✈ อียิปต์แอร์ สู่ บรัสเซลส์
Tuesday, July 3rd, 2007ไปจริง ๆ นะคราวนี้
เช็คอินด้วยใจตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ เผื่อว่ามันจะเด้ง ไม่ได้ไปอีก คราวนี้ก็กลับบ้านไปเล่นกับหมาแล้วแหละ เฮ้อ แต่ก็เช็คอินมาได้ไม่มีปัญหาอะไร แต่ประทานโทษนะ ไม่เห็นมันจะอัพเกรดอะไรให้เลย แถมเครื่องยังดีเลย์อีก 2 ชั่วโมง! จากเวลาเดิม ต้องออกเที่ยงคืนสี่สิบห้า กลับไปออกตีสองกว่าเกือบตีสาม
สายการบินอียิปต์เลยให้ voucher รับประทานอาหารฟรีมามูลค่า 200 บาท ที่ พิซซ่าคอมปะนี, เบอร์เกอร์คิง กับ คาเฟ่ อะไรซักอย่าง
ฉันเข้าไปเดินเตร็ดเตร่อยู่ข้างใน duty free และดูแล้วว่าไม่มีอะไรซื้อลงเลยซักอย่าง ก็เลยเดินผ่านไปเล่น ๆ และไปสั่งกาแฟที่ร้านที่ได้ voucher มา กาแฟมอคค่าหนึ่งแล้ว คุกกี้แห้ง ๆ อีกสองชิ้น 215 บาทเว้ยเฮ้ย เลยต้องจ่่ายเพิ่มไปอีก 15 บาท
หนูมานู เพื่อนชาวอิตาเลียนที่กำลังจะบินกลับโรม, อิตาลี บินคืนนี้เหมือนกัน แต่ประมาณตี 3 ตามมาสมทบได้ทันเวลา ฉันเลยถือโอกาศเลี้ยงกาแฟ ค่า-ปู้-ชี-โน่ (กรุณ่ออกสำเนียงแบบอิตาเลี๊ยน อิตาเลียน) และมัฟฟินช้อคโกแกลต เพราะอาจจะไม่ได้เจอกันอีกนาน

ฉันนั่งดู มานู กินมัฟฟินกับกาแฟ แบบบิมัฟฟินเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วเอาลงไป “กวาด” ฟองกาแฟคาปูชิโนขึ้นมา แล้วค่อย ๆ หย่อนเข้าปาก เคี้ยวงั่ม ๆ ๆ เป็นการกินมัฟฟินและกาแฟที่ดูน่าอร่อยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา มานูน้ำหนักหายไปหลายกิโล หลังจากไปขลุกอยู่ที่อินเดีย และ เนปาลกว่าเดือน
คุยกันจนได้เวลาขึ้นเครื่อง มานูเดินมาส่งที่ gate แล้วก็แยกไป
ใครมานั่งที่ตูเนี่ย..
ฉันเดินไปหาที่นั่งบนเครื่อง พอหาเจอ ก็พบว่าที่นั่งของฉันถูก take over ด้วยชายชาวจีน ที่นอนเหยียดยาวอย่างสบายอารมณ์ ฉันเลยสะกิด พร้อมให้ดู boarding pass “ขอโทษนะคะ ฉันคิดว่า ที่นั่งข้างในนั่น เป็นของฉันนะ” อาเฮียลุกพรวดพราดขึ้นมา แล้วก็จากไป พร้อมกับผ้าห่มและหมอนที่ถูกแกะออกมาใช้เรียบร้อยแล้ว! (แหงะ..)
ดีจัง ได้ที่นั่งสองตัวติดกัน นอนได้สบาย เอ แล้วไหน agency ว่ามันอัพ class ให้เราวะ ไม่เห็นจะได้อะไรเลย เซ็งจริง ๆ แต่ตอนนั้นไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะโทรไปด่าแล้ว เอาเป็นว่า ให้ไปให้ถึงที่หมายก็แล้วกัน
ฉันนั่งตาจะปิดอยู่รอมร่อ เสียงกัปตันประกาศเป็นภาษาอารบิค ตามด้วยภาษาอังกฤษ และ แอร์โฮสเตสประกาศเป็นภาษาไทย และ จีน (คาดว่าไฟลท์นั้นถ้าไม่ได้มาจากจีน ก็ฮ่องกง เพราะทั้งลำเต็มไปด้วยอาเจ็ก อาม่า และ อาหมวยกางเกงขาสั้นจุ๊ดจู๋อีกสองคนเป็นอย่างน้อย) รู้สึกอุ่นใจ ที่ยังไงก็ยังมีแอร์คนไทยคนนึง

เครื่อง take off ไปได้ซักพัก ก็มีพนักงานเอาหูฟังมาแจก ช่อง 1 – 5 เป็นเพลงอาหรับ แนวระบำหน้าท้อง ฟังแล้วได้อารมณ์แบบนั่งอยู่ในกระโจมกลางทะเลทรายก็มิปาน แต่พอมีหนัง in flight ช่อง 1 จะเปลี่ยนเป็น พากย์อาหรับ และ ช่อง 2 เป็น soundtrack เรื่องแรกคือ Mistress of spices นำแสดงโดยอดีตมิสเวิร์ลด์ ไอชวารายา ราย คิดว่าหนังเรืองนี้ได้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์ท่ี่ไหนซักแห่ง หลาย ๆ คนชอบ (อ่านดูจาก review บนเว็บไซต์) เป็นเรื่องเกี่ยวกับสาวชาวอินเดีย ที่ได้รับพลังพิเศษที่สามารถเยียวยาจิตวิญญาณของผู้คนได้ ด้วยเครืองเทศ มีข้อแม้ว่าเธอจะต้องไม่ออกจากร้าน ไม่ถูกเนื้อต้องตัวมนุษย์คนไหนเลย อืมมมมมม….
แต่ฉันทนดูไปได้แต่ต้นเรื่อง ตอนนางเอกพบพระเอกที่เกิดอุบัติเหตุ ได้รับบาดเจ็บหน้าร้านเครื่องเทศของนางเอก พอดิบพอดี (โอ๊ว ช่างบังเอิญ) ดูเหมือนหนังจะพยายามมากเกินไปที่จะให้ดูลึกลับ น่าฉงน ดูเป็นความลึกลับน่าพิศวงแห่งเอเชี๊ย เอเชียจนเลี่ยน ฉันเลยนอนเหยียดยาว เอาที่คาดตามาใส่ แล้วนอนยาวถึงไคโร
วิว”ดูไบ”จากอากาศ
ซัก 7 โมงเช้า แอร์มาปลุก เพื่อเสิร์ฟอาหารเช้า ผู้โดยสารชาวจีนยังคงเดินกันพล่าน ส่วนใหญ่จะไปชะโงกดูทิวทัศน์ข้างนอก ที่จริง ๆ แล้วมันก็ดูสวยแปลกตาดี เป็นระลอกภูเขาสีน้ำตาลเป็นแนวยาวเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด ไม่รู้ว่ามันคือส่วนไหนของโลก รู้แต่ว่า ไม่ไกลจากอิรักมากนัก


ซักพักเครื่องก็ร่อนผ่าน ดูไบ สังเกตุได้ง่ายมาก จากเกาะรูปร่างประหลาดบนผืนน้ำด้านล่าง เป็นเกาะรูปต้นปาล์ม มันคือ The Palm แห่งดูไบ ที่ดูบ้าดีจริง ๆ แล้วไอ้เจ้า The Palm นี่ เค้าเคลมว่าสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จากนอกอวกาศ! ที่สร้างเป็นรูปต้นปาล์ม คือต้องการให้มีพื้นที่ด้านหน้าเป็นชายหาดติดทะเลมาก ๆ เพิ่มพื้นที่ี “beach front” ให้ดูไบถึง 166% ใครๆ ก็คงอยากได้บ้านที่มีชายหาดอยู่หน้าบ้านละมั่้ง รอบ ๆ เกาะมีเกาะรูปวงกลมอีกชั้น เพื่อกั้นคลื่นจากทะเล ต้นไม้กว่าหมื่นต้นถูกลำเลียงมาปลูกบนเกาะ ทั้งหมดมาจากเนิร์สเซอรี่ต้นไม้ในดูไบ
เก่งนะ มนุษย์นี่ … ช่างสรรหาวิธีจริง ๆ
สนามบินไคโร
8 โมงกว่า เครื่องลงที่ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์
เดินลงถึงสนามบิน มีเจ้าหน้าที่มายืนถาม “Transit? Transit?” ฉันคิดว่า เจียดเงินไปทำป้ายเขียน Transit มาติดไว้จะง่ายกว่าไหม ..
เหล่าผู้โดยสาร Transit ทั้งหลายถูกต้อนมายืนรวมกัน ไม่มีใครคุยจิ๊จ๊ะ ซักพักก็ถูกย้ายไปรวมกันอีกฝั่ง คนเยอะมาก แออัดยัดทะนาน บางคนไม่ยอมต่อแถว คนอื่นต้องสะกิดเตือน เจ้าหน้าที่เอาพาสสปอร์ตไปแยกเป็นกอง ๆ แบ่งตามประเทศที่จะบินไปต่อ ที่ที่เห็นก็มีต่อไป บรัสเซลส์ ต่อไปแฟรงค์เฟิร์ต ต่อไปเจนีวา ห้องนั่งรอแทบจะไม่มีที่นั่งว่าง บางคนเล่นนอนเหยียดยาวกินไป 3 ที่นั่ง เซ็งเป็ด..

ได้พาสสปอร์ตกลับมา หลังจากคำถามประมาณว่า ไปไหน ไปครั้งแรกหรือเปล่า ฯลฯ ฉันก็ตอบไป แต่ใจก็คิดว่า แล้วมันเรื่องอะไรของเค้าวะ วีซ่าก็ได้มาอยู่แล้ว แล้วออกจากเมืองไทยด้วย ไม่ได้ขอที่อียิปต์ซักหน่อย ไม่รู้จะเดือดร้อนอะไรนักหนา พาสสปอร์ตก็ดูแล้วดูอีก ราวกับเราเห็นอาชญากรอย่างนั้นแหละ
ฉันไปนั่งรอบริเวณชั้นสอง ตรงนี้จะมีคาเฟ่ มีร้านขายของที่ระลึก ของปลอดภาษี น้ำหอม บุหรี่ ปิรามิดทับกระดาศ อูฐยัดนุ่น ฯลฯ ฉันแงะโน้ตบุ๊คออกมาลองหาสัญญาณ wifi ปรากฎว่ามีเว้ยเฮ่้ยยย เลยยั่งเล่น net ฟรีไปชั่วโมงนึง ได้เวลาบอร์ดขึ้นเครื่องต่อไปบรัสเซลส์ เที่ยวบินนี้ ส่วนมากเป็นนักท่องเที่ยวชาวเบลเยี่ยมที่มาเที่ยวอียิปต์ บินกลับบ้าน แต่ละคนถือถุง Cairo Airport Duty Free กันคนละสามสี่ใบ
จากไคโรมาบรัสเซลส์ ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ฉันได้ที่นั่งริมหน้าต่าง ติดกันเป็นผู้หญิงวัยกลางคน ฉันก็คิดว่าที่นั่งคงเต็มแน่ แต่เปล่า ที่นั่งริมทางเดินยังว่าง ฉันก็คิดว่า she จะย้ายไปนั่งตรงนั้นหลังเครื่อง take off จะได้ไม่เบียดกันมาก ไอ้นั่งเฉย ๆ น่ะ ไม่เท่าไหร่ เวลากินนี่ซิ she กางข้อศอกแทบจะไม่เกรงใจกันเลย ฉันนั่งกินด้วยมือขวาถือส้อมข้างเดียว มือซ้ายต้องหุบไว้ราวกับเป็นง่อย เพราะยัยนี่มารุกรานพื้นที่ไปจนหมดแล้ว ก็ไ่ม่รู้เหมือนกัน จะมานั่งติดกันทำไมเนี่ย ที่ก็ออกจะว่าง
บรัสเซลส์
จากกรุงเทพ ไคไร มาถึงบรัสเซลส์ ฉันอ่านนิยายแปลจบไปหนึ่งเล่มเต็มๆ เลยยกให้พี่คนไทยที่นั่งอยู่ข้างหลังไปอ่านต่อ เห็นพี่เค้ามีลูกชายตัวเล็ก ๆ น่ารักมาด้วย คุณพ่ออุ้มอยู่ตลอด พี่เค้าบอกว่ายังไม่ได้ย้ายมาเบลเยี่ยม ยังไป ๆ มา ๆ อยู่ ลงมาจากเครื่องแล้วก็ไม่เห็นพี่เค้าอีก
บรัสเซลส์แอร์พอร์ต ตม.ดูพาสสปอร์ตปราดเดียว สแตมป์ ปึ้ง ! แล้วก็ให้ผ่านไป ไมถามอะไรซักคำ ไม่เหมือนคราวที่แล้วที่อัมสเตอร์ดัม มีถามนิดหน่อย ว่าจะไปไหนต่อ อยู่นานไหม ฯลฯ เดินไปเอากระเป๋าที่สายพาน มาพอดี แว้ก! มันทำอะไรกับกระเป๋าเดินทางใหม่เอี่ยมของช้านนนนน กระเป๋าสีครึมใหม่กิ๊ง มีรอยดำเป็นคราบปื้นบะเร่อเท่อ~! ฮ่วย!
ข้างนอกค่อนข้างหนาว ดูจากพยากรณ์อากาศ วันนี้ประมาณ 13-14 องศาเซลเซียส ถือว่าไม่หนาวมาก แต่นั่งนาน ๆ ก็เริ่มแหง่กเหมือนกัน ซั่กครึ่งชั่วโมงคุณเบิร์ตเอาน้อง Honda Jazz (ตั้งชื่อเองว่าน้อง ยูมิ) มารับ ตกใจมากกับผมหมอนี่ ทำไมมันยาวแบบนี้เนี่ย

จากบรัสเซลส์ ใช้เวลาขับรถประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง Leuven (ลือย์เฟ่น) ที่ที่ข้าพเจ้าจะขลุกอยู่จากนี้ต่อไปเป็นเวลา 3 เดือน
อาทิตย์ที่ผ่านมามีบาร์บีคิวกันที่บ้าน มีทำอาหารไทยเชิญเพื่อนในเน็ต “คริสตอฟ” กับแฟนเขามากินที่บ้านด้วย (คุยกันมาปีนึงเพิ่งได้เจอนี่แหละ) เจสซี่ แฟนของคริสตอฟ หอบเอาช็อคโกแล็ตมาให้สองถ้วยใหญ่ ๆ กินกันจนเลี่ยน มีออกไปค็อกเทลล์ต่ออีก (แก้วละ 6 ยูโร แต่แก้วเค้าใหญ่จริง ๆ นะ ไม่ใช่เล็กปื้ว ๆ แบบค็อกเทลบ้านเรา) กาแฟคาปูชิโน 2 ยูโร, ตั๋วหนังวันธรรมดา 5 ยูโร ถ้าเสาร์อาทิตย์ 6 ยูโีร (ซับไตเติ้ลเป็นภาษาฝรั่งเศส กับดัชท์)
โอย เมื่อย ไปแระ ต้องไปซื้อของ หิวซก ๆ




