท้าก็ไม่ใส่(มันขาดไปตั้งแต่อยู่บนเรือแล้ว ยี่ห้อ TEVA ขอบอก ซื้อมาจาก เจเจ 400กว่าบาท โคตรแพง และพังโคตรง่าย ใครจะซื้ออย่าซื้อ ขนาดใส่แค่ไม่กี่วัน ไปซะแล้ว)

ซื้อกาแฟกลับมา 3 กระป๋อง เผื่อโชเฟอร์เราด้วย ตอนกำลังรอที่แคชเชียร์พอดีมีคนรอคิดเงินอยู่แล้ว ดูไปดูมา อ้าว นี่มันพี่คนขับรถเรานี่นา พี่เค้าซื้อกาแฟตัดหน้าไปซะแล้ว ว้า ไม่เป็นไร เอาไปให้เค้าอีกกระป๋อง

เดินออกมาที่รถ แทบช็อค พี่คนขับรถของเราสูบบุหรี่!! จะบ้าเรอะ สูบบุหรี่ในปั๊มน้ำมัน เฮ้ย!
“ไม่เป็นไรหรอก มันไกลแล้ว” (เราจอดรถกันอยู่แถวๆหน้าห้องน้ำ) เซี่ยะไปแจมสูบกับเค้าด้วย
“เฮ่ย ไม่เอาด้วยอะ ไปๆๆ ขึ้นรถๆ วู้ว”

เชียงใหม่เจ้าาาาา

เรานั่งรถต่อกันมาอีก 2 ชั่วโมงกว่าๆ ผ่านเชียงดาว ผ่านอุทยานแห่งชาติอีกหลายแห่ง เลยลองๆคิดดู เออ คราวหน้าน่าจะลองมาเที่ยวดูบ้าง ได้แต่นั่งรถผ่าน เสียดายแฮะ อากาศกำลังเย็นๆดี แต่ฝนตกนิดหน่อยพรำๆ

พอเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ ก็หมดหน้าที่เราแล้ว เพราะเซี่ยะจะชำนาญเชียงใหม่มากกว่าเรา (มันน่าอายมั้ยเนี่ย) เพราะเค้ามาหลายครั้งแล้ว เราเองมาเชียงใหม่ก็อยู่แต่นอกตัวเมืองตลอด อยู่ในเมืองก็แค่ไม่กี่วัน เลยไม่รู้หรอก ซอกไหนซอยไหน แถมมีวันเวย์เยอะอีกต่างหาก

เราลัดเลาะผ่านซอยนู้นซอยนี้มาเรื่อยๆ ผ่านไนท์บาร์ซาร์ ร๊อบพอเห็น เบอร์เกอร์คิงก็ร้องว๊าก เกลียดมันๆ ว๊าก เคเอฟซี เกลียดมันๆ American stuff เราก็ได้แต่หัวเราะ ส่วนคุณเซี่ยะกับคนขับรถของเราตอนนี้คุยภาษาจีนกันหน้าตาเฉย อะไรฟะ งง..(ตอนหลังมารู้ว่าพี่ แกเคยไปทำงานที่ประเทศไต้หวันมาก่อน เลยพูดจีนได้)

Kim House

จนมาออกซอยแถวๆโรงแรมพรพิงค์ เราเลยขนของลงจากรถ แบกเป้เดินตามเซี่ยะไปที่ “คิมเฮาส์” ที่เค้าบอกว่ามาที่ไรก็พักที่นี่ตลอด สะอาด และไม่แพงมาก เราเดินตามเข้าไปก็เห็นว่าเค้าแต่งสถานที่ได้น่ารักดี ต้นไม้เยอะ ที่สำคัญไม่ใช่เป็นแบบโรงแรมมาก ดูๆเหมือนบ้านมากกว่า มีชุดม้าหินนั่งเล่นหน้าห้อง ต้นไม้เยอะเชียว ใครจะหาที่พักราคาประหยัดบรรยากาศน่ารักก็แวะไปคิมเฮาส์ได้ (ใกล้ๆโรงแรมพรพิงค์)ไม่ได้ค่าโฆษณานะ แต่ที่พักเค้าน่ารักดี ร่มรื่น ชอบๆ

เข้าไปเราก็ให้เซี่ยะจัดการทุกอย่าง เรากับร๊อบก็ยืนคุยกันจ้อ ไม่ได้สนใจอะไรเลย พอดีหันไปดู เอ ทำไมเค้าไม่คุยกันซักที เซี่ยะถามว่ามีห้องว่างมั้ย ป้าเค้าก็ก็อึกๆอักๆ
“เยส เยส เอ่อ..เว้ต อะ มินิต นะ” แล้วก็กำลังจะหันเดินไปไหนไม่รู้ เราเลยชิงเรียกป้าเค้าไว้ก่อน
“พูดภาษาไทยก็ได้ค่ะ”
“อ๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยย” ป้าแกก็หัวเราะ “แล้วทำไมไม่บอกกก ว่าเป็นคนไทยน่ะ”
“อ้าว ก็นึกว่าดูหน้าจะรู้ซะอีก”
“ก็เห็นมาคนคนจีนกับฝรั่งก็เลยนึกว่าคนจีนเหมือนกัน”

เราได้กุญแจเสร็จก็เดินเข้าไปดูห้อง เลือกชั้นล่างสุดเลย เปิดมามีโต๊ะกินข้าวได้พอดี ห้องจัดว่าดีเลยแหละ ปูพรมทั้งห้อง มีเตียงคู่และอีกห้องเป็นเตียงเดี่ยวสองเตียง เซี่ยะไปเลือกห้องในสุด เตียงใหญ่ เราเลยเลือกห้องตรงกลาง เตียงเดี่ยว
“เอ่ะ เดี๋ยว นี่คุณแยกห้องกันนอนเหรอ” ร๊อบซึ่งยืนสังเกตุการณ์อยู่ใกล้ๆออกอาการงง
“อือ ก็แยกมาตลอดน่ะ ทำไมเหรอ”
“คุณไม่ใช่แฟนกันเหรอ???”
“เฮ้ย ไม่ใช่ ตกลง ร๊อบจะพักที่นี่กับเราหรือเปล่า”
“เอออ ก็อยากนะ แต่มันแพงไปหน่อยสำหรับผม” (คืนละ 300 บาท)
“เอาจริงดิ…” ร๊อบพยักหน้า แล้วบอกว่าเดี๋ยวจะลองไปหาที่อื่นดูก็ได้
“เฮ้ย เดี๋ยว งั้นร๊อบแชร์ห้องกับเรามั้ยล่ะ ก็คนละ 150 บาท เราอยู่คืนเดียวเอง แล้วพรุ่งนี้ เราไปหาเกสต์เฮาส์ใหม่กันเพราะคุณจะอยู่เชียงใหม่ต่อใช่มั้ยล่ะ”
“จริงเหรอ อยู่ได้เหรอ?”
“ได้ ถือหรือเปล่าล่ะ เรายังไงก็ได้อยู่แล้ว” ร๊อบเลยตกลง บอกขอบใจมาก พอดีว่าคนดูแลห้องกำลังจัดแจงจะมาเลื่อนเตียง 2 เตียงให้มันมาติดกัน เราเลยรีบบอกว่า ไม่ต้องๆๆๆ แยกไว้แบบนั้นแหละดีแล้ว เฮ่อ..

ตลาดวาโลโล้

เอากระเป๋าเข้าห้องเสร็จ ร๊อบก็แผล็วเข้าไปในห้องน้ำ เรานั่งเล่นอยู่หน้าห้อง ซักพักเซี่ยะเดินบ่นพึมพัมออกมาจากห้องว่าไม่มีน้ำอุ่น
“คืนเดียวน่าาา นอนไม่ได้รึไงพ่อคุณ เออ ถ้าส้วมแตกค่อยมาบ่น”
“แต่ เฮ้ แบบนี้ต้อง get discount นะ”
“เอ๊า..เหอะน่ะ ไปตลาดดีกว่า จะหาที่ซ่อมรองเท้า”
“ตลาด วา โล โล๊ รึป่าว”
“ตลาดไรนะ”
“วา โล โล๊ ไงเล่าาา ข้างๆนี่ก็ปั๊มปิ๊งโฮเต็ล”
“ชั้นรู้ละ หล่อนหมายถึงตลาดวโรรสกับ พรพิงค์โฮเต็ลใช่มะ”
“เออออ นั่นแหละๆ”
“เท่ว่ะ วาโลโล๊..ปั๊มปิ้ง..อุ๊บส์ 555!”
“คราวหน้าไปเมืองจีนล่ะจะสอนให้พูดจีนยากๆมั่ง เด่อเอ๊ย”

ฝรั่งท้องเสีย

ร๊อบโผล่ออกมาจากห้องพอดี เลยโดนลากออกไปตลาดด้วย แหม๊ อยู่เมืองไทยบ้านเรานี่สบายใจดีแท้ ของกินถูกปาก รสชาติถูกใจแต๊ๆ ก่อนไปเลยขอแว้บไปอาบน้ำรอบนึงก่อน ร้อน เหนื่อย ขอหน่อยเหอะ คิดถึงห้องน้ำแบบศิวิไลส์มาหลายเพลา แต่ประทานโทด สิ่งอันน่าประทับใจของรูมเมทเราได้เริ่มขึ้นแล้ว ร๊อบ “ท้องเสีย” ขอบอกครับท่าน ฝรั่งก็ขี้เหม็นเหมือนคนทั่วไป หาได้เป็นผู้วิเศษเทวดามาจากไหนไม่
“เฮ่ โทดนะ bad belly จริงๆกำลังรอจะกดน้ำอีกรอบ แต่ว่า..พอดีลืมกด”
“ไม่ไร ร๊อบ ไม่ไร…เรา..โอะ..โอ…โอเค”
“เฮ่…โทดจริงๆนา”
“เฮือก..โอเค เรา..มะ ไม่ถือ..ว่าแต่..”
“อะไรๆ”
“เหม็น..ชิ..อ๋าย..เลยเพื่อน..”
“เหม็นทุกคนน่า”
เซี่ยะซึ่งยืนสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ เริ่มล้งเล้ง “ไรเนี่ยๆๆๆๆ กำลังจะไปหาของกินที่ตลาด พวกยูก็คุยกันแต่เรื่องขี้ๆแล้วเหรอเนี่ย! โหยยยย unfair!”

เราอุดจมูกไป อาบน้ำไปจนเรียบร้อย รอดตายมาได้จากกลิ่นพิฆาต กลั้นใจเดินไปกดน้ำอีกรอบ โอ้ว มายกว้อด มันกินอะไรเข้าไป ออกมาจากห้องน้ำได้ ร๊อบก็ปรี่เข้าไปตบบ่า
“คราวหน้าผมจะกดน้ำ 3 รอบเลย” โอวว ขอบใจมากเพื่อน
ไนท์บาร์ซาร์ ตลาดวโรรส และ ร้านซ่อมรองเท้า
3 คน ตุเลงๆเดินตลาดกัน ไอ้คนนึงก็รองเท้าขาด ไอ้คนนึงก็ไม่ใส่รองเท้า ไอ้คนนึงก็แวะซื้อของกินมันทุกแผง แถมไปขอเค้าตำส้มตำอย่างเมามัน
“วู้วๆ มันส์จริงๆ”
“ไปเหอะ หิวข้าว เซี่ยะ”
“ผมยังอ่ะ”
“แหงดิ ซัดเข้าไปกี่อย่างแล้ว” ร๊อบหันมาถามว่า เออ ตกลงเซี่ยะนี่เป็นคุณนายใช่ไหม

เธอช็อปปิ้งตลอดทุกลมหายใจ ไอ้เราก็ได้แต่หัวเราะ เหะหะไปด้วย แต่ยืนยันว่าเธอขี้ช๊อปฯจริงๆ อาหารการกินเธอก็ซื้อแหลก ยังหันมาเป็นห่วงเพื่อนเราที่ท้องเสีย
“เออ กินยามั้ย?”
“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวก็ดีเอง”
“แปลกนะ ผมเห็นคุณกินทุกอย่างเลยที่ลาวน่ะ ขนมทอด ผัก หนมปังตลาดข้างทาง แบกะดิน ไม่ยักกะเป็นไร ไหงมาท้องเสียที่นี่ได้”
“สงสัย..จะเป็นเพราะ..อืม…เพราะ…ไม่รู้ซิ……”
เราไม่สนใจแล้วอารมณ์นั้นเดินหาร้านซ่อมรองเท้าอย่างเดียว เหลือบไปเห็นป้าแผงขายผลไม้ เลยเดินไปถามว่าแถวนี้มีร้านซ่อมรองเท้ามั้ย
“ร้านอะไรนะ” ป้าขมวดคิ้ว
“ร้านซ่อมรองเท้าค่ะ”
“ร้านอะไร ร้านซ่อมรองเท้า ไม่มีหรอก!ไม่เคยได้ยิน”
“เหวย…” คนเชียงใหม่นี่ไม่ซ่อมรองเท้ากันหรือไง เป็นไปไม่ด๊ายยยยยย เลยจากป้ามาด้วยอาการงงๆ ไปถามคนอื่นต่อ
“อ๋อ น้องเดินไปทางนี้นะ เนี่ยๆ ที่รถสีแดงจอดอยู่ แล้วเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ตรงไปเป็นตรอก แล้ว…ฯลฯ”
และจบด้วยประโยค “โอ๊ บอกไป ก็ไปไม่ถูกหรอก แฮ่ะๆ”

ขอบคุณครับพี่..

เดินเอาหนังกะติ๊กมัดไว้อย่างนั้นแหละ ไปจนไนท์บาร์ซาร์ ร๊อบเกิดอยากได้กระเป๋าสานใบเขื่องขึ้นมา เลยบอกให้เราช่วยต่อราคาให้ ต่ออยู่นานจนเค้ายอมให้
“อืม ผมเปลี่ยนใจละ ไม่เอาดีกว่า ขี้เกียจแบก” อ่าว เวร เลยหันไปต่อราคาอีกหน่อย คนขายทำหน้าเซ็ง โบกไม้โบกมือทำนองว่า เออ เอ็งไปให้พ้นหน้าข้าดีกว่า

วงเหล้านานาชาติ

เราอ่อนเปลี้ยกลับมาที่ห้องพัก ร๊อบเหนื่อยเพราะเงียบ เซี่ยะเหนื่อยเพราะช็อปปิ้ง เราเหนื่อยเพราะรอหมอนี่ช๊อปฯ ต่างคนต่างไปอาบน้ำกันอีกรอบ ออกมาตั้งวงเหล้าเรียบร้อย คนดูแลเกสต์เฮาส์ก็ดีเหลือหลาย เอาตะเกียบมาให้เรายืม มีแก้วน้ำเรียบร้อย แถมร๊อบยังแอบเดินไปเปลี่ยนแผ่นซีดีเพลงเค้าอีกต่างหาก ดริ๊งค์กันจนกึ่มๆ มีฝรั่งคนนึงพักห้องใกล้ๆกันเข้ามาฮัลโหล ฮัลเหล ด้วยเลยชวนนั่งดื่มด้วยกันหน่อย
“เออ แหม คราวหน้าดีกว่า”
“น่าาา..แก้วเดียวก็ได้” เซี่ยะคะยั้นคะยอ ร๊อบนั่งยิ้มพยักหน้าหงึกๆ
“อืม คราวหน้าดีกว่ามั้งงงง”
“เถอะน่าาาา”
“รอแฟนอยู่ เนี่ย เดี๋ยวเค้าคงมาแล้วล่ะ”
“แก้วเดียวเอง” (เราแอบเห็นเค้ากลืนน้ำลายเอื๊อก)
“เอ๊า! โอเคๆ แก้วเดียวนะ” กำลังจะกระดกแก้ว พอดีเมียมาตาม
“damn!”
หมดกัน…
“เออ ผมบอกแล้ว..คราวหน้าดีกว่านะครับ..” ยื่นแก้วคืนด้วยสายตาละห้อย

วัฒนธรรม ศรีภรรยา’ริสม์ ได้ขยายอาณานิคมไปทั่วโลกโดยแท้..
ตูดขาวๆของใครคนหนึ่ง

พอได้ที่เราน๊อคไปคนแรก เหนื่อยด้วย เพลียด้วย เลยขอตัวไปนอนก่อน ปล่อยสองหนุ่มเค้าเมาท์แตกกันไป(ตาเซี่ยะน่ะ มันเมาท์แตกอยู่แล้ว ร๊อบเป็นผู้ฟังที่ดี มากถึงมากที่สุด)
ซักพักใหญ่ๆร๊อบก็ไหลตัวเองเข้ามาในห้อง เดินมาตบหัวเราแปะๆ ทำนองว่า นอนนะ นอน นอน ส่วนตัวเองไปนั่งรื้อกระเป๋าเป้ แล้วกลับมาพร้อมกับธูปหอม จัดแจงตัดขวดพลาสติกเรียบร้อย เอาธูปปัก ควันลอยหอมฉุยไปทั้งห้อง เอ้อออ ดีเหมือนกันวุ้ย

นอนดีก่า..พลิกตัวไปอีกข้าง กำลังจะหลับ พอดีได้ยินร๊อบถามอะไรซักอย่าง
“ตะกี๊ถามไรป่าว ร๊อบ” ไม่มีเสียงตอบ เลยหันไปจะถามอีกที
ร๊อบมันทำอะไรของมันวะ อ้าว นั่น จะแก้ผ้าหรือไง อ้าว เฮ้ย..
ตูดครับ…ตูด..ตูดขาวๆ จะ จะ (ดีนะ มันหันทางตูดมาทางเรา เฮ้อ)
“อุบส์ ซอรี่ ลืมบอกไปว่า ผมชอบนอนไม่ใส่เสื้อผ้าน่ะ ไม่ถือนะ?” แล้วกระโดดผลุงสอดตัวใต้ผ้าห่มอย่างรวดเร็ว
“ถือนะไม่ถือหรอก บอกก่อนนิดนึงงง แบบนี้จะช็อคเอาหน่าาา” ตกใจสุดขีดไปแล้วล่วงหน้า!
“ว่าแต่คนไทย เค้าไม่ hug กันหรือครับ” (เวลาออกเสียง สำเนียงของร๊อบคำว่า hug จะฟังเป็น hike) เราเลยนึกว่าไรวะ อยู่ดีๆจะไปปีนเขาทำไม
“ส่วนใหญ่ไม่ชอบผจญภัยกันมั้ง”
“เอ๊ กอดกันนี่ ไม่ต้องผจญภัยอะไรหนิ”
“อ้าว นึกว่าพูดว่า hike! 555″

พรุ่งนี้แล้วซินะ ที่ต่างคนต่างต้องแยกย้ายกันไป..

นอนฟังร๊อบฮัมเพลงจนหลับ …zz….z….

✈ day 7 : ห้วยทราย มองไทยจากฝั่งลาว

Saturday, September 14th, 2002

ห้วยทราย

เห็นบางคนเลี้ยวเข้าบ้านแบบบังกะโล ไปตั้งแต่หลังแรกที่เจอเลยก็ว่าได้ แต่เราสองคนออกจะใจเย็น อยากจะหาไอ้จุดผ่านแดนให้เจอก่อนว่ามันอยู่ตรงไหน(วะ) ตลอดข้างทางก็จะมีบ้านพักดูสะอาดน่าพักอยู่หลายที่ แต่ก็ได้แต่ถามทางเค้าไปอย่างเดียว จนไกลพอดูแล้ว เซี่ยะก็เลยดึงชายเสื้อให้หยุด
ไหน(ฟะ) จุดผ่านแดน
“นี่นี่ ถามคนนี้ละกัน” ชี้ไปผู้ชายคนที่นั่งกินเบียร์อยู่ตรงม้าหินหน้าบ้าน เราเลยเดินเข้าไปถาม เค้าร้อง อ๋อ จุดผ่านแดนเหรอ เนี่ยไง เพิ่งเดินผ่านมานั่นแหละ เราสองคนเลยหันไปมองหา …..ไหน……วะ…ไม่เห็นมี เค้าเลยบอก เห็นซอยเล็กๆซ้ายมือป่ะ ที่ตรงไปทางแม่น้ำน่ะ นั่นแหละ เดินเข้าไป

ซอยเล็กแท้ๆ…นึกภาพเวลาเดินเข้าไปในย่านตึกแถว ที่มีตึก 2 ตึกหันหน้าเข้าหากันแล้วมีทางเดินตรงกลางออกใช่ไหม นั่นแหละ แค่นั้นเอง แล้วตรงนั้นก็เป็นร้าน Duty Free Shop ขายบุหรี่ สุรา สินค้าปลอดภาษี

“บอกแล้วเห็นมะให้ถามๆ” เซี่ยะหันมาโม้ต่อ “ทางอยู่ที่ปากเนี่ยยยย” ยัง..ยังไม่เลิกทับถม
“ถามแล้วไงเล่า จะเอาไรอีกเนี่ย เลี้ยงข้าวเลยด้วย” จริงๆหาเรื่องกินฟรี..

ริมน้ำ สุดทางที่เราเดินเข้าไป ก็จะมีบูธสำหรับเจ้าหน้าที่ จุดตรวจพาสสปอร์ต จ่ายค่าธรรมเนียม ที่ก็เล็กๆ ท่าเรือดีๆนี่เอง ไม่เป็นพิธีรีตรองอะไรเท่าที่สะพานมิตรภาพเลย ออกจะดูกันเอ๊ง กันเอง ไอ้ตรงที่ยืนนั่น ยืน 20คนก็น่าจะเต็มแล้ว แล้วมีที่แลกเงิน ถ้ามีเงินกีบเหลือมาก ให้แลกเสียจากที่นี่ซะเป็นที่สุดท้าย พอกลับเข้าไทยแล้วเงินกีบไม่มีความหมาย เพราะฉะนั้นแลกซะที่จุดรับแลกเงินตราต่างประเทศฝั่งลาว (เป็นตู้เล็กๆเท่าตู้ยาม)

เงียบ ไม่มีใครอยู่ เพราะเค้าปิดทำการไปนานแล้ว เราเลย โอเคเลย อย่างน้อยก็เจอแล้วว่าตอนเช้าเราต้องมาข้ามเรือที่นี่ เราเลยเดินกลับออกมา เจอผู้ชายคนเดิมที่บอกทางเรานั่นแหละ เลยตกลงพักที่เกสต์เฮาส์ของเค้าเลย

เกสต์เฮาส์ที่นี่ออกจะทันสมัย คือเป็นตึกนั่นแหละ มีชั้นล่างกับชั้น 2 ถามได้ความว่าชั้นบนยังมีห้องว่าง ขอดูห้องก่อนได้ไหม เค้าเลยพาเราขึ้นไปดู ด้านล่างตกแต่งอย่างดี มีเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ เคาท์เตอร์ไม้ พื้นไม้อย่างสวย ชั้นบนค่อนข้างกว้างขวาง เป็นลานกว้างๆและรอบๆแบ่งเป็นห้องเล็กๆฝั่งละ 3 – 4 ห้อง ประตูห้องเนี่ยห่างกันราวกับ ไทย – ลาว คือ คุณพี่เค้ามีที่ว่างเยอะจริงๆ เล่นไพ่ได้หลายวงเลยที่ตรงกลางหน้าประตูห้องน่ะ

เราดูห้องแล้ว ค่อนข้างเล็ก แต่ก็เรียบร้อยดี เตียงเดี่ยว 2 เตียง ห้องน้ำในตัว พัดลม น้ำอุ่น และผ้าห่มลายเคโระ!

“ห้องคืนละเท่าไหร่คะ”
“150 บาท”
” ร้อยเดียวเดะ เหอะเหอะ” เซี่ยะเริ่มฟังออก ไอ้ ร้อย สองร้อย ห้าสิบ ยี่สิบ ซาวฯลฯ เนี่ยเลยต่อราคาอีก เจ้าของเกสต์เฮาส์ไม่ยอมลดเลย ให้ตายเถอะ ใจแข็งปานหินผา ส่ายหัวไป ยิ้มไป คนไทยคนลาวนี่เหมือนกันนะ ไม่ว่าอะไรยังไงกรูยิ้มไว้ก่อน ไม่ได้ ไม่ได้…ยิ้มมมมม…ไม่รู้ ไม่รู้ ยิ้มมมมมมม..

เราขี้เกียจหาที่ใหม่แล้วเลยตกลงที่นี่แหละ แถมเค้ายังมีเก้าอี้ยักษ์ที่ชั้นสอง ตั้งหันหน้าเค้าหาแม่น้ำโขงด้วย บรรยากาศโอเค ราคาไม่แพงมาก อีกอย่างพักแค่คืนเดียว
“1ห้อง?” พี่เค้าหันมาทำ 1 นิ้วให้ดูว่า ห้องเดียว แม่นบ่?
“บ่แม่นๆๆ 2 ห้อง” เราทำ 2 นิ้วกลับไปมั่ง เดี๋ยวไม่ชัวร์ พี่เค้าทำหน้าเข้าใจ แล้วก็เดินไปหยิบกุญแจมาให้ อ้าว เอามาดอกเดียว
“อ่าว 2 ห้องเน้อ…”เราชักงงเอง
“2ห้อง…ทำไมล่ะ??”

เอ๊ะ…บ๊ะ..ก็จะเอา 2 ห้องไม่ดีเหรอ แหม๊ ได้ค่าห้องเพิ่มอีก เซี่ยะไปเลือกห้องอยู่นาน จิ้มห้องนู้นห้องนี้ พี่แกบอกเต็มตลอด เหลือห้องเดียว ชั้นล่างล่ะ? ชั้นล่างก็ไม่ว่าง เลยโอเคอยู่ห้องที่เค้าเปิดให้ดูนั่นแหละ

“เหอะ เหนื่อยแล้ว ทำไมล่ะห้องไม่ดี?” เราชักหิว เอากระเป๋าไปไว้ในห้องแล้ว เห็นคุณชายเธอยังเลือกพิจารณาห้องอยู่นั่นแล้ว แอบโผล่หน้าเข้าไปดูห้องเซี่ยะ เออ ผ้านวมฟูลายเคโระเหมือนกันนี่หว่า 55..สงสัยซื้อทีเป็นโหล
“เปล่า เปล่า … โอเค ห้องนี้ก็ได้ ป่ะ ไปกินข้าวกัน”

เจอร๊อบอีกแล้ว

ลงมากินข้าว ไม่ได้ไกลเลย ร้านตรงข้ามนั่นแหละ ทำเป็นร้านง่ายๆ ไทยจีนเดินลงไปสายตาไปปะทะครกและกระปุกเครื่องส้มตำเข้าใจ น้ำยายไหยยย เซี่ยะอยากกินใจแทบขาด เลยต้องเดินไปถาม เค้าบอก ขายหมดแล้ว อ้าว ซวย อดกิน

เลยไปนั่งร้านอาหารที่เค้าขายอาหารตามสั่งแทน มีทีวีดูด้วย ตอนนั้นมีข่าวเกี่ยวกับเจ้าฟ้าหญิงของเราเสด็จเยี่ยมเมืองจีน ทรงเล่นกู่เจิงได้ด้วย เซี่ยะทำหน้าอะเมซิ่งมาก

เหมือนเดิม เรานั่งซดเบียร์ลาวไปกินข้าวไป ไม่เห็นเซี่ยะกินอะไร เลยถามว่า เฮ่ย กินแต่เบียร์ข้าวปลาไม่กินหรือไงกันเดี๋ยวก็กระเพาะทะลุหรอก
“อ้าว! นึกว่าคุณสั่งให้ผมแล้วอ่ะ”
“ป่าว ไม่ได้สั่ง..”
“โธ้ เค้ามีส้มตำขายปะ?” มีมั้งแต่อย่ากินเลย ลำบากเค้าต้องไปเอาเครื่องออกมาอีก เค้าจะเก็บร้านอยู่แล้ว เราเลยสั่งอาหารธรรมดา กินไปซักพักก็เห็นฝรั่งหัวเหน่งเดินมา หน้าตาคุ้นๆ

“โรเบิร์ตตตตต~!” เซี่ยะตะโกนเรียก
“ร๊อบบี้!” (เอามั่ง เดี๋ยวน้อยหน้า)ร๊อบเลยเดินเข้ามาหา โอย ไปไหนมา(วะ) นึกว่าเดินไปอีกทางแล้วนะเนี่ย ร๊อบว่าไม่มีอะไรหรอก เดินแวะนู่นแวะนี่ เดินช้าด้วย เราบอกเนี่ยเราพักที่นี่แหละ (ชี้ไปฝั่งตรงข้าม) จะพักที่เดียวกันก็ลองไปถามเค้าดูได้ ไม่รู้ยังมีห้องมั้ย(คนแถวๆนั้นชอบกั๊ก บางทีห้องน่ะมี แต่ชอบบอกว่าไม่มีแล้ว เหลือห้องเดียวเพราะไม่อยากให้เราเลือก)
“มัน..” ร๊อบเกาหัวแกรกๆ…หันไปดูที่พักเรา
“มันอะไรเหรอ?”
“มันใหม่ไปหน่อย” ร๊อบบอก แล้วก็ยิ้มเขินๆ
“เฮ้ย นี่มันในเมืองแล้ว คุณจะไปหากระต๊อบอยู่หรือไง ไม่เอาน่าาา”

พอดีเรากินข้าวเสร็จ ร๊อบยังไม่หิวเราเลยพาร๊อบไปถามเรื่องห้อง ปรากฏว่าไอ้ที่บอกว่าเต็มตอนแรก ตอนนี้ก็ดันมีห้องว่างเฉยเลย ไม่รู้อะไรของเค้า พิลึกจริงๆเลย โคตรกั๊ก..

ร๊อบเดินหายไปไหนก็ไม่รู้ เลยไม่รู้ว่าตกลงพักห้องไหนกันแน่ เห็นเดินไปเดินมาอยู่หลายรอบ เราเลยแยกย้ายกันไปอาบน้ำนอน เราเสื้อผ้าในกระเป๋าออกมาแผ่ข้างนอก กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มกระจุยกระจายเต็มห้อง…
มองเมืองไทย จากฝั่งลาว

เราอาบน้ำเสร็จ ก็ออกมานั่งเล่นหน้าห้องที่เค้ามีเก้าอี้ตั้งไว้ให้เป็นเก้าอี้ยาว นั่งได้ 4 – 5 คน มองไปฝั่งไทย มีทั้งเสา ทั้งตึกอะไรไม่รู้ แสงไฟวอมๆแวมๆอยู่ไกลๆ

เออนะ แค่นี้เอง คนละประเทศแล้ว รู้สึกแปลกๆดี จริงๆเรื่องการแบ่งไทย-ลาวอย่างชัดเจน(เขตชายแดน ในแง่ชีวิตความเป็นอยู่) เพิ่งจะมาเริ่มเป็นจริงเป็นจัง เมื่อได้รับการกระตุ้นเรื่องทางการเมืองและการปกครองระยะหลัง ๆ มานี่เอง) เพราะลองคิดดูเล่นๆ ประเทศเราห่างกันแค่นี้ มันใกล้กนมากเลย อะไรก็คงคล้ายกันไปหมด จนบางมีอาจจะลืมๆไปบ้างก็ได้ ใครไทย ใครลาว ภาษาก็ยังจะคล้ายกันอีก