Posts Tagged ‘ออฟฟิศ’

+ คริสเตียน เลนาร์ดส์..

Saturday, August 22nd, 2009

christian_lenaerts

ผ่านไปแล้วหนึ่งอาทิตย์ครึ่ง กับการกลับมาทำงานที่บริษัท
คอมพิวเตอร์ยังเหมือนเดิม ไฟล์งานยังซ้อนสุมกันเป็นพะเนินเหมือนเดิม
งานที่ยังไม่ปิดจ๊อบ ก็ยังแปะอยู่บนผนังเหมือนเดิม
โต๊ะฉันยังอยู่ที่เดิม ออฟฟิศเจ้านายเรา, คริสเตียน เลนาร์ดส์ ,ก็ยังเป็นห้องเดิม..
ที่ไม่เหมือนเดิม คือคริสเตียนไม่ได้นั่งอยู่ในนั้น
และเราจะไม่ได้เห็นคริสเตียนมานั่งในนั้นอีกแล้ว..

กรอบรูปที่มีรูปถ่ายขาวดำของไดแอน ภรรยาของคริสเตียน ก็ถูกนำออกไป
(ไดแอนเป็นคนเอาออกเอง) เหลือไว้แต่กรอบรูปที่มีรูปลูกสาวทั้งสองคนของทั้งคู่ตั้งอยู่ที่เดิม

เคียร่า เก้าขวบ กับอเล็กซานดร้า ห้าขวบ

โดยเฉพาะเคียร่า หน้าตาเหมือนคริสเตียนอย่างกับแกะ
ทั้งคู่ผมสีทอง ตาสีฟ้าเหมือนคริสเตียน

ที่ออฟฟิศเราคุยกัน  พยายามไม่ให้กลับไปเศร้าอีก
เพราะนี่ก็เกือบสองเดือนแล้วที่คริสเตียนจากไป

บนผนังที่เราใช้แปะงานสเก็ตช์ ตอนนี้มีเพิ่มมาคือรูปคริสเตียนที่ปรินท์ออกมา เอามาปะไว้ข้าง ๆ งาน
ทุกคนต้องการกำลังใจ..

ฉันเพิ่งกลับมา ก็เลยยังรู้สึกแปลกมากมาย กับการทำงานที่ไม่มีเจ้านายคนเดิมมาคอยเดินวนเวียน ช่วยออกความเห็น หรือแม้กระทั่งกรีดร้องว่า “ทำไปได้ไงเนี่ย ห่วยแตก!” ซึ่งกรณีนี้มักจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะว่า เออ มันห่วยจริงว่ะ..

วันแรกที่กลับมานั่งในออฟฟิศ โซฟีมานั่งคุย ถามว่าเรารู้แล้วใช่ไหมว่าทำไมคริสเตียนถึงไป

ฉันบอกว่า ไม่รู้หรอก แต่ถ้้าเล่าแล้วคุณไม่ปี่แตกน้ำตาไหล ก็ฟังได้ แต่ถ้าไม่ไหว ฉันก็ไม่จำเป็นต้องรู้

โซฟีบอกว่าคืนที่คริสเตียนขับรถกลับจากเยอรมนี คืนนั้นก็เพิ่งคุยกันก่อนคริสเตียนออกจากโรงแรม เค้ายังบ่นๆ ว่าอีเมล์ส่งไม่ไปเลย เซ็งจริงๆ

คืนนั้นระหว่างขับรถกลับเบลเยี่ยม มาถึงเมืองอาเค่น ใกล้ถึงชายแดนเบลเยี่ยมอยู่แล้ว  ฝนตกหนักมาก ๆ จนในที่สุดถนนมีน้ำนองสามเซ็นติเมตร

ขนาดรถสปอร์ตปอร์เช่ คันที่คริสเตียนเคยพาพวกเราไปนั่งซิ่งกันมาแล้วทุกคน  ยังเอาไม่อยู่ รถเสียหลัก คริสเตียนคงบังคับมันไม่ได้จริง ๆ  ฉันรู้แค่ว่าคริสเตียน ไม่ทรมาน  คือไปเลย ไม่มีการหามส่งโรงพยาบาล

จากนั้นฉันไม่ได้ฟังต่อ พอดีลูกค้าโทรเข้ามา โซฟีเลยต้องไปรับงาน
แล้วฉันก็ไม่ได้อยากรู้มากไปกว่านั้นหรอก

เมื่อวานคุยกับอันเดรอัส..

อันเดรอัสคือเพื่อนเก่าแก่ของคริสเตียน คบกันมาร่วม 20 ปี เป็นชาวเยอรมัน
ทั้งคู่มีความสนใจใกล้เคียงกัน แถมเรียนออกแบบยานยนต์มาเหมือนกันอีก
อันเดรอัสเป็นดีไซเนอร์ออกแบบรถยนต์อยู่หลายปี ช่วงเดียวกับคริสเตียนเริ่มออกแบบรถยนต์เหมือนกัน ทั้งคู่รู้จักกันผ่านเพื่อนของไดแอน

แต่อันเดรอัสหันไปทำงานด้านการเงินเมื่อซักสิบปีมาแล้วเค้าบอกว่าทำงานเป็นดีไซเนอร์ออกแบบรถยนต์ พอทำไป ๆ ก็กลายเป็นเมเนเจอร์ ผมไม่ชอบ”จัดการ” แต่ชอบออกแบบเฉยๆ

แต่ทั้งคู่ก็ยัง คบหาเป็นเพื่อนสนิทกันมาเรื่อย  หากได้คุยกันคงไม่พ้นเรื่องรถยนต์

อันเดรอัสบอกว่า เค้าก็ไม่รู้ว่าคริสเตียน “ไป” ยังไง
และถ้ารู้แล้วมันก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่าคริสเตียน จากเราไปแล้ว เค้าไม่อยากรู้ว่าสภาพรถเละยังไง

เราก็คุยกันฮา ๆ ไปเรื่อยเกี่ยวกับคริสเตียน
ฉันก็เลยเปรย ๆ กับอันเดรอัสว่า “พวกเราคิดถึงคริสเตียนมากจริงๆ คุณรู้มั้ย”
อันเดรอัสก็บอกว่าเค้ารู้ และเค้าบอกว่า เค้าก็คิดถึงคริสเตียนเหมือนกัน แต่เราต้องทำใจและ  “move on” กันต่อไปให้ได้

“วัน สองวันแรกที่ผมเข้ามาในออฟฟิศ ผมรู้สึกจริง ๆ ว่าคริสเตียนยังอยู่ที่นี่  บางทีเหมือนเค้าเดินไป ๆ มา ๆ อยู่ตามมุม ๆห้อง”
อันเดรอัสไม่เคยเข้ามาออฟฟิศนี้  (เพราะเป็นออฟฟิศใหม่) แล้วบอกแบบนี้ เราก็งงว่าเออ คริสเตียนชอบเดินมุม ๆ ห้องจริง เพราะได้เห็นว่าใครทำอะไรอยู่  ฟังแล้วก็มีขนลุกcandles

ทุกคนมักจะเอาเรื่องขำ ๆของคริสเตียนมาคุยกัน เพื่อบำบัดความเศร้าและบรรยากาศเศร้าหมองในออฟฟิศ แต่กับ “เซ็บฯ” ที่กลัวผีขึ้นสมอง เซ็บบอกว่า เค้ารักและนับถือคริสเตียนมาก แต่ถ้าให้เจอ ขอผ่านละกัน
“คืนก่อน .. บี” เซ็บฯบิ๊ว  ระหว่างเรารอกาแฟกันในห้องครัว
“ผมฝันว่าทำของหล่นใต้เตียงเว้ย”
“แล้ว?..”
“ผมเลยก้มลงไปหาของใชป่ะ”
“อาฮะ”
“แล้ว ..บี!!”
“อาไร้!”
“ผมเจอคริสเตียนอยู่ใต้เตียง!”
“เย๊ย!”
“เอ๊อ!!!”
“แล้วคริสเตียนไปทำไรที่นั่นล่ะ”
“ไม่รู้เรอะ!! แต่คริสเตียนพูดว่า -ไม่ต้องห่วง ทุกอย่างจะโอเค-..”
“โอ.. ” ฉันถือถ้วยกาแฟค้าง

“แล้วนี่อีกเว้ย บี!!”
“อะไรอีกล่ะ!”
“ผมฝันอีก”
“กรรม..”
“ผมฝันว่ากำลังชงกาแฟอยู่ในครัวนี่แหละ”
“แล้วไง”
“พอหันไป เจอคริสเตียนอยู่หลังประตู!!”
“เฮ่ยยยยยยยยย”

“แล้วคริสเตียนก็ดูงง ๆ แล้วพูดว่า – มีคนบอกว่าฉันตายแล้วล่ะ-”
“แหง่ะ”
“ผมก็เลยบอกว่า -คริสเตียน เอ่อ คุณตายแล้วจริง ๆนะครับ-เค้าก็บอกว่า อ้าว งั้นรึ..”
“แล้วไงต่อ”
“แล้วเค้าก็เดินลอย ๆ หายไปในออฟฟิศอ่ะ”
“กรรม..”

ฉันไม่กลัวนะ กับเรื่องนี้ แต่ถ้าจะมาก็ขอให้ให้สัญญาณกันหน่อย อย่ามาแบบซาวด์เอฟเฟค “แท้น!!”
แต่เซ็บฯนี่ไม่เอาเลย ถ้ามาถึงออฟฟิศคนแรก เวลาเปิดไฟต้องพูดก่อนเลยว่า “คริสเตียน ไม่เล่นนะครับ ถ้าจะมาให้เห็นก็ขอให้ดูก่อนว่าเป็น บี นะครับ” (เอ๊า!?)

“ไม่แน่นะเซ็บฯ ถ้าคุณไปเปิดคอมพ์คุณใช่ปะ แล้วบนเดสก์ทอป มีไฟล์ปริศนา กองกันจนรกหน้าจอ คุณรู้ใช่ไหม ว่าใคร? 55555″ โซฟีที่เพิ่งเดินเข้ามาก็พลอยขำไปด้วย เพราะนั่นคือคริสเตียนเต็ม ๆ เลย ชอบมาใช้คอมลูกน้อง เซฟนู่นนี่นั่นจนหน้าจอรกไปหมด แล้วก็หายตัวไปปล่อยให้เจ้าของเครื่องเดินมาเจอแล้วต้องกรี๊ดว่า “ใครวะ!!”

“แต่ผมคิดว่านะ..” เซ็บฯยังมิวาย..
“ผมคิดว่าคริสเตียนอยู่บนสวรรค์ ป่านนี้คงแฮงค์เอาท์อยู่กับพวกนักแข่งรถพวกนั้น” (หมายถึงพวกที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้แล้ว)
ฉันกับโซฟีก็พลอยขำไปด้วย คือมันเป็นอารมณ์ที่เวลาเรานึกถึงใครที่เราสนิท แล้วเค้ามีวีรกรรมห่าม ๆ ตลก ๆ คิดถึงทีไรก็ขำ คือขำปนเศร้า เวลานึกถึงเรื่องที่ผ่านมามันก็เป็นความรู้สึกดี ๆ ที่ทำให้ยิ้มได้ถึงแม้ว่าข้างในจะเศร้ากันสุด ๆ โดยเฉพาะโซฟี ที่ทำงานกับคริสเตียนมาเป็นสิบปี พอพูดถึงบางเรื่อง โซฟีก็น้ำตารื้นทุกครั้ง

อย่างเมื่อสองวันก่อน มีบริษัทที่ทำงานด้วยกันกับบริษัทเรา คนนึงในนั้นคือ “กี” (สะกด “จี ยู วาย” อ่ะนะ อ่านว่า “กี” เออ ก็แปลกดี) คุณกี เนี่ยมีชื่อเสียงในเรื่องเป็นคนเสียงดัง และโวยวายในมีทติ้งบ่อยมากกกกก ซักหลายปีก่อน โซฟีเอางานไปส่งที่ออฟฟิศคุณกี แล้วอยู่ในประชุมด้วย คุณกีโมโหอะไรก็ไม่ทราบได้ ตะโกนใส่หน้าโซฟีซะลั่นออฟฟิศ

โซฟีกลับมาถึงออฟฟิศเรา นั่งร้องไห้ขี้มูกโป่ง (เกิดมาไม่เคยเจอใครด่าขนาดนั้น แล้วผิดอะไรยังไม่รู้เลย) คริสเตียนกลับมาเห็นเลยถามว่า เป็นไรเนี่ย ร้องไห้ทำไม โซฟีเลยเล่าให้ฟัง

เท่านั้นแหละ คริสเตียนบึ่งรถไปที่ออฟฟิศคุณกี พอเจอหน้าก็ซัดเลยว่า
“คุณฟังนะ ไม่มีใครมาตะโกนใส่ลูกน้องผมแบบนี้!!!” คุณกีก็งงแดก! แถมหน้าแหกด้วย แต่จากนั้นมาไม่เคยตะโกนใส่โซฟีอีกเลย

พูดถึงตรงนี้โซฟีก็เริ่มน้ำตาจะไหลอีก

แต่คริสเตียนเป็นเจ้านายแบบนี้จริง ๆ คือจะด่าก็ด่าเลย แต่จะไม่ยอมให้คนอื่นมาด่าลูกน้องตัวเอง ถ้าจะมีอะไรให้ต้องโดนด่า คริสเตียนจะเป็นคนออกหน้าแทนก่อนตลอด

แม้แต่เรื่องวีซ่าเข้าอังกฤษที่ฉันยังเข้าไม่ได้ เพราะไม่ได้ถือพาสสปอร์ตเบลเยี่ยยม คริสเตียนก็บอกว่า “จะไปเมื่อไหร่บอก จะส่งให้ไปคุยกับลูกค้าที่ลอนดอน ใครมันมีปัญหา ไม่ออกวีซ่าให้ ให้มันโทรมาคุยกะผมนี่”

คริสเตียนเป็นเจ้านายแบบนี้…

อาทิตย์ที่ผ่านมา ฉันวิ่งจนหัวหมุน โซฟีก็ไม่อยู่ ไปฝรั่งเศส กว่าจะกลับก็โน่น สิ้นเดือน
ส่วนเซ็บฯก็ไปอังกฤษ ไดแอนก็ยังเข้าออฟฟิศไม่ค่อยได้ เพราะต้องจัดการเรื่องมรดก วุ่นวายอยู่กับทนายความ เอกสาร ฯลฯ

ฉันทั้งรับโทรศัพท์ ประชุมกับลูกค้า (คุยเห็นหน้ายังไม่ค่อยจะรอด แล้วนี่ต้องฟังทางโทรศัพท์ อยากจะบ้าตาย) ออกแบบงานตัวเอง ออกแบบงานของเซ็บฯ (แถมมีต้องเข้ามาแก้งานวันเสาร์ด้วย ก็คุณกี เจ้าเดิมนี่แหละ) ออกแบบงานอื่น ๆ ที่มีเส้นตายอาทิตย์หน้าถึงสามงาน!

ดีนะที่คุณอันเดรอัสเข้ามาอยู่ด้วยที่ออฟฟิศ ทำให้รู้สึกว่า เออ เราไม่ได้ตัวคนเดียว

ลืมเล่าไปว่า พอรู้ข่าวว่าคริสเตียนเสีย อันเดรอัสก็ช๊อคมาก คือทุกคนช๊อคหมด
ที่สำคัญคือเพื่อนคนหนึ่งของคริสเตียน ที่ให้งานของโตโยต้าชิ้นนี้แหละ ที่ทำให้คริสเตียนต้องขับรถเทียวไปเทียวมาระหว่างเบลเยี่ยม กับ เยอรมนี จนเกิดเหตุ เค้าเศร้ามากและรู้สึกผิดมาก ๆ

โซฟีเล่าให้ฟังว่าถึงขนาดร้องไห้อย่างหนักในอ้อมแขนไดแอนในงานศพคริสเตียน พลางพูดซ้ำไปซ้ำมาว่า “ผมไม่น่าให้งานนี้เค้าเลย”

ส่วนอันเดรอัส หลังงานศพของคริสเตียน ก็เข้ามาช่วยเราดูแลโปรเจ็คท์ คุยกับลูกค้าบ้าง ไปจนถึงช่วยเราออกแบบนั่นนี่ แล้วมาช่วยเฉย ๆ ด้วยนะ ไม่เอาค่าจ้างใด ๆ ทั้งสิ้น ถึงขนาดทิ้งบริษัทตัวเองในมิวนิคไว้กับลูกน้อง แล้วมานั่งช่วยพวกเราที่ออฟฟิศที่บรัสเซลส์ทุกวัน

คิดดูว่าคริสเตียนเป็นคนดีขนาดไหน…

+ ลูกค้า อเล็กซ์ พิษเศรษฐกิจ และ ซูชิ

Friday, May 1st, 2009

ไม่ได้ up อะไรมาหลายอาทิตย์ เพราะไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นเต้นเท่าไหร่ จันทร์ ถึง ศุกร์ ก็ไปทำงานปรกติ ไหน ๆ ก็เขียนแล้ว รวบรัด เหมารวมมิตรมันซะเลยก็แล้วกันนะ อาจจะมั่ว ๆ จากเรื่องนู้น ไปเรื่องนี้บ้าง ขออย่าได้ถือสา (เขิลล์)

ความแตกต่างระหว่างการทำงานประจำที่เมืองไทย และ การทำงานประจำที่นี่ คือ หนึ่ง ที่นี่รถไม่ติด คือ มันก็ติดอยู่บ้างแต่ไม่ได้ติดชนิดบ้าบอคอแตกเหมือนกรุงเทพ ฯ แล้วตั้งแต่เริ่มทำงานมา จะหกเดือนแล้ว ไม่เคยมีวันไนต้องยืนบนรถเมล์ไปทำงาน เพราะรถเมล์ไม่เคยเต็มเลยแม้แต่วันเดียว

[youtube=http://www.youtube.com/watch?v=nGdSyUlMHyM&hl=en&fs=1]
clip : รถเมล์ที่นั่งอยู่ทุกวัน

คนเบลเยี่ยมน่าจะเป็นชาติหนึ่งในหลาย ๆ ชาติในโลกที่บ้าขับรถระยะยาว ไป กลับ บ้าน ทำงาน ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน เพราะไม่อยากย้ายไปอยู่ใกล้ที่ทำงาน ถึงแม้ว่า จะทำงานในบรัสเซลส์ และ บ้านอยู่ อันท์เวิร์ป ก็ตาม (เทียบได้ประมาณ ทำงานอยู่ซอยทองหล่อ – และบ้านอยู่นครปฐม และขับรถไปกลับทุกวัน เช้า เย็น)

บางคนอยู่ไกลกว่านั้นอีก แทบจะเรียกว่าขับรถข้ามประเทศกันเป็นว่าเล่น บางคนบ้านอยู่ในฮอลแลนด์ด้วยซ้ำไป

เช้าวันหนึ่งโซฟีเห็นฉันหอบเอาโน้ตบุ๊คมาทำงานด้วย เธอแปลกใจมาก ถามว่า มันไม่หนัก ไม่ลำบากเหรอ? เพราะคุณนั่งรถเมล์มาทำงาน ฉันก็แบบว่า เอ่อ หลังจากที่นั่งรถเมล์ใน กทม มาร่วมสิบกว่าปี นั่งรถเมล์ในเบลเยี่ยมมันก็เหมือนนั่งเครื่องบินดี ๆ นี่เอง เพราะรถไม่เคยเต็ม มาตามเวลา จอดตรงป้าย (ไม่ต้องวิ่งตาม เดาใจคนขับเหมือนบ้านเรา) ฉันเลยไม่เก็ตที่คนสงสารฉันเหลือเกินที่ต้องนั่งรถเมล์มาทำงานเนี่ย

ไม่ใช่ว่าไม่รักเมืองไทยนะ ทุกวันนี้ก็นับถอยหลังวันไหนจะได้กลับบ้าน (อีกสองเดือนกว่า ๆ จะได้ไปแย้ววววเย้ๆๆๆ) แต่เรื่องคุณภาพชีวิตต้องยอมรับว่าคุณภาพชีวิตของยุโรปนั้นอยู่ในระดับสูง มาก บางทีก็สูงมากจนน่าเบื่อ (อ้าว) คนไม่มีความตื่นเต้นในชีวิตไปซะฉิบ

ลองคิดดูดิ ทำไมฝรั่งถึงบ้าพวกกีฬาที่ท้าทาย เสี่ยงตายกันมากกว่าคนในประเทศกำลังพัฒนา เพราะบ้านเค้าเจริญมาก มากจนทำอะไรไม่ค่อยจะได้ กฎนั่นกฎนี่ ลองไปอยู่บอมเบย์ หรือ กรุงเทพฯ ซิ วัน ๆ จะเดินทางจากบ้านไปทำงานได้ ก็เสี่ยงตายให้สารอะดรีนาลีนขึ้นสูงปรี๊ดแทบทุกวันอยู่แล้ว ไม่ต้องออกไปเล่นอะไรให้มันตื่นเต้นเพิ่มเติมอีกกระมัง (วันไหนเบื่อ ๆ ไปนั่งเรือคลองแสนแสบ ดู จะรู้ว่าความตื่นเต้นเร้าใจก็หาซื้อได้ในราคาไม่ถึง 20 บาท)

ท่านลูกค้าผู้มีอุปการะคุณที่น่า…

ซักสองอาทิตย์ก่อน คริสเตียนไม่อยู่ ขับรถไปสวิตเซอร์แลนด์กับครอบครัวเพื่อพักผ่อน และแวะดูโรงแรมของลูกค้าไปด้วยในตัว ลูกค้ารายนี้เป็นชาวอังกฤษ เจ้าของชื่อ คุณ”จิม” ซึ่งเป็นลูกชายของอดีตบุรุษไปรษณีย์ธรรมดา ๆ ในอังกฤษ พ่อส่งเสียให้เรียนจนจบวิศวะเคมี และ ปริญญาโทบริหารธุรกิจ

คุณจิม เริ่มบริษัทเคมภันฑ์เล็ก ๆ ของตัวเอง เมื่อไม่ถึง 10 กว่าปีที่ผ่านมา และทยอยซื้อบริษัทเล็ก ๆ อื่น ๆ ไปด้วย โดยเลือกเอาบริษัทที่เล็กจริง ๆ และดูว่ามีลู่ทางพัฒนาได้ ซื้อไป ซื้อไป จนทุกวันนี้ บริษัทมีฐานการผลิตอยู่ใน 17 ประเทศทั่วโลก และ มีผลกำไร เกือบ 50 ล้านล้านดอลล่าร์ (“ล้านล้าน” นะ ไม่ใช่แค่ ล้าน เดียว)

ส่วนคุณจิม เอง ระดับก็สิว ๆ ถูกจัดอันดับไว้ใน หนึ่งในห้า ของบุคคลที่รวยที่สุดในเกาะอังกฤษ และวันนี้ บริษัทก็เป็นบริษัทเคมีภัณฑ์ที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก

คุณจิม เป็นคนที่เป็นรู้กันว่าชอบกีฬาท้าทาย และเป็นนักกีฬาตัวยงคนหนึ่ง พาลให้เหล่าพนักงานต้องเล่นกีฬาไปด้วย ถึงขึ้นจ้างให้บริษัทที่ฉันทำงานอยู่เนี่ย ทำเว็บไซต์กีฬาสำหรับพนักงานในบริษัทโดยเฉพาะ (เว็บภายใน นะนั่นน่ะ)

ปรกติฉันไม่ได้ทำตรงเรื่องโปรแกรมมิ่ง แต่บรีฟงานมาเมื่ออาทิตย์ก่อน ว่าขอเป็นเว็บที่ใช้เวลาพัฒนาน้อยที่สุด และมีฟีเจอร์ครบที่สุด คือจะเอาดีที่สุดและถูกที่สุดอะแหละ (เอ๊า) ที่สำคัญ เค้าอยากจะจัดการระบบหลังบ้านของเว็บกันเองด้วย มันจะเหลืออะไรได้ นอกจากจะใช้โปรแกรมที่ฟรี และดีที่สุดในการทำบล็อก และ ฟรี คือ เวิร์คเพรส

ฉันใช้เวลา 2-3 วันในการ setup ทุกสิ่งอย่าง ตั้งแต่ตัวโปรแกรมไปดันดีไซน์ เทสต์การใช้งานแล้วใช้งานได้ดี เราจึงส่งเว็บไปให้ “ริชาร์ด” ผู้จัดการฝ่ายข้อมูลของบริษัทคุณจิมดู

ริชาร์ดเปิดมาดูได้ไม่ถึง 15 นาที ก็บ่นปอดแปดว่า เว็บอะไรใช้ยากโคตร ใช้ไม่เป็น อะไรก็ไม่รู้ ไม่เอา ๆ ใช้ยากมาก ๆ

ฉัน โซฟี และคริสเตียน ที่นั่งประชุมกับริชาร์ด (ทางโทรศัพท์ เพราะเค้าอยู่อังกฤษ เราอยู่เบลเยี่ยม) ก็ต้องกุมขมับ ปวดกบาลกันไปตาม ๆ กัน เพราะนี่เป็นโปรแกรมจัดการเว็บไซต์ที่ง่ายที่สุดในโลกแล้ว และ set up พร้อมใช้งานทุกอย่าง แต่ริชาร์ดซึ่งเป็นวิศวกรเคมี เห็นได้ขัดว่า เค้าไม่รู้ว่าจะจัดการกับระบบสำเร็จรูปนี้อย่างไร และยังคอมเมนต์อย่างงี่เง่าอีกด้วย

ฉันโมโหก็โมโห ในความที่ ทำไมถึงรีบบ่น ๆ ๆ ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังลองใช้ได้ไม่ถึง 15 นาที กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็นั่งเล่นไปซัก 3-4 ชั่วโมงนั่นแหละ ถึงจะรู้ว่า จริง ๆ แล้วมันไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย แต่นี่ แค่เปิดมาเจอก็บ่นแล้วอ่ะ คนบ้าอะไรเนี่ย!

จะโมโหกลับก็ไม่ได้ เพราะเป็นลูกค้า เราเลยต้องพยายามทำน้ำเสียงปรกติ(ซึ่งยากที่สุดในวินาทีนั้น) และต้องขอจบการประชุมไว้เท่านั้นก่อน เพื่อที่จะมาคุยกันเองว่า มันบ้าอะไรเนี่ยยยยยย

ในที่สุดมันก็ต้องมาจบลงที่ เราต้องให้ แม๊กซ์ ซึ่งเป็นโปรแกรมเมอร์ของบริษัท เขียนโปรแกรมใหม่หมดตั้งแต่ต้นอยู่ดี ซึ่งเลย์เอาท์ก็ปัญญาอ่อนมาก ๆ เพราะมันไม่ได้ต้องมีฟีเจอร์อะไรเลย แม๊กซ์เขียน PHP สอง-สามวันก็น่าจะเสร็จแล้ว

แล้วดันให้เว็บตัวอย่างมาซะอลังการ แต่เค้าคงไม่รู้ไง ว่าเบื้องหลังเว็บมันเป็นยังไง ต้องเอาไปอัพเดทตรงไหน อะไรยังไง (เพราะปรกติ เราทำให้ แต่คิดตังค์ไง ก็มันต้องใช้เวลาจัดการอ่ะ) คือ เกิดมาไม่เคยเห็น แบค-เอนด์ มาก่อน คุ้นเคยแต่การเป็น user อย่างเดียว ก็เลยบ่นว่า เว็บอะไรเนี่ยใช้ยากโคตร (ก็นี่ไง ที่คุณจะเอาแต่แรกอ่ะ จะทำเอง ก็นี่ไง) จัดการระบบหลังบ้านไม่เป็นแล้วมาด่าเราอ่ะ แบบ อะไรเนี่ย เซ็งมาก

วันนั้นฉันเลยเลิกทำงานไปเลย ไม่มีอารมณ์จะทำต่อ คริสเตียนก็เห็นว่าเราเซ็ง เราว่าก็คงเซ็งกันทุกคน แต่ทำยังไงได้ พูดกันตรง ๆ เลยว่า เราเห็นว่าลูกค้าโง่ ๆ ใช้เว็บไม่เป็น แต่ลูกค้ารายนี้แหละทีธุรกิจทำเงินปีละเป็นล้านล้านดอลล่าร์โดยใช้ คอมพิวเตอร์รุ่นโบราณโคตรอยู่เลย ในขณะที่เราใช้แมครุ่นล่าสุด จอใหญ่เท่าจอหนังกลางแปลง แต่ก็ยังต้องอาศัยลูกค้าอยู่ดีนั่นแหละ จะไปเลือกลูกค้าได้อย่างไร

ฉันเลยเข้าไปสงบสติอารมณ์ในห้องน้ำอย่างที่ทำประจำเมื่อยามเครียด (เพราะเป็นสถานที่เดียวที่ไม่มีชาวบ้านอยู่รอบๆ) ดันไปป๊ะเข้ากับ จิลล์ ที่สงสัยจะเข้ามาขี้หรือยังไงก็ไม่ทราบได้ เพราะเห็นฉันแล้วก็ทำหน้าเขิน ๆ แล้วเดินออกไป บอกว่า เดี๋ยวมาใหม่ ทั้ง ๆ ที่ห้องน้ำมันก็ว่างทั้งสามห้อง (จิลล์ เป็นแฟลชดีไซเนอร์ ชาวฝรั่งเศสที่มาช่วยเราทำงานประมาณ 2-3 อาทิตย์)

สรุปคือ เสียเวลาไปเปล่า ๆ ปลี้ ๆ 3 วัน เพราะทำออกมาแล้ว ลูกค้าใช้งานไม่เป็น ก็จบข่าว

โตขึ้นหรือแก่ขึ้น?

ตั้งแต่มาทำงานที่นี่ สิ่งที่เปลี่ยนไปมากในตัวเอง คือ คิดว่าทิฐิน้อยลงมาก เมื่อเทียบกับสองสามปีก่อน หรืออาจจะเป็นเพราะโตขึ้น (แก่ขึ้นนั่นแหละ!!) หรือเป็นเพราะว่าอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ต่างจากเดิมมาก

เมื่อวันที่คริสเตียนอารมณ์ไม่ดี และเหวี่ยงใส่ลูกน้องทุกคนในออฟฟิศ ไม่มีใครขำออก วันต่อมา คริสเตียนเรียกประชุมอีกรอบ และก่อนประชุมก็พูดก่อนเลยว่า “เมื่อวานนี้ต้องขอโทษทุกคนด้วย ที่อารมณ์ไม่ดีใส่ เพราะมันมีหลายอย่างที่ต้องทำและมันยังไม่เสร็จ ผมเลยหลุดไป ขอโทษจริง ๆ” นี่คือเจ้านายผู้เป็นเจ้าของบริษัทนะ คือจริง ๆ เค้าไม่ต้องมาขอโทษเราก็ได้ เพราะมันเป็นเรื่องปรกติที่ลูกน้องทำงานไม่ได้อย่างใจ และช้าจริง ๆ ก็ต้องต่อว่ากันเป็นธรรมดา แต่ที่นี่คือถ้าใครหลุดไปแบบนี้(ซึ่งก็มีบ้าง เดือนละหน สองหน) ไม่เกินวันต่อมาหรอก ก็ต้องมาขอโทษแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าจะโมโหได้ทุกครั้งแล้วค่อยมาขอโทษนะ ถ้าไม่โมโหออกอาการซะแต่แรกจะดีกว่ามาก

ฉันก็มีหลุดไปเหมือนกันเมื่อเดือนก่อน เพราะโซฟี เปลี่ยนใจไปเปลี่ยนใจมา มาสั่งเปลี่ยนงานตอนมันจะเสร็จแล้ว ทั้ง ๆ ที่ตอนเราเริ่มทำก็ไม่มาสนใจดู ฉันก็หงุดหงิด เซ็บฯ ก็หงุดหงิด แต่ฉันอาจจะโดนมากกว่า เพราะเป็นคนออกแบบแต่แรก เลยเดินหนีไปชงกาแฟ แต่เขวี้ยงช้อนกาแฟลงอ่างล้างจานดังไปหน่อย (ไม่หน่อยล่ะ ดังเลย) โซฟีเลยถามว่า บี ยูโอเคป่าว? ฉันพูดอะไรไม่ถูกใจหรือเปล่า? ฉันก็บอกว่า เอ่อ เปล่า (จริง ๆ อ่ะเต็ม ๆ เลย) เซ็บฯเลยลากฉันไปเอาแซนด์วิชนอกออฟฟิศด้วย แก้เซ็ง และสงบสติอารมณ์

แต่ตอนเย็นฉันก็เดินไปคุยกับโซฟีตรง ๆ แหละ ว่าขอโทษด้วยที่หงุดหงิดใส่ แต่ฉันหลุดไป ยังไงคราวหน้าถ้ามีงานแบบนี้ช่วยมาดูแต่ตอนแรกนะ จะได้ไม่ต้องแก้ตอนใกล้จะเสร็จแบบนี้ ซึ่งเธอก็เข้าใจและบอกว่าไม่เป็นไร เธอเข้าใจ เพราะทุกคนก็มีวันที่หลุดแบบนี้เหมือนกัน และเธอก็ขอโทษด้วยที่กดดันฉันมากเกินไป

เป็นเมื่อก่อนฉันไม่มีทางไปขอโทษเด็ดขาดเลย เพราะไม่ใช่ความผิดเรานี่หว่า แต่เดี๋ยวนี้ถึงไม่ใช่ความผิดเรา ถ้ามันจะทำให้บรรยากาศมันดีขึ้นก็ทำ ๆ ไปเถอะ จะโดนด่าแทนกันบางทีก็ต้องยอม (มีเหมิอนกันนะ ลูกค้าแบบโทรมาด่าว่าเซิร์ฟเวอร์ล่ม ไรงี้ แล้วจะให้ฉันทำไงวะ ไม่ได้เป็นคนดูแลเซิร์ฟเวอร์นี่หว่า) ก็ได้ค่ะ ค่ะ ๆ ๆ โอเคค่ะ จะตามให้ค่ะ แต่ก็ไม่ใช่แค่ฉันนะ ทุกคนคือต้องปรับตัวหมด ขนาดซาวิเย่ร์ ที่ว่าเทพๆ  ยังโดนคริสเตียนเรียกไปสวดยับ เพราะตะโกนใส่หน้าฉันวันหนึ่ง เมื่อฉันไปถามเฉย ๆ นะว่า งานนั้นเสร็จหรือยัง ขอดูได้ป่าว (เพราะต้องเอาไปทำต่อ) แค่นั้นแหละคุณเอ๋ยยยย … ไปทำท่านเทพหงุดหงิดเลยทีเดียวเชียว

บางทีอายุที่เพิ่มขึ้นทุกปี ก็ทำให้คนเราเปลี่ยนไปจริง ๆ ละมั้ง

อเล็กซ์ที่(อาจจะต้อง)จากไป..

อเล็กซ์เพิ่งจะมีวันเกิดอายุครบ 27 ปีไปเมื่อวานนี้ แต่ดันมาทำงานแค่ครึ่งวัน เรายังไม่ทันได้กินเค้กกันเลย มันก็หนีกลับบ้านไปซะแล้ว

ฉันเคยถามอเล็กซ์ว่าทำไมเธอกลับบ้านครึ่งวัน ๆ อยู่บ่อย ๆ พักนี้ อเล็กซ์มองหน้าฉันแบบกระอักกระอ่วนใจแล้วบอกว่า “อ๋อออ กลับบ้านน่ะ” (กูรู้แล้ว แต่กลับทำไมวะ​???)

จนมาอีกอาทิตย์นึงอเล็กซ์ออกไปสูบบุหรี่นอกออฟฟิศ (ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนไม่เคยเห็นสูบ) ฉันด้วยความอยากรู้อยากเห็น (เจือก อะแหละ) เลยบอกว่า ไปด้วย ๆ ๆ ทั้ง ๆ ที่เดี๋ยวนี้ก็ไม่สูบกะเค้าหรอกบุหรี่อ่ะ นาน ๆ ทีพอได้ แต่อยากรู้นี่หว่า ..

อเล็กซ์บอกว่าพักนี้ที่กลับบ้านเร็ว (ครึ่งวัน) บ่อย ๆ เพราะเค้าต้องไปเตรียมแฟ้มผลงานไว้สมัครงานใหม่ ฉันก็ อ้าว เฮ้ย! จะไปไหน?? ไม่ชอบทำงานที่นี่เหรอ??

“ชอบซืิ แต่มันไม่ได้เป็นการตัดสินใจของผมนี่” (ภาษาอังกฤษของอเล็กซ์ดีขึ้นเป็นกอง หลังจากเกือบ ๆ หกเดือนที่ทำงานด้วยกันแล้ว แน่ใจว่าคุยภาษาฝรั่งเศสกับฉัน แล้วฉันฟังไม่ออกแม้แต่นิดเดียว)

“คืออะไรฟระ??”
“ก็ ยูโนว.. พิษเศรษฐกิจนี่ไง ตอนนี้คริสเตียนเอาผมไว้ในฐานะที่ อาจจะต้องให้ออก ถ้างานพิมพ์ไม่เข้ามาเลยอ่ะนะ แล้วผมก็ออกแบบเว็บไม่เป็นด้วยอ่ะ”

ฉันได้แต่อึ้ง เพราะตอนนั้นเราเพิ่งจะประชุมกันไป คริสเตียนยังบอกอยู่ว่ายังไม่ให้ใครออกตอนนี้หรอก ไม่ต้องเป็นห่วง บริษัทยังไม่เป็นหนี้แบงค์ซักกะเซ็นต์เดียว แล้วนี่มันอะไรกันฟระ???

แต่ดูเหมือนอเล็กซ์จะถอดใจแล้วว่ายังไงคงต้องออกแน่นอน เพราะเค้าไม่ถนัดออกแบบอย่างอื่นนอกจากงานพิมพ์ ไม่เหมือนคนอื่น ๆ เช่น ซาวิเย่ร์ ที่ฝีมือออกแบบไม่ได้เริ่ดนัก แต่มันทำแฟลชเก่งขั้นเทพ (แม้จะพูดภาษาอังกฤษแทบไม่ได้เลย)


pic : อเล็กซ์

หรือ เซบาสเตียง ที่ออกแบบงานพิมพ์ได้ไฮโซดูดี ภาษาเริ่ดทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส และทำเว็บและแฟลชได้บ้าง และฝีมือเจรจาลูกค้าก็ดีมาก (ใจเย็นสุด ๆ แล้ว แม้แต่กับลูกค้าที่งี่เง่าที่สุด) หรือ ฉันที่ออกแบบได้ทั้งงานพิมพ์และงานเว็บ และมีประสบการณ์ออกแบบเว็บนานที่สุด เมื่อเทีบบกับดีไซเนอร์คนอื่นในบริษัท (ถึงจะพูดได้ภาษาเดียวคืออังกฤษก็เหอะ) แม้ถนัดงานเว็บมากกว่า แต่ฉันออกแบบงานพิมพ์ได้ด้วยเหมือนกัน ถ้าต้องทำ

คือทุกคนมี skill มากกว่าหนึ่งอย่าง คือถ้าวันไหนอเล็กซ์ไม่มาทำงาน ฉันทำงานของอเล็กซ์แทนได้ หรือวันไหนฉันไม่มาทำงาน เซบาสเตียงก็ทำงานของฉันได้ แต่อเล็กซ์ทำงานของฉันไม่ได้เลย นั่นคือปัญหา

ฉันแอบรู้สึกแย่ เพราะบริษัทเจ้างฉันมาเพิ่ม แต่อเล็กซ์กลับอาจจะต้องถูกให้ออก เพราะเศรษฐกิจแย่จริง ๆ ไม่ใช่ว่าแย่แบบบริษัทจะเจ๊ง คืองานน่ะมี แต่เป็นงานที่เป็นงานเว็บเป็นส่วนมาก งานพิมพ์นับได้ไม่ถึง 10%

คริสเตียนเคยบอกให้อเล็กซ์เรียนทำแฟลช เรียนออกแบบเว็บ หรือ อย่างน้อยก็รู้บ้างว่าตรงไหนใช้เทคโนโลยีอะไรได้บ้าง แต่อเล็กซ์คิดว่ามันยากเกินความสามารถของเขา และใจตัวเองก็ไม่ได้ชอบทางเว็บด้วย ก็เลยถอดใจง่าย ๆ เลย (จริง ๆ อเล็กซ์อยากจะเป็น sound designer มากกว่า และจริง ๆแล้วเค้าก็ทำดนตรีประกอบให้หลาย ๆ โปรเจ็คท๋ของบริษัทด้วย)

ตอนนี้อเล็กซ์เลยมาครึ่งวันซะอาทิตย์ละสามวัน ถ้าไม่ต้องออก ฉันก็ไม่รู้จะว่ายังไงเหมือนกัน เพราะครึ่งวันมันแทบจะทำงานอะไรไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันหรอก

แต่เค้าก็ยังมองโลกในแง่ดีว่า ไม่แน่ครั้งนี้ มันอาจจะเป็นสัญญาณที่บอกว่า เค้าอาจจะต้องออกไปหาอะไรใหม่ ๆ ในชีวิตทำบ้าง เปลียนฟิลด์ทำงานบ้าง เพราะทำที่นี่มาตั้งแต่เรียนจบ ไม่เคยทำที่อื่นเลย ก็ต้องดูกันต่อไปว่า จะยังไง

ซูชิ มั้ย?

บางวันที่อากาศดี ๆ บางคนในออฟฟิศก็อยากกจะกินซูชิกันขึ้นมา เมื่อสองวันก่อนก็เหมือนกัน คริสเตียนเกิดอยากจะกินซูชิ เลยโทรไปสั่ง แต่ไอ้ร้านซูชิไฮโซมันไม่ยอมเอาซูชิมาส่งที่บริษัท เพราะบริษัทเรา “ไม่ได้อยู่ในบรัสเซลส์” (ไอ้บร้าาาา ตามที่อยู่แล้ว อยู่บรัสเซลส์นะเว้ย) คือเทียบกับ กทม คงประมาณ ร้านซูชิอยู่ อโศก และบริษัทเราอยู่ สะพานควาย อะไรงี้ แค่นี้น่ะ มันไม่มาส่งเลยอ่ะ ต้องไปรับเอง

ฉันมีตังค์ติดกระเป๋าอยู่ 5 ยูโร (กร๊ากกกกกก) ประเทศนี้ทำให้ฉันเป็นโรคไม่พกเงินสดไปแล้ว เพราะไปไหนก็ใช้บัตรเดบิตได้หมด ฉันเลยต้องไปกับคริสเตียนด้วยเพื่อไปกดตังค์

ฉันเลยได้นั่งปอร์เช่เปิดประทุน (เว่อร์ชนิดที่อายตัวเอง เพราะแต่งตัวได้ทุเรศโลโซตรงข้ามกับรถมาก) ไปเอาซูชิที่ร้าน โดยท่านเจ้านายเป็นผู้ขับรถ (ที่เร็วอย่างน่าหัวใจวาย) คนมองกันทั้งถนน

เซ็บฯ (เซบาสเตียง) แอบเรียกรถสปอร์ตประเภทนี้ว่ารถ “มิดไลฟ์-ไครซิส” คือรถสำหรับชายที่กำลังประสบปัญหาวัยกลางคน คือ มีงานต้องรับผิดชอบ ต้องทำธุรกิจ มีภรรยา มีลูก ๆ ที่ต้องดูแล เต็มไปด้วยความรับผิดชอบนู่นนี่นั่น เลยซื้อรถแพง ๆ และแรง ๆ เพื่ออย่างน้อยเวลาขับไปไหนมาไหนก็รู้สึกดีกะตัวเองว่า เฮ้ยยยย กรูยังเจ๋งอยู่นะเฟ้ยยย ฉันฟังแล้วก็ได้แต่หัวเราะฮ่าๆๆ (แม้แต่เจ้านายฉันก็ยังคอนเฟิร์มว่าจริง)

ขากลับรถไปจอดติดไฟแดงอยู่ คนขายหนังสือพิมพ์ที่สี่แยก (ที่นีก็มีนะ เหอๆ) ยังเข้ามาขอจับมือคริสเตียน แล้วชมว่า รถสวยจังเพ่

ครึ่งชั่วโมงถัดมาเราเลยได้กินซูชิ ที่เจ้านายเป็นผู้ขับเอาปอร์เช่ไปรับมันมา ด้วยความเอร็ดอร่อยในห้องประชุม

การกินข้าวกับเจ้านายที่นี่ ไม่เหมือนเมืองไทย ที่ส่วนมาก เจ้านายหรือผู้ใหญ่จะออก ถือเป็นธรรมเนียม แต่ที่นี่ เจ้านายอาจจะออกให้ครึ่งหนึ่งของบิลทั้งหมด ส่วนที่เหลือ หารกันเองครับพี่น้อง บิลวันนี้สั่งกันไปแหลกลาญ ก็ปาเข้าไปเกือบ 90 ยูโร (กินซูชิทีเกือบห้าพันบาท เว่อร์ป่ะล่ะ ฉันเลิกคิดกลับเป็นเงินไทยไปนานแล้ว คิดแล้วเครียด ผมจะร่วง) เจ้านายออกให้ 50 ยูโร ที่เหลือเราออกกันคนละ 10 ยูโร

เป็นอารมณ์แปลก ๆ ตอนยื่นแบงค์สิบให้เจ้านาย เพราะจริงๆ ก็เป็นเงินเดือนที่เจ้านานจ่ายให้ทุกเดือน ๆ นี่แหละ ตลกดี ตอนยื่นเงินให้ฉันยังพูดขำ ๆ ว่า “ขอบคุณสำหรับเงินเดือนนะคะ เดือนนี้คืนให้ 10 ยูโรค่ะ” คริสเตียนก็ได้แต่ขำ

อเล็กซ์ไม่ได้กินกับเรา บอกว่า ไม่ค่อยชอบซูชิเท่าไหร่ ชอบ “มิตทาแย็ต” (Mitraillette) มากกว่า Mitraillette แปลตรงตัวว่า ปืนกล ซึ่งเป็นอาหารที่ป๊อปมากในหมู่นักศึกษาในเบลเยี่ยม เพราะโคตรอิ่มและโคตรถูก (เมื่อเทียบกับปริมาณ)

มิตทาแย็ต เป็นขนมปังก้อนยาว(บาแก็ตต์)ตัดประมาณหนึ่งฟุต สอดไส้ด้วยเฟรนช์ฟรายส์ เนื้อตามชอบ (อาจจะเป็นเนื้อเบอร์เกอร์ หรือ อื่นๆ) และใส่ซอสอะไรก็แล้วแต่ (มายองเนส แอนดาลูส ซอสกระเทียม ค๊อกเทลล์ ฯลฯ)

เอาเป็นว่า เป็นอาหารที่ไม่เป็นมิตรต่อสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง แต่คนก็ชอบกินกัน ฉันเคยกินกับเค้าด้วยหนนึงแล้วก็ไม่สามารถจะกินมันได้อีกเลย (เลี่ยนและหนักมาก) แปลกที่คนเบลเยี่ยมมักยักกะอ้วน เฟรนช์พรายช์นี่กินกับแทบทุกวัน ดูอย่างอเล็กซ์และซาวิเย่ร์ เป็นตัวอย่าง ชอบเหลือเกิ๊นนนน กับไอ้แซนด์วิชปืนกลเนี่ย แต่ตัวผอมอย่างกับกระดาษ

Cook & Book

วันนึงคริสเตียนไม่เข้าออฟฟิศ พวกเราเลยดี๊ด๊า หาเรื่องออกไปกินอาหารนอกออฟฟิศกัน (ธรรมดาไม่ได้ออกนะ ต้องสั่งแซนด์วิชแล้วไปรับมา แล้วกินในออฟฟิศ ไม่เหมือนเมืองไทย พักกลางวันทีก็ออกไปข้างนอกเป็นชั่วโมงได้ ที่นี่พักแค่ครึ่ง ชม เท่านั้นแหละ)

เราเลยขับรถไปร้าน cook & book กัน ซึ่งเป็นร้านที่ใหญ่มากกกก ไม่ได้มีแค่ร้านเดียว แต่เป็นทั้งตึกเลย แต่ละห้องก็ตกแต่งไม่เหมือนกัน คือเป็นตามธีมของหนังสือ เช่น หนังสือท่องเที่ยวก็แต่งเป็นธีมท่องเที่ยว หนังสือภาษาอังกฤษก็แต่งเป็นห้องแบบอังกฤษ ๆ ดีนะที่ฉันอ่านภาษาฝรั่งเศสไม่ออก (หนังสือส่วนใหญ่เป็นภาษาฝรั่งเศส) ไม่งั้นคงไปขลุกอยู่ที่นี่เป็นชั่วโมง ๆ ทุกอาทิตย์แน่

ที่เราหาเรื่องมากินนอกออฟฟืศกันเพราะวันนั้นแดดออก ทุกคนอยากต้องไปนั่งตากแดดกัน หลังจากที่อากาศอึมครึมมาหลายเดือน ก็เข้าใจแหละว่าแดดออกที่นี่มันไม่ร้อนไง คือแดดออก แต่อากาศยังเย็นสบาย (25-27c) เมืองไทยแดดออกแล้วร้อนชนิดที่ว่า หัวจะพองเลยถ้าเดินตากแดด ฉันบอกแบบนี้ที่ทำงานไม่มีใครเชื่อ เพราะคิดว่ามันจะเหมือนยุโรป ฉันได้แต่บอกว่า เออ ว่าง ๆ ลองไปดูละกัน แล้วคุณจะรู้ว่า ที่เรามีแดดแทบทุกวันที่เมืองไทย มันไม่ได้น่ายินดีเท่าไหร่นักหรอกบางทีอ่ะนะ

ถ่ายรูปไว้เรื่อยเปื่อยอีกหลายรูป เดี๋ยวมาอัพ
เมื่อวานอุตส่าห์เขียนดินองต์ จบแล้วดัน error  ตอน save เจ็บใจ!! :-(