+ อะเบาท์มี
Something about me.
• Known as : ผึ้ง,บี
• education : ศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว ประสานมิตร) สาขาออกแบบสื่อสาร(คอมพิวเตอร์กราฟฟิค)
• born : กรุงเทพฯ
• grew up : เขตดุสิต (แถวๆ ตลาดราชวัตร)
• got older : บางกอกน้อย แถว ๆ ปิ่นเกล้า
• current location : เมือง Leuven ประเทศเบลเยี่ยม
• workplace : เวย์พอยท์ดีไซน์ (www.waypointdesign.be), บรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม
• occupation : กราฟฟิคดีไซเนอร์ (ดีนะ ที่ยังไม่เบื่อ)
interests : ท่องเที่ยว, แบกเป้เที่ยว, ขีด ๆ เขียนๆ, ดนตรี (ฟังอย่างเดียว เล่นอะไรไม่เป็นเลย), ทำอาหาร (กินไม่ค่อยจะได้), ประวัติศาสตร์, เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของเรื่องไม่เป็นเรื่อง , พิพิธภัณฑ์, ศิลปะวัฒนธรรมจากที่ต่างๆ, การถ่ายภาพ, งานออกแบบ, กินอาหารอร่อยๆ
ฯลฯ
สวัสดีค่ะ
ยินดีต้อนรับสู่บันทึกการเดินทางนะคะ เนื่องจากเจ๊ย้ายบ้าน (blog) บ่อย ถ้าเปิดไปเปิดมาแล้ว blog เดิมๆ มันหายจ้อยไปซะยังงั้น ก็ทำใจค่ะ 5555

ทำไมต้อง Beebah
เพราะ ชื่อเล่นจริง ๆ (เอ่า ตกลงเล่นหรือจริง?) ขื่อ “ผึ้ง” แต่เนื่องมาจากเทคโนโลยีอันกว้างไกลของอินเตอร์เน็ต ทำให้อิฉันตกเป็นทาสโลกไซเบอร์มาตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา และได้พบปะผู้คนมากมายล้านแปดประเทศ ทำให้ได้เพื่อนใหม่ตรึม เล่นเน็ตแรก ๆ ก็ยังสะกดชื่อตัวเองว่า peung อยู่ (ไม่ได้กระแดะแต่อย่างใด แต่ใช้เฉพาะเวลาคุยกับเพื่อนต่างภาษา) ปรากฎว่า มันก็ออกเสียงเป็น พ้วง บ้าง.. เพี้ยง บ้าง… ครั้นจะเปลี่ยนไปเป็น pueng มันก็ยังออกเสียงกันว่า พ๊วง กันอยู่ดี
ด้วยเหตุที่ว่า อยู่ดี ๆ ไม่อยากให้ใครมาเรียกว่า “อีพ๊วง” ก็เลยต้องบอกพวกเพื่อน ๆไปว่า ชื่อ(ตู)น่ะ แปลว่า Bee นะเว้ย ถ้าออกเสียง pueng ไม่ได้ ก็เรียก bee ไปเลยก็ได้ ง่ายดี แล้วพอดีตอนนั้นกำลังจะจดโดเมนใหม่ คิดอะไรไม่ออก ประกอบกับเพื่อน ๆ รักใคร่ เอ็นดู พร้อมใจกันเรียกว่า อีบ้าๆ (5555) อยู่เป็นประจำ มันก็เลยกลายมาเป็น beebah ไปอย่างมั่ว ๆ ฉะนี้แล…ใครจะเรียก บี หรือ เรียก ผึ้ง ก็หันหมดแหละตอนนี้ ทำไมตอนเกิดพ่อแม่เราไม่ตั้งชื่อเล่นเราให้อินเตอร์ ๆ เรียกง่าย ๆ แบบ พอลล่า อะไรงี้นะ เห่อะๆๆๆ (พูดเล่นนะคับ อย่าเพิ่งอ้วกกัน)
แล้ว beebah.com หายไปไหน
แบบ ง่าว ๆ เลยนะ “ลืมต่ออายุโดเมน”ค่ะ 5555 ช้าไปวันเดียว โดนฝรั่งฉกไปเลย (ไม่รู้มันจะเอาไปทำอะไรของมัน) กลายเป็น Junk Link ข้อมูล(ปลอม) ประเทศลาวไปแล้ว ขำ ๆ นะ
ทำไมเที่ยวได้นาน ๆ งานการไม่ทำหรือ?
หลังจากทำตัวเป็นพวก vagabond ไม่ยอมทำงานประจำไปสองปีกว่า ตอนนี้กลับมาทำงานประจำแล้ว ต้องยอมรับว่าเป็นฟรีแลนซ์มันมีทั้งดีทั้งเสีย ข้อดีคือ เงินค่อนข้างดี (ถ้าทำงานไว แล้วปิดโปรเจ็คท์ได้ไวๆ และคุณภาพดี ๆ งานจะเข้ามาเอง) และจัดการเวลาเองได้ ไปเที่ยวนาน ๆ ก็หิ้ว laptop ไปด้วย ขอให้มีอินเตอร์เน็ต ทำงานที่ไหนก็ได้บนโลกนี้ (ฟังดูดี แต่ทำให้เที่ยวไม่ค่อยสนุก) ข้อเสียคือ ทำงานคนเดียว น่าเบื่อมากกกกกกกก มันไม่มีการสื่อสารกับมนุษย์มนา คนอื่นเลย บางทีรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นมนุษย์ถ้ำ เพื่อนไม่รัก ฯลฯ หนัก ๆ เข้าอาจจะมีการออกไปล่าสัตว์ยังชีพได้
ตอนนี้บริษัทที่เพิ่งตกลงทำงานกับเค้าไป ดูค่อนข้างจะอิสระพอตัว หนึ่งปี (ขอเค้า)หยุดได้หนึ่งเดือน ก็หวังว่าจะมีเวลาไปตะลอน ๆ ได้ปรกติ
แล้วก็..
ไม่ ว่าคุณจะกำลังจะวางแผนไปเที่ยว เข้ามาหาข้อมูล หรืออ่านเล่น ๆ เพราะเซ็งมาจากงาน หรือชีวิตประจำวัน ก็ขอให้อ่านสนุกนะคะ หวังว่าข้อมูลและบันทึกการเดินทางพวกนี้ คงจะมีประโยชน์ กับนักเดินทาง ที่กำลังวางแผนจะไป หรือ ใครยังไม่ได้ตัดสินใจ ก็หวังว่า จะเป็นการจุดประกายความอยากไปได้บ้าง เพราะเชื่อว่าการท่องเที่ยว สามารถทำให้คนเราหายโง่ได้ (อ่าว หลอกด่า หลอกด่า กร๊ากๆๆ) ไม่ช่ายยยย นี่คือ พูดจากประสบการณ์ตัวเองนะ
การได้ท่องเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ พบเพื่อนนักเดินทางด้วยกัน ไปในที่ที่เราไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แต่หลายครั้งมันกลับให้อะไรเรามากกว่าที่คิด พูดง่าย ๆ ว่าไปเปิดหูเปิดตา ออกนอกกะลากันซะบ้างก็ดี นาน ๆ ที เนาะ (ตามเวลาและทุนทรัพย์จะเอื้ออำนวย) ลง comment ไว้ให้ด้วยก็ดีจะได้รู้ว่ามีคนอ่าน ไม่ได้บ้าพล่ามอยู่คนเดียว 555
ต้องการติดต่อตัวเป็น ๆ e-mail หรือ add MSN มาก็ได้ค่ะ
c h a l e e n g (at) h o t m a i l .com (พิมพ์ใหม่หน่อยนะคะ spam มันเยอะ)
ไปไหนมาบ้าง แล้วทำไมต้องแบกเป้?
โบกรถ..
ทริปแบกเป้จริงๆ เลย คือตอน ม. 5 โบกรถเที่ยวกันกับเพื่อน ๆ แบบตายดาบหน้าเลย ทริปตอนนั้นที่ประทับใจไม่ลืมเลยก็คงเป็น ภูเรือ จังหวัดเลย เพราะจำได้แม่นเลยว่ามีเงินสดติดตัวไป 800 บาท กับการเที่ยวเกือบอาทิตย์ อาศัยโบกรถเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ ได้เจอคนมีน้ำใจมาก ๆ และเป็นประสบการณ์ที่ชีวิตนี้จะไม่ลืมเลย เพราะทรหดจริง ๆ สำหรับเด็กเมืองกรุง อายุ 17 ที่วัน ๆ ไม่ได้ไปไหนนอกจากมาบุญครอง กับไปกินพิซซ่าฮัทที่ตึก IBM แถว ๆ ซอยอารีย์ !
โบกรถก็ใช่ว่าคนจะจอดรับตลอด บางทีก็รอเป็นชั่วโมงกว่าจะมีคนรับขึ้น ตอนขึ้นภูเรือ ก็ได้คนใจดีรับขึ้น แถมเลี้ยงข้าวเราอีกต่างหาก (เค้าชวนพวกเรานั่งกินในวงครอบครัวเลย มื้อนั้นอร่อยที่สุด) เราเอาเต๊นท์ไปเอง ต้มมาม่ากินกันแทบทุกมื้อ อาบน้ำที่น้ำตก อากาศหนาวจับใจ ทิ้งกระป๋องเบียร์ไว้นอกเต๊นท์ ซักตีหนึ่งตีสองตื่นมาจะได้เบียร์เย็นเจี๊ยบเลย …. ขากลับลงมาจากภู ก็ได้รถของพี่ป่าไม้ ที่บรรทุกไม้มาเต็มคันรถ (ตอนนั้นเค้าซ่อมแซมอาคารกันอยู่) เราต้องปีนขึ้นไปนั่งบนกองไม้ที่สูงหลายเมตร พร้อมกับรถที่ไหลตีโค้งลงมาจากยอดภู มอเตอร์ไซค์ทุกคันที่ไม่มีใครติดเครื่องเลย ปล่อยให้รถไหลลงมาเอง มันส์มาก ประสบการณ์เฉียดตาย 555 ลงมาข้างล่าง ได้รถจากองค์การโทรศัพท์รับพวกเราขึ้น มีเปลญวณที่หลังรถด้วย นั่งสูดยาดมไฮเป๊กซ์กันปื้ด ๆ ๆ …. คันสุดท้ายที่ให้พวกเราอาศัยมาด้วยคือคุณลุงคุณป้าจากขอนแก่น ที่พอมาส่งเราลงที่หมายแล้ว ก็ยังอุตส่าห์จอดรถรอดูว่าพวกเราจะได้รถหรือไม่ เป็นความประทับใจที่ชาตินี้จะไม่ลืมเลย
ตั้งแต่นั้นมา อารมณ์ที่อยากจะแบกเป้มันก็คุกรุ่นมาตลอด ไปถามเพื่อนสมัย ม.ปลายดูได้ ชลีรัตน์บ้า outdoor ขนาดไหน ขนาดว่าเอาเต๊นท์มากางที่สนามหน้าบ้านตัวเองก็ทำมาแล้ว (จนพ่อด่า เพราะทำหญ้าในสนามตายหมด เพราะแดดมันส่องไม่ถึง เต๊นท์บัง 555
2002 : โกอินเตอร์ ไป ลาว
ทริปนอกประเทศครั้งแรกที่ไปคือ วังเวียง หลวงพระบาง สปป.ลาว เมื่อปี 2002 เป็นทริปที่ไปแบบลุยเดี่ยวไปเองเลยจริง ๆ เป็นครั้งแรกในชีวิต จริง ๆ ก็ไม่ได้กะว่าจะไป แต่ช่วงนั้นเริ่มฝึกงาน เป็นกราฟฟิคดีไซเนอร์ที่บริษัทค่อนข้างใหญ่แห่งหนึ่ง แล้วงานค่อนข้างจะกดดันมาก เจ้านายก็คาดหวังจากเรามาก ทำให้เราสติแตก เปิดเว็บ TrekkingThai ดูได้ คิดแล้วว่าหลวงพระบางนี่แหละที่เราต้องการ ก็แพ็คกระเป๋า ลางานไปเลย 9 วัน … เป็นทริปที่จะไม่ลืมอีกเช่นกัน ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งโบกรถ เพราะตอนนั้นยังมีเพื่อน คราวนี้ต้องฉายเดี่ยว และต้องเอาตัวรอดให้ได้ ถึงแม้จะค่อนข้างปอดแหกก็ตาม

การเดินทางครั้งนี้ได้เจอเพื่อนร่วมทางหลายคน ที่ถึงทุกวันนี้จะไม่ได้ติดต่อกันแล้ว (บางคนย้ายงาน บางคนก็เงียบหายไปเฉยๆ) แต่ก็ยังจำได้ไม่ลืม เป็นทริปที่ประทับใจมาก ๆ เป็นครั้งที่ทำให้เราได้รู้จักถึง การท่องเที่ยวที่ไม่ได้ไป เพื่อจะดูสถานที่สวยงามอย่างเดียวแล้วกลับ แต่เป็นการไปเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมต่างถิ่น จากคนต่างภาษา ทำให้เราได้เปิดโลกทัศน์มากขึ้น กว่าการนั่งดูทีวีรายการท่องเที่ยวหลายเท่า .. การที่ได้พบคนต่างหลาย ๆ ประเทศ เป็นเพื่อนร่วมทาง ได้แลกเปลี่ยนทัศนคติกันนั้นทำให้เราไม่โง่ และได้เรียนรู้ที่จะ “เชื่อ” และ “ไม่เชื่อ” ในสิ่งต่าง ๆ ที่เราเคยได้ยินมา
เอาง่าย ๆ เลย คนไทยที่ไม่ค่อยได้คลุกคลีกับฝรั่งมากนัก ก็จะมองว่าฝรั่งเก่งกว่า ดีกว่า รวยกว่า เหนือกว่าเราทุกอย่าง แต่ลองมาได้คุยได้คลุกคลีจริงๆ แล้ว ฝรั่งก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากคนไทย ชาติไหนก็เหมือนกันหมด คือมีลักษณะที่แตกต่างกันแล้วแต่บุคคลไม่ได้เกี่ยวกับเชื้อชาติ กลับมาจากเที่ยวครั้งนั้น สิ่งที่ทำให้เราหงุดหงิด(มากกว่าที่เคย)ทุกครั้งคือ เวลาไปเที่ยวที่สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองไทย แล้วคนไทยจะโอ๋ฝรั่งมากกว่า บริการฝรั่งดีกว่า นี่คือความไม่รู้ของคน.. จริง ๆ ไม่มีใครดูถูกเราได้ แต่คนไทยนี่แหละที่ดูถูกตัวเรากันเอง โดยไปก้มหัวให้คนอื่นที่เรา”เชื่อ”ว่าเค้าเหนือกว่า แบบไม่มีเหตุผล งานด้านบริการหลาย ๆ อย่างของเมืองไทย บางทีแยกแยะได้ยากมากว่าเป็นการ “บริการ” หรือ “รับใช้”
แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะเกลียดฝรั่งนะ แต่คือรู้และเข้าใจมากขึ้น ว่าชาติไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ อยู่ที่นิสัยส่วนบุคคล ไม่ต้องไปเกรงใจฝรั่งมากนัก ถ้าฝรั่งคนนั้นมันไม่ได้ทำตัวให้น่าเกรงใจ นี่ถ้าคนทั่วโลกผสม ๆ กัน หน้าตาผิวพรรณออกมาคล้าย ๆ กันหมดก็คงดี จะได้ไม่มีปัญหาเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติ ให้น่าอนาถใจ
หรืออย่างทริปที่ไปอินเดีย หรือ พม่า ยิ่งพม่านี่ ตอนแรกไม่อยากไปเลย กลัว!! กลัวคนพม่าเกลียดคนไทย แต่ไปจริงๆ แล้ว เฮ้ย คนพม่าน่ารักมากเลย แล้วเค้าไม่เข้าใจ ทำไมคนไทยเกลียดคนพม่านักหนา (เรื่องมันนานเป็นสอง สามร้อยปีมาแล้ว คนไทยยังไม่ลืม) หรืออินเดีย ที่คนไทยช่างพูดว่า “เจอแขกกับงูให้ตีแขกก่อน” ไปถึงอินเดียจริง ๆ มันก็มีบ้างคนที่กวนประสาทเรามาก ๆ แต่มันกลับกลายเป็นเรื่องฮาในภายหลัง แต่ที่สำคัญ เราเจอคนที่ดีมากกว่าคนที่ไม่ดี
มันสำคัญนะ กับการที่จะไม่เชื่อเรื่องต่าง ๆ ที่ “เค้าบอกว่า..” คือฟังไว้ได้ แต่อย่าเชื่อมาก ไปพิสูจน์เองดีกว่า มันส์ดีด้วย

ทริปอื่น ๆ ที่ตามมาอีก
2002
• บังคลาเทศ, • เนปาล (กาฎมันฑุ, โพครา, อันนาปูรณะ trek, ลุมพินี, กุรข่า, ภักตาปูร์, ปาตัน) 3 อาทิตย์
2003
• เมียนมาร์ ( ย่างกุ้ง,หงสาวดี,รัฐมอญ, เมาะละแหม่ง, เมาะตะมะ, สะเทิม, มัณฑะเลย์, พุกาม) 3 อาทิตย์
2004
• กัมพูชา (ไพลิน, พระตะบอง, เสียมเรียบ, ปอยเปต) 1 อาทิตย์
2005
• อียิปต์ (ทรานสิท 2 วันที่ไคโร คุ้มนะ คุ้ม)
• เบลเยี่ยม (Brussels, Leuven, Hasselt) 1 เดือน
• สวีเดน (สต๊อกโฮล์ม) 1 อาทิตย์
• ฝรั่งเศส (ไปแค่ปารีสค่ะ) 4 วัน
• เนเธอร์แลนด์ (อัมสเตอร์ดัม) 3 วัน
2006 ต้น ๆ ปี
• ลาว (รอบที่สอง : ห้วยทราย, หลวงพระบาง, เมืองงอย, หนองเขียว, อุดมไซ, ปากแบ่ง) 3 อาทิตย์
• อินเดีย เหนือ (กัลกัตตา, ดาร์จีลิง, สิกขิม, พาราณสี, อัครา, นิวเดลี) ประมาณ 1 เดือน
2006 ปลาย ๆ ปี
• อินเดีย รอบที่สอง (กัลกัตตา, พาราณสี, นิวเดลี, มุมไบ หรือ บอมเบย์, โกอา, จัยปูร์, จอดปูร์ หรือ โชธปุระ, จัยซัลแมร์, พุชการ์, ออคชาร์, กวาลิออร์, บุนดี, โกตา) 2 เดือน
2007 ต้น ๆ ปี
• สิงคโปร์ (2 อาทิตย์)
• มาเลเซีย (ยะโฮร์บาห์รู, มะละกา,กัวลาลัมเปอร์) 1 อาทิตย์
• ลาว รอบที่สาม (เข้าทางมุกดาหาร, สะหวันนะเขต, ปากเซ) 10 วัน
2007 กลาง ๆ ปี
ยุโรปรอบที่สอง
• เดนมาร์ก (โคเปนเฮเกน, โอเดนเซ่)
• เบลเยี่ยม (Leuven, Gent, Brugge, Liege, Brussels, Antwerp,etc)
• ออสเตรีย (เวียนนา)
• เยอรมนี (ฮัมบูร์ก)
• ฝรั่งเศส (ลิลล์) อันนี้แค่ day trip จ้ะ ขับไป ขับกลับ
(รวม ๆ แล้ว ประมาณ 3 เดือน )
2008
• ฟิลิปปินส์ (มะนิลา, ภูเขาไฟพินาตูโบ, วิกัน, ซากาดา, บาเกียว ฯลฯ) ไปมาแล้ว กลับมาแล้วจ้ะ
• เบลเยี่ยม (ตอนนี้อยู่ที่นี่ค่ะ)
• โรม,อิตาลี (ประสบการณ์ Lost in Rome 1 อาทิตย์ มันส์อ่ะ เดี๋ยวจะมาเขียนนะ)
• เบอร์ลิน เยอรมนี (ปีใหม่ ไปดูกิจกรรมเค้าจัดกันหนุกๆ, 26 ธันวาคม 51 – มกราคม 2552)
2009
• เมืองอัลมาติ, คาซัคสถาน และข้ามแดนทางบกเข้าสาธารณรัฐประชาชนจีน
• เมืองจีน ตั้งแต่ตะวันออกสุดถึงเกือบตะวันตกสุด (มณฑลอุรุมฉี, มณฑลซินเจียง-อุยกูร์, มณฑลกานซู, มณฑลส่านซี และ เซี่ยงไฮ้ : ทั้งทริปมีเป้ขนาด 35 ลิตรใบเดียวจบ
• ได้กลับเมืองไทยสองอาทิตย์ มีความสุขมาก!!!
Planned Trips
• 2010 ยังไม่รู้ชะตากรรมเลย คงจะพักเอเชียไว้ชั่วคราวพอให้คิดถึง ทริป(ใหญ่)คราวหน้าอาจจะเป็นยุโรปตะวันออก ประมาณ โรมาเนีย, ยูเครน, เบลารุส, สโลวาเกีย แต่อาจจะรวมตุรกีด้วย แล้วแต่งบประมาณจะอำนวย
ระหว่างนี้คงไปได้แต่แถว ๆ นี้ไปก่อน พอยาไส้กันไป
