Posts Tagged ‘เยอรมนี’

✈ Road Trip 3 ประเทศ ตอนที่สอง

Sunday, August 19th, 2007

เย้ นอนในครัว ที่ ฮัมบูร์ก

HAMBURG
Was hamburger invented here?

เราขับรถมาได้ครึ่งของอุโมงค์ เห็นแสงสว่างจ้ารอเราอยู่ข้างหน้า ในที่สุดเราก็มาถึงเมืองฮัมบูร์ก เยอรมนีซะที ขับรถกันหลังขดหลังแข็งมาหลายชั่วโมง

เป็นที่ถกเถียงกันมาตลอดทางว่า ตกลงเราควรจะออกเสียง Hamburg ว่าอย่างไรดี ภาษาอังกฤษนี่เป็นภาษาที่ใช้ไม่ค่อยจะได้เอาซะเลย เมื่อมาถึงการอ่านออกเสียงภาษาที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ เพราะมันดันไม่มีกฎตายตัว ตัว u ในบางคำออกเสียง อู แต่ในบางคำออกเสียง อัง (เช่น Bun อ่านว่า บัน แต่ทำไม Bus อ่านว่า บัส? ทำไมไม่อ่านว่า บุส? แต่ Bush อ่านว่า Bush ทำไมไม่อ่าน บัช?) เป็นที่น่าเหนื่อยหน่ายเป็นอย่างยิ่ง

แต่ภาษาดัชท์ และเยอรมันดีอย่าง นอกจากแกรมม่าที่สามารถทำให้เราผมหงอกได้ภายในสามวันเจ็ดวันแล้ว อย่างแล้ว U มันก็เป็น เสียง อู เสมอ.. A ก็เป็นเสียง อะ เสมอ หลายคนอ่านจะเริ่มหงุดหงิด คิดในใจว่า ตกลงเจ๊จะบอกได้หรือยังว่า สรุปแล้ว Hamburg มันอ่านออกเสียงอย่างไรกันแน่เล่า เอ๊อ!

ไม่รู้จะเอาสระอะไรมาผสมกันดี แต่ออกเสียงกึ่งๆ กันระหว่าง อู กับ​ โอ คล้ายๆ ฮัมโบว์ก แต่ที่แน่ ๆ ไม่ออกเสียงว่า ฮัมเบิร์ก ชัวร์ และไม่ใช่ แฮมเบิร์กด้วย จะห่อปาก เผยอปากเผื่อออกเสียงอย่างไรนั้น เนื่องจากอิฉันไม่ได้จบปริญญาทางทางภาษาดอยช์ จึงขอข้ามไป ก่อนจะออกทะเลนอกเรื่องไปมากกว่านี้ เอาง่าย ๆ ในที่นี้จะขอใช้ฮัมบูร์กก็แล้วกัน (เอาตัวรอดไปได้อย่างหน้าด้าน ๆ แบบนี้แหละ หุๆๆๆ)

ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ทุกวันนี้ว่า แฮมเบอร์เก้อร์ (Hamburger) ชิ้นแรกของโลก ได้ถูกทำขึ้นที่เมือง Hamburg นี้หรือไม่ แต่ชาวเมือง Hamburg เอง ก็เรียกว่าชาว ฮัมเบอร์เก้อร์ (กร๊าก ขอโทษที่ต้องแอบฮา ก็มันตลกหนิ) แต่ฝรั่งมังค่าเขาก็ว่ากันว่า เจ้าขนมปัง มีไส้เป็น(เอ้อ..เศษ)เนื้อ อยู่ตรงกลาง ได้ถูกตั้งชื่อขึ้นตามชื่อเมือง Hamburg นี้จริง ๆ นะเอ้า

อีกสื่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดตั้งแต่เริ่มเข้าเขตเมือง ก็คือท่าเรือขนาดใหญ่ของฮัมบูร์ก ก็เพราะเมืองนี้เป็นเมืองท่าที่สำคัญที่สุด แห่งหนึ่งของเยอรมนีและยุโรป เมื่อปี คศ 1241 ฮัมบูร์กได้เข้าเป็นสมาชิกของ ฮันซีติก ลีก ซึ่งครอบคลุมกิจการเทรดดิ้งของยุโรปตอนเหนือแบบแทบจะผูกขาด ทำให้เมืองนี้ดึงดูดธุรกิจการค้าการลงทุนมากมาย จนได้ฉายาว่าเป็น ประตูสู่โลก หรือ The Gate to The World ซึ่งก็เป็นที่มาของตราสัญลักษณ์ของเมืองที่เป็นรูป ประตู มียอดปราสาทสามยอด ที่ก็ยังใช้มาถึงปัจจุบันนี้และมีให้เห็นทั่วไปในเมืองฮัมบูร์ก

Lucky Friend No.1 : Fabian

การขับรถข้ามประเทศกันเป็นว่าเล่นในประเทศสมาชิก EU นี้ เป็นเรื่องปรกติธรรมดายิ่งกว่าการอาบน้ำแปรงฟันเสียอีก ทำให้ประชาชนผู้มีรถขับได้เอ็นจอยฮอลิเดย์กันเป็นอย่างมาก เพราะหยุดสุดสัปดาห์ที ก็ขับรถข้ามประเทศกันเล่น ๆ ซะที ยิ่งหน้าร้อนแล้ว ไฮเวย์ของยุโรปเต็มไปด้วย เหล่า “รถบ้าน” มีข้างในตกแต่งหรูหรา มีห้องครัวห้องน้ำเสร็จสรรพ ที่เหลือก็แค่เอามันห้อยท้ายรถ แล้วก็ลากไปจอดที่แคมป์ไซต์ที่ไหนก็ได้ในยุโรป อาจจะมีจักรยานเท่าจำนวนคนในครอบครัวห้อยติดไปด้วย จอด “บ้าน” เสร็จก็พากันออกไปขี่จักรยานรอบ ๆ เด็ก ๆ อาจจะไปเล่นน้ำในทะเลสาป คุณลุง คุณพ่อก็อาจจะไปตกปลา ป้า ๆ แม่ ๆ ก็ไปตั้งวงเล่นไพ่นกกระจอก (เฮ่ย นั่นมันเมืองไทยแล้ว!555) เรียกว่า มองไปทางในก็เห็นแต่ไอ้เจ้ารถบ้านและจักรยานละลานตาไปหมด

แต่เนื่องจากเราไม่มีรถบ้านกะชาวบ้านเค้า ก็เลยริเริ่มโครงบ้าน “บ้านเพื่อน ก็เหมือนนอนบ้านเรา” แทน หลักการก็มีง่าย ๆ คือ อีเมล์ไปหาเพื่อนผู้โชคดี ว่าใครจะได้แจ็คพอค ถูกมัดมือชกให้เราไปนอนบ้านก่อนคนอื่น

ผู้โชคดีคนแรกคือ น้องฟาเบียง :-D
ฉันรู้จักฟาเบียง (หรือชื่อเล่นที่คุณครูสอนภาษาไทยของฟาเบียง ตั้งให้ว่า “น้องฟา”) เมื่อปีที่ผ่านมาเมื่อน้องฟามาเที่ยวเมืองไทย น้องฟารักเมืองไทยมาก ขนาดว่าเลือกเรียนเอกภาษาไทยในมหาวิทยาลัยที่ฮัมบูร์ก มาเมืองไทยก็พยายามใช้ภาษาไทย อ่านเขียนภาษาไทย แต่ไม่ยักกะมีแฟนคนไทย แฟนน้องฟาเป็นสาวเยอรมันผมบลอนด์ที่ตอนน้องฟามาเมืองไทยครั้งนั้น เธอไม่ได้มาด้วยเพราะติดเรียนอยู่ที่บาวาเรีย

ฉันกับน้องฟามีความสนใจเหมือนกันอยู่สองสามอย่าง คือ เรื่องการถ่ายถาพ เรื่องท่องเที่ยว และเรื่องกิน ! 555 แต่พระเจ้ามักไม่ค่อยเป็นธรรม ฟาเบียงกินมากเท่าวัวทั้งฝูงจะสามารถกินได้ แต่ยังตัวก็ยังเท่าถั่วงอกเหมือนเดิม ในขณะที่ฉันก็โตเอา โตเอา (รอบเอวน่ะนะ)

ตอนแรกก็ไม่เคยคิดว่าจะได้ไปเจอน้องฟาที่ฮัมบูร์กแต่อย่างใด แต่ดู ๆ แล้ว มันขับรถไปทางนั้นได้ถ้าเราจะไปเดนมาร์ก น้องฟาก็เลยถูกหวย ได้เราไปนอนที่บ้านเป็นคนแรก ฮาาาา

ฉันส่งอีเมล์นัดหมายเรียบร้อย ได้ที่อยู่มาเรียบร้อย ลอง search หาจาก http://maps.google.com (Google Maps ฉลาดจัดมาก หาอะไรก็เจอ เจ๊ไม่อยากจะเชื่อเลย) จัดที่อยู่ใส่เจ้าอุปกรณ์ที่แสนจะมีคุณอนันต์ ​(แต่บางกรณีก็โง่มหันต์) อย่างไอ้เจ้า GPS ให้มันนำทางเราไปสู่เยอรมนี และสู่บ้านน้องฟาเบียงได้ในที่สุด

Greek Restaurant

ตอนนี้เรายืนกันอยู่หน้าอพาร์ทเมนต์ฟาเบียง เดินไปเช็คดูป้ายชื่อหน้าประตู นามสกุลน้องฟาเบียงแน่นอน ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ฟาเบียงล่ะอยู่ไหน ไม่มีใครรู้ โทรไปก็ไม่ยักกะมีคนรับสาย เลยเขียนโน้ตทิ้งไว้ที่หน้าประตู แล้วออกไปเดินเล่นรอบ ๆ

แถวนั้นร่มรื่นดี มีต้นไม้สองข้างทางแทบทุกที่ และอากาศเย็นกำลังดี แต่ตอนนี้ชักจะหิวแล้วอะดิ เราเลยเดินหาร้านอาหารกัน ซึ่งมันก็ไม่ค่อยจะมีอะไรเปิดเท่าไหร่แถวนั้น มีแต่คาเฟ่แบบที่ลุง ๆ เค้าไปนั่งทอดหุ่ยกัน คุณเบิร์ตก็ไม่ค่อยจะอยากรับประทานซักเท่าไหร่

เดินวนไปวนมาแถวนั้น เห็นไอ้เจ้าพื้นคอนกรีตยกสูงประมาณซักสองคืบเห็นจะได้ และล้อมด้วยรั้วเหล็กตาห่าง ๆ ทำให้เราสงสัยว่า เค้าจะไปไว้ทำไมกันเนี่ย ตะไคร่ขึ้นเต็มไปหมด หรือว่าจะทำไว้ให้คนมาปิ้งบาร์บีคิวเล่น? ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะมันอยู่ริมถนนเลย และเห็นหลายอันแล้ว หันไปถามคุณเบิร์ตว่ามันคืออะไร เพราะภาษาดัชท์ กับเยอรมัน นั้นใกล้ ๆ กัน พอจะอ่านออก
“ไม่รู้อ่ะ”
โอ้ ขอบคุณมาก (-_-”) ช่างมีประโยชน์จริงๆ
“เอ๊ะ แต่เดี๋ยวก่อน เฮ้ย มันมีบันไดทางลงด้วยฟร่ะ!!” เออจริงด้วย เหมือนห้องใต้ดิน
คุณเบิร์ตยื่นจมูกเข้าไปอ่านป้ายที่ติดไว้ข้างใน
“เอ้ยยยยยย มันคือหลุมหลบภัย!!”
“เจงงงงเด้ โห อยากดูข้างใน”
“บ้า เค้าไม่ให้เข้าแล้ว เนี่ยล็อกไว้ แต่ถึงไม่ล็อก พี่ก็ไม่ลงหรอกนะ สยอง” (ลืมบอกไป คุณเบิร์ตชอบแทนตัวเองว่า “พี่” สงสัยชาติที่แล้วคงเป็นคนไทย ดีเหมือนกัน จะได้คล้องกับน้องฟา เหอๆ)

แต่ดูแล้วมันก็สยองจริงๆ มืด ๆ เย็น ๆ มีเสียงน้ำหยดดังดิ๋ง ๆ แถมไม่รู้ว่า สมัยสงครามนั้น หลุมหลบภัยพวกนี้ ทำหน้าที่ของมันได้ดีแค่ไหน มีอะไรเคยเกิดขึ้นข้างในบ้างก็ไม่รู้

วนเวียนกลับมาที่เดิม มีร้านอาหารกรีกเปิดอยู่หัวมุมถนน เนื่องจากเราสองคน หิวมากขนาดที่ว่าแทบจะกินควายไบซันได้ทั้งตัว ก็เลยตัดสินใจเข้าไปนั่งรอในร้านและสั่งอาหารมากินล่วงหน้าไปก่อน ฉันสั่ง Schnitzel มากินเหมือนประชด เพราะมันเป็นอาหารที่โค๊ตรรรจะเยอรมันเลย ไม่ได้กรีกตามร้านเลยซักนิด และตามด้วยเบียร์สัญชาติฮัมบูร์กคือ Astra ที่มีโลโก้น่ารักจุ๋มจิ๋ม รูปหัวใจและสมอเรือ

ฟาเบียงก็ยังไม่กลับ เอ๊ะ หรือมันจะหนีเอาตัวรอดไปก่อนเรามาฟระ? รอนาน ชักกระวนกระวาย ดีที่เราหนีบน้องแอ๊ปเปิ้ลมาด้วย เลยแงะขึ้นมาเช็คอีเมล์เก่าอีกที ว่าเบอร์ถูกหรือเปล่านี่ ที่แท้ เบอร์ที่เราเพียรโทรไปนั้นเป็นเบอร์บ้าน ดีนะ ที่มันให้เบอร์มือถือมาในอีเมล์ด้วย เลยโทรไปเบอร์มือถือแทน คราวนี้ฟาเบียงรับสายหลังจากที่สัญญาณดังเพียงสองตู๊ด (หลายตู๊ดไม่ไหวนะ สยิว อิอิ)

“เฮ่ย ถึงแล้วเรอะ!!”
“ถึงแล้ว ๆ หิวแล้วด้วยอ่ะ เมื่อไหร่กลับบ้านเนี่ยยยยย”
“เสร็จงานแล้วล่ะ อีก 15 นาทีเจอกันนะ อยู่ที่ไหนน่ะ”
“ร้านอาหารกรีกตรงหัวมุมบ้านหนูน่ะแหละ”
“อ๋ออออ เออโอเค กำลังไป”

แล้วฟาเบียงก็ได้พิสูจน์ว่า อย่าได้ทำเรื่องเวลาเป็นเรื่องเล่น ๆ กับคนเยอรมัน เพราะฟาเบียงก็มาถึงภายใน 15 นาทีเป๊ะจริง ๆ เหอๆๆๆ ผมยังม้วนเป็นหมูหยอง น่ารักน่าชังเหมือนเดิม ! ฉันแนะนำให้ฟาเบียงกับเบิร์ตรู้จักกัน สั่งเบียร์มาเพิ่ม

“นี่ บ้านผมอยู่ครงนี้ยังไม่เคยเข้าเลยนะร้านนี้เนี่ย ขนาดว่าเดินผ่านทุกวันเนี่ย”
“อ่าวนี่ไง ได้เข้ามาแล้วไง ฮ่าๆๆๆ”
“อือจริง คือปรกติร้านนี้จะมีแต่พวกขาประจำ ลุงๆป้าๆ บางทีนั่งกินอยู่ดี ๆ ก็ลุกขึ้นมาวอลท์กันซะงั้นน่ะ มีบ่อย ๆด้วย”

ยังไม่ทันขาดคำ คุณลุงกับคุณป้าโต๊ะข้างหลังก็ลุกเดินมาเต้นจังหวะสโลว์จริง ๆ แปลกดี แต่ก็น่ารักไปอีกแบบ

Check-in ห้องครัว

ฟาเบียงช่วยเราถือสัมภาระที่ก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากเป้หนึ่งใบ ถุงนอน และ แลปท็อป ขึ้นมาที่อพาร์ทเมนต์ ฟาเบียงแชร์อพาร์ทเมนต์ขนาดสองห้องนอนนี้กับเพื่อนจากมหาวิทยาลัยอีกคน ซึ่งตอนนี้ยังไม่กลับ

“ข้างนอกมันอาจจะดูซกมกหน่อยนะ แต่ข้างในค่อนข้างโอเคเลยล่ะ”

ฟาเบียงออกตัวไว้ก่อน เมื่อพาเราเดินผ่านทางเดินระหว่างร้านตัดผมและออฟฟิศ ประตูทางเข้าอพาร์ตเมนต์นั้นอยู่ด้านหลังของอาคาร ที่ค่อนข้างชื้นและเย็น ทำให้เป็นที่ชื่นชอบและกลายศูนย์ปาร์ตี้สังสรรค์ย่อม ๆ ของเหล่าหอยทากน้อยใหญ่

ห้องของฟาเบียงที่ชั้นสี่ ขนาดกะทัดรัดพอดีสำหรับคนอยู่ 2-3 คน ห้องน้ำค่อนข้างเล็ก ความลึกแค่พอดีอ่างอาบน้ำ, ส้วม และ ตู้ลิ้นชักหนึ่งตู้ ราวตากผ้าแบบพับเก็บได้ บนผนังห้องน้ำ เต็มไปด้วย โปสเตอร์รูปภาพผัก ผลไม้ มีภาษาไทยและภาษาอังกฤษกำกับ แบบที่เราใช้เรียนภาษาอังกฤษกันตอนเด็ก ๆ น่ะนะ แต่ฟาเบียงเอาไว้เรียนภาษาไทย กลางห้องน้ำมีผ้าเช็ดตัวที่พับซ้อนกันไว้เป็นตั้ง ๆ ชวนให้สงสัยว่า หนุ่มๆ อยู่กันแค่สองคน แต่มีผ้าเช็ดตัวสะอาดเรี่ยม หลากสีสันตั้งเรียงกันมากกว่า 10 ผืนนี่นะ หรือว่าซื้อมาตอน sale หรือไงก็ไม่รู้ แปลกดี

ส่วนห้องนอนมีสองห้อง ห้องของฟาเบียงอยู่ด้านหลังติดกับสวน และห้องรูมเมทติดกับห้องครัว ซึ่งห้องนอนนี้กว้างขวางดีทั้งสองห้อง และห้องสุดท้ายคือห้องครัว ซึ่งเป็นที่ที่เราจะนอนนี่แหละ

ใช่แล้ว เราจะนอนในห้องครัว ฮ่าๆๆๆ

ในครัวมีโซฟาอยู่ตัวหนึ่ง ซึ่งปรกติก็เอาไว้นั่งกินข้าวกันนี่แหละ แต่เมื่อกางออกมาแล้วสามารถใช้เป็นเตียงนอนได้ พอตกกลางคืนเราก็แค่ย้ายโต๊ะไปชิดอีกมุมนึง กางโซฟาออกมาแล้วก็หลับสบายยยย เ

เป็นครั้งแรกในชีวิตเหมือนกัน ที่นอนในครัว เหอๆๆ สนุกดี

Let’s Drink!

หลังจากอาบน้ำอาบท่ากันเรียบร้อยแล้ว รูมเมทของฟาเบียงก็กลับมาพอดี ทักทายกันตามมารยาท แล้วก็เตรียมตัวออกไปข้างนอกกัน ฉันยังมีอีกนัดที่ต้องไปเจอ คือ “อธิก” เพื่อนชาวอินเดียจากมุมไบ (บอมเบย์) ที่เจอกันเมื่อตอนที่ฉันไปเที่ยวอินเดียเมื่อปลายปี 49 ที่ผ่านมา ตอนที่อยู่มุมไบ อธิกขับรถพาไปนั่นไปนี่ตลอด แถมเลี้ยงข้าวอีกต่างหาก อะไรจะดีปานนั้น

อธิกมาเที่ยวยุโรปช่วงเดียวกับฉันพอดี แถมเป็นคนไม่มีแผนล่วงหน้า อธิกเลยตกลงว่าจะมาร่วมทริปกับเราด้วย โดยมาเจอกันที่ฮัมบูร์ก แล้วจะขับรถต่อเข้าไปเดนมาร์ก และแชร์ค่าน้ำมันกัน

อธิกใช้เวลาเที่ยวเล่นอยู่ใน ริกา เมืองหลวงของประเทศลัตเวียอยู่ประมาณ 3 อาทิตย์เห็นจะได้ ก็ข้ามมาเบอร์ลิน และ ก็มาถึงฮัมบูร์ก ส่ง sms หากันไม่ต่ำกว่า 5-6 รอบกว่าจะหากันเจอ ในที่สุดก็มาเจอกันที่ย่าน โชเดอร์บลาด ที่เป็นแหล่งแฮงค์เอาท์ยอดนิยมอีกแห่งของฮัมบูร์ก เพราะอาหารไม่แพง เป็นร้านพวกปลาทอดกับมันฝรั่ง เบอร์เกอร์ กาบับ ฯลฯ ตั้งเรียงรายกันตลอดถนน และตั้งโต๊ะกันข้างทาง ได้บรรยากาศกันเองมากๆ และคนก็เยอะมาก ๆ ยิ่งกว่ารถเมล์กรุงเทพฯ ตอนหกโมงเย็นอีก นั่งทีนี่หลังติดกับคนที่นั่งโต๊ะข้างหลังเลย เพื่อนของน้องฟาเบียงผู้ที่มีชื่อแปลกว่า “ริโอ” มาแจมด้วย ริโอมาจากเบอร์ลิน แต่กำลังเรียนวิศวกรรมอากาศยานอยู่ที่ฮัมบูร์ก ในอนาคต น้องริโอนี่แหละ จะเป็นหนึ่งในทีมออกแบบเครื่องบินที่เรานั่ง ๆ กันอยู่ทุกวันนี้ โอ้ว เท่ ป่าววว

ง่วงแล้ว ขอไปนอนก่อนนะ พรุ่งนี้มีบาร์บีคิว ฝนก็จะตก แถมยังต้องเป็นผู้ใช้แรงงาน นั่งเสียบบาร์บีคิวอีก กรำ.. ไว้จะมาพาเที่ยวฮัมบูร์กต่อจ้ะ

ไปอ่าน : Road Trip 3 ประเทศ ตอนที่หนึ่ง

✈ Road Trip 3 ประเทศ ตอนที่หนึ่ง

Friday, July 13th, 2007

กลับมาจากอภิมหาอมตะ Road Trip แล้วค่ะ เราขับรถกันจากเบลเยี่ยมไปเดนมาร์ก!! ดูในแผนที่มันก็ไม่ไกลเท่าไหร่ แต่ไปจริง โอ้ มายพระพุทธเจ้า เข้าเนเธอร์แลนด์ปั๊บก็หลงปุ๊บเลย ตื่นมาอีกที (อ้าว เค้าเลยรู้เลยว่านั่งหลับมาตลอดทาง) อยู่ที่ไหนวะเนี่ย พยายามหารถตัวเองบน GPS ก็ยังงง ๆ

เนเธอร์แลนด์ ขับผ่าน ขับผ่าน

ไอ้เจ้า GPS นี่หนา ช่างมีประโยชน์มากมายหลายคณานับ แค่เอาตัวรับสัญญาณมาติดไว้ในรถ ก็สามารถหาตำแหน่งที่เราอยู่ได้ จากนั้นก็แค่ใส่จุดหมายปลายทาง เพื่อความแม่นยำ เราใช้ Google Map หาตำแหน่งจากที่อยู่ก่อน ไม่น่าเชื่อ แค่ใส่ที่อยู่ ชื่อถนน เมือง ประเทศ กูเกิ้ลแมป สามารถค้นหาตำแหน่งได้ภายในเวลาเสี้ยววินาที ค้นได้กระทั่งเลขที่บ้าน!

แต่เจ้า GPS นี่มันก็หาได้ฉลาดไปซะทุกอย่าง มันก็มีรั่ว ๆ อยู่บ้าง คือเมื่อไปถึงชายแดน แผนที่มันจะตัดขาดอยู่แค่นั้น เป็นปัญหาน่ารำคาญ เปรียบเหมือนดูบอลอยู่แล้วนักเตะกำลังเล็งจะยิงประตูแล้วไฟดับ ! เป็นสาเหตุให้เรามางมตำแหน่งในเนเธอร์แลนด์กันใหม่ เมื่อข้ามพ้นเขตเบลเยี่ยมมาได้หลายกิโลเข้าไปแล้ว

“รู้ไหม ทำไมถึงรู้ว่าอยู่ เนเธอร์แลนด์” พลขับที่พาหลงยังมีอารมณ์เล่นทายปัญหา
“ไม่รู้อ่ะ ทำไม มีกังหันลมเหรอ”
“บ้า เห็นกังหันกี่อันแล้ว”
“ไม่เห็นซักอัน”
“เอ้อ !!”
“งั้นทำไม”
“เพราะผู้ชายส่วนใหญ่ที่นี่ตัวสูงเหมือนเสาไฟ ผมทอง และมีหนวด และทุกคนมี รถบ้าน เป็นดัชท์แน่นอน ฮ่าๆๆๆ”
ตลกตายล่ะ

คาราวานรถบ้าน

รถบ้าน หรือ “คาราวาน” นี้ พบเห็นได้ทั่วไปบนไฮเวย์ของยุโรปในหน้าร้อน ทุกครอบครัวดูเหมือนจะมีรถหนึ่งคัน ลากคาราวานหนี่งคัน ห้อยจักรยานมาด้วยอย่างน้อยสองคัน (หรือสาม สี่คันถ้ามีปัญญาขน) ภายในคาราวาน จะมีเตียงนอน อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน มากน้อยแล้วแต่ฐานันดรและความหนาของเงินยูโนในกระเป๋า มีเครื่องครัว ที่ล้างจาน เคาน์เตอร์ ตู้เย็น ฯลฯ ไม่แปลกใจเลยที่บางคนอาศัยอยู่ในคาราวาน หรือรถบ้านแบบนี้กันจริง ๆ จัง ๆ แบบไม่สนใจจะซื้อบ้านช่องเป็นหลักเป็นแหล่ง โดยเฉพาะพวกฟลาวเวอร์พาวเวอร์ฮิปปี้บุปผาชนทั้งหลายในยุคก่อนนู้น แบบว่ามีห้องเดียว เปลี่ยนโลเคชั่นได้ แค่ขับไปจอดที่อื่น !

แต่มาในยุคนี้ ยุคที่ทุกถนนมี สิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า มิเตอร์หยอดเหรียญค่าจอดรถ และ ยุคที่การมีรถซักคัน นั้นไม่พอ ยังต้องเช่าโรงรถสำหรับจอดรถอีกด้วย (เผลอ ๆ แพงกว่าเช่าบ้าน) สงสัยว่าเค้าเอาไปจอดกันที่ไหนวะเนี่ย

ในขณะที่คนอื่นขับรถพ่วงรถบ้าน หรือคาราวานคันเท่ารถถังดูน่าเกรงขาม ฮอนด้าแจ๊ซของเราปุเลง ๆ ถึงชายแดน เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี กะเค้าเหมือนกัน เราแวะกินเฟรนช์ฟรายส์ (คนเบลเยี่ยมเรียก ฟริทท์ คนดัชท์เรียก ปาตั๊ด !!) สังหรณ์ใจว่าจะเป็น ฟริทท์คอตต์ (แปลเห่ย ๆ ประมาณว่า กระต๊อบเฟรนช์ฟรายส์) สุดท้ายก่อนเข้าเยอรมนี

ดอยช์ลันด์!! ยินดีต้อนรับสู่เยอรมนี

ปาดคราบมายองเนส และเฟรนช์ฟรายส์ แล้วก็ขึ้นรถต่อ แล้วฟริทท์คอตต์นั้นก็เป็นฟริทท์คอตต์สุดท้ายจริง ๆ เพราะเพิ่งเห็นว่า มันอยู่บนชายแดนเกือบจะพอดิบพอดี จะเรียกว่าชายแดนก็ยังแปลก ๆ เพราะมันไม่มีอะไรกั้นเลย มีป้ายเล็ก ๆ ขนาดอาจจะเล็กกว่าก้นของข้าพเจ้า สี่เหลี่ยมจตุรัส สีน้ำเงินเข้ม มีดาวล้อมรอบสัญลักษณ์ของสหภาพยุโรป มีอักษรชื่อประเทศบอกให้รู้ว่า ขณะนี้เอ็งได้ข้ามเข้ามาสู่เยอรมนีแล้ว (ไม่รู้ตัวล่ะซิ)

เข้าเยอรมนีได้ก็เซิร์ชหาคลื่นวิทยุ เพื่อที่จะฟังดีเจชาวเยอรมันพูดมากเป็นต่อยหอย ไม่รู้พูดอะไรกันเยอะแยะแทบทุกสถานี คุณเบิร์ตเริ่มทำสำเนียงล้อเลียนตามไปด้วยอย่างสนุกสนาน

ตอนนี้จุดหมายเราอยู่ที่ ฮัมบูร์ก (Hamburg) ไปแบบไม่ค่อยรู้อะไรหรอก รู้แต่มีเพื่อนที่นั่น แล้วก็เป็นเมืองที่ไม่เคยไป ก็ถือโอกาสแวะไปเยี่ยมเยียนและเที่ยวเตร็ดเตร่ไปในคราวเดียวกัน

ตลอดทางสังเกตได้ว่าคนเยอรมันขับรถเร็วมาก เร็วจนแบบ โฮ๊ จะรีบไปไหนกันเหรอครับเฮีย แต่ละคนไม่ว่า ผู้หญิง ผู้ชาย จะแก่ จะหนุ่ม เหยียบเฉียด ๆ สองร้อย น้องแจ๊ซของเราไปแบบชิว ๆ ที่ร้อยถึงร้อยยี่สิบก็พอ เจียมเนื้อเจียมตัว แวะปั๊มเข้าห้องน้ำยืดแข้งยืดขาบ้าง ไม่รีบร้อน

ปั๊มน้ำมันเป็นแหล่งชุมนุมอย่างดีของผู้คนที่สัญจรไปมาบนไฮเวย์ มีร้านอาหาร ร้านค้า ห้องน้ำ ซึ่งส่วนมากจะต้องหยอดเหรียญ 50 เซนต์ (ประมาณ 20 บาท) เพื่อผ่านเข้าไปใช้ได้ เมื่อหยอดเหรียญเข้าเครื่องไปแล้ว จะได้ voucher มูลค่าเท่ากันออกมา เอาไปใช้แทนเงินสดได้ที่ร้านค้าภายในปั๊ม (จะมีป้ายติดไว้ที่แคชเชียร์ว่า Redeem your voucher here) แต่ปั๊มที่เล็กกว่าบางที่ อาจจะมีคุณลุง คุณป้า ยืนถือจานยิ้มเผล่อยู่หน้าห้องน้ำเพื่อรับ “ทิป” ก่อนเข้าจะเข้าไปทำธุระ ซึ่งจะไม่ให้ก็ได้ (มั้ง) แต่เห็นให้กันทุกคน 20, 30 เซนต์ บ้าง 50 เซนต์บ้าง บางคนก็ให้ถึง 1 ยูโร (โอ๊ว เข้าส้วมที 40 กว่าบาท)

เอาโต้บาห์น

ไฮเวย์ หรือ ในเยอรมนีเรียกว่า เอาโต้บาห์น นี่มันน่าเบื่อเหมือนกันทุกที่ในโลกหรือเปล่าไม่รู้ หรือเป็นเพราะฉันเป็นคนเบื่อง่ายไปเอง ถนนเมื่อผ่านเมืองเล็ก ๆ มันก็แปลกกตาดี แต่พอเข้าทางหลวงปั๊บ หลับปุ๊บ ถนนมันช่างยาวไกล และตรงแหน่ว มีให้ขับซิกแซกหลบรถบรรทุกบ้างแก้ง่วง แต่นั้นเป็นปัญหาของคนขับ ไม่ใช่ปัญหาของฉัน เหอๆๆๆ จะมีการแก้เซ็งได้บ้าง ก็ตรงที่นั่งดูทะเบียนรถแต่ละคนว่ามาจากไหนกัน นอกจาก D – Deutschland (เยอรมนี) NL เนเธอร์แลนด์ (มากับรถคาราวาน อิอิ) ก็พอจะเห็นประปรายคือ PL โปแลนด์, TR ตุรกี (สองประเทศนี้มักจะเป็นรถบรรทุกสินค้า) DK เดนมาร์ก และที่เห็นแนวๆหน่อย ก็คงเป็น LT ลิธัวเนีย ที่เห็นแค่ 2 คันตลอดทาง

ว่ากันว่าสมัยสงครามนั้น คนที่คุณก็รู้ว่าใคร เริ่มจะให้สร้างเส้นทางเอาโต้บาห์น ตัดผ่านหลายพื้นที่ในเยอรมนีนั้น ต้องให้แน่ใจว่าได้ผ่านพื้นที่ที่สวยงามอลังการ เพื่อให้ประชาชนได้ภูมิใจในแผ่นดินอันสวยงามยิ่งใหญ่แห่งนี้ ซึ่งมันก็สวยจริง แต่ก็น่าเบื่อเมื่อต้องนั่งดูมันเป็นเวลาสี่ห้าชั่วโมง

ไปอ่าน ตอนที่สอง ที่นี่จ้ะ