Posts Tagged ‘เบลเยี่ยม’

+ The myth : ทำงาน หางาน ในเบลเยี่ยม (updated)

Friday, August 21st, 2009

โพสต์นี้ย้ายไปที่นี่ค่ะ
http://www.beebah.net/visabelgium/2009/11/the-myth-working-in-belgium/

ขออนุญาตงดโพสต์ความเห็นที่เกี่ยวกับการขอวีซ่าบน blog นะคะ
รบกวนไปย้ายโพสต์ที่นี่แทนค่ะ http://www.beebah.net/visabelgium

+ สัปดาห์แห่ง happenings

Monday, June 22nd, 2009

เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นอะไรที่เหนื่อยโพด~!
แต่ยังดี ได้ไปกินซูชิสมใจอยาก เป็นรางวัลที่เรียนภาษาดัชท์จบไปหนึ่งระดับ (ไม่งั้นไม่ได้กินฟรีกันแบบนี้หรอกนะคับพี่น้อง คนละครึ่งตลอดชาติ) ร้านนี้ซูชิหน้าตาดี แต่ไม่อร่อยเท่าไหร่ ข้าวแข็งเกินไปหน่อย แต่ปลาสดดีใช้ได้ ราคาปานกลาง ไม่ถูกไม่แพง แต่ชอบร้านที่บรัสเซลล์มากว่า

เสาร์ออกไปข้างนอกทั้งวัน ตั้งแต่ Ikea ยัน แมคโคร

ในที่สุดก็ได้ฤกษ์รื้อบ้านซะที รื้อในที่นี้คือรื้อจริง ๆ ตั้งแต่พื้นกระเบื้อง, ตู้เก็บหนังสือบิลท์อินในห้องนั่งเล่น, เคาท์เตอร์ในครัว, ตู้เก็บของสไตล์อังกฤษที่เจ้าของบ้านเก่า(ชาวอังกฤษ) ชอบนักชอบหนา แต่ฉันเกลียดเข้าไส้

ก็ได้ฤกษ์ทุบทิ้งกันคราวนี้แหละ

กว่าจะหาคนมาทำได้ ก็ต้องตามช่างมาดูหลายคน บางคนไม่แพง แต่คิวยาวเป็นปี บางคนแพงมากชนิดว่าที่ว่า ทำเสร็จคงไม่มีเงินเหลือซื้อข้าวรับประทานกันเลย (คนนึงมาตีราคา ปาเข้าไป 3 หมื่น ยูโร! ป้าด!)

ตกลงมาได้คนนี้ที่เค้าบอกว่า อะไรที่ไม่จำเป็นต้องทำก็ไม่ต้องไปทำมันหรอก เช่น พวกท่อที่ผังอยู่ใต้พื้น หรือผนัง อะไรแบบนี้ คือถ้ามันยังไม่เจ๊งชัยจริงๆ ก็เก็บไว้ได้ สรุปได้ราคามาที่หมื่นยูโรหน่อย (ปาดเหงื่ออีกรอบ)

หาคนมาทำได้แล้วก็ต้องไปซื้ออุปกรณ์ให้เค้าอีก คือพวกกระเบื้อง ชุดครัว พวกเคาน์เตอร์ เตาอบ ตู้เย็นใหม่ คือที่ใช้อยู่ทุกวันนี้มาจากเจ้าของบ้านเก่าหมดเลย จะพังแหล่มิพังแหล่ มีสองอย่างที่ซื้อมาเองคือ ไมโครเวฟ กับ เครื่องซักผ้า

อีเครื่องซักผ้านี่ก็นะ ตอนแรกก็ไม่กะซื้อหรอกนะ แต่ใช้ ๆ ไป วันนึง โทษนะคับ ควันขึ้น!! ได้ยินเสียงดัง ปุ้ง!! แล้วควันเต็มห้องเลย เวนจริง ๆ คับงานนี้ เลยต้องซื้อใหม่ไปตามระเบียบ

กระเบื้องนี่จะรื้อออกให้หมดเลย ทำความสะอาดยากมาก และหน้าหนาวก็หนาวมาก เดินไม่ได้เลยจริง ๆ ยกเว้นในครัวก็คงต้องยังเป็นกระเบื้องอยู่แต่ไม่เอาสีอิฐแบบเดิมแล้ว โบราณโพด เลยเลือกสีเทาแก่ เกือบ ๆ ดำไปเลย


ไหนจะครัวที่ต้องซื้อใหม่อีกนะนั่น ไม่น่าต่ำกว่า 4-5 พัน ยูโร เป็นอย่างน้อย (คิดแล้วผมจะร่วง) แต่บ้านไม่ทำไม่ได้จริง ๆ มันโทรมมาก คนเก่าเค้าไม่ค่อยดูแลรักษาอะไรเลยจริง ๆ ให้ตายเถอะพระเจ้าจอร์จ

นี่มิได้เจียมตัวเร้ยยยย ที่แฟนจะตกงานเป็นที่แน่นอนแล้วสิ้นเดือนนี้ 5555

อย่างที่เคยเล่าไป เบลเยี่ยมนาทีนี้ งานหายากยิ่งกว่าหาเหรียญสลีงในมหาสมุทรแปซิฟิกซะอีก พอหมดสัญญา บริษัทเค้าก็จำเป็นต้องหยุดสัญญาไว้เท่านั้น แล้วจ้างเป็นชิ้น ๆ ไปแทน เพราะเค้าไม่สามารถที่จะมารับภาระเงินเดือนทุกเดือน ๆ ได้อีก

ดีนะ ที่เก็บตังค์สำรองไว้บ้าง ไม่งั้นมีหนาว

ตอนนี้เลยกลายเป็นว่า แฟนอาจจะได้อยู่บ้านแทน แล้วฉันทำงานนอกบ้าน

ซะงั้น

แต่ไม่แตกตื่นนะ แบบว่า คิดไว้อยู่แล้ว

ถึงได้บอกว่าใครคิดว่าจะมาหางาน”ดี ๆ” ทำที่นี่ คิดให้รอบคอบก่อน มันไม่ได้ง่ายจริง ๆ ไม่ใช่ว่าอยากจะกัํ๊กข้อมูลหรืออะไร

วันอาทิตย์ เค้ามีรวมญาติกันที่ ลิมเบิร์ก (Limburg) รกรากทางคุณแฟนเค้ามาจากที่นั่น ถึงตัวเองจะไม่ได้โตที่นั่นแต่ก็ยังสามารถเหน่อตามญาติ ๆ เค้าไปได้อยู่ (เหมือนอยู่ในสายเลือด 555)

คนลิมเบิร์กเขาว่าเหมือนคนอีสานบ้านเฮา ที่คนภาคอื่นชอบล้อเลียน ด้วยความเอ็นดูหรืออย่างไรก็มิอาจทราบได้ แต่ที่แน่ๆ สำเนียงลิมเบิร์ก เหน่อมากกกกก แล้วช้ามาก จนคนเอาไปเล่ากันเป็นเรื่องตลกว่า คนลิมเบิร์กมีสัตว์เลี้ยงชื่อยาวที่สุดในโลก คือ “หมาาาาาาาาาาา..า..า”

คนที่นั่นเองก็เห็นเขาขำกันนะ ไม่ได้คิดมากอะไร ดูออกจะภูมิใจดีด้วยซ้ำที่มาจากลิมเบิร์ก เพราะขึ้นชื่อเหมือนกันว่าคนจากที่นี่มักจะอะไรก็ได้ ง่าย ๆ กันเอง ๆ ไม่พิธีรีตรอง และเป็นมิตรสุด ๆ แบบไม่มีเหตุผล ฮ่าๆๆ

แต่รวมญาติครั้งนี้ใหญ่พอควร เพราะมีญาติจากฝั่งน้าสะใภ้ด้วย แถมด้วยลูก ๆ และหลานๆ น้าฝั่งโน้นอีก ทำให้ฉันมีญาติห่าง ๆ เป็นคนบราซิลและแอฟริกันไปโดยปริยาย เพราะลูกสาวน้าชายคุณแฟน แต่งกับคนแอฟริกัน และลูกสาวของน้าสะใภ้ แต่งกับคนบราซิล (งงพิลึก)

วันนั้นเลยรวมมิตรภาษามาก ๆ เพราะไม่รู้ใครพูดภาษาอะไรบ้าง บางคนก็พูดแต่ฝรั่งเศส บางคนพูดสองภาษา บางคนสามภาษา (ส่วนมากจะได้อย่างน้อยสาม ยกเว้นพวกหลานเขย พูดกันแต่ฝรั่งเศส) บางทีเขาก็พยายามเป็นมิตรเข้ามาคุยด้วยแต่ดันพูดแต่ฝรั่งเศสก็เลยออกทะเลกันไป (บางคนกลายเป็นคุยด้วยภาษาสแปนนิชกันเข้าอีกตะหาก ก็ไม่รู้ไปจบตรงนั้นได้ไงก็แปลกดี) บอกตามตรงว่า งง มาก ๆ

เด็ก ๆ มีไม่เยอะ ส่วนมากถ้าไม่เล็กแบบเบบี๋กันไปเลย ก็วัยรุ่นไปเลย เจ้าลูกครึ่งบราซิลนี่ซนเป็นลิง ปล่อยเข้าสวนไปไม่ถึงสิบนาที พ่อทึ้งดอกไม้เรียบสวนเลย ทำเอาน้าน้าสะใภ้ปวดกบาล ห่วงว่าพ่อจะเผาบ้านเข้าในที่สุด

ลูกครึ่งอีกคนคือน้อง ทิยานี่ ครึ่งแอฟริกันครึ่งเบลเยี่ยม พ่อเค้าดำเลยนะ เท่ไปอีกแบบ ส่วนแม่เขาก็บลอนด์ผมทองเลย ลูกออกมาผมม้วน ๆ หน้าตาน่ารัก แก้มยุ้ยพอประมาณ ที่สำคัญคือเลี้ยงง่ายโคตรรรรร เด็กอะไรไม่ร้องเลยซักแอะ ปล่อยไว้ตรงไหนก็นั่งจุ้มปุ๊กอยู่ตรงนั้น ใครอุ้มก็ได้ ไม่ว่า คือ ชิว ๆ จริง ๆ โชคดีของคนเป็นพ่อแม่นะเนี่ย (แต่ไปปล่อยไว้กับพื้นนานไม่ได้ เพราะหลานชอบแบ่งขนมปังกินกับแฮปปี้ (แฮปปี้คือหมาหูยาว เดินไปไหน พื้นสะอาดเลย เพราะเอาหูกวาดพื้น) ตัวเองกินคำ แฮปปี้กินคำ ชิ้นเดียวกันเลย เหอๆๆ

บ้านเค้ามีต้นเชอร์รี่ด้วยอ่ะ!! กำลังออกลูกเลย สงสัยอีกสองอาทิตย์คงสุกกินได้พอดี

อิจฉาอย่างแรง …ตัวเองยังต้องซื้อกินอยู่กล่องละ 7-8 ยูโร (นำเข้ามาจากตุรกี ถ้าจำไม่ผิด)

รูปเยอะมาก ดูกันเองเนอะ

ช่วงนี้เชอร์รี่กำลังออก เลยกินกันแหลกราญ มีความสุขสุด ๆ เลยกับการกินเชอร์รี่ เพราะเป็นผลไม้หนึ่งในไม่กี่อย่างที่ชอบ (อีกอย่างคือมะม่วงมัน จิ้มพริกเกลือ อยากกินโคตร แต่ไม่มีปัญญาซื้อกินที่นี่หรอกนะคับ ทานโทด)

วันงานเค้าจ้าง catering มา กว่าอาหารจะมาแขกก็หิวกันน่าดูชมทีเดียว (ดีที่เจ้าภาพเอาไวน์มาเกลี้ยกล่อมกันไปก่อน พร้อมอาหารเรียกน้ำย่อยพอประมาณ)

อาหารที่เค้าจัดมา เป็นเนื้อแกะบนมันฝรั่ง และมะเขือเทศ กับมะเขือม่วง ยังมะเขือไม่พอ ซอสราดยังเป็นซอสมะเขือเทศอีก กินกับข้าว ก็อร่อยดี แต่อยากได้น้ำปลา …

catering service นี่เค้าเป็นคนตุรกี พาภรรยามาช่วยงานด้วย พูดภาษาดัชท์ชัดเปรี๊ยะ! แต่แฟนยังพูดไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่ (แต่ดีกว่าตูเป็นไหนๆ) พอเสิร์ฟอาหารเสร็จ เจ้าภาพเค้าก็ลากให้มาร่วมวงดื่มไวน์ด้วยซะเลย ไป ๆ มา ๆ เมาคับท่าน กลายเป็นวงสนทนาธรรมท่านมูฮัมหมัดศาสดาไปเลย (แต่ยังถือแก้วไวน์อยู่ในมือนะนั่น เหอๆ) ส่วนคุณภรรยายิ่งเข้าไปใหญ่ เอาเป็นว่าถ้ามีคนเพิ่งมาถึงงานอาจจะคิดว่าหล่อนเป็นเจ้าของงานก็ได้ เพราะเสียงดังสุด ๆ และเฮฮาได้ใจมาก (หลังไวน์แก้วที่สาม)

ไม่รู้เสร็จงานแล้วใครจะเก็บจานชามละเนี่ย

มีเฮฮา ก็ต้องมีงานเศร้าตามมา

คุณย่าคุณเบิร์ตเสียซะแล้วเมื่อเช้านี้
แต่ทุกคนก็คาดไว้แล้วว่าอาจจะไม่เกินอาทิตย์นี้ คุณย่าคงจะต้องไป เพราะอาการไม่ดีมาตั้งแต่สองอาทิตย์ก่อน เริ่มจำใครไม่ได้ แม้แต่ลูกสาวคนเล็กที่ปรกติเค้าสนิทกันมาก หลัง ๆ ช่วงที่ยังรู้ตัวนี้จำได้เฉพาะคนที่มาจากหมู่บ้านเดียวกัน ที่เห็นกันมาแต่เด็ก ๆ เท่านั้น (70-80 ปีได้แล้วนะ เพราะเพิ่งอายุ 93 ปีไปเมื่อมกราคมที่ผ่านมานี่เอง)

นอกนั้นจำใครไม่ได้เลย

ทางลูกสาวลูกชายผลัดกันไปดูที่บ้านพักคนชราไม่เคยขาด ที่ต้องย้ายให้ไปอยู่บ้านพักคนชรานี่เพราะว่าตอนนั้นย่าเริ่มหลง ๆ แล้วบางทีออกไปไหนคนเดียว กลับบ้านไม่ถูกก็มี ลูกหลานกลัวจะหายไปเลย ก็ต้องย้ายให้ไปอยู่บ้านพักแทน

ฉันไปเยี่ยมมาครั้งนึง จริง ๆ บ้านพักน่าอยู่มาก ดูสบายตาดี แต่ก็อย่างว่าแหละ ย่าจำอะไรไม่ได้เลยยยยย กระทั่งว่านอนอยู่ที่บ้านพักทุกวัน ตื่นเช้ามายังถามว่า ฉันอยู่ไหนเนี่ย แล้วพวกเธอเป็นใคร (ลูกชายกับลูกสาว) ลูกหลานก็เป็นห่วง

สองสามวันมานี่ไม่รู้ตัวเลย นอนอย่างเดียว อาหารก็กินอะไรไม่ได้เลยต้องให้ทางสายยาง ลูก ๆ ก็ทำใจแล้วว่าคงยื้อได้ไม่กี่วัน จริง ๆ ก็อยากให้แม่ไปสบายแล้ว เพราะอยู่ก็ทรมาน จำอะไร หรือ ใครก็ไม่ได้

คุณอา โรซ่า (น้องสาวพ่อคุณเบิร์ต) ยังมางานรวมญาติแบบทำใจ ๆ ว่า อือ ยังไงก็เตรียม ๆ กันไว้ด้วยนะว่าคงจะไม่นานล่ะ อาก็ทำใจไว้แล้ว

งานศพก็วันศุกร์นี้แหละ พรุ่งนี้ต้องไปลางานเลย

มีเกิดก็ต้องมีตายนะ..

+ ไปเรียนภาษาดัชท์ : ผู้รอดชีวิต, เรียนภาษาดัชท์ที่เบลเยี่ยม

Friday, June 19th, 2009

ในที่สุดก็จบคอร์สระดับที่หนึ่งแล้ว สำหรับภาษาดัชท์ โล่งอกโพดๆ

ตอนไปสมัคร เค้าบอกว่าคลาสเต็มเร็วมาก ๆ ซึ่งก็จริง เพราะตอนฉันไปถึง คนยืนต่อแถวกันยาวเหยียด และเค้ารับแค่  20 คนต่อหนึ่งคลาสเท่านั้น (มีประมาณ 3 คลาส) ซึ่งส่วนมากถ้าไม่ได้เป็นคนที่มาจากฝั่งวัลลูน ก็เป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยน หรือคนที่บริษัทแม่ส่งมาทำงานที่เบลเยี่ยม รวมไปถึงพวกอาจารย์ หรือวิทยากรจากประเทศอื่น ๆ ที่มาสอนที่มหาวิทยาลัย Leuven ด้วย สำหรับพวกนักเรียน  Erasmus เรียนฟรีอีกต่างหาก

เริ่มทยอยกันล้มหายตายจากไปจากคอร์ส

คลาสของฉันตอนเริ่มแรกมี 22 คน หลายชาติปน ๆ กัน ทั้งจากแอฟริกา (คองโก แคเมอรูน ไนจีเรีย ฯลฯ), กรีซ, ฟิลิปปินส์, สเปน, เปรู, จีน, สิงคโปร์, โมรอคโค, อิตาลี, โบลิเวีย, อินเดีย ฯลฯ ซึ่งเรียนไปเรียนมา ก็เริ่มหายกันไปทีละคนสองคน

groepT1

ดาวิดจากอิตาลี แต่งงานกับผู้หญิงเบลเยี่ยม (แต่กำลังจะหย่าซะแล้ว) อยู่เบลเยี่ยมมา 6 ปี พูดดัชท์ได้นิดหน่อยแล้ว แต่ไป ๆ มา ๆ ก็ไม่มาเรียนซะเฉย ๆ เพราะคงติดงาน หรือต้องไปรับส่งลูกสาวสองคน, โมฮัมหมัดจากโมรอคโค มาเรียนครั้งเดียวแล้วไม่มาอีกเลย (ไม่รู้ทำไม), ฮาร์เวีย จากเปรู (อันนี้ฮา) มาลงเรียนภาษาดัชท์เพราะคิดว่ามาอยู่  Leuven แล้วจะหาสาวเฟลมมิชเป็นแฟน แต่ดันไปได้สาวฝั่งวัลลูเนีย ซึ่งพูดแต่อังกฤษกับฝรั่งเศส ฮาร์เวียเลยไม่เรียนมันแล้วดัชท์ ไปเรียนฝรั่งเศสแทน 5555

บางคนก็ทำงานเต็มเวลา พอเลืกงานก็บอกว่าเหนื่อย มาเรียนไม่ไหว ฉันล่ะอยากจะเบิ๊ดกบาล ทำงานมันนะ อยู่ใกล้บ้านประมาณปั่นจักรยาน 10 นาทีก็ถึงแล้ว แถมโรงเรียน นั่งรถเมล์  20 นาทีก็ถึง ฉันทำงานอยู่บรัสเซลส์ ใช้เวลาเป็นชั่วโมง ๆ ไปกลับ ยังถ่อมาเรียนเลย!

จนในที่สุด ตอนสอบ เหลืออยู่ 8  คน (จาก 22 คนในตอนแรก) น่าจับให้เสียค่าปรับให้หมดพวกนี้ เพราะคนอื่นที่เค้าอยากเรียนจริง ๆ แต่ลงเรียนไม่ได้เพราะคอร์สเต็มเร็วมากๆ ก็เพราะพวกเนี้ยแหละ มาลงเรียนแล้วก็ไม่มาเข้าเรียน หายหัวกันไปเฉย ๆ เลย บางคนมาครั้งสองครั้งแล้วก็ถอดใจ ไม่มาอีก

อย่างเจ้า หลิว นักเรียนจีนจากปักกิ่ง มาเรียนเศรษฐศาสตร์ที่นี่ หลืวมาเรียนสองครั้งแล้วหายไปเลย จนบางคนไปเจอหลิวตามซูเปอร์มาเก็ตเลยถามว่า เฮ้ย ทำไมไม่มาเรียนวะ หลิวบอกว่า ”

“โอ๊ยไม่ไหวอ่ะ ยากเกินไป”

คือ คนจีนมักมีปัญหาเรื่องการออกเสียง R เค้าออกเสียง ร.เรือ ไม่ได้ แล้วภาษาดัชท์มันต้องรัวลิ้นถ้าตรงไหนเป็นตัว R (ออกเสียงคล้ายๆ “รึ”) แต่บางคนถ้ารัวลิ้นไม่ได้ ก็ใช้เสียง R แบบในภาษาฝรั่งเศสแทน (คือออกจะเหมือนขากถุก ๆ ยังไงก็ไม่รู้ รวมไปถึงตัว G ด้วย) ซึ่งก็ใช้ได้เหมือนกัน เพราะคนเบลเยี่ยมบางคนก็ไม่รัวลิ้นที่ตัว R แต่ออกเสียงเป็นแบบฝรั่งเศสไปซะฉิบ

วันสอบ ก็เหลือรอดชีวิตกันอยู่แค่ 8 คน..

1)  อีวานเกลอส : กรีซ (เพื่อนๆเรียก วานเกลิส) – วิศวกรหนุ่มหน้าเหมือนโนบิตะ คาดว่าคะแนนคงมาที่หนึ่งของชั้น ชอบทำมึน ๆ เหมือนไม่เข้าใจ แต่จริง ๆ มันน่ะเก่งโคตร
2) มามิตา : คองโก – สาวน้อยนักข่าว ย้ายมาอยู่เบลเยี่ยมตั้งแต่อายุ 12 ขวบ (ตอนนี้ 26) แต่อยู่ฝั่งฝรั่งเศส ตอนนี้มาอยู่ leuven เลยมาเรียนดัชท์
3) อะจุน : ฟิลิปปินส์ – ฮาที่สุดในชั้น (ตามสไตล์ ปินอย เค้าล่ะ) ทำงานร้านอาหารไทย บ้านอยู่ใกล้ฉัน เลยกลับบ้านด้วยกันบ่อยๆ ขานี้เค้าซี้กับ วานเกลิส
4) ช็องนีเรน : แคเมอรูน – อ่อนที่สุดในชั้น แต่ความตั้งใจเริ่ดมาก
5) ชิตูรู : ไนจีเรีย -  เป็นนักวิจัย ทำงานอยู่บรัสเซลส์ หล่อนออกจะไฮโซหน่อย ๆ เลยไม่ค่อยได้คุยด้วย
6) โม :  จีน – พูดน้อยมากกกกกก แต่ขยันเรียนสุดๆ
7) หยั่วเหมย : จีน – นิสัยดี คุยภาษาอังกฤษปร๋อเลย เห็นติ๋ม ๆ แต่วันนึงเจอหยั่วเหมยแดนซ์กระจายอยู่ในผับซัลซ่า เลยรู้ว่าจริง ๆ ไม่ติ๋มเท่าไหร่ เหอๆ
8) ฉันเอง

groepT2

ภาษาดัชท์ : ไม่ปวดตับให้เตะ..

จริง ๆ ภาษาดัชท์มันก็ไม่ได้ยากเท่าไหร่ (แต่ไม่ได้บอกว่าง่าย หนา)  เทียบกับภาษาอื่น ๆ อย่าง ฝรั่งเศส หรือ เยอรมัน  เพราะอี verb มันเปลี่ยนที่ตลอดเวลา

อย่างสมมติว่าประโยค “I stay home,because I am  tired” (Ik blijf thuis + Ik ben moe)
ภาษาดัชท์ ถ้ามีคำว่า “because” (omdat) ต้องย้าย verb ไปไว้ที่ท้ายประโยค

ก็จะกลายเป็น “I stay home,because I tired am” ! (Ik blijf thuis, omdat ik moe ben)

แล้วยังมีคำอื่น ๆ ที่มีเอ็ฟเฟคท์เดียวกันอีก เช่นคำว่า Als (as),     Terwijl (while), etc.
แล้ว verb บางตัว ยังจับมันแยกกันเป็นสองส่วน หัว กับ หางได้อีก เช่น คำว่า Meerijden (ride with, นั่งรถหรือโดยสารกับ..)  ถ้าจะพูดว่า “ฉันก็นั่งรถไปกับเพื่อนร่วมงาน” ก็ต้องจับ meerijden แยกเป็นหัวกับหาง

ก็จะกลายเป็น “Ik rijd met mijn collega mee” !!

แล้วถ้าไม่ใช่ประโยค direct ก็ต้องสลับ verb มาขึ้นไว้หน้าประธานอีก เช่น ถ้าจะพูดว่า “บางครั้งฉันก็นั่งรถไปกับเพื่อนร่วมงาน” ขึ้นต้นประโยคด้วย “บางครั้ง” (soms)ไม่ได้ขึ้นด้วยประธาน คือ “ฉัน” (Ik)  ก็ต้องเอา verb มาก่อน

ก็เป็น “Soms rijd ik met mijn collega mee”

ไอ้แบบนี้ยังพอทน สับสนหน่อย แต่ไป ๆ คงจะชิน แต่ปัญหาโลกแตกอย่าง คำไหนเป็น het คำไหนเป็น de (ทั้งสองคำ แปลได้ว่า The) นี่ก็ต้องตัวใครตัวมันล่ะครับพี่น้อง

แล้วจะทำเป็นลืมก็ไม่ได้ เพราะมันสำคัญต่อการผันคำอีก เช่น ถ้าจะพูดว่า
“บ้านใหญ่หลังหนึ่ง”
บ้าน = huis
ใหญ่ = groot
หลังหนึ่ง = een (เทียบกับอังกฤษคือคำว่า “A”)

ก็จะเป็น “Een groot huis”

“บ้านใหญ่หลังนั้น” = บ้านใหญ่หลังหนึ่ง

แต่ถ้าจะเฉพาะเจาะจงว่า “บ้านใหญ่หลังนั้นน่ะ”(ต้องหลังนั้นเท่านั้น ห้ามเป็นหลังอื่น)

หลังนั้น = dat,die (จะใช้ dat หรือ die ขึ้นอยู่กับว่าคำนั้นเป็น het หรือ de)

กรณีนี้ คำว่าบ้านเป็น het คือ het huis มันก็ควรจะเป็น Groot huis ใช่ป่ะ? แต่เราจำเพาะเจาะจงว่าต้องเป็นหลังนั้น เพราะฉะนั้น ไม่สามารถใช้กฎ het ได้ กรณีนี้ต้องเพิ่ม e ให้กับคำที่ขยายคำนาม คือ groot เป็น grote (ตัด o ออกไปตัวหนึ่งด้วย)

เพราะฉะนั้น ถ้าจะเฉพาะเจาะจงว่า บ้านหลังนั้นน่ะ ก็ต้องพูดว่า
“Dat grote huis”

ปวดหัวกันเป็นแถบ ๆ

แต่ถ้ามาลงคอร์สเรียน เค้าจะให้เราทำแบบฝึกหัดค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นอย่าไปเครียดกับมันมากนัก ใช้สัญชาติญาณไปโลด หรือคำไหนเห็นบ่อย ๆ ได้ยินบ่อย ๆ เราก็จะชินไปเอง เช่น Volgende week  (“อาทิตย์หน้า”) ไม่ใช่ Volgen week (เพราะ week เป็น  de week)

Volgen jaar (“ปีหน้า”) ไม่ใช่ Volgende jaar (เพราะ jaar เป็น Het Jaar)

ส่วนการเพิ่ม T หรือ EN ให้กับ กริยา ก็คล้าย ๆ กับภาษาอังกฤษอยู่แล้วหรือ เปลี่ยนไปตามประธาน เพียงแต่ว่า อังกฤษมีแค่สอง (I work, He works, She works, They work)แต่ดัชท์มีสาม (Ik werk, Ze werkt, Hij werkt, Ze werken) แล้วกริยาก็ผันเป็นกริยาสามช่องเหมือนอังกฤษ (verb conjugation) คือ Present, Past, Future

แถมด้วย Present Perfect, Past Perfect และ Future Perfect อีก (ก็เหมือนภาษาอังกฤษล่ะนะ)

มึน ครับพี่น้อง

พูดแล้วก็งงตัวเอง เอาเป็นว่า อย่าคิดมากละกัน และอย่าพยายามเรียนแต่แกรมม่าร์แบบท่องจำ เพราะทดลองมาแล้ว ไม่ได้ผล ต้องฟังมาก ๆ อ่านมาก ๆ จะได้ชิน โดยเฉพาะการอ่าน subtitles ภาษาดัชท์ก็ช่วยได้เยอะ เพราะประโยคที่คนใช้คุยกันในหนังก็ใช้ซ้ำ ๆ พอสมควร เราก็พยายามอ่านมาก ๆ ถ้าเอาแต่อ่านหลักไวยากรณ์อย่างเดียว ยังไงก็ไม่เวิร์ค

แต่ก็นะ grammar ยังไงก็ต้องแม่น เพราะถ้าไม่แม่น เรียนระดับต่อไปลำบากอีก

โอ้ ชีวิต…

สอบ สอบ สอบ

ตอนสอบระดับแรกก็ไม่มีอะไรมาก เค้าจะเทสต์ว่าเราสามารถเติมคำที่หายไปได้หรือเปล่า คำไหน ใช้คำไหนเชื่อม เช่นการใช้ in, at, on, for ในภาษาอังกฤษ, การทำประโยคบอกเล่าให้เป็นประโยคปฎิเสธ เช่น I drink wine, I don’t drink wine, I have children, I don’t have children ในภาษาอังกฤษ (แต่ดัชท์มีสองคำคือ Niet  กับ Geen ถ้าจะให้แปลเป็นอังกฤษคงประมาณคำว่า Not กับ Not any) อันนี้ก็ค่อนข้างปวดตับพอสมควร ก็ต้องมานั่งเรียนกฎกันก่อน แล้วเค้าจะให้ทำแบบฝึกหัดบ่อย ๆ ก็จะเรียนรู้ไปเอง

ส่วนสอบการฟัง และ การพูด ก็ง่าย ๆ ไม่มีอะไร เค้าจะให้ฟังเทป แล้วตอบคำถาม กับการอ่านก็เป็นการอ่านเรื่องสั้น ๆ แล้วตอบคำถามเช่นกัน การพูด ก็จะเป็นการเลือกห้วข้อบทสนทนา แล้วคุยไปเรื่อย ๆ เช่น ทำงานอะไร เกิดที่ไหน ชอบทำอะไรเวลาว่าง ฯลฯ และสถานการณ์สมมติ เช่น ถ้าอยู่ป้ายรถเมล์แล้วจะถามผู้หญิงที่รอรถเมล์อยู่เหมือนกัน ว่า พอทราบไหมว่า รถเมล์มากี่โมง จะพูดว่ายังไง, ถ้าจะชวนเพื่อน ๆ ออกไปกินกาแฟ จะพูดว่ายังไง, จะถามว่า หนังฉายกี่โมง เลิกกี่โมง จะถามเป็นภาษาดัชท์ว่ายังไง ฯลฯ

ตอนนี้ยังไม่รู้ผลว่าคะแนนเท่าไหร่ กว่าจะรู้ก็โน่น สิ้นเดือน

มีคนถามว่าซื้อหนังสือมาเรียนเองได้ไหม

ก็ได้นะ แต่ว่ามันไม่ค่อยได้ผล โดยเฉพาะพวกเน้นพูดซะส่วนมาก คือพูดได้ แต่เหมือนนกแก้วนกขุนทอง (ซึ่งก็โอเคนะ ก็ต้องแบบนั้นไปก่อนแหละ) แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว ไม่ได้ผลอ่ะ คืออ่านแล้วก็ลืม เพราะเราไม่รู้โครงสร้างของมัน อ่านแล้วมันต้องมีแบบฝึกหัด มีคนคอยดูให้ว่าถูกหรือผิด แบบนี้จะเรียนได้ผลกว่า

แล้วเรียนเฉพาะ grammar ก็ไม่ได้ผลเหมือนกัน หรือฉันอาจจะโง่ก็ได้ (สงสัยจะเป็นอย่างหลัง) เพราะแม้แต่ภาษาอังกฤษ (หรือกระทั่งภาษาไทย) ฉันยังไม่รู้เลยว่า ไอ้กริยาวิเศษณ์, คุณศัพท์, ประพันธสรรพนาม ฯลฯ คืออะไร(วะ)

พออ่านพวกที่ grammar จ๋าเลยก็ได้แต่เกาหัวกันไป

แต่ถ้าเรียนไปซักพักแล้ว กลับมาอ่านหลักไวยากรณ์ แบบนี้ถึงจะเวิร์ค (ย้ำว่า ความเห็นส่วนตัวนะ) :-)

มันก็เหมือนเรียนภาษาอังกฤษ บางทีผู้หญิงทำงานบาร์จบ ป สี่ พูดอังกฤษปร๋อ (และถูกต้องกว่า) คนจบป โท บางคนด้วยซ้ำ เพราะระบบบ้านเราอ่ะชอบอัด grammar ซะจนประสาทกลับ พอถึงเวลาต้องพูดจริง ๆ ก็นั่งบวกลบคูณหาร grammar กันจนคนรอฟังหลับ ยังไม่รู้จะเรียงประโยคยังไงเลย

รวมลิงค์สำหรับเรียนภาษาดัชท์เบี้องต้น (หาที่เป็นเฟลมมิชยากมาก มีแต่ดัชท์ที่เป็นดัชท์เลย)

http://www.learndutch.org/
ภาษาดัชท์เบื้องต้น พร้อมภาพประกอบและเสียง

http://www.forbeginners.info/dutch/
หลักไวยากรณ์เบื้องต้น verb to be, to have, คำศัพท์ตามหมวดหมู่ ฯลฯ

http://thai-dutch.net/riandutch/gr01.php

เรียนดัชท์ กับคุณสมายลี่ หนักไวยากรณ์ และมีประโยชน์ดีค่ะ ใช้เป็น reference ได้

คอร์ส+หนังสือ+CD

http://teachdutchlanguage.blogspot.com/
หลักสูตรเรียนภาษาดัชท์ในเมืองไทย (ไม่รู้คุณภาพนะตะ) เจอลิงค์มาเฉย ๆ แต่ถ้าถามความเห็นส่วนตัวนะ ค่าเรียนเกือบ สามหมื่นบาท แพงมากกกกกก เอาเงินไปซื้อตั๋วเครื่องบินมาเรียนที่ฮอลแลนด์หรือเบลเยี่ยมไปเลยจะยังคุ้มกว่าป่าว? (เรียนที่เบลเยี่ยม ราคาเต็ม 60 ยูโรเอง ไม่ถึงสี่พันบาท)

http://www.amazon.co.uk/Michel-Thomas-Method-Foundation-Course/dp/034097169X
เรียนภาษาดัชท์จาก CD อันนี้แนะนำเลย เพราะใช้งานได้จริงมากที่สุด และเป็นเทคนิคการสอนเฉพาะตัวของมิเชลล์ โธมัส (คนนี้แบบว่าเก่งมากอ่ะ พูดได้หลายภาษา ตอนเค้าหนุ่ม ๆ เคยเป็นล่ามให้กองทัพอะไรทำนองนั้น ตอนนี้เค้าเสียไปซะแล้ว) เป็นการสอนแบบวิธีธรรมชาติ เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง และโครงสร้างก็ถูกต้องด้วย พูดช้าและชัดดี เหมาะกับการเรียนด้วยตนเอง

http://www.ielanguages.com/dutch.html
Indo-European languages tutorials : ตัวอย่างประโยคที่ใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป และสารพัดแกรมม่าร์

http://www.byki.com/fls/free-dutch-software-download.html
ฟรีซอฟต์แวร์ ไว้หัดจำ หัดฟัง ภาษาดัชท์ ลองดาวน์โหลดมาใช้ดูได้

http://www.groept.be/www/volwassenenonderwijs_ace/talen/nederlands/
หลักสูตรภาษาดัชท์ (NT2) ที่มหาวิทยาลัย GroepT เมือง Leuven

http://ilt.kuleuven.be/english/cursus/andere_nva.php
หลักสูตรภาษาดัชท์ (NT2) ที่มหาวิทยาลัย GroepT เมือง Leuven

http://www.huizenvanhetnederlands.be/
ค้นหาสถานที่เรียนภาษาดัชท์ในฟลานเดอร์ส (ของรัฐบาลเบลเยี่ยม)

Intensive Course

คอร์สระยะสั้น แบบเร่งรัด หลักสูตรประมาณ 1 เดือน มักเปิดสอนช่วงปิดเทอมหน้าร้อน (สิงหาคม) แต่เปิดช่วงอื่นก็มี ต้องเช็คดูเองนะ หลักสูตรพวกนี้มีทั้งของรัฐบาลและเอกชน ของรัฐบาลจะถูกกว่ามากมาย เพราะรัฐเค้าให้เงินสนับสนุนการเรียนการสอนอยู่แล้ว แต่เราต้องลงทะเบียนให้ทัน และหลักสูตรจะกำหนดตายตัวว่าเราต้องมาเรียนช่วงไหนถึงช่วงไหน ถ้าพลาดลงทะเบียนเทอมนี้ไป ก็ต้องรอเทอมหน้าเลย (ประมาณ 4 เดือน) แต่ของเอกชน จะมีคอร์สบ่อยกว่า แต่ก็แพงกว่าค่อนข้างมาก (หลักสูตรของรัฐ 60-100 ยูโร หลักสูตรเอกชนบางที่ก็เริ่มที่ 400 ยูโรอ่ะ โดยประมาณ)

- ของรัฐบาล

- สถาบันเอกชน

หมดละ..