Posts Tagged ‘ห้วยทราย’

✈ day 7 : ห้วยทราย มองไทยจากฝั่งลาว

Saturday, September 14th, 2002

ห้วยทราย

เห็นบางคนเลี้ยวเข้าบ้านแบบบังกะโล ไปตั้งแต่หลังแรกที่เจอเลยก็ว่าได้ แต่เราสองคนออกจะใจเย็น อยากจะหาไอ้จุดผ่านแดนให้เจอก่อนว่ามันอยู่ตรงไหน(วะ) ตลอดข้างทางก็จะมีบ้านพักดูสะอาดน่าพักอยู่หลายที่ แต่ก็ได้แต่ถามทางเค้าไปอย่างเดียว จนไกลพอดูแล้ว เซี่ยะก็เลยดึงชายเสื้อให้หยุด
ไหน(ฟะ) จุดผ่านแดน
“นี่นี่ ถามคนนี้ละกัน” ชี้ไปผู้ชายคนที่นั่งกินเบียร์อยู่ตรงม้าหินหน้าบ้าน เราเลยเดินเข้าไปถาม เค้าร้อง อ๋อ จุดผ่านแดนเหรอ เนี่ยไง เพิ่งเดินผ่านมานั่นแหละ เราสองคนเลยหันไปมองหา …..ไหน……วะ…ไม่เห็นมี เค้าเลยบอก เห็นซอยเล็กๆซ้ายมือป่ะ ที่ตรงไปทางแม่น้ำน่ะ นั่นแหละ เดินเข้าไป

ซอยเล็กแท้ๆ…นึกภาพเวลาเดินเข้าไปในย่านตึกแถว ที่มีตึก 2 ตึกหันหน้าเข้าหากันแล้วมีทางเดินตรงกลางออกใช่ไหม นั่นแหละ แค่นั้นเอง แล้วตรงนั้นก็เป็นร้าน Duty Free Shop ขายบุหรี่ สุรา สินค้าปลอดภาษี

“บอกแล้วเห็นมะให้ถามๆ” เซี่ยะหันมาโม้ต่อ “ทางอยู่ที่ปากเนี่ยยยย” ยัง..ยังไม่เลิกทับถม
“ถามแล้วไงเล่า จะเอาไรอีกเนี่ย เลี้ยงข้าวเลยด้วย” จริงๆหาเรื่องกินฟรี..

ริมน้ำ สุดทางที่เราเดินเข้าไป ก็จะมีบูธสำหรับเจ้าหน้าที่ จุดตรวจพาสสปอร์ต จ่ายค่าธรรมเนียม ที่ก็เล็กๆ ท่าเรือดีๆนี่เอง ไม่เป็นพิธีรีตรองอะไรเท่าที่สะพานมิตรภาพเลย ออกจะดูกันเอ๊ง กันเอง ไอ้ตรงที่ยืนนั่น ยืน 20คนก็น่าจะเต็มแล้ว แล้วมีที่แลกเงิน ถ้ามีเงินกีบเหลือมาก ให้แลกเสียจากที่นี่ซะเป็นที่สุดท้าย พอกลับเข้าไทยแล้วเงินกีบไม่มีความหมาย เพราะฉะนั้นแลกซะที่จุดรับแลกเงินตราต่างประเทศฝั่งลาว (เป็นตู้เล็กๆเท่าตู้ยาม)

เงียบ ไม่มีใครอยู่ เพราะเค้าปิดทำการไปนานแล้ว เราเลย โอเคเลย อย่างน้อยก็เจอแล้วว่าตอนเช้าเราต้องมาข้ามเรือที่นี่ เราเลยเดินกลับออกมา เจอผู้ชายคนเดิมที่บอกทางเรานั่นแหละ เลยตกลงพักที่เกสต์เฮาส์ของเค้าเลย

เกสต์เฮาส์ที่นี่ออกจะทันสมัย คือเป็นตึกนั่นแหละ มีชั้นล่างกับชั้น 2 ถามได้ความว่าชั้นบนยังมีห้องว่าง ขอดูห้องก่อนได้ไหม เค้าเลยพาเราขึ้นไปดู ด้านล่างตกแต่งอย่างดี มีเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ เคาท์เตอร์ไม้ พื้นไม้อย่างสวย ชั้นบนค่อนข้างกว้างขวาง เป็นลานกว้างๆและรอบๆแบ่งเป็นห้องเล็กๆฝั่งละ 3 – 4 ห้อง ประตูห้องเนี่ยห่างกันราวกับ ไทย – ลาว คือ คุณพี่เค้ามีที่ว่างเยอะจริงๆ เล่นไพ่ได้หลายวงเลยที่ตรงกลางหน้าประตูห้องน่ะ

เราดูห้องแล้ว ค่อนข้างเล็ก แต่ก็เรียบร้อยดี เตียงเดี่ยว 2 เตียง ห้องน้ำในตัว พัดลม น้ำอุ่น และผ้าห่มลายเคโระ!

“ห้องคืนละเท่าไหร่คะ”
“150 บาท”
” ร้อยเดียวเดะ เหอะเหอะ” เซี่ยะเริ่มฟังออก ไอ้ ร้อย สองร้อย ห้าสิบ ยี่สิบ ซาวฯลฯ เนี่ยเลยต่อราคาอีก เจ้าของเกสต์เฮาส์ไม่ยอมลดเลย ให้ตายเถอะ ใจแข็งปานหินผา ส่ายหัวไป ยิ้มไป คนไทยคนลาวนี่เหมือนกันนะ ไม่ว่าอะไรยังไงกรูยิ้มไว้ก่อน ไม่ได้ ไม่ได้…ยิ้มมมมม…ไม่รู้ ไม่รู้ ยิ้มมมมมมม..

เราขี้เกียจหาที่ใหม่แล้วเลยตกลงที่นี่แหละ แถมเค้ายังมีเก้าอี้ยักษ์ที่ชั้นสอง ตั้งหันหน้าเค้าหาแม่น้ำโขงด้วย บรรยากาศโอเค ราคาไม่แพงมาก อีกอย่างพักแค่คืนเดียว
“1ห้อง?” พี่เค้าหันมาทำ 1 นิ้วให้ดูว่า ห้องเดียว แม่นบ่?
“บ่แม่นๆๆ 2 ห้อง” เราทำ 2 นิ้วกลับไปมั่ง เดี๋ยวไม่ชัวร์ พี่เค้าทำหน้าเข้าใจ แล้วก็เดินไปหยิบกุญแจมาให้ อ้าว เอามาดอกเดียว
“อ่าว 2 ห้องเน้อ…”เราชักงงเอง
“2ห้อง…ทำไมล่ะ??”

เอ๊ะ…บ๊ะ..ก็จะเอา 2 ห้องไม่ดีเหรอ แหม๊ ได้ค่าห้องเพิ่มอีก เซี่ยะไปเลือกห้องอยู่นาน จิ้มห้องนู้นห้องนี้ พี่แกบอกเต็มตลอด เหลือห้องเดียว ชั้นล่างล่ะ? ชั้นล่างก็ไม่ว่าง เลยโอเคอยู่ห้องที่เค้าเปิดให้ดูนั่นแหละ

“เหอะ เหนื่อยแล้ว ทำไมล่ะห้องไม่ดี?” เราชักหิว เอากระเป๋าไปไว้ในห้องแล้ว เห็นคุณชายเธอยังเลือกพิจารณาห้องอยู่นั่นแล้ว แอบโผล่หน้าเข้าไปดูห้องเซี่ยะ เออ ผ้านวมฟูลายเคโระเหมือนกันนี่หว่า 55..สงสัยซื้อทีเป็นโหล
“เปล่า เปล่า … โอเค ห้องนี้ก็ได้ ป่ะ ไปกินข้าวกัน”

เจอร๊อบอีกแล้ว

ลงมากินข้าว ไม่ได้ไกลเลย ร้านตรงข้ามนั่นแหละ ทำเป็นร้านง่ายๆ ไทยจีนเดินลงไปสายตาไปปะทะครกและกระปุกเครื่องส้มตำเข้าใจ น้ำยายไหยยย เซี่ยะอยากกินใจแทบขาด เลยต้องเดินไปถาม เค้าบอก ขายหมดแล้ว อ้าว ซวย อดกิน

เลยไปนั่งร้านอาหารที่เค้าขายอาหารตามสั่งแทน มีทีวีดูด้วย ตอนนั้นมีข่าวเกี่ยวกับเจ้าฟ้าหญิงของเราเสด็จเยี่ยมเมืองจีน ทรงเล่นกู่เจิงได้ด้วย เซี่ยะทำหน้าอะเมซิ่งมาก

เหมือนเดิม เรานั่งซดเบียร์ลาวไปกินข้าวไป ไม่เห็นเซี่ยะกินอะไร เลยถามว่า เฮ่ย กินแต่เบียร์ข้าวปลาไม่กินหรือไงกันเดี๋ยวก็กระเพาะทะลุหรอก
“อ้าว! นึกว่าคุณสั่งให้ผมแล้วอ่ะ”
“ป่าว ไม่ได้สั่ง..”
“โธ้ เค้ามีส้มตำขายปะ?” มีมั้งแต่อย่ากินเลย ลำบากเค้าต้องไปเอาเครื่องออกมาอีก เค้าจะเก็บร้านอยู่แล้ว เราเลยสั่งอาหารธรรมดา กินไปซักพักก็เห็นฝรั่งหัวเหน่งเดินมา หน้าตาคุ้นๆ

“โรเบิร์ตตตตต~!” เซี่ยะตะโกนเรียก
“ร๊อบบี้!” (เอามั่ง เดี๋ยวน้อยหน้า)ร๊อบเลยเดินเข้ามาหา โอย ไปไหนมา(วะ) นึกว่าเดินไปอีกทางแล้วนะเนี่ย ร๊อบว่าไม่มีอะไรหรอก เดินแวะนู่นแวะนี่ เดินช้าด้วย เราบอกเนี่ยเราพักที่นี่แหละ (ชี้ไปฝั่งตรงข้าม) จะพักที่เดียวกันก็ลองไปถามเค้าดูได้ ไม่รู้ยังมีห้องมั้ย(คนแถวๆนั้นชอบกั๊ก บางทีห้องน่ะมี แต่ชอบบอกว่าไม่มีแล้ว เหลือห้องเดียวเพราะไม่อยากให้เราเลือก)
“มัน..” ร๊อบเกาหัวแกรกๆ…หันไปดูที่พักเรา
“มันอะไรเหรอ?”
“มันใหม่ไปหน่อย” ร๊อบบอก แล้วก็ยิ้มเขินๆ
“เฮ้ย นี่มันในเมืองแล้ว คุณจะไปหากระต๊อบอยู่หรือไง ไม่เอาน่าาา”

พอดีเรากินข้าวเสร็จ ร๊อบยังไม่หิวเราเลยพาร๊อบไปถามเรื่องห้อง ปรากฏว่าไอ้ที่บอกว่าเต็มตอนแรก ตอนนี้ก็ดันมีห้องว่างเฉยเลย ไม่รู้อะไรของเค้า พิลึกจริงๆเลย โคตรกั๊ก..

ร๊อบเดินหายไปไหนก็ไม่รู้ เลยไม่รู้ว่าตกลงพักห้องไหนกันแน่ เห็นเดินไปเดินมาอยู่หลายรอบ เราเลยแยกย้ายกันไปอาบน้ำนอน เราเสื้อผ้าในกระเป๋าออกมาแผ่ข้างนอก กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มกระจุยกระจายเต็มห้อง…
มองเมืองไทย จากฝั่งลาว

เราอาบน้ำเสร็จ ก็ออกมานั่งเล่นหน้าห้องที่เค้ามีเก้าอี้ตั้งไว้ให้เป็นเก้าอี้ยาว นั่งได้ 4 – 5 คน มองไปฝั่งไทย มีทั้งเสา ทั้งตึกอะไรไม่รู้ แสงไฟวอมๆแวมๆอยู่ไกลๆ

เออนะ แค่นี้เอง คนละประเทศแล้ว รู้สึกแปลกๆดี จริงๆเรื่องการแบ่งไทย-ลาวอย่างชัดเจน(เขตชายแดน ในแง่ชีวิตความเป็นอยู่) เพิ่งจะมาเริ่มเป็นจริงเป็นจัง เมื่อได้รับการกระตุ้นเรื่องทางการเมืองและการปกครองระยะหลัง ๆ มานี่เอง) เพราะลองคิดดูเล่นๆ ประเทศเราห่างกันแค่นี้ มันใกล้กนมากเลย อะไรก็คงคล้ายกันไปหมด จนบางมีอาจจะลืมๆไปบ้างก็ได้ ใครไทย ใครลาว ภาษาก็ยังจะคล้ายกันอีก