Posts Tagged ‘2007’

✈ ปรอยฝน กับ เค้กช็อกโกแลต

Thursday, August 30th, 2007

28-29 สิงหาคม 2550

นอกจากจะเป็นที่รู้จักโด่งดังทั่วโลก ในฐานะบ้านเกิดของนักประพันธ์ดนตรีคลาสสิคแล้ว คนส่วนมาก ถ้านึกถึง ออสเตรีย ก็คงนึกถึง อาร์โนล์ ชวาเสน็กเกอร์ ! อาจจะเป็นชาวออสเตรียคนเดียวในยุคนี้ที่ดังทั่วโลก หรืออาจจะนึกถึงภูเขาหิมะ ที่เหมาะกับการเล่นสกี คนออสเตรียเล่นสกีกันแทบทุกคน หากเด็ก ๆ บ้านเราต้องไปเที่ยวทะเลเล่นน้ำฉันท์ใด เด็ก ๆ ออสเตรียก็ไปเล่นสกีฉันท์นั้น เล่นกันตั้งแต่ 4-5 ขวบ

เนื่องจากเวียนนาเป็นนคร “สุขนิยม” ไม่แพ้ปารีส หรือ ปราก คนให้ความสำคัญเรื่องหาความสุขใส่ตัวกันอย่างเอาจริงเอาจัง เช่น การสรรหาขนมเค้กอร่อย ๆ หาร้านกาแฟที่มีกาแฟดีที่สุดในเมือง หาดนตรีดี ๆ ฟัง ไปนั่งอาบแดดในสวน ปั่นจักรยานในวันแดดออก ขยันหาดอกไม้ไปเปลี่ยนในแจกันที่บ้าน ฯลฯ ทั้งหมดนี้ไม่่ได้หมายความว่าต้อง “ซื้อ”ความสุข เพราะบางอย่างมันก็ฟรี ถึงไม่ฟรีก็ไม่แพง ความสุขของคนเวียนนาไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันกันมีมือถือรุ่นล่าสุด หรือกระเป๋ามียี่ห้อแต่ดีไซน์ก็งั้น ๆ แล้วยังขายแพงหูดับ เค้าถึงบอกว่ามีเงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้ ต้องโง่ด้วย(แต่อาจจะโดนสวนกลับมาว่า “ก็มันเงินกู!”) :-P

เค้ก เป็นอีกอย่างที่เวียนนาขาดไม่ได้ โรงแรมใหญ่สองเจ้าในเวียนนา เคยทำสงครามเพื่อแย่งชิงการเป็นเจ้าของสูตรเค้ก Sacher Torte (เค้กช็อกโกแลตไส้แยมแอปริคอต เสิร์ฟพร้อมวิปครีม) มาแล้ว ถึงขนาดที่เถียงกันหน้าดำหน้าแดงว่าตกลง แยมแอปริคอต มันควรจะอยู่ชั้นไหนของเค้ก! และถึงขนาดที่ว่ามีข่าวออกมาว่า ญี่ปุ่นส่งสปายมาขโมยสูตรกันเลยทีเดียว

ฉันได้ลองกินเจ้า Sacher Torte เมื่อวานนี้ (ลองมาทั้งหมด 3 ร้าน.. บ้ามาก ทำไปได้ไง) เนื้อเค้กค่อนข้างนุ่มและโปร่ง ๆ มีช๊อคโกแลตสอดไส้แยมแอปริคอต และด้านนอกของเค้กฉาบด้วยช็อคโกแลตแท้ ๆ อีกชั้น ซึ่งมันก็อร่อยดี แต่ถามว่าอร่อยแบบยอมตายเลยไหมมันก็ไม่ขนาดนั้น เค้กที่เมืองไทย หลาย ๆ ร้านก็ทำได้อร่อยไม่แพ้ Sacher Torte ของเวียนนา นะจะบอกให้ ไม่ได้โกหก!

ถ้าดูโปรแกรมทัวร์จากเมืองไทย เวียนนา ส่วนมากก็คงไม่พ้น วิหารเซ็นต์สตีเฟ่น (หรือ สเตฟานส์ดอม ยังไงๆ ก็ต้องเห็น ถ้าไปเดินเล่นแถว ๆ นั้น), อนุสาวรีจักรพรรดินีมาเรียเทเรเซีย (ไม่ได้ไปกะเค้าหรอก), จตุรัสพลาท์อัทฮอฟ โบสถ์คาลส์เคร์ซ (ไม่ได้ไปอีกนั่นแหละ), พระราชวังเซินบรุนน์ (อันนี้ไปเดินผ่านมาหน่อยนึง), อนุสาวรีย์โยฮันซ์สเตร้าส์ (อันนี้ได้ไป เพราะอยู่ระหว่างทางพอดี) ฯลฯ ซึ่งจริง ๆ มันก็สวยดีอย่างที่เค้าว่า แต่โดยส่วนตัวแล้ว บางครั้งฉันเหนื่อยกับการที่ต้องมาเที่ยวแบบ “เก็บแต้ม” กับ check list ทั้งหลายที่เค้าว่า “must see” อะไรทำนองนั้น

ฉันเลยค่อนข้างจะมีความสุขมากกว่ากับการนั่งรถรางไปเรื่อย ๆ มองดูผู้คนตามท้องถนน (บางทีนั่งมองนาน ๆ กลัวเค้าหาว่าโรคจิตเหมือนกัน) และอาจจะเข้าไปดูงานศิลปะดี ๆ ที่ราคาค่าเข้าชมไม่แพงนัก นั่งดื่มกาแฟหอม ๆ ซักถ้วยตามคาเฟ่เล็ก ๆ แค่นี้ก็สุขเกินพอ

ส่วนพระราชวัง เครื่องเพชรเครื่องพลอยต่าง ๆ นานานั้น ก็ไป “เดินผ่าน” กับเขามาเหมือนกันนะ แต่ไม่ได้เสียเงินซื้อตั๋วเข้าไปดูกับเค้า เพราะดูแล้วไม่อิน มันก็แค่ตึกยาว ๆ ที่มีหินสีมีค่าประดับอยู่บนมงกุฎ ฉันดูเอาจากรูปก็ไม่ได้รู้สึกแตกต่างกับการไปดูของจริง เพียงแค่มันใกล้กว่าก็เท่านั้น ลางเนื้อชอบลางยา

การเดินทางสัญจรในเวียนนา เจ้ารถเลื่อนแบบนี้ไม่ใช่แค่เด็ก ๆ ที่ใช้ ผู้ใหญ่ก็ใช้กันหลายคน ทางเดินเท้าเค้าเรียบ จะไถลจากบ้านไปทำงานก็ยังได้

ตั้งแต่มาถึงเวียนนาฉันก็รู้สึกประทับใจและทึ่งปนอิจฉา กับระบบการคมนาคมของที่นี่ ถนนทุกสายมี U-bahn (อู บาห์น) วิ่งผ่าน และ ถนนย่อยที่ U-bahn ไม่ผ่านซะทีเดียว ก็มี Tram หรือรถราง ต่อจากสถานี U-bahn ไปจนถึงที่ที่ต้องการไป ส่วนถนนที่เล็กกว่านั้นอีก ก็มีรถเมล์วิ่งผ่าน “ทุกถนน” ส่วนแถบชานเมืองจะเป็น S-Bahn หรือรถไฟฟ้าความเร็วสูง เชื่อมต่อจากสถาน U-Bahn อำนวยความให้คนที่ทำงานในเมืองแต่บ้านอยู่ชานเมือง และ S-Bahn นี้ยังเชื่อมไปถึงสนามบินด้วย

แม้ระบบจะดีเลิศจขนาดนี้ แต่ตั๋วโดยสารนั้นถูกแสนถูก ตั๋วแบบ weekly นั้นราคาแค่ 14 ยูโร และใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ใช้ได้กับ U-bahn, S-bahn, รถราง และ รถเมล์ ! เรียกว่าไม่ต้องจ่ายค่ายานพาหนะใด ๆ อีกเลยตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่

รายละเอียดเกี่ยวกับราคาตั๋วโดยสาร เข้าชมได้ที่เว็บไซต์ ของ Wiener Linien: http://shop.wienerlinien.at/en/index.php

ระบบตั๋วนั้นใช้ความเชื่อใจ ได้ตั๋วมาใหม่ ต้องเอาไปสอดในกล่องสีน้ำเงินที่มีอยู่ที่ทางลงทุกสถานี สอดครั้งเดียว แล้วใช้ไปตลอดอายุตั๋ว นาน ๆ ทีจะมีพนักงานมาสุ่มตรวจ ถ้าเค้าเจอว่าไม่มีตั๋ว ก็ปรับกันไป มันคงจะน่าอายมากถ้าโดนจับแบบนั้น เพราะราคาตั๋วไม่ได้แพงเลย (ตั๋ววันไม่ถึง 6 ยูโร ใช้ได้ไม่จำกัดเที่ยว ตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนแบบ one week ticket คือ 14 ยูโร ใช้ได้ไม่จำกัดเที่ยวเหมือนกัน ) คือระบบก็สุดแสนจะสะดวก เชื่อใจก็เชื่อใจแล้ว ถูกก็ถูก ยังจะโกงอีก มันก็น่าอะนะ…

แถว ๆ Karlsplatz

วันก่อนฉันเลยนั่ง u-bahn ไปนั่นมานี่เป็นว่าเล่น จะไปไหนก็ได้ในเวียนนา ฉันเลยไปโผล่ที่ คาร์ลสพลาสซ์ (Karlsplatz) แล้วเดินทะลุถนนนั้นถนนนี้ (จริง ๆ มีหลง มีหลง) ดูตลาดโคห์ล-มาร์กท์ (Kohlmarkt)และย่านกราเบน (Graben) – สมัยก่อนเป็นตลาดขายถ่าน

ดูโบสถ์ ผ่านหน้าพระราชวัง พิพิธภันฑ์อัลเบอร์ติน่า (Albertina) (แต่ยังไม่ได้เข้า วันนี้จะไปดูข้างใน) ดูคนนั่งรถม้า เข้าไปฟังออร์แกนในโบสถ์ แบบไม่ต้องเสียกะตังค์แต่อย่างใด ปิดท้ายด้วยการไปนอนเล่นบนพื้นแถว ๆ อนุสาวรีย์ใครซักคน ซึ่งเพิ่งมารู้ทีหลังว่ามันคือหน้า  วังจักรพรรดินีมาเรียเทเรเซีย ก่อนที่ถูกแก๊งค์สาวชาวอเมริกัน มาทำลายความสงบด้วยการพูดคุยอันดังลั่น ทำให้ต้องย้ายไปนั่งฟังเพลงฟรีในโบสถ์เซนต์โจเซฟอีกรอบ

มาถึงเมื่อวานฉันนั่ง U-bahn ไปลงที่สถานีสตาร์ดพาร์ค (Stadtpark) ที่เป็นที่ตั้งของ อนุสาวรีย์โยฮันซ์สเตร้าส์ (Johann Strauss) ใครมาเวียนนาก็ต้องมาถ่ายรูปคู่กับอนุสาวรีย์นี้แหละ พอลงมาจาก U-bahn แล้วก็ตาม ป้าย Stadtpark ไป จะเห็นพ่อแม่พาลูก ๆ มาเล่นที่สนามเด็กเล่นเยอะแยะเลย เดินผ่านสนามเด็กเล่นไป ก็จะมีสะพานข้ามคลอง ที่เป็นสายที่แยกออกมา จากแม่น้ำดานูบ (แต่ตอนฉันไป ไม่ยักกะมีน้ำ มีแต่รถบรรทุกจอดอยู่ด้านล่าง เหมือนกำลังก่อสร้างอะไรกันอยู่ซักอย่าง) พอข้ามสะพานไป มองไปรอบ ๆ รับรองว่าไม่มีทางไม่รู้ว่าอนุสาวรีย์อยู่ตรงไหน เพราะท่านจะได้เห็นกลุ่มนักท่องเที่ยวพากันมุงอนุสาวรีย์ เพื่อผลัดกันถ่ายรูปเป็นการใหญ่ ฉันเดินเข้าไปดูกับเขาเหมือนกัน อ่อ นี่เอง อนุสาวรีย์โยฮันซ์สเตร้าส์.. ได้เห็นแระ แค่นี้แหละ ไปเดินเล่นต่อดีกว่า

รูปปั้น Johann Strauss ใน Stadtpark และบรรยากาศรอบ ๆ สวน

Stadtpark (สตาดท์ปาร์ค) หรือ city park นี้กินพื้นที่กว้างขวาง เหมาะกับการมาออกกำลังกาย นั่งเล่นพักผ่อน ดูเป็ดว่ายน้ำ หรือจะมานั่งเซ็งเป็ดก็ได้ มีให้เซ็งหลายตัว ถ้าอากาศดี ฝนไม่ตก อาจจะนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ที่นี่ได้ทั้งวัน เดินทางมาก็ง่ายแสนง่าย

จาก Stadtpark ฉันนั่ง U-bahn สาย U4 สีเขียวสายเดิม ต่อไป พระราชวังเซินบรุนน์ (Schönbrunn) ซึ่งจะเอาให้ง่ายเลยนะ ก็ลงที่สถานี Schönbrunn นั่นแหละ โผล่มาเจอกำแพงวังพอดี และเป็นประตูทางเข้าหลักด้วย แต่เนื่องจากฉันเป็นคนไม่ค่อยปรกติ ก็เลยนั่งเลยไปอีกสถานีหนึ่ง ไปลงที่สถานี ฮ​ีตซิง (Hietzing)

จากสถานี Hietzing ก็ตามป้าย Hietzinger Hauptstrasse (ถนนฮีตซิงเกอร์ ฮอปท์) ไปโผล่บนถนนข้าง ๆ วังพอดี ฉันแวะซื้ออาหารกลางวัน คือ Durum (3 ยูโร 30 เซ็นต์) ที่เป็นอาหารสไตล์ตะวันออกกลาง มีเนื้อ ผัก ซอส กับพริกป่น ม้วนด้วยแป้ง ออกมาหน้าตาคล้ายโรตี อันใหญ่พอที่จะทำให้อิ่มไปได้หลายชั่วโมง แล้วเดินถืออาหารกลางวันราคาประหยัดแต่อิ่ม เดินตรงขึ้นไปทางเข้าวัง (ข้าง ๆ วัง)

ประตูทางเข้าเหมือนประตูสวนสาธารณะทั่วไป ใคร ๆ ก็เข้าไปได้ ไม่ต้องเสียเงิน เข้าประตูไปเป็นถนนตรง ๆ มีต้นไม่ตัดแต่งไว้สวยงามประดับสองข้างทาง ยาวไปจนสุดถนน ฉันเลือกมานั่งใต้ต้นไม้เพื่อกินอาหารกลางวัน กินไป ก็ต้องระแวงเหล่ากองทัพอีกา ไป เพราะเยอะเหลือเกิน แล้วชอบมายืนมุงรอกดดันด้วยนะ เหมือนมันรู้ว่าเรามีของกิน ได้อารมณ์เหมือนมีอีแร้งรอกินเราอยู่ แง….

ฉันกินไปเกือบหมดก็อิ่มพอดี อีกาแถวนั้นเลยลาภปาก ได้กินต่อ แต่ต้องไปตบตีแย่งกันเอง ฉันเลยรีบถอยฉาก พาตัวเองออกมาจากวงอีกาก่อนที่มันจะเริ่มเปิดฉากถล่มกัน

เดินเข้าประตูด้านหลังของพระราชวังเซินบรุนด์ เข้าไปเดินผ่านมารอบนึง

เดินวนเข้าไปดูบ้านสวนปาล์มแต่ไม่ได้เข้าหรอกนะ (รู้กันอยู่แล้วใช่มั้ย) เพราะปาล์มสำหรับฝรั่ง มัน exotic สำหรับเขา แต่สำหรับคนที่มีปาล์ม 5 ต้นอยู่ที่บ้าน กับต้นมะพร้าวอีก 2 ต้นอย่างเรา ไม่รู้จะเสียค่าเข้า 4 ยูโรไปดูกับเขาทำไม .. ที่นี่มีสวนสัตว์ด้วยนะ แต่ก็ไม่เข้าอีกนั่นแหละ เพราะดู ๆ แล้ว สัตว์ที่เป็น ไฮไลท์เลยคือ หมีแพนด้า (ไปดูที่เชียงใหม่มาแล้วอ่ะ) แถมค่าเข้าก็ค่อนข้างแพง ก็เลยเดินไปดูวังแทน

โผล่มาเจออาคารใหญ่โตสีเหลืองมัสตาด อ้าว นี่มันวังเชินบรุนน์ นี่หว่า ตลกดี เดิน ๆ มาก็เจอตั้งอยู่ตรงนั้น ตรงข้ามกับวังเป็นภูเขามีรูปปั้นและน้ำพุประดับอลังการ แต่เดินกว่าจะถึงนะ อยากได้ตุ๊ก ๆ หรือลูกหาบมากเลย จะให้ขับหรือหามไปส่งบนยอดเขา! คิดว่ากษัตริย์ฮับสเบิร์ก ท่านคงจะมีม้าส่วนพระองค์ สามารถขี่ขึ้นเขาไปได้ เพราะระยะทางจากวังไปนี่เดินกันเกิน 20 นาทีเป็นอย่างต่ำ ฝนก็ดันมาตกตอนนี้อีก ..(ควักเอาเป็ดที่เก็บมาจากสวน Stadtpark เมื่อเช้าออกมาเซ็งอีกรอบ)

อาหารกลางวัน (3.30 ยูโร), บรรยากาศรอบ ๆ พระราชวัง

ฉันเดินดูนั่นดูนี่ บางคนเค้าก็เขาไปใน Maze หรือเขาวงกต กัน เป็นพุ่มไม้สูงท่วมหัว ค่าเข้าไปหลงคือ 4 ยูโร ฉันนั่งดูอยู่นาน คนที่เข้าไปตอนแรก ผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้วยังไม่ออกมาเลย ฉันเลยไม่เข้าดีกว่า กลัวต้องนอนในวัง

สรุปแล้ว ไม่ได้จ่ายตังค์ซํกกะเซ็นต์เดียว (บางคนอาจจะคิดว่า แล้วมันไปของมันทำไมล่ะนั่น นั่นน่ะซิ ไปทำไมฟระ งงตัวเอง) เดินทะลุวังถ่ายรูปมาขำ ๆ แล้วก็นั่ง U-bahn กลับมาที่่ Karlsplatz เพื่อไปที่ Secession ที่มีภาพเขียนเฟรสโก​​ (เทคนิคเขียนภาพบนปูนเปียก ทำให้สีติดทนอยู่นาน) ของ กุสตาฟ คลิมท์ (Gustav Klimt) ค่าเข้าชม 6 ยูโร

ภาพเขียนของ คลิมป์ เป็นแนวที่ยังใหม่ในสมัยนั้น ที่ยังนิยมภาพวาดสัจจนิยม หรือ ​Realism กันอยู่ แต่คลิมท์ขียนภาพแบบตัวคนก็ยืด ๆ ยาว ๆ ยังกะหนังสติ๊ก แขนก็ยาว ขาก็ยาว แล้วผู้หญิงก็ไม่ค่อยชอบใส่เสื้อผ้า บางคนจะใส่ก็เป็นเสื้อทูนิคย้วย ๆ ดูฝัน ๆ ฟุ้ง ๆ ถ้ามาเกิดในสมัยนี้ต้องเรียกว่าเป็น Illustration Artist ที่สไตล์กำลัง​”อิน”มาก ๆ

Secession เมื่อแรกสร้าง และ ​Secession ในปัจจุบัน

งานที่ดังมาก ๆ ของคลิมป์คือชิ้นที่ทำเพื่ออุทิศแด่ บิโธเฟน เป็น serie บนกำแพงยาวต่อกัน 3 กำแพง ชื่อ Beethovenfries คอนเซ็ปต์คือมวลมนุษย์ที่ ที่เดินไปเข้าไปหาสิ่งชั่วร้ายและปีศาจ ความร่ำรวยแบบจอมปลอมที่แทนด้วยภาพวาดรูปผู้ชายในชุดคล้ายพวกขุนนาง มีหญิงชายคู่นึงกำลังคุกเข่าลงเหมือนกำลังอ้อนวอน, ซาตานและลูกสาวทั้งสามอันได้แก่ ความบ้า ความเจ็บป่วย ความตาย … มนุษย์ได้จำนนให้กับสิ่งเหล่านั้น จนกระทั้งได้มาพบกับ บทกวี และดนตรี ทำให้ในที่สุดก็มาถึงดินแดนที่มีแต่ความ รักแท้ ความซาบซึ้ง และความสุขสงบอันเป็นนิรันด์

ทุกภาพแทนด้วยภาพมนุษย์ที่อ่อนช้อยงดงาม และ ออกจะหลอน ๆ ฟุ้ง ๆ และตกแต่งประดับประดาด้วยสีทอง หินสี ฯลฯ เป็นสไตล์การเพนท์ของคลิมท์ กลางกำแพงนั้นเคยมีรูปปั้น บิโธเฟน อยู่ด้วย แต่ปัจจุบันไม่อยู่แล้ว ไม่รู้ไปเที่ยวที่ไหน

ฝนยังคงโปรยปรายอยู่ตอนฉันเดินออกมาจา secession

เดินเลี้ยวขวาขึ้นไปหน่อยเดียว ก็จะเจอกับ ตลาด Naschmarkt (แนชท์มาร์คท์) ที่เป็นที่รู้จักโด่งดังที่สุดของเวียนนา ตลาดนี้อารมณ์คล้าย อตก. แฮะ ร้านค้าเรียงรายตลอดทาง เท่าที่สังเกตุดู ส่วนมากจะเป็นร้านที่พี่ๆ แขกขาวเป็นเจ้าของ มีร้านอาหารอยู่บ้างประปราย คนนิยมมานั่งดิ่มกันซะมากกว่า หรือไม่ก็มากินอาหารจีนที่ทำใหัสด ๆ ฉู่ฉ่า ฉู่ฉ่า กันต่อหน้า (ส่วนเรานั่นเฉย ๆ เพราะกระเพราไก่ที่บ้านก็ทำกัน ฉู่ฉ่า ฉู่ฉ่า สด ๆ เหมือนกันเป็นประจำ ตั้งแต่เดินไปกินข้าวหน้าปากซอยด้วยตนเองได้ตั้งแต่ 7 ขวบก็หายตื่นเต้นไป) ที่แปลกใจมากคือบางร้านมี “เบียร์ช้าง” ขายด้วย ขวดเล็กขายกันที่ขวดละ 99 เซ็นต์ ประมาณ 40 กว่าบาท จริงๆ แล้วก็ถูกนะนั่นน่ะ ถูกกว่าซื้อเบียร์ลาวกินที่ถนนข้าวสารอีก

ก่อนที่นอกเรื่องไปกันใหญ่ ตลาด Naschmarkt นี้ตั้งมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เลยนะ ในเวลานั้นเป็นตลาดที่ค้านมสดบรรจุขวดเป็นหลัก ชื่อตลาดก็มาจากคำว่า Asch ที่แปลว่าขวดบรรจุนม) จนกลายมาเป็น Naschmarkt นี่แล

ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ฉันต้องกลับไปโรงแรม เพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าไปกินบุฟเฟ่ต์ที่ทางเจ้าภาพที่จัดงาน Perl เค้าจัด (แต่คิดตังค์คนละ 50 ยูโร ถ้าจำไม่ผิด รู้แต่ว่า ไม่ค่อยถูกเท่าไหร่) ฉันนั่ง U-bahn ไปที่มหาวิทยาลัยเวียนนา ที่เป็นจุดนับพบ จากที่นั่นก็มีรถบัสหลายคนถูกจัดมารับโปรแกรมเมอร์ทั้งหลาย ไปที่ร้านอาหารที่ทางเจ้าภาพได้จองไว้แล้ว พ่อแก้วแม่แก้วเอ๋ย ร้านนี้มันช่างไกลอะไรปานนี้ เรานั่งรถไปจนเมื่อยแก้มก้น ฝนก็ตกปรอย ๆ หลายคนเริ่มบ่นหิว

ไปถึงที่ร้าน โต๊ะจานชามถูกจัดไว้เรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายไปนั่งเป็นกลุ่ม ๆ ตามโต๊ะ ผ่านไปยี่สิบนาที อาหารยังไม่มา ทุกคนหิวกันจนตาลาย แทบจะกินกันเองแล้ว ฉันเองก็งงว่าเค้าไม่รู้หรือว่าวันนี้จะมีคนมากี่คน แล้วไม่ได้เตรียมอะไรล่วงหน้าไว้เลยเหรอเนี่ย ครึ่งชั่วโมงผ่านไป อาหารเริ่มทยอยมา พอทางเจ้าภาพพูดจบ ทุกคนก็รี่เข้าไปต่อแถวตักอาหารกัน (ถ้าเป็นเมืองไทย ลืมเรื่องแถวไปได้เลย)

แล้วมันก็กร่อยอีกรอบ เพราะบางคนที่รอให้คนเริ่มซาก่อน ค่อยไปต่อแถว ต่อไปราวๆ 10 นาที พอมาถึงโต๊ะที่วางอาหาร อาหารหมดไปต่อหน้าต่อตา! มีคนนึงได้เค้กแบน ๆ ไปชิ้นหนึ่ง เห็นเดินคอตกออกไปอย่างยอมรับชะตากรรม

ฉันนึกว่าวันรุ่งขึ้น ที่เป็นวันปิดประชุม ต้องมีคนโวยเรื่องนี้แน่นอน เพราะประมาณ 20% ของคนทั้งหมด (ประมาณ 200 คนได้) แทบจะไม่ได้กินอะไรเลย ในขณะที่ก็ต้องจ่ายคนละ 50 ยูโร แต่ผิดคาด ที่ไม่มีใครบ่นหรือเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเลย คุณเบิร์ตบอกว่า เงินที่ได้จากบุฟเฟ่ต์ หักค่าใช้จ่ายแล้ว เค้าจะเอาเก็บไว้ใช้ในการประชุมครั้งหน้า วันสุดท้ายเค้ามีการประมูลของกันด้วย ได้เงินเยอะพอดู ก็เก็บไว้ใช้จัดงานคราวหน้าเหมือนกัน

เรายังมีเวลาอีกวันในเวียนนา พรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวกันต่อ

✈ งานแต่งงานแบบแขกๆ

Friday, June 1st, 2007

indiansweetz.jpg
“เธอๆ”
“ราย…”
“เปล่า ไม่มีไรมากหรอก จะหาเพื่อนคุย”
“นายเป็นใครเนี่ย”
“ชื่อดีภัค”
“ดีภัค? ภาษาอะไรน่ะ”
“เป็นคนอินเดีย”
“อ่อ..” (เริ่มขยับออกห่าง แม้จะเป็นการคุยแค่บนอินเตอร์เน็ตก็ตาม) ไม่รู้ว่าคนไทยสอนกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ว่าเจอแขกกับงูให้ตีแขกก่อน ช่างไม่ยุติธรรมกับแขกเอาซะเลย
“แล้วมาทำไรเมืองไทยอ่ะ”
“เรียนต่อ ปริญญาโท เซ็งมากเลย ไม่รู้จักใครเลยเนี่ย”
“แล้วเรียนที่ห้องไม่มีเพื่อนรึ”
“มี แต่น้อย”

นั่นเป็นครั้งแรกที่คุยกันบนโปรแกรมแชท เราไม่ได้คุยอะไรกันมากนัก แต่ออนไลน์ทีไรก็เจอกันแทบทุกครั้ง จนมีอยู่วันนึง ฉันได้ตั๋วดูหนังเรื่อง Moulin Rouge มา 2 ใบ เลยโทรไปชวนดีภัค เพราะเห็นว่าวันอังคาร หมอนี่จะอยู่แถว ๆ สยามเป็นประจำเนื่องจากออฟฟิศอยู่แถวนั้น

แล้วดีภัคก็มา แต่งตัวสไตล์ผู้ชายอินเดีย (ไม่ใช่โพกหัวนะ) แต่เป็นผู้ชายอินเดียที่อยู่ในเมืองใหญ่ๆ ทำงาน geek geek หน่อย ดีภัคมาในเสื้อเชิ้ตแขนยาว ติดกระดุมข้อมือ กางเกงสแล็คเรียบกริบ ใส่แว่นตากรอบเงิน คือจะบอกว่าคล้ายๆโนบิตะเวอร์ชั่นอินเดีย ก็คงไม่ผิดนัก แต่หุ่นจะออกไปทางไจแอนท์มากกว่า (หลัง ๆมานี่มันผอมลงแล้ว)

อ่าว ซวยจริง ๆ ดันลบ blog ผิดอัน!!! กรรมเวร…
ไม่มี copy ด้วยซิ แง้ๆๆๆๆ เดี๋ยวมาเขียนใหม่ก็ได้ว๊าาาา
sm04.gif

✈ เหตุเกิด ณ สถานฑูตเบลเยี่ยม

Wednesday, May 23rd, 2007

manneken.jpg
อาทิตย์ที่แล้ว เอเยนซี่ที่ซอยรามบุตรี ข้างๆวัดชนะสงครามโทรมาปลุกแต่เช้า
“ฮาโหลลลล”
“พี่คะ ตั๋วเครื่องบินพี่เมื่อไหร่จะมาซื้อคะ รอจนแห้งแล้ว”
“ตั๋วอารายยย” (ยังไม่ตื่น)
“ตั๋วไปบรัสเซลส์อะค่ะ พี่จ่ายไว้แล้วนะ 5 พันกว่าบาท”
พอพูดถึงเรื่องเงินตาก็สว่างโร่.. เออ จริงด้วย ยังไม่ได้ไปซื้อซักที เพราะมันต้องมีวีซ่าก่อน เอ๊ะ แต่เดี๋ยว วีซ่า ยังไม่ได้ไปขอเลยนี่หว่า กรำ …
“ได้ค่ะคุณน้องเดี๋ยวขอไปทำวีซ่าก่อน”
“รีบๆหน่อยนะคะเดี๋ยวโดนแขกมันตบเอาค่ะพี่” แขกตบไม่ว่า แต่แขกเอานี่ อืม 555 โอเครีบไปทำวีซ่าดีกว่า

เอกสาร เอกสาร และ เอกสาร

เอกสารก็ยังไม่ได้ก๊อปปี้อะไรซักอย่าง เมื่อไหร่จะเลิกนิสัยนี้ได้ก็ไม่รู้ เบื่อตัวเองมาก เช้ามาต้องบึ่งแท็กซี่ไปถ่ายเอกสารก่อน เอ๊า ไปที่ไหนดีวะเนี่ย ศึกษาภัณฑ์ละกันน่าจะมี เดินเข้าไปศึกษาภัณฑ์ราชดำเนิน เจอเด็กพาณิชย์ฝึกงาน หน้าตาจิ้มลิ้มเลยถามว่าในนี้มีที่ถ่ายเอกสารไหม
“พี่ลองไปถามพี่เสื้อเหลืองดูอ่ะค่ะ”
หันไป เจอเสื้อเหลืองประมาณ 20 คน null
“ไม่มี ต้องไปถ่ายข้างนอก” (เอ๊า เดี๋ยวเลอะเทอะหรอก) น้ำเสียงเธอช่างขุ่นมัว แม้มันจะเพิ่งเลยเวลาเข้างานมาไม่ถึง 2 ชั่วโมงเท่านั้น ไม่น่าหงุดหงิดได้เร็วขนาดนี้ stamina อยู่ในระดำต่ำมากแน่นอน เลยต้องเดินตัวลีบ(พยายามแล้วก็ไม่ค่อยลีบเท่าไหร่)ออกมาข้างนอก ในที่สุดก็หาร้านถ่ายเอกสาร ได้จากความช่วยเหลือของแม่ค้าขายปกพลาสติกหน้าศึกษาภัณฑ์นั่นแหละ (ขอบคุณค้าบบบ)

สถานฑูตเบลเยี่ยม

ไปถึงสถานฑูตเบลเยี่ยม ถนนสาทรใต้ ก็ปาเข้าไปจะ 11 โมง
03-escal.jpg
สถานฑูตที่นี่เล็กนิดเดียว กระจุ๋มกระจิ๋ม แม้ที่นั่งรอก็มีเพียงม้านั่ง 4 ตัวเท่านั้น สงสัยค่าเช่าจะแพงหรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้ หรือจะเพราะคนไม่ค่อยมาขอวีซ่าที่นี่ก็คงไม่ใช่ เพราะไปทีไรคนก็ล้นทะลักกันออกมาข้างนอกทุกที ช่างอัตคัตเหลือคณา ยืนรอกันจนขาแข็งเป็นตอไม้กันทุกคน
02-sign-belgium-embassy.jpg
หยิบบัตรคิวแล้วไปยืนหาวหวอด ๆ อยู่ด้านนอก แล้วเสียงเรียกเบอร์ก็เบาแสนเบาราวกับลมที่ลอดผ่านรูกุญแจ เลยไปรอไกลก็ไม่ได้ ต้องมายืนคอย เหมือนเวลาคอยรถเมล์ พลาด มี อด ขึ้น นะ เว้ย

ได้เลขดีเชียว สิบสาม null
เจ้าหน้าที่ฝ่ายกงสุลยังเป็นคนเดิม หน้าตาคุ้นเคย ดุแบบนิ่มๆ เหมือนเคย แต่ก็เข้าใจนะ ว่าทำไมเจ้าหน้าที่สถานฑูตมักจะดุ หรือไม่ก็ฟังดูน่ากลัวเหมือนลอร์ดโวเดอร์มอร์ เพราะคนที่มาขอแต่ละคนนี่ก็จริง ๆ เลย บางคนโดนดุจนเราสงสารแทน แต่มันก็มีเหตุผลที่เค้าต้องดุ
01-atmsph.jpg
เช่น คนนึงมาพร้อมเอกสารที่ได้มาทาง fax เอามาทำวีซ่า ซึ่งมันใช้ไม่ได้ ต้องใช้ตัวจริงเท่านั้น คือส่งเอกสารจริงมาทางไปรษณีย์ ซึ่งก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร 4-5 วันก็ถึงแล้วจากยุโรปมาเมืองไทยอะนะ ซึ่งฟังจากบทสนทนาแล้ว (ไม่ได้ตั้งใจแอบฟัง แต่ยืนต่อแถวอยู่ ไม่ได้อยากฟังจริง จริ๊งงงงง) คือเธอคนนี้เอาเอกสารมาผิด 3 รอบแล้ว
“ผมบอกแล้วไงครับว่าให้เอาตัวจริงมา ไม่ใช่แฟกซ์”
“แต่เค้าส่งอันนี้มาให้ คือ…”
“ไม่ได้ครับอันนี้มันไม่ใช่ตัวจริง มันคือแฟกซ์ ผมบอกคุณไปสองรอบแล้ว ปากจะฉีกอยู่แล้วนะครับเนี่ย” จ๋อยอะดิ…ก็กลับบ้านไปตามระเบียบ

ที่เจ้าหน้าที่โดนคนที่มาติดต่อหลอกด่าก็มี ผู้หญิงวัยซัก 30 ปลาย ๆ มาคนเดียว และแต่งตัวธรรมดาแบบติดดิน กางเกงขาก๊วยมาเลย แต่ดูออกว่าท่าทางไม่ใช่คนจะไปทำมิดีมิร้ายในต่างประเทศ หรือไปขุดทองยุโรปแต่อย่างใด เธอเดินไปชำระค่าวีซ่า แต่เจ้าหน้าที่ไม่มีเงินทอน เธอเลยหันมาพูดดังปานโทรโข่งเวลาสนามหลวงมีงานประท้วง
“เอ้า ใครมีแบ็งค์ร้อยแลกบ้างคะ!เค้าไม่มีเงินทอน!” ออกแนวประณามเล็กน้อย
“สุดยอดเลย ต้องทำเองทุกอย่าง บริการประชาชนนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ไม่มีเลย” แล้วก็บ่นต่อไปอีกประมาณหลายยก

ส่วนที่เหลือ ที่ส่วนมากเป็นผู้หญิงวัยไม่น่าเกิน 20-30 ปี มากับคู่ชาวเบลเยี่ยมที่อายุอานามห่างกันหลายปีแสง สงสัยมาขอคนเดียวคงจะเหงา เลยต้องลากเจ้าของประเทศมาด้วย (ก็ไม่ได้หมายความว่าวีซ่าจะผ่านนะ)

ไม่สัมภาษณ์เรอะ?

ถึงคิวเราซะที
“ทำงานอะไรคะ” เจ้าหน้าที่หลังเคาท์เตอร์ถาม ระหว่างเรามีกระจกใสกั้น ไม่รู้ว่าให้ความรู้สึกอย่างไรเมื่ออยู่ด้านใน อาจให้ความรู้สึกอภิสิทธิ์เล็กน้อย เห็นกระจกใสที่แบ่งฐานันดรก็เป็นได้ เห่อะๆๆ
“เป็นฟรีแลนซ์ค่ะ”
“ไม่ได้ทำงานประจำหรือคะ?” เธอถามพลางพลิกดูเอกสารที่เราแนบไปด้วย มีจดหมายเชิญ ใบจองตั๋วเครื่องบิน พาสสปอร์ต 2 เล่ม(เก่า ที่หมดอายุแล้ว แต่มีวีซ่าเชงเก้นอยู่ 2 ใบ ใช้แล้วเมื่อปี 2005 และเล่มใหม่เอี่ยมอรทัย มีแค่สแตมป์เข้าสิงคโปร์ มาเลเซีย และลาวเท่านั้น ยังไม่มีวีซ่าซักใบ ใหม่สดซิงๆ) จดหมายแนะนำตัวที่ใช้แทนจดหมายรับรองการทำงาน​(เพราะไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง)
“ไม่ได้ทำค่ะ”
“ไปกี่วันคะ”
“เอิ่มมมม… 3 เดือน” เธอมาหยุดที่จดหมายแนะนำตัว แล้วอ่านอย่างละเอียดทุกบรรทัด (ดีนะ ที่อุตส่าห์เขียนโม้ไปมากมาย ภาษาอังกฤษคงผิดตรึม แต่ช่างมัน)
“ค่าวีซ่า 2600 ค่ะ” ประมาณ 60 ยูโร มีป้ายเขียนไว้เป็นภาษาไทยว่า โปรดเตรียมเงินให้พอดี (แล้วตรูจะไปแลกที่ไหนล่ะ นาทีนี้ ไม่ใช่ที่นั่งเล่นเกมตู้นะ จะได้มีโต๊ะพนักงานรับแลกเหรียญบริการ) ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็ไปหาเงินมาทอนให้เราจนได้น่ะแหละ
“ทำประกันสุขภาพยังคะ”
“เอ่อยังค่ะ”
“ไปทำมาก่อนนะคะไม่งั้นวีซ่าไม่ออกนะคะ”

ลืมมมมไปซะสนิิท ดูนาฬิกาตอนนั้นอีกใกล้ 11 โมงเข้าไปทุกที เอาวะ ลองดู

ทำประกันสุขภาพ
ออกไปเรียกมอไซค์ไป office ของประกัน BUPA ที่ Qhouse ซอยคอนแวนต์ มอไซค์ก็ดี๊ดี ตรงนั้นมันห้ามกลับรถ เลยไปซอกแซกออกซอยบ้านท่านคึกฤทธิ์โน่น จนโผล่มาออกสาทรได้เหมือนเดิม ตรงไปก็เข้าซอนคอนแวนต์แล้ว มันเสือกเลี้ยวขวา ! เลี้ยวทำม้ายยยยยยยยย ตูยิ่งรีบๆ อยู่
“น้องๆ Qhouse ตรงไปก็ถึงแล้ว ตะกี๊ตรงไปไม่ได้เหรอ”
“อ๋อตรงได้ครับ”
“อ่าวแล้วจะเลี้ยวไปไหนเนี่ย”
“ก็คิดว่าจะไปเข้าอีกทาง”
ทางไหนวะ????? งงซิครับ ​Qhouse อยู่ข้างหน้าเห็นกันอยู่จะจะ พ่อเล่นเลี้ยวไปขี่รถเล่น
“วนกลับไปเลยน้องเอ๋ย พี่รีบโคตรๆ ขอย้ำ รีบโคตรๆ”
“ครับๆๆ”

ถ้าเดินคงใช้เวลา 20 นาที นั่งมอไซค์ควรจะ 5-10 นาที แต่มอไซค์ท่านนี้ใช้เวลาจากสาทรใต้ไปซอยคอนแวนต์ร่วม 20 นาที
“ไปวนเล่นซะรอบกรุงเทพฯเลยนะ” เราคืนหมวกกันน็อกให้มอไซค์ตัวแสบ
“แหะๆๆๆๆ คับ” ค่าเสียหาย 40 บาท …ขณะนี้เวลา 11:10

ประกันสุขภาพ ต้องทำแผน Gold เท่านั้น แล้วระยะประกัน 90 วัน อยู่ที่ราคา 3600 บาทถ้วน!! กรูอยากกกกตายยยยย เจ้าหน้าที่สาวๆ ที่นี่หน้าตาน่าเอ็นดู ทำเอกสารแป๊บ ๆ เสร็จละ ดูเวลา 11:22 ใช้บัตรเครดิตรูดปื้ดไปตามระเบียบ (เพราะเงินม่ะพอแว้ว) บึ่งมอไซค์กลับไปสถานฑูต อ๊ะจ๊าก อีก 2 นาที อันมีค่า รีบวิ่งขึ้นลิฟต์ไปชั้น 17

ส่งเอกสารทันเป็นคนสุดท้ายพอดี เฮ่อ…อ…อออ

เจ้าหน้าที่ไม่ยักกะพูดอะไร ไม่มีนัดสัมภาษณ์ ไม่มีนัดรับเอกสาร ก็เลยงงๆเล็กน้อย กะว่าอีก 2-3 จะโทรมาตามผลอีกที เพราะวันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุดของสถานฑูต (เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ อะไรซักอย่าง)

หมดไปอีกหนึ่งวัน นรกสุด ๆ
05-foodcourt.jpg

^
^
Food Court ที่ชั้นใต้ดิน สาทรซิตี้ทาวเวอร์ ใช้ได้ ๆ
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
เมื่อวานโทรไปถามมา เจ้าหน้าที่ทำเสียงดุ ๆ ใส่ว่า
“แล้วเค้าบอกว่าเมื่อไหร่ให้มารับ”
“ไม่มีใครบอกอะไรนี่คะ”
“มีซิ” เอ่า ก็ไม่มีจริงจริ๊งงง
“เอ่อ ไม่มีจริงๆค่ะ”
“พรุ่งนี้เข้ามาฟังผลตอนเช้า” ไรว้า ฟังผล แค่เนี้ยะเหรอ
ปรากฎว่าไปถึงสถานฑูต ยื่นใบรับให้เจ้าหน้า เค้าก็ไปหยิบพาสสปอร์ตมาให้
“90 วันนะ”

อ่าว ได้ละเหรอ อะไร งง งงมาก เออ แต่ก็ดี 555
คือคราวที่แล้วที่เราไปขอ เค้าให้เราอยู่รอสัมภาษณ์ต่อตอนบ่าย ถามคำถามเช่น รู้จักกันมานานหรือยังกับคนเชิญ ( 4 ปี), มีแผนแต่งงานมั้ย (ไม่รู้), จะไปทำอะไร (ไปเยี่ยมเฉย ๆ และไปพักผ่อน), ซื้อตั๋วหรือยัง (จองแล้วยังไม่ได้จ่ายตังค์), แฟนทำงานอะไร (เป็นวิศวกรซอฟท์แวร์), ไปนาน ๆ แบบนี้เจ้านายไม่ว่าเหรอ (ไม่ว่าอะไร เจ้านายเป็นคนเบลเยี่ยมเหมือนกัน), จะไปทำงานหรือเปล่า (เปล่า..), ฯลฯ แล้วห้องสัมภาษณ์ก็ยังกะห้องเยี่ยมนักโทษ มีกระจกกั้น มีเก้าอี้ฝั่งละตัว ผนังสีขาว เข้าไปนั่งร้องเพลงรออยู่ตั้งหลายนาที (เสียงมันก้องดี เหมือนร้องเพลงในห้องน้ำ)

รอผล 3 วัน เค้าก็โทรมา ให้เอาตั๋วเครื่องบิน (ตัวจริง) ไปรับวีซ่า ได้มา 45 วัน แต่คราวนี้ ไม่ยักกะถามอะไร ตั๋วก็ยังไม่ได้ซื้อเลย แต่คิดว่าเค้ามีประวัติอยู่แล้ว แล้วคราวก่อนที่ไปมาก็ไม่ได้ overstay หรืออะไร ก็เลยง่าย

06-visa.jpg
ไปแระ เดือนหน้า ข้อยซิไปเบลเยี่ยมแล้วเด้อล่า
เมืองที่ข้าพเจ้าจะไปสิงสถิตย์นั้นหรือ มันคือเมือง Leuven นั่นเอง รูปนี้แหละ แต่มันไม่สวยอย่างนี้ทุกวันหรอกนะคะพี่น้อง บางวันอากาศห่วย มันก็โคตรจะน่าเบื่อเลยค่ะ แต่ไม่บ่นก็ได้ เพราะเบียร์อร่อย อิอิ

07-leuven.jpg