Posts Tagged ‘สถานฑูต’

+ วาจาพิฆาต สถานฑูตเบลเยี่ยม

Tuesday, March 25th, 2008

NOTE : Blog นี้เขียนขึ้นเมื่อยามอารมณ์บูด ๆ ๆ ๆ ๆมาก ๆ อาจจะรุนแรงทำร้ายอารมณ์อยู่เล็กน้อย ขอให้ทำใจก่อนอ่าน และต้องขอพูดแทนเจ้าหน้าที่สถานฑูตเบลเยี่ยมคนนั้นด้วยว่าจริงๆ he ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำอะไรนักหนา แต่ลองคิดดูแทนเขาว่าวัน ๆ เจอคนไม่รู้กี่คนถามคำถามเดียวกันซ้ำๆ ซาก ๆ บางคนก็ไม่ยอมไปหาข้อมูลมาเองก่อน กะว่าโทรมาถามอย่างเดียวจบ …

คุณขา วัน ๆ สถานฑูตมีคนติดต่อเป็นสิบเป็นร้อย ช่วยเหลือตัวเองกันก่อน ตรงไหนไม่เข้าใจจริง ๆ ค่อยถาม (ไม่ใช่แบบ “ฮะโหล คือ จะไปเยี่ยมแฟนที่เบลเยี่ยม ต้องใช้ไรมั่งอะคะ?” แล้ว expect ให้เค้ามานั่งจาระไน บอกคุณทีละข้อทางโทรศัพท์ พูดตรง ๆ นะ เป็นเราเราก็เซ็งอ่ะ พอเค้าเจอแบบนี้บ่อย ๆ ทุกวัน ๆ (กี่ปีมาแล้วล่ะ เราไปมา 3 รอบแล้วอ่ะเบลเยี่ยม ไปขอวีซ่ากี่รอบเค้าก็ยังทำงานอยู่ที่เดิม) พาลให้เค้าอารมณ์เสียไปกับทุกคนด้วย เพราะฉะนั้น ช่วย ๆ กันหน่อยนะคะ ทำการบ้านไปกันก่อน จะได้ไม่มีใครต้องมีอารมณ์เหวี่ยงกันให้เซ็งค่ะ / bee | 1 August 2008

…………………………………………………………………

ใครเคยโทรไปถามข้อมูลอะไรที่สถานฑูตเบลเยี่ยม คงคุ้นกับเสียงผู้ชายที่ฟังดูก็รู้ว่าไม่แมนนี้เป็นอย่างดี ไอ้เรื่องแมนไม่แมนไม่ใช่ประเด็น แต่กิตติศัพท์หล่อนนี้ระบือไกลไปถึงไหน ๆ อันเนื่องมาจากวาจาจิกกัด ฉะดะ ทุกคนที่โทรไปถามข้อมูลวีซ่า

วันไหนหล่อนอารมณ์ดีก็อาจจะตั้งใจฟังคุณได้หน่อย วันไหน she อารมณ์ไม่ดี คนที่โทรไป ถือว่าซวย ๆๆๆๆๆๆๆ

และวันนี้มันก็เป็นวันซวยของข้าพเจ้า

เช้านี้กะว่าต้องไปกองสัญชาติฯ ที่กรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศเพื่อเอาเอกสารไปรับรองซักที ได้ฤกษ์ หลังจากขี้เกียจมานาน (โห ก็บ้านอยู่ปิ่นเกล้า กงสุลอยู่ถนนแจ้งวัฒนะ!)

ขั้นแรกเอาไป 4 ชุดก่อน คือ ทะเบียนบ้าน, ใบรับรองสถานภาพโสด, สูติบัตร จริง ๆ ก็แค่นี้แหละ แต่ของฉันมันดันมีใบเปลี่ยนชื่อด้วยก็เลยเป็น 4 ชุด

อ่านดูในใบรายละเอียดที่สถานฑูตให้มา ขั้นตอนที่สองมันต้องใช้สำเนาหนังสือเดินทางด้วย (ตอนนี้ยังไม่ต้องใช้) แต่งงว่าทำไมพาสสปอร์ตต้องรับรองเอกสารด้วยหว่า ก็เลยโทรไปถามสถานฑูต เจอเจ้าหน้าที่คนเดิม (ที่ใคร ๆ ต่างไม่อยากเจอ)
“สวัสดีครับ”
“ค่ะ คือจะถามเรื่องการรับรองเอกสารโดยกระทรวงต่างประเทศหน่อยน่ะค่ะ”
“คุณไม่ต้องถามหรอก มาเลย”
“มาไหนคะ สถานฑูตเนี่ยนะ?”
“ใช่ มาเลย”
“จะไปทำไมละคะ ดิฉันอยู่ที่กระทรวงฯแล้วค่ะ ถึงดิฉันถ่อไปถึงที่นั่นก็ไม่ได้มีความแตกต่างอะไรอยู่ดี”
“แล้วคุณจะถามอะไรล่ะ!!” น้ำเสียงเริ่มไม่พอใจ
“คือดิฉันสงสัยว่า พาสสปอร์ตเนี่ยต้องทำการรับรองเอกสารด้วยเหรอคะ”
“รับรองอะไร คุณจะทำอะไรเนี่ย”
“ขอวีซ่าเพื่อไปแต่งงานค่ะ”
“ไม่ต้องซิ ก็มันเป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว”
“อ๋อ อันไหนที่เป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ไม่ต้องรับรองเอกสารเหรอคะ”
“ไม่ใช่อันไหนที่เป็นภาษาอังกฤษ แต่อันนี้ไม่ต้อง”
“แต่เห็นบนใบรายละเอียดจากทางสถานฑูต เขียนว่าเอกสารทุกฉบับที่ออกโดยทางการไทย ต้องผ่านการรับรองจากกระทรวงต่างประเทศนี่คะ”
“งั้นก็ทำตามนั้นไปซิ!”
“เอ่า เมื่อกี๊คุณยังบอกไม่ต้องอยู่เลยนี่คะ ตกลงยังไงกันแน่คะ งงค่ะ”
“คุณ คุณจะโทรมาถามแบบนี้ไม่ได้นะ!! มาที่สถานฑูตเถอะน่ะ!!”

อะไรว๊ะ !!?!?!?! ไม่ให้ตูโทรถามสถานฑูตแล้วจะให้ตูโทรถามกระต่ายที่ไหนเนี้ยยยยยยยย นรกมาก ก็เราอ่านบนเว็บไซต์จนตาแทบปลิ้นแล้ว ไม่เห็นบอกว่าพาสสปอร์ตต้องรับรองเอกสาร แต่ใบรายละเอียดภาษาไทยที่สถานฑูตให้มา ดันบอกว่าต้องรับรอง (แต่ไม่ได้ระบุว่าเอกสารอะไรบ้าง หว่านแหเอาเเลย ว่าเอกสารไทยทุกฉบับ) แล้วจะไม่ให้ตูงงได้ไงวะ โทรไปถามก็โดนด่าอีก

แล้วกว่าท่านจะมาคุยโทรศัพท์กับข้าพเจ้านะ ก็ให้รอโคตรนานเลย ประมาณว่าหันไปตะคอกกับฝรั่งอีกคนอยู่
“No Nederlands!! English!” (ชั้นไม่พูดภาษาดัชท์ย่ะ พูดแต่อังกฤษ)

เฮ้ย นี่มันสถานฑูตเบลเยี่ยมนะเว้ย ไม่เห็นหัวคนไทยก็เกรงใจเจ้าของประเทศเค้าหน่อยมั้ยล่ะนั่นน่ะ

ตอนที่ฉันไปเอาแบบฟอร์มวีซ่าก้เหมือนกัน เจ๊ไม่พอใจอะไรก็ชอบปิดหน้าต่างเคาท์เตอร์ดังโครม! คนเค้าระอากันทั้งสถานฑูตแล้ว เสื่อมมาก ไม่รู้ทำไมถึงเลือกคนนี้มาทำ

หวังว่าเอกสารอื่นใด มันคงจะไม่มีปัญหาและให้มันเสร็จๆ ไปโดยเร็ว

ชั้นล่ะไม่อยากจะยุ่งกับเกย์วัยทองให้อารมณ์เสียเหมือนกัน ทนมาหลายทีแล้ว ให้ท่านโขกสับ ไม่รู้ไปเป็นหนี้บุญคุณอะไรคุณท่าน ถึงได้ปฎิบัติกับคนที่ไปติดต่อราวกับท่านเป็นพระเจ้า และคนอืื่นเป็นเห็บหมาได้ถึงปานนี้

ข้อมูลแถม : การรับรองเอกสารโดยกระทรวงต่างประเทศ

สำหรับคนที่จะเอาเอกสารไปรับรองที่ กองสัญชาติฯ กรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศ ง่าย ๆ เลย ก็เอาเอกสารตัวจริงที่จะรับรองไปด้วยนะ แล้วถ่ายสำเนาอย่างละใบ ไม่ต้องเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง เอาไปโล้น ๆ อย่างนั้นแหละ

ไปถึงก็รีบไปกดบัตรคิวรอไว้ก่อนเลย แล้วก็จะมีโต๊ะประชาสัมพันธ์ติดกับตู้กดบัตรคิวน่ะแหละนะ ให้พี่คนสวยและใจดีสองคนนี้ตรวจสอบเอกสารให้ซักรอบก่อน พร้อมรับแบบคำร้อง ซึ่งก็ง่าย ๆ แค่กรอกชื่อนามสกุล เลขบัตรประชาชน พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนไปกับแบบฟอร์มคำร้องด้วย ใครไม่ได้มาด้วยตนเองก็เอาใบมอบอำนาจให้คนอื่นมาทำให้ก็ได้

เสร็จแล้วก็ไปนั่งรอเรียกคิว

พอถึงคิวก็นยื่นแบบฟอร์ม + แนบสำเนาบัตรประชาชน และเอกสารตัวจริงและสำเนาอย่างละชุด ของเอกสารที่เราจะรับรองให้เจ้าหน้าเอาไปดู พอเค้าดูเสร็จก็จะคืนตัวจริงให้ และเก็บสำเนาไป

ชำระเงิน ค่ารับรองเอกสาร (แบบไม่ด่วน) ฉบับละ 200 บาท (โดนไป 4 ชุดก็ 800 บาท) ถ้าจะไม่มาเอาเอกสารเอง แต่ให้เจ้าหน้าทีส่งมาทางไปรษณีย์ก็แจ้งได้เลย เพิ่มเงินอีก 50 บาท เค้าก็จะให้ซองเอกสารมาจ่าหน้าถึงตัวเราเอง กรอกใบนำส่ง ems

รอใบเสร็จรับเงิน

กลับบ้านได้ ชะเอิงเอย

คนเยอะนะ แต่รอไม่นานมาก ไม่ถึงชั่วโมงก็เสร็จแล้ว ทุกสิ่งอย่าง

เหลือก็แต่อีสถานฑูตเบลเยี่ยมนี่แหละ ที่ต้องไปรบราฆ่าฟันกับท่านต่อไป

✈ เอกสารที่ใช้ขอวีซ่าเบลเยี่ยม

Saturday, December 8th, 2007

โพสต์นี้ย้ายไปที่นี่ค่ะ
http://www.beebah.net/visabelgium/2007/12/visa-to-belgium-for-thai/

ขออนุญาตงดโพสต์ความเห็นที่เกี่ยวกับการขอวีซ่าบน blog นะคะ
รบกวนไปย้ายโพสต์ที่นี่แทนค่ะ http://www.beebah.net/visabelgium

✈ เหตุเกิด ณ สถานฑูตเบลเยี่ยม

Wednesday, May 23rd, 2007

manneken.jpg
อาทิตย์ที่แล้ว เอเยนซี่ที่ซอยรามบุตรี ข้างๆวัดชนะสงครามโทรมาปลุกแต่เช้า
“ฮาโหลลลล”
“พี่คะ ตั๋วเครื่องบินพี่เมื่อไหร่จะมาซื้อคะ รอจนแห้งแล้ว”
“ตั๋วอารายยย” (ยังไม่ตื่น)
“ตั๋วไปบรัสเซลส์อะค่ะ พี่จ่ายไว้แล้วนะ 5 พันกว่าบาท”
พอพูดถึงเรื่องเงินตาก็สว่างโร่.. เออ จริงด้วย ยังไม่ได้ไปซื้อซักที เพราะมันต้องมีวีซ่าก่อน เอ๊ะ แต่เดี๋ยว วีซ่า ยังไม่ได้ไปขอเลยนี่หว่า กรำ …
“ได้ค่ะคุณน้องเดี๋ยวขอไปทำวีซ่าก่อน”
“รีบๆหน่อยนะคะเดี๋ยวโดนแขกมันตบเอาค่ะพี่” แขกตบไม่ว่า แต่แขกเอานี่ อืม 555 โอเครีบไปทำวีซ่าดีกว่า

เอกสาร เอกสาร และ เอกสาร

เอกสารก็ยังไม่ได้ก๊อปปี้อะไรซักอย่าง เมื่อไหร่จะเลิกนิสัยนี้ได้ก็ไม่รู้ เบื่อตัวเองมาก เช้ามาต้องบึ่งแท็กซี่ไปถ่ายเอกสารก่อน เอ๊า ไปที่ไหนดีวะเนี่ย ศึกษาภัณฑ์ละกันน่าจะมี เดินเข้าไปศึกษาภัณฑ์ราชดำเนิน เจอเด็กพาณิชย์ฝึกงาน หน้าตาจิ้มลิ้มเลยถามว่าในนี้มีที่ถ่ายเอกสารไหม
“พี่ลองไปถามพี่เสื้อเหลืองดูอ่ะค่ะ”
หันไป เจอเสื้อเหลืองประมาณ 20 คน null
“ไม่มี ต้องไปถ่ายข้างนอก” (เอ๊า เดี๋ยวเลอะเทอะหรอก) น้ำเสียงเธอช่างขุ่นมัว แม้มันจะเพิ่งเลยเวลาเข้างานมาไม่ถึง 2 ชั่วโมงเท่านั้น ไม่น่าหงุดหงิดได้เร็วขนาดนี้ stamina อยู่ในระดำต่ำมากแน่นอน เลยต้องเดินตัวลีบ(พยายามแล้วก็ไม่ค่อยลีบเท่าไหร่)ออกมาข้างนอก ในที่สุดก็หาร้านถ่ายเอกสาร ได้จากความช่วยเหลือของแม่ค้าขายปกพลาสติกหน้าศึกษาภัณฑ์นั่นแหละ (ขอบคุณค้าบบบ)

สถานฑูตเบลเยี่ยม

ไปถึงสถานฑูตเบลเยี่ยม ถนนสาทรใต้ ก็ปาเข้าไปจะ 11 โมง
03-escal.jpg
สถานฑูตที่นี่เล็กนิดเดียว กระจุ๋มกระจิ๋ม แม้ที่นั่งรอก็มีเพียงม้านั่ง 4 ตัวเท่านั้น สงสัยค่าเช่าจะแพงหรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้ หรือจะเพราะคนไม่ค่อยมาขอวีซ่าที่นี่ก็คงไม่ใช่ เพราะไปทีไรคนก็ล้นทะลักกันออกมาข้างนอกทุกที ช่างอัตคัตเหลือคณา ยืนรอกันจนขาแข็งเป็นตอไม้กันทุกคน
02-sign-belgium-embassy.jpg
หยิบบัตรคิวแล้วไปยืนหาวหวอด ๆ อยู่ด้านนอก แล้วเสียงเรียกเบอร์ก็เบาแสนเบาราวกับลมที่ลอดผ่านรูกุญแจ เลยไปรอไกลก็ไม่ได้ ต้องมายืนคอย เหมือนเวลาคอยรถเมล์ พลาด มี อด ขึ้น นะ เว้ย

ได้เลขดีเชียว สิบสาม null
เจ้าหน้าที่ฝ่ายกงสุลยังเป็นคนเดิม หน้าตาคุ้นเคย ดุแบบนิ่มๆ เหมือนเคย แต่ก็เข้าใจนะ ว่าทำไมเจ้าหน้าที่สถานฑูตมักจะดุ หรือไม่ก็ฟังดูน่ากลัวเหมือนลอร์ดโวเดอร์มอร์ เพราะคนที่มาขอแต่ละคนนี่ก็จริง ๆ เลย บางคนโดนดุจนเราสงสารแทน แต่มันก็มีเหตุผลที่เค้าต้องดุ
01-atmsph.jpg
เช่น คนนึงมาพร้อมเอกสารที่ได้มาทาง fax เอามาทำวีซ่า ซึ่งมันใช้ไม่ได้ ต้องใช้ตัวจริงเท่านั้น คือส่งเอกสารจริงมาทางไปรษณีย์ ซึ่งก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร 4-5 วันก็ถึงแล้วจากยุโรปมาเมืองไทยอะนะ ซึ่งฟังจากบทสนทนาแล้ว (ไม่ได้ตั้งใจแอบฟัง แต่ยืนต่อแถวอยู่ ไม่ได้อยากฟังจริง จริ๊งงงงง) คือเธอคนนี้เอาเอกสารมาผิด 3 รอบแล้ว
“ผมบอกแล้วไงครับว่าให้เอาตัวจริงมา ไม่ใช่แฟกซ์”
“แต่เค้าส่งอันนี้มาให้ คือ…”
“ไม่ได้ครับอันนี้มันไม่ใช่ตัวจริง มันคือแฟกซ์ ผมบอกคุณไปสองรอบแล้ว ปากจะฉีกอยู่แล้วนะครับเนี่ย” จ๋อยอะดิ…ก็กลับบ้านไปตามระเบียบ

ที่เจ้าหน้าที่โดนคนที่มาติดต่อหลอกด่าก็มี ผู้หญิงวัยซัก 30 ปลาย ๆ มาคนเดียว และแต่งตัวธรรมดาแบบติดดิน กางเกงขาก๊วยมาเลย แต่ดูออกว่าท่าทางไม่ใช่คนจะไปทำมิดีมิร้ายในต่างประเทศ หรือไปขุดทองยุโรปแต่อย่างใด เธอเดินไปชำระค่าวีซ่า แต่เจ้าหน้าที่ไม่มีเงินทอน เธอเลยหันมาพูดดังปานโทรโข่งเวลาสนามหลวงมีงานประท้วง
“เอ้า ใครมีแบ็งค์ร้อยแลกบ้างคะ!เค้าไม่มีเงินทอน!” ออกแนวประณามเล็กน้อย
“สุดยอดเลย ต้องทำเองทุกอย่าง บริการประชาชนนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ไม่มีเลย” แล้วก็บ่นต่อไปอีกประมาณหลายยก

ส่วนที่เหลือ ที่ส่วนมากเป็นผู้หญิงวัยไม่น่าเกิน 20-30 ปี มากับคู่ชาวเบลเยี่ยมที่อายุอานามห่างกันหลายปีแสง สงสัยมาขอคนเดียวคงจะเหงา เลยต้องลากเจ้าของประเทศมาด้วย (ก็ไม่ได้หมายความว่าวีซ่าจะผ่านนะ)

ไม่สัมภาษณ์เรอะ?

ถึงคิวเราซะที
“ทำงานอะไรคะ” เจ้าหน้าที่หลังเคาท์เตอร์ถาม ระหว่างเรามีกระจกใสกั้น ไม่รู้ว่าให้ความรู้สึกอย่างไรเมื่ออยู่ด้านใน อาจให้ความรู้สึกอภิสิทธิ์เล็กน้อย เห็นกระจกใสที่แบ่งฐานันดรก็เป็นได้ เห่อะๆๆ
“เป็นฟรีแลนซ์ค่ะ”
“ไม่ได้ทำงานประจำหรือคะ?” เธอถามพลางพลิกดูเอกสารที่เราแนบไปด้วย มีจดหมายเชิญ ใบจองตั๋วเครื่องบิน พาสสปอร์ต 2 เล่ม(เก่า ที่หมดอายุแล้ว แต่มีวีซ่าเชงเก้นอยู่ 2 ใบ ใช้แล้วเมื่อปี 2005 และเล่มใหม่เอี่ยมอรทัย มีแค่สแตมป์เข้าสิงคโปร์ มาเลเซีย และลาวเท่านั้น ยังไม่มีวีซ่าซักใบ ใหม่สดซิงๆ) จดหมายแนะนำตัวที่ใช้แทนจดหมายรับรองการทำงาน​(เพราะไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง)
“ไม่ได้ทำค่ะ”
“ไปกี่วันคะ”
“เอิ่มมมม… 3 เดือน” เธอมาหยุดที่จดหมายแนะนำตัว แล้วอ่านอย่างละเอียดทุกบรรทัด (ดีนะ ที่อุตส่าห์เขียนโม้ไปมากมาย ภาษาอังกฤษคงผิดตรึม แต่ช่างมัน)
“ค่าวีซ่า 2600 ค่ะ” ประมาณ 60 ยูโร มีป้ายเขียนไว้เป็นภาษาไทยว่า โปรดเตรียมเงินให้พอดี (แล้วตรูจะไปแลกที่ไหนล่ะ นาทีนี้ ไม่ใช่ที่นั่งเล่นเกมตู้นะ จะได้มีโต๊ะพนักงานรับแลกเหรียญบริการ) ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็ไปหาเงินมาทอนให้เราจนได้น่ะแหละ
“ทำประกันสุขภาพยังคะ”
“เอ่อยังค่ะ”
“ไปทำมาก่อนนะคะไม่งั้นวีซ่าไม่ออกนะคะ”

ลืมมมมไปซะสนิิท ดูนาฬิกาตอนนั้นอีกใกล้ 11 โมงเข้าไปทุกที เอาวะ ลองดู

ทำประกันสุขภาพ
ออกไปเรียกมอไซค์ไป office ของประกัน BUPA ที่ Qhouse ซอยคอนแวนต์ มอไซค์ก็ดี๊ดี ตรงนั้นมันห้ามกลับรถ เลยไปซอกแซกออกซอยบ้านท่านคึกฤทธิ์โน่น จนโผล่มาออกสาทรได้เหมือนเดิม ตรงไปก็เข้าซอนคอนแวนต์แล้ว มันเสือกเลี้ยวขวา ! เลี้ยวทำม้ายยยยยยยยย ตูยิ่งรีบๆ อยู่
“น้องๆ Qhouse ตรงไปก็ถึงแล้ว ตะกี๊ตรงไปไม่ได้เหรอ”
“อ๋อตรงได้ครับ”
“อ่าวแล้วจะเลี้ยวไปไหนเนี่ย”
“ก็คิดว่าจะไปเข้าอีกทาง”
ทางไหนวะ????? งงซิครับ ​Qhouse อยู่ข้างหน้าเห็นกันอยู่จะจะ พ่อเล่นเลี้ยวไปขี่รถเล่น
“วนกลับไปเลยน้องเอ๋ย พี่รีบโคตรๆ ขอย้ำ รีบโคตรๆ”
“ครับๆๆ”

ถ้าเดินคงใช้เวลา 20 นาที นั่งมอไซค์ควรจะ 5-10 นาที แต่มอไซค์ท่านนี้ใช้เวลาจากสาทรใต้ไปซอยคอนแวนต์ร่วม 20 นาที
“ไปวนเล่นซะรอบกรุงเทพฯเลยนะ” เราคืนหมวกกันน็อกให้มอไซค์ตัวแสบ
“แหะๆๆๆๆ คับ” ค่าเสียหาย 40 บาท …ขณะนี้เวลา 11:10

ประกันสุขภาพ ต้องทำแผน Gold เท่านั้น แล้วระยะประกัน 90 วัน อยู่ที่ราคา 3600 บาทถ้วน!! กรูอยากกกกตายยยยย เจ้าหน้าที่สาวๆ ที่นี่หน้าตาน่าเอ็นดู ทำเอกสารแป๊บ ๆ เสร็จละ ดูเวลา 11:22 ใช้บัตรเครดิตรูดปื้ดไปตามระเบียบ (เพราะเงินม่ะพอแว้ว) บึ่งมอไซค์กลับไปสถานฑูต อ๊ะจ๊าก อีก 2 นาที อันมีค่า รีบวิ่งขึ้นลิฟต์ไปชั้น 17

ส่งเอกสารทันเป็นคนสุดท้ายพอดี เฮ่อ…อ…อออ

เจ้าหน้าที่ไม่ยักกะพูดอะไร ไม่มีนัดสัมภาษณ์ ไม่มีนัดรับเอกสาร ก็เลยงงๆเล็กน้อย กะว่าอีก 2-3 จะโทรมาตามผลอีกที เพราะวันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุดของสถานฑูต (เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ อะไรซักอย่าง)

หมดไปอีกหนึ่งวัน นรกสุด ๆ
05-foodcourt.jpg

^
^
Food Court ที่ชั้นใต้ดิน สาทรซิตี้ทาวเวอร์ ใช้ได้ ๆ
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
เมื่อวานโทรไปถามมา เจ้าหน้าที่ทำเสียงดุ ๆ ใส่ว่า
“แล้วเค้าบอกว่าเมื่อไหร่ให้มารับ”
“ไม่มีใครบอกอะไรนี่คะ”
“มีซิ” เอ่า ก็ไม่มีจริงจริ๊งงง
“เอ่อ ไม่มีจริงๆค่ะ”
“พรุ่งนี้เข้ามาฟังผลตอนเช้า” ไรว้า ฟังผล แค่เนี้ยะเหรอ
ปรากฎว่าไปถึงสถานฑูต ยื่นใบรับให้เจ้าหน้า เค้าก็ไปหยิบพาสสปอร์ตมาให้
“90 วันนะ”

อ่าว ได้ละเหรอ อะไร งง งงมาก เออ แต่ก็ดี 555
คือคราวที่แล้วที่เราไปขอ เค้าให้เราอยู่รอสัมภาษณ์ต่อตอนบ่าย ถามคำถามเช่น รู้จักกันมานานหรือยังกับคนเชิญ ( 4 ปี), มีแผนแต่งงานมั้ย (ไม่รู้), จะไปทำอะไร (ไปเยี่ยมเฉย ๆ และไปพักผ่อน), ซื้อตั๋วหรือยัง (จองแล้วยังไม่ได้จ่ายตังค์), แฟนทำงานอะไร (เป็นวิศวกรซอฟท์แวร์), ไปนาน ๆ แบบนี้เจ้านายไม่ว่าเหรอ (ไม่ว่าอะไร เจ้านายเป็นคนเบลเยี่ยมเหมือนกัน), จะไปทำงานหรือเปล่า (เปล่า..), ฯลฯ แล้วห้องสัมภาษณ์ก็ยังกะห้องเยี่ยมนักโทษ มีกระจกกั้น มีเก้าอี้ฝั่งละตัว ผนังสีขาว เข้าไปนั่งร้องเพลงรออยู่ตั้งหลายนาที (เสียงมันก้องดี เหมือนร้องเพลงในห้องน้ำ)

รอผล 3 วัน เค้าก็โทรมา ให้เอาตั๋วเครื่องบิน (ตัวจริง) ไปรับวีซ่า ได้มา 45 วัน แต่คราวนี้ ไม่ยักกะถามอะไร ตั๋วก็ยังไม่ได้ซื้อเลย แต่คิดว่าเค้ามีประวัติอยู่แล้ว แล้วคราวก่อนที่ไปมาก็ไม่ได้ overstay หรืออะไร ก็เลยง่าย

06-visa.jpg
ไปแระ เดือนหน้า ข้อยซิไปเบลเยี่ยมแล้วเด้อล่า
เมืองที่ข้าพเจ้าจะไปสิงสถิตย์นั้นหรือ มันคือเมือง Leuven นั่นเอง รูปนี้แหละ แต่มันไม่สวยอย่างนี้ทุกวันหรอกนะคะพี่น้อง บางวันอากาศห่วย มันก็โคตรจะน่าเบื่อเลยค่ะ แต่ไม่บ่นก็ได้ เพราะเบียร์อร่อย อิอิ

07-leuven.jpg