beebah.net/visabelgium

ข้อมูลงู ๆ ปลา ๆ เกี่ยวกับวีซ่าเบลเยี่ยม + คุยกันเรื่องทั่ว ๆ ไปเกี่ยวกับชีวิตในเบลเยี่ยม

✈ เอกสารที่ใช้ขอวีซ่าเบลเยี่ยม (2010 update)

Posted on | July 3, 2010 | No Comments

ถามกันบ่อยมาก ๆ ทั้งบน blog และทาง mail (บางคนไม่ทันใจ add M มาถามเลยก็มี)

จะไปเบลเยี่ยม ต้องใช้เอกสารอะไรบ้างในการขอวีซ่า

จริง ๆ แล้วมีข้อมูลค่อนข้างครบถ้วน อยู่บนเว็บไซต์ของสถานฑูตแล้วนะคะ ที่นี่เลยจ้ะ
http://www.diplomatie.be/en/travel/visa/default.asp

อีกที่ที่เป็นเว็บบอร์ด มีคนถามกันเยอะ ข้อมูลเยอะเหมือนกัน ที่นี่เลยค่ะ
http://forums.thaieurope.net/index.php?board=8.0

ถ้าจะขอแบบไปเอง ไม่มีสปอนเซอร์ หรือผู้เชิญมาจากที่เบลเยี่ยม จะขอวีซ่าไปเที่ยวเอง หรือว่าจะไปเยี่ยมเยียนคุณแฟน หรือ เพื่อน หรือ ญาติ จะเป็นวีซ่าประเภท short stay ค่ะ (อยู่ได้นานสุดครั้งละ 90 วัน) จะเล่าได้เฉพาะแบบที่เคยขอนะคะ คือแบบที่มีผู้เชิญเขียนจดหมายรับรองมาให้ค่ะ

ควรดำเนินการขอวีซ่าก่อนวันเดินทางอย่างน้อย 1 เดือนนะคะ

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

ถามกันบ่อยมาก ๆ ทั้งบน blog และทาง mail (บางคนไม่ทันใจ add M มาถามเลยก็มี)

จะ ไปเบลเยี่ยม ต้องใช้เอกสารอะไรบ้างในการขอวีซ่า

จริง ๆ แล้วมีข้อมูลค่อนข้างครบถ้วน อยู่บนเว็บไซต์ของสถานฑูตแล้วนะคะ ที่นี่เลยจ้ะ
http://www.diplomatie.be/bangkok/default.asp?id=28&mnu=28

อีกที่ที่เป็นเว็บบอร์ด มีคนถามกันเยอะ ข้อมูลเยอะเหมือนกัน ที่นี่เลยค่ะ
http://forums.thaieurope.net/index.php?board=8.0

ถ้าจะขอแบบไปเอง ไม่มีสปอนเซอร์ หรือผู้เชิญมาจากที่เบลเยี่ยม จะขอวีซ่าไปเที่ยวเอง หรือว่าจะไปเยี่ยมเยียนคุณแฟน หรือ เพื่อน หรือ ญาติ จะเป็นวีซ่าประเภท short stay ค่ะ (อยู่ได้ นานสุดครั้งละ 90 วัน) จะเล่าได้เฉพาะแบบที่เคยขอนะคะ คือแบบที่มี ผู้เชิญเขียนจดหมายรับรองมาให้ค่ะ

ควร ดำเนินการขอวีซ่าก่อนวันเดินทางอย่างน้อย 1 เดือนนะคะ

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

A. เอกสาร ที่ทางเราต้องเตรียม

เอกสารที่ทางผู้ขอวีซ่าต้องเตรียม

1.หนังสือเดินทาง ที่มีอายุการใช้งานเหลือไม่ต่ำกว่า 3 เดือนหลังจากวันสิ้นสุดการเดินทาง (สมมติว่า จะเดินทางวันที่ 1 มกราคม และสิ้นสุดการเดินทางวันที่ 31 มกราคม, หนังสือเดินทางต้องหมดอายุหลังเดือนเมษายนปีเดียวกันเป็นอย่างน้อย  / หนังสือเดินทางตัวจริง + สำเนา 1 ชุด (ถ่ายสำเนาเฉพาะหน้าที่มีรูปถ่ายและข้อเจ้าของเดินทาง)

2. แบบฟอร์มการขอวีซ่า 1 ชุด รับได้ฟรีที่สถานฑูต หรือดาวน์โหลดที่นี่ http://diplomatie.belgium.be/en/binaries/SchengenEN_tcm312-69379.pdf , กรอกให้เรียบร้อย ติดรูปถ่ายสี 1 ใบ *ต้องถ่ายโดยใช้ฉากหลังสีขาวเท่านั้น

3. สำเนาบัตรประชาชน 1 ชุด

4. จดหมายจากนายจ้าง, สถานศึกษา ที่ระบุจำนวนวันที่สามารถลางานได้ (ในฐานะลูกจ้างหรือหุ้นส่วนบริษัท) / ฉบับจริง +สำเนา 1 ชุด

5. สำเนาใบจองตั๋วเครื่องบินที่คอมเฟิร์มที่นั่งแล้ว (ย้ำว่าต้องเป็นแบบ “confirmed” ไม่ใช่ waiting list) 

ตั๋วเครื่องบินนี้อย่าเพิ่งชำระเงิน ให้จองไว้เฉย ๆ ก่อน เมื่ีอวีซ่าผ่านแล้วค่อยไปชำระเงินและรับโค้ดสำหรับตั๋วตัวจริง (ปรกติเดี๋ยวนี้จะเป็น e-ticket หมดแล้ว คือจะไม่มีตั๋วให้สำหรับบางเอเยนซี่ หรือบางที่อาจจะพิมพ์ออกมาให้ดู แต่ให้เช็คดูรหัส  6 หลักแบบสากล (โดยมากจะเป็นของ Amadeus) เป็นตัวอักษรและเลขผสมกัน เช่น 26XBNA, W8CM0I.. เป็นต้น รหัสนี้สามารถเช็คไฟลท์ได้ตลอดเวลา viewtrip.com หรือ checkmytrip.com และสามารถปรินท์รายละเอียดบนเว็บออกมาใช้เวลาเช็คอินที่สนามบินได้เลย ไม่ต้องกลัวว่าตั๋วจะหาย เพราะพิมพ์ใหม่ได้ตลอดอยู่แล้ว

6. กรณีเยี่ยมครอบครัว ใช้เอกสารหรือหลักฐานยืนยันความสัมพันธ์ / ฉบับจริง + สำเนาอย่างละ 1 ชุด

7. ประกันสุขภาพ (medical insurance) จากบริษัทที่ได้รับการรับรองจากสถานฑูตเบลเยี่ยม (ขอรายชื่อได้ที่สถานฑูต) ที่มีวงเงินคุ้มครองอย่างน้อย 30,000 ยูโร 

ประกันนี้ใช้ในกรณีเกิดเจ็บป่วย หรือได้รับอุบัติเหตุขณะเดินทาง และพำนักอยู่ในต่างประเทศ ราคาจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาการเดินทาง ( ยิ่งไปนานยิ่งแพง) รายละเอียดไปดูได้ที่ http://www.bupathailand.com/wwt_ins.asp

ต้องทำไปก่อนเลย และเอาเอกสารประกันนี้ไปยื่น ถ้าวีซ่าไม่ผ่าน ให้เอาใบเสร็จรับเงิน และหลักฐานที่ขอวีซ่าแล้วไม่ผ่าน ไปรับเงินคืนได้ที่สำนักงานประกันภัยที่เราทำนี่แหละ (เพราะฉะนั้น อย่าทำใบเสร็จหาย)

ไปที่สำนักงาน Bupa ได้เลย (อยู่ในอาคาร Q House บนถนนคอนแวนต์) แล้วแจ้งว่าต้องการทำประกันสุขภาพเพื่อเดินทางไปเบลเยี่ยม เจ้าหน้าที่เค้าจะรู้เลย ใช้เวลาไม่ถึง 30 นาทีก็เสร็จแล้ว

8. ค่าวีซ่า 60 ยูโร (ชำระเป็นเงินไทยได้ ขอให้ติดแบ๊งค์ย่อยๆ และเหรียญ ๆ ไปบ้าง เพราะเจ้าหน้าที่บางครั้ง(และบ่อยครั้ง)ที่บอกว่าให้ไปแลกมาให้พอดี เค้าไม่ทอนให้ (ให้ไปเป็นธุระมาเองว่างั้นเหอะ)

B. เอกสารที่ทางผู้รับรอง(guarantor) ที่เบลเยี่ยมต้องส่งมาให้

1. จดหมายเชิญฉบับจริง พิมพ์หรือเขียนด้วยลายมือก็ได้ รับรองเอกสารโดยสำนักงานเขต,เมืองที่ผู้เชิญพำนักอาศัยอยู่ (commune/gemeente อันนี้ให้ผู้เชิญไปจัดการเองได้เลย เพราะต้องไปกันบ่อย ๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าจะไปทำบัตรนู่นนี่, แจ้งเกิด, แจ้งตาย, แจ้งย้ายบ้าน ฯลฯ) / ใช้ตัวจริง + สำเนา 1 ชุด

2. เอกสารรับรองสถานะทางครอบครัวของผู้รับรอง (เหมือนสำมะโนครัวอะไรทำนองนั้น ภาษาดัชท์เรียกว่า samenstelling gezin) ขอได้ที่คอมมูนเช่นเดียวกัน บางเมืองสามารถขอผ่านเว็บไซต์ของคอมมูนได้เลย

3. สำเนาบัตรประชาชน หรือ ใบอนุญาตให้พำนักอาศัยในเบลเยี่ยม (residence permit)

4. Annex 3bis * ใช้ตัวจริงเท่านั้น ห้ามถ่ายเอกสาร * ไปขอที่คอมมูนเช่นเดียวกัน คือเอกสารรับรองฐานะทางการเงิน ถ้ามีสปอนเซอร์ หรือผู้รับรอง ต้องมีจำนวนเงิน หรือ รายได้ที่แน่นอน ที่ดูแล้วสามารถจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตลอดการเดินทางได้
- สำหรับการเชิญคนในครอบครัว
ขั้นต่ำคือมีรายได้ต่อเดือน (หลังหักภาษีแล้ว)  ไม่ต่ำกว่า 800 ยูโร และอีกเดือนละ 150 ยูโร ต่อคนที่ผู้เชิญอาจจะรับผิดชอบดูแลอยู่ (อาจจะเป็นญาติพี่น้อง ลูกหลาน ที่อาศัยอยู่ด้วย ฯลฯ) และบวกไปอีก 150 ยูโรต่อจำนวนคนที่จะเชิญ 1 คน

- สำหรับการเชิญที่คนไม่ใช่ครอบครัว เช่น เพื่อน (แฟนที่ยังไม่ได้แต่งงานกันก็นับเป็นเพื่อนด้วย) ผู้เชิญต้องมีรายได้ (หลังหักภาษีแล้ว) ต้องอยู่ที่เดือนละ 1,000 ยูโรขึ้นไป และอีกเดือนละ 150 ยูโร ต่อคนที่ผู้เชิญอาจจะรับผิดชอบดูแลอยู่ และเดือนละอีก 200 ยูโร ต่อจำนวนคนที่เชิญ

C. เอกสารจากทางผู้เชิญ(ผู้ที่ผู้ขอวีซ่าต้องการมาเยี่ยม)

กรณีที่ผู้เชิญและผู้รับรอง (สปอนเซอร์) ไม่ใช่คนเดียวกัน เช่น ภรรยาจะเชิญญาติจากไทยมาเยี่ยม แต่ให้สามีเป็นผู้รับรองให้เป็นต้น ถ้าคนเชิญและคนรับรองเป็นคนเดียวกันก็ข้ามข้อนี้ไปได้

1. เอกสารรับรองสถานะทางครอบครัวของผู้เชิญ (samenstelling gezin) เหมือนกันผู้รับรอง ขอได้ที่คอมมูน

2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน (id card) ของประเทศเบลเยี่ยม หรือ ใบอนุญาตให้พำนักอาศัยในเบลเยี่ยม (residence permit)

หมายเหตุ :

1. กรณีผู้เดินขอวีซ่าเป็นผู้เยาว์ (อายุไม่ถึง 18 ปี) ต้องใช้สูติบัตร + สำเนา และหนังสือยินยอมจากผู้ปกครอง (ทั้งพ่อและแม่) ออกให้โดยเขต

2. วีซ่า short stay สามารถอยู่ในเบลเยี่ยมและประเทศในกลุ่มเชงเก้นได้ไม่เกิน 90 วันเป็นอย่างมากภายในระยะเวลา 6 เดือน (คือใน 6 เดือนนี้จะไป ๆ มา ๆ ก็ได้ แต่รวมกันทุกครั้งที่ไปแล้วนับจำนวนวันรวมกันต้องไม่เกิน 90 วัน) ส่วนวีซ่าแบบ Multiple entry จะออกให้ต่อเมื่อมีเหตุผลอันสมควรและผู้ขอวีซ่าต้องอธิบายเหตุผลนี้เป็นลายลักษณ์อักษรให้กับสถานฑูตด้วย

3. ค่าธรรมเนียมวีซ่า จ่ายแล้วจ่ายเลย วีซ่าผ่านหรือไม่ผ่าน จะไม่มีการคืนเงิน

4. การเปลี่ยน”จุดประสงค์สำหรับการเดินทาง” ไม่เป็นที่ยอมรับได้, การขยายระยะเวลา(จำนวนวัน)ที่ได้วีซ่าออกไปก็ไม่สามารถทำได้ หากต้องการเปลี่ยนจุดประสงค์การเดินทาง (เช่น ขอแบบ short stay ไว้ แต่เปลี่ยนใจจะไปแต่งงานหรืออะไรก็แล้วแต่) ผู้ขอวีซ่าต้องขอวีซ่าใหม่ตั้งแต่ต้น โดยขอให้ถูกจุดประสงค์ที่แท้จริงเท่านั้น

5. ระยะการรอวีซ่า ตั้งแต่ 3 วันถึง 1 เดือนแล้วแต่กรณี ทางสถานฑูตจะโทรไปแจ้งเอง

6. อาจมีการขอเอกสารเพิ่มเติมแล้วแต่กรณี

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

ขั้น ตอนการยื่นวีซ่า

1. เตรียมเอกสาร
เอกสารที่เขียนไว้ด้านบนค่ะ เมื่อได้ครบหมดแล้วทุกอย่าง ก็ไปสถานฑูตได้เลยค่ะ


2. ยื่นเอกสาร

ไปยื่นด้วยตนเองที่สถานฑูตเบลเยี่ยมค่ะ อยู่ที่อาคารสาธรซิตี้ทาวเวอร์ ชั้น 17 ถนนสาธรใต้ (เบอร์โทร 02-679-5454)
- ขึ้นไปถึงปั๊บ เห็นออฟฟิศเล็ก ๆ เท่าแมวดิ้นตายนั่นแหละค่ะ
- เดินเข้าไปเลย
- หยิบบัตรคิว แล้วพยายามอย่าไปไหนไกล เพราะเวลาเค้าเรียกเบอร์ ไมค์อะไรก็ไม่มี ไม่ค่อยจะได้ยินกันหรอก (อนาถาอะไรปานฉะนี้)
- เตรียมปากกาไปด้วยค่ะ เผื่อใช้
- รอเค้าเรียกคิว พอถึงเบอร์เราก็เอาเอกสารไปยื่นที่เคาน์เตอร์ค่ะ
- ถ้าขาดเอกสารอะไร เค้าจะบอกให้เราไปเอามายื่นเพิ่มนะคะ
- ถ้าเอกสารครบ ก็ชำระเงินค่าวีซ่า เก็บใบเสร็จไว้ดี ๆ นะคะ เพราะต้องเอามาเป็นหลักฐานรับวีซ่าค่ะ

3. สัมภาษณ์
ถ้าเค้าจะสัมภาษณ์ (เจ้าหน้าที่คนไทยสัมภาษณ์ค่ะ) เค้าจะบอกค่ะ ว่าจะนัดสัมภาษณ์กี่โมง (บางทีก็มาเช้า สัมภาษณ์บ่าย) ส่วนมากเค้าก็จะถามเกี่ยวกับผู้เชิญ เช่น ถ้าเป็นแฟน ก็จะถามประมาณว่า รู้จักกันได้ยังไง รู้จักกันมานานหรือยัง แล้วไปนาน ๆ จะไปทำอะไร มีแผนในอนาคตกันอย่างไร เคยคุยกันเรื่องอนาคตไหม ทำงานที่ไหน ลางานนาน ๆ ได้หรือ ฯลฯทั่ว ๆ ไป ค่ะ ตอบไปปรกติ ไม่ต้องเกร็งค่ะ

ถ้าไม่มีสัมภาษณ์ก็กลับบ้าน ไปนอนตีพุงได้ค่ะ

4. รอฟังผลทางโทรศัพท์
เค้าจะโทรมาแจ้งทางเบอร์โทรที่เราให้ไว้ค่ะ ส่วนมากเมื่อชำระเงินเสร็จเค้าจะบอกว่าประมาณกี่วันถึงจะโทรมา อย่างไวก็ 2-3 วัน อย่างช้า ก็เป็นเดือนค่ะ! (ทั้งนี้ก็แล้วแต่กรณีไป ถ้าหนังสือเดินทางขาวสะอาด ไม่เคยเดินทางไปไหนเลย ยังไม่มีงานการทำ ไม่มีรายได้แน่นอน ฯลฯ ก็อาจจะต้องรอเค้าพิจารณานิดนีงค่ะ) ถ้าสมมติเค้าบอกว่าประมาณ 7 วันจะโทรมาแจ้ง ถ้าเลย 7 วันไปแล้วยังไม่มีใครโทรมา ก็โทรไปสอบถามได้ค่ะ (บนใบเสร็จรับเงินจะมี หมายเลขอยู่ เวลาเค้าเช็คก็จะใช้หมายเลขนั้นในการค้นค่ะ ให้เตรียมไว้ให้พร้อมนะคะ)

5. รับหนังสือเดินทางคืนพร้อมวีซ่า
เมื่อวีซ่าผ่านแล้ว ก็ต้องเอาตั๋วเครื่องบินที่จองแล้ว ชำระเงินแล้ว ไปแสดงด้วยค่ะ (แต่เราไปครั้งที่สองนี่เค้าไม่ขอแฮะ อาจจะขอเฉพาะครั้งแรกหรือไงเราก็ไม่ทราบนะคะ) ก็เอาใบเสร็จค่าธรรมเนียมวีซ่าไปรับที่สถานฑูตค่ะ เค้าจะนัดวันและเวลาให้เราไปรับค่ะ

เท่านี้แหละค่าาาา โชคดีนะคะ

GOODBYE FOR NOW, SEE YOU AGAIN

Posted on | March 13, 2010 | 3 Comments

ขออนุญาตปิดการคอมเมนต์ โพสต์ความเห็น และตอบคำถามเกี่ยวกับวีซ่าชั่วคราวนะคะ เหนื่อยมากค่ะ ยังไงข้อมูลที่ทราบก็เขียนไปให้หมดแล้วนะคะ ถ้าติดใจสงสัยตรงไหน รบกวนติดต่อสถานฑูตเบลเยี่ยมจะดีกว่าค่ะ ถ้ามีเวลาจะเข้ามาทำเป็น web board เผื่อสมาชิกจะได้เข้ามาพูดคุยกันค่ะ

รวมคำถามถามบ่อย

Q : จะมาเรียนด้วยทำงานด้วยได้ไหม
A : ได้ค่ะ ถ้าคุณมีวีซ่านักเรียน “และ” work permit ด้วย ถ้าเป็นวีซ่านักเรียนอย่างเดียว ไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายที่นี่นะคะ ยกเว้นช่วงเทศกาลวันหยุดเช่น คริสมาสต์, ปีใหม่ ฯลฯ ถึงจะได้รับการยกเว้น

Q : จดทะเบียนที่ไทยหรือที่เบลเยี่ยมดี
A : จดที่ไหนก็เหมือนกันค่ะ เอกสารที่ยื่นก็เกือบจะเหมือนกันหมด ต่างกันแค่บางตัว ขอย้ำแค่ว่า ถ้าคุณจดทะเบียนที่เมืองไทยก่อนขอวีซ่า คุณต้องขอวีซ่า ติดตามคู่สมรส (join spouse), แต่ถ้่่าคุณยังไม่ได้จดทะเบียนและจะมาจดทะเบียนที่นี่ คุณก็ขอวีซ่าแต่งงาน (Marriage) – แนะนำให้ขอให้ถูกต้องตามนี้ด้วยนะคะ

Q : เงินในบัญชีมีไม่มาก วีซ่าจะผ่านไหม
A : โดยปรกติถ้ามีคนเชิญไป เค้าไม่ดูบัญชีของคุณหรอกค่ะ เค้าดูของคนเชิญค่ะ แต่เห็นบางคนต้องใช้สมุดธนาคารด้วย ถ้าเค้าขอก็ให้เค้าไป แต่ปรกติเค้าจะดูของผู้เชิญเป็นหลักค่ะ ไม่ต้องกังวลมาก

Q : ลาออกจากงาน, ไม่มีงานทำ วีซ่าจะผ่านไหม
A : คำตอบเหมือนข้อสามค่ะ แต่อาจจะต้องมีเอกสารพิสูจน์ว่ามีรายได้ต่อเดือนจากทางไหน ยังไงเท่าไหร่บ้าง และลาออกจากงานเมื่อไหร่ เพราะอะไร ทำไมลาออกแล้วขอวีซ่า (มันดูเหมือนจะไปแล้วไม่กลับไทย) คุณก็บอกไปตามจริงนั่นแหละค่ะ ว่าอยู่ในระหว่างเปลี่ยนงาน หรืออะไรก็ว่าไป

Q : ขอวีซ่าท่องเที่ยวมา แล้วมาถึงเบลเยี่ยม ไปจดทะเบียนสมรสหรือ cohabitation ได้ไหม
A : ถ้าตอบแบบตรงๆ เลย คือ “ได้” แต่ไม่แนะนำให้เห็นแก่ตัวแบบนี้นะคะ จะมา cohabitation ก็ขอมาเป็น cohabitation , จะมาแต่งงานก็ขอมาเป็นวีซ่าแต่งงาน

อย่าซิกแซก เพราะมันทำให้คนอื่นลำบาก เช่นกรณีประเทศอังกฤษก็มีกฎแล้วว่าถ้าคุณมาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะมาแต่งงานที่อังกฤษ อยากจะเปลี่ยนสถานะก็กลับไปทำเรื่องมาใหม่ เพราะกรณีไปแล้วไปซิกแซกเปลี่ยนสถานะเยอะมาก เยอะจนประเทศเค้าเซ็งและเอือมระอา เค้าก็ไปปรับกฎใหม่ให้มันเข้มขึ้นอีก แล้วมันก็ไปลำบากคนที่แค่จะมาเยี่ยมเยี่ยนเฉย ๆ หรือมาท่องเที่ยวทำให้วีซ่าเค้าออกยากไปด้วย เห็นใจคนอื่น ๆ บ้างนะคะ นอกจากคุณจะคิดชั้นไม่รู้จักพวกเค้า ชั้นจะแคร์ทำไม นั่นมันก็เรื่องของคุณค่ะ(ขออภัยที่ต้องแรง แต่มากรณีนี้กันเยอะมากจริงๆ )

Q : วีซ่าเบลเยี่ยมเข้าประเทศไหนได้บ้าง
A : เขียนไว้ที่นี่แล้วค่ะ http://www.beebah.net/visabelgium/2009/06/schengen-visa-thai/

Q : เพิ่งคบกันแฟนได้ไม่นาน แฟนเชิญไปเบลเยี่ยม วีซ่าจะผ่านไหม
A : แล้วแต่เอกสารเลยค่ะ ถ้าแฟนมีงานมีการทำ มีรายได้แน่นอน มีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง เอกสารสองฝ่ายครบถ้วน ก็ไม่มีปัญหาหรอกค่ะ ยกเว้นกรณีจะมา   Cohabitation ต้องรู้จักกันอย่างน้อย  2 ปีขึ้นไป และพิสูจน์ได้ว่ารู้จักกันมานานแล้ว จะใช้รูปถ่าย จดหมายติดต่อกัน ฯลฯ ไปยืนยันอะไรก็รบกวนถามรายละเอียดกับทางสถานฑูตค่ะ

Q : นานแค่ไหนกว่าจะได้วีซ่า
A : ถ้ามาเยี่ยมเยียน ไม่เกิน 45 วันปรกติก็อาทิตย์นึงหรือน้อยกว่า ถ้านานกว่านั้นก็อาจจะสองสามอาทิตย์เค้าจะติดต่อไป แต่ถ้าเป็นวีซ่าแต่งงาน, cohabitation เตรียมไว้ประมาณสองเดือนในการรอวีซ่า

Q : จ้างเอเยนซี่ให้ขอวีซ่าให้จะง่ายกว่าไหม
A : ไม่ง่ายกว่าหรอกค่ะ นอกจากจะช่วยเล็กน้อยในการเสียเวลาน้อยลง คุณอาจจะไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาทำธุระเอกสารเอง แต่ถ้ามีเวลาก็ทำเองก็ได้ค่ะ จ้างเค้าเป็นหมื่น ๆเสียดายเงินค่ะ (ถ้าเงินเหลือ จะจ้างก็แล้วแต่ความสบายใจละกันค่ะ)

Q : มาถึงเบลเยี่ยมแล้วแต่งงานแล้ว ยังไม่มีงานทำ รัฐจะช่วยเหลือเรื่องเงินไหม
A : ไม่ช่วยค่ะ ปรกติกรณีที่ได้เงินช่วยเหลือ จะเป็นพวกผู้ลี้ภัยต่าง ๆ (เช่นลี้ภัยสงคราม, ความไม่สงบในประเทศ) กรณีแต่งงานกับชาวเบลเยี่ยม ตรงนี้ไม่ได้ค่ะ และตามปรกติแล้ว คุณต้องเคยทำงาน(ที่เบลเยียม)อย่างน้องสองปี ถึงจะได้สิทธิ์ในการรับเงินยังชีพจากรัฐ (กรณีถูกให้ออกจากเท่านั้น) และอีกกรณีนึงคือถ้าคุณอยู่บ้านเฉย ๆ ไม่ได้ทำงาน สามีก็อาจจะได้รับสิทธิ์จ่ายภาษีน้อยลงหน่อยค่ะ (แต่ไม่ได้ได้เงินเพิ่มนะ), กรณีมีบุตรก็จะได้เงินสวัสดิการขั้นแรก ไม่ทราบว่าเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้เยอะมาก และต่อเดือนเดือนละประมาณ 80 ยูโรต่อบุตรหนึ่งคน

Q : จะมาเรียนต้องทำอย่างไรบ้าง
A : ขอวีซ่านักเรียนมาค่ะ และให้ติดต่อสถานศึกษาที่สนใจจะมาเรียนต่อเลยค่ะ ว่าคุณสมบัติเราครบตามที่เค้ากำหนดหรือไม่ ถ้าได้ ก็ดำเนินเรื่องเอกสารได้เลย

เรียนฝั่งวัลลูเนีย (ฝรั่งเศส) ดูข้อมูลที่ http://www.studyinbelgium.be/
เรียนฝั่งฟลานเดอร์ส (ดัชท์) ดูข้อมูลที่ http://www.studyinflanders.be/

Q : จะหางานทำได้ที่ไหน
A : เขียนไว้ให้แล้วที่นี่ค่ะ http://www.beebah.net/visabelgium/2009/11/the-myth-working-in-belgium/

ขอให้ทุกท่านสมหวังในการขอวีซ่านะคะ มันไม่ได้ยากเย็นลำบากลำบนอะไร ไม่ต้องไปกลัวค่ะ จำไว้ว่าถ้าเอกสารครบถ้วน, ประวัติโอเคทั้งผู้ขอวีซ่าและผู้เชิญ, ไม่ได้ดูว่ามีเจตนามาทำสิ่งผิดกฏหมายหรือมีเจตนาหนีวีซ่า ยังไงก็ผ่านค่ะวีซ่าน่ะ ไม่ต้องเครียดค่ะ

ไปล่ะค่ะ พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ :-P

อันท์เวิร์ปกับปัญหาการแต่งงานบังหน้า+cohabitation

Posted on | February 10, 2010 | 4 Comments

อ่านข่าวเจอวันนี้ว่าอันท์เวิร์ปเจอะกับตอเข้าแล้ว เรื่องชาวต่างชาติที่ย้ายมาตั้งรกรากในเบลเยี่ยมโดยการแต่งงาน(บังหน้า, มีการตกลงกันเป็นเงินทองแลกเปลี่ยน หรืออะไรก็ว่าไป)กับคนเบลเยี่ยมเพื่อแลกกับสิทธิ์การพำนักอาศัยในเบลเยี่ยม

ตามกฎหมายแล้วทางการที่นี่มีสิทธิ์ที่จะปฎิเสธคำร้องขออนุญาตแต่งงานได้ ถ้าเห็นว่ามันดูทะแม่ง ๆ หรือดูแล้วมันออกจะเป็นการแต่งเอาวีซ่าเสียมากกว่า

แต่ตอนนี้คนที่ถูกปฎิเสธวีซ่าแต่งงาน ก็พากันขอ cohabitation กันหมด และหลังจากได้สิทธิ์อาศัยในเบลเยี่ยมแล้ว ก็ยื่นขอแต่งงานรอบที่สอง ถึงตรงนี้แล้วทางการไม่สามารถทำอะไรได้มาก เพราะคนคู่นี้ได้อยู่กันมาอย่างเป็นทางการแล้ว (ตามเอกสาร) ตอนนี้อันท์เวิร์ปเลยปวดกบาลมากกับปัญหาการหลั่งไหลเข้ามาของคนต่างด้าว

สามปีก่อน มีคนได้สิทธิ์ cohabitation เพียง 20 ราย ปีนี้ปาเข้าไป 450 รายแล้ว(เฉพาะแค่ใน อันท์เวิร์ป เมืองเดียว) คาดว่าทางการคงต้องมีมาตรการเข้มงวดมากขึ้นตามมากับตัวเลขนี้แน่ ๆ

เห็นว่าหลายคนกำลังจะขอ cohabitation เลยเอาข่าวมาแปะให้อ่าน
ข่าวเต็ม ๆ ตามไปอ่านได้ที่นี่ค่ะ

http://www.deredactie.be/cm/vrtnieuws.english/news/100208_bogus

ไม่ใช่แค่บ้านเรา ที่ชาวบ้านไม่มีเงินจะจ่ายค่ารักษาพยาบาล

Posted on | January 31, 2010 | No Comments

วันก่อนอ่านข่าวเจอใน นสพ Metro ที่เค้าแจกฟรีตามร้านอาหาร,รถไฟใต้ดิน ว่า ราว ๆ 1 ใน 3 ของเบลเยี่ยมกำลังประสบปัญหาการการเงิน ที่จะต้องนำมาชำระค่ารักษาพยาบาลและบริการสุขภาพ

เมื่อไม่กี่ปีก่อน มีการสำรวจความเห็นคนเบลเยี่ยมทั่วประเทศ ว่าคุณภูมิใจอะไรที่สุดเกี่ยวกับเบลเยี่ยม อันดับหนึ่งคือ “ชอคโกแลต” อันดับสองคือ “สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ(อียู)” และ อันดับสามคือรัฐสวัสดิการ (national social security)
แม้ว่าจะมีระบบรัฐสวัสดิการที่ หรูเริ่ดขนาดนี้ ขนาดที่ว่าไปหาหมอฟัน จ่ายค่ารักษาเต็มจำนวนไปก่อน แล้วส่งบิลไปเอาเงินคืนจากประกันสุขภาพ(ที่เลือกเอง จะเลือกของรัฐหรือเอกชนก็ได้)ได้ค่ารักษาคืนมาเกือบ 90%, ซื้อยา(บางประเภท)แบบมีใบสั่งแพทย์ก็ไม่ต้องจ่ายเต็มราคาบนกล่อง แต่จ่ายแค่บางส่วน(ที่เหลือรัฐประกันสุขภาพออก)​ ฯลฯ

แต่กระนั้นคนเบลเยี่ยมเกือบ 30%ก็ยังประสบปัญหาการจ่ายค่ารักษาพยาบาล โดยเฉพาะในบรัสเซลส์ซึ่งปาเข้าไปถึง 51% ตามมาด้วยฝั่งวัลลูเนีย   (39%) และฟลานเดอร์ส  (23%)

8% ของครัวเรือนในเบลเยี่ยมไม่ไปรับการรักษาพยาบาลต่อเพราะไม่สามารถจ่ายบิลค่าหมอค่ายาได้, ตอนนี้ 26% ของครอบครัวชาวเบลเยี่ยมเลื่อนการรักษาพยาบาลออกไปเพราะปัญหาเศรษฐกิจของครอบครัว

ปีที่แล้ว 5%ของประชากรไม่ยอมไปสถานรักษาพยาบาลแม้ว่าจะเป็นเหตุฉุกเฉินคอขาดบาดตาย – เพราะเกรงว่าจะไม่มีปัญญาจ่ายค่ารักษาพยาบาล
ส่วนที่มีค่าใช้จ่ายมากที่สุดโดยรวมคือบริการทันตกรรม, การพบจักษุแพทย์ , จิตแพทย์ , การฟื้นฟูสุขภาพ(กายและจิต)

ทันตกรรม นี่ก็ไม่ใช่ว่าจะได้เงินคืนหมดทุกครั้งที่ไปรักษา เค้ามีกฎทั่ว ๆ ไป ที่ต้องทำตามเช่น ต้องไปเช็คสภาพช่องปากปีละกี่ครั้งยังไง, ถ้าไม่ไปตามนี้แล้วมามีปัญหาทีหลังก็ไม่มีการจ่ายให้, การถอนฟันนี่ก็ไม่จ่าย (ถือว่ามันหมดทางเยียวยาแล้ว ตอนรักษาได้ไม่ไปรักษาเอง), รักษารากฟัน, ครอบฟัน อันนี้ถือเป็นการศัลยกรรม ก็ไม่จ่าย – ที่จะได้คืนก็จะเป็นการรักษาทั่วๆ ไปเช่น อุดฟัน, ซ่อมแซมฟัน (เช่นไปกัดอะไรแล้วฟันแตก บิ่น ), ฟันที่อุดไว้แล้วหลุด, โรคเหงือก ฯลฯ

ปีที่แล้วฉันยังต้องไปทำครอบฟันที่เมืองไทยเลย เพราะถ้าทำที่นี่ซี่หนึ่งไม่ต่ำกว่าพันยูโรแน่นอน

เศรษฐกิจเบลเยี่ยมช่วงนี้ไม่ค่อยดี(อย่างแรง) แต่เค้าว่าปีนี้จะเริ่มดีขึ้น ก็ไม่รู้จะจริงหรือเปล่า เพราะบริษัทผลิตรถยนต์โอเปิ้ลที่อันท์เวิร์ปก็จะปิดตัวแล้ว ทำงานคนตกงานรวดเดียวสองพันกว่าคน, อาเบอินเบฟ – บริษัทน้ำเมาใหญ่อันดับหนึ่งของโลก (บริษัทแม่อยู่ที่ Leuven, Belgium) ก็กำลังจะไล่พนักงานออกอีกสองพันกว่าคนเช่นกัน


พนักงานบริษัทโอเปิ้ลที่อันท์เวิร์ป (foto:wsws)

พนักงานอินเบฟประท้วงที่ Leuven (foto:smh)

ปีที่ผ่านมานี่หินจริง ๆ สำหรับผู้ประกอบการที่นี่นะ ใครที่ยังไม่ตกงานนี่ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว ไม่ต้องคุยกันเรื่องขึ้นเงินเดือนหรือโบนัสเลย เพื่อนฉันทำงานที่ ซิสโกซิสเต็มส์ ยังบอกว่ากระทบมากมาย แ ต่ก็ยังพอไปได้ มันเรื่องเล็กๆน้อย ๆ เช่น รถยนต์ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการพนักงาน จากที่เคยขับกันคันใหญ่ ๆ ก็ลงมาเหลือคันเล็ก ๆ เป็นต้น

ไว้ว่าง ๆ ถ้ามีเวลาจะแปลเรื่องสวัสดิการที่นี่มาลงให้อ่านกันเล่น ๆ แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่า ไม่ใช่ว่าคุณมาถึงที่นี่แล้วไม่มีงานทำ จะไปขอเงินยังชีพจากรัฐได้เลยนะ ไม่งั้นคนก็แห่กันแต่งงานมาแล้วมารอเงินสวัสดิการอย่างเดียว ตราบใดที่คุณไม่ใช่ “ประชากร”ของเค้า ไม่ได้ถือสัญชาติเบลเยี่ยมก็ไม่มีสิทธิ์เท่าคนของเค้าเอง นอกเสียจากว่าคุณจะทำงานเต็มเวลาและจ่ายภาษีมาอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยสองปี ถ้ากรณีนี้ตกงานหรือถูกเลย์ออฟ จะมีสวัสดิการช่วยเหลือค่ะ

ข่าวเต็ม ๆ อ่านได้ที่นี่นะ
http://www.metrotime.be/Een_op_drie_worstelt_met_dokterskosten.html

ของที่นำเข้าเบลเยี่ยมได้ และ ไม่ได้

Posted on | December 2, 2009 | 1 Comment

เมื่อวานเห็นคุณกุ้งมาโพสต์ว่ามาถึงเบลเยี่ยมแล้วโดนยึดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คราคาสองหมื่นกว่าบาทที่สนามบิน ถ้าจะเอาคืนต้องเสียภาษี 20%

บอกไว้ตรงนี้เลยก็แล้วกันนะคะ อุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ทุกอย่างที่นำเข้ามาจากต่างประเทศเข้ามาสู่เบลเยี่ยม ถ้าคุณเอามาแบบใหม่เอี่ยมแกะกล่องแบบนี้ ยังไงถ้าเค้าตรวจพบ เค้าจะบอกให้คุณเสียภาษีแน่นอน เพราะเป็นสินค้าใหม่เอี่ยม เค้าก็คิดว่าคุณอาจจะนำเข้ามาขายก็ได้

อย่าว่าแต่หิ้วเข้ามาเองเลยนะ ขนาดซื้อของทาง ebay ถ้าส่งมาจากประเทศที่ไม่ใช่ EU มาถึงเบลเยี่ยมแล้วอาจจะถูกยึดที่ไปรษณีย์ให้ไปเสียภาษีก่อนเลย ถึงจะเอาของออกมาได้

บางคนถึงต้องมีการซิกแซก เช่น ซื้อกล้องทางอินเตอร์เน็ต ก็ยังต้องแยกชิ้นส่วนมา เอา body ส่งมาก่อน แล้วแปะ ๆ อะไรให้มันเลอะ ๆ ดูเยิน ๆ แล้วเขียนโน้ตแนบมาว่า “กล้องเก่า หวังว่าแกคงเอาซากไปทำอะไรเล่นได้นะ” จริง ๆ แล้วกล้องอ่ะ ใหม่เอี่ยม ส่วนเลนส์ ส่งมารอบสอง อีกกล่องต่างหาก โดยทำแบบเดียวกันเลย จะแพคดูดีมากก็ไม่ได้ ต้องแพคแบบเยิน ๆ ห่อแต่กันกระแทก ไม่ได้ใส่กล่องอีกต่างหาก

บางคนส่งมาก็เขียนว่าเป็น “Gift” ซึ่งอันนี้เค้าก็รู้ทันหมดแล้ว มันแล้วแต่ว่าของในนั้นมันเป็นอะไร

บางประเทศ ใส่ทองเยอะ ๆ เค้าก็จับตาด้วยเหมือนกันว่าจะเอามาขายหรือยังไง ของแบบนี้เอาแต่พอดี ๆ นะคะ อย่าได้หอบอะไรมามากมาย

พวกอาหารแห้ง สด ต่าง ๆ อันนี้เอาเข้ามาได้ ถ้าเป็นเมล็ดพืช (เราเอาพริก, ผักชีไทย, ผักบุ้ง, ฯลฯ มาด้วย) เอาเข้ามาได้ แต่ต้องแพคให้ดี ๆ ซีลปิดได้เลยยิ่งดี

พวกเครื่องแกง หากกลัวจริง ๆ ว่าจะไม่มีที่นี่ จะเอามาก็ได้ เพราะมันเป็นห่อ ๆ อยู่แล้ว แต่แนะนำว่า ไม่ต้องเอามาหรอก ซื้อที่นี่ก็ไม่ได้แพงอะไร (ไม่ถึงหนึ่งยูโร)

เอาของที่จำเป็นจริง ๆ มาดีกว่า เช่นพวก รองเท้า (รองเท้าที่นี่ค่อนข้างแพงถึงแพงมาก), ชุดชั้นใน (ถ้าไม่แพงเกินก็ไม่มีไซส์ บางเว็บอ่ะ ขายบราเริ่มที่คัพ C เป็นต้นไปเลย) แบบที่ไม่แพงก็คุณภาพไม่ค่อยดี, หนังสือภาษาไทยไว้อ่านเล่น, ฯลฯ

เสื้อผ้านี่ยิ่งไม่ต้องหอบมาเลยนะคะ มาซื้อที่นี่ช่วงSales (Solden มีปีละสองคน) ยามมันลดราคา มันลดจริง ๆ ไปถึง 50-70%เลย เสื้อกันหนาวซื้อช่วงหน้าร้อนที่นี่ก็ถูกมาก (ตัวนึงไม่ถึง 20 ยูโรเยอะแยะ ถ้าแบบเสื้อโค้ตก็ 60-80 ยูโรเป็นมาตรฐาน นี่ยังไม่ได้ได้ลดเลยนะ)

ซีดี หนัง ละคร ดีวีดี ถ้าจะเอามา อย่าเอาของก๊อปมา ซื้อจากร้านที่ถูกกฎหมาย เอาบิลมาด้วย อะไรที่ต้องใช้จริง ๆ เช่นพวก software (เถื่อน) อย่าเอามาแบบเป็นแผ่นปั๊มมา (แบบที่มันมีรูปพิมพ์อยู่บนแผ่น) ให้ก๊อปใส่แผ่นโล่ง ๆมา แล้วเขียนชื่อ CD ว่าอะไรก็ได้ (เช่น Vacation photos, wedding photos อะไรก็ว่าไป)

ตอนนี้นึกออกแค่นี้เดี๋ยวมีอะไรมาจะมาต่อให้ค่ะ

การติดต่อทำหนังสือรับรองประพฤติ

Posted on | November 9, 2009 | 2 Comments

หรือการสอบประวัติอาชญากรรม ก๊อปปี้มาจากเว็บของ สนง.ตำรวจแห่งชาติค่ะ

DSC07337

ดูรูปขยาย


ศูนย์บริการออกหนังสือรับรองความประพฤติ

(ฝ่ายอำนวยการ ๕ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล)
มีหน้าที่ให้บริการออกหนังสือรับรองความประพฤติ สำหรับประชาชน
ที่ประสงค์ไปศึกษาต่อ สมรส ทำงาน หรือขอมีถิ่นที่อยู่ ฯลฯ ยังต่างประเทศ
โดยเปิดให้บริการในวัน จันทร์ – ศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ)

ที่ตั้ง : อาคาร 24 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถนนพระราม 1 เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330

หมายเลขโทรศัพท์ 0-2205-2168 , 0-2205-2169 Fax 0-2205-2169

mail: pcsc@police.go.th

ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น.โดยไม่หยุดพักกลางวัน และประชาชนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการให้บริการ

หลักฐานในการประกอบการพิจารณาออกหนังสือรับรองความประพฤติ

1.สำหรับผู้ที่พำนักอยู่ในประเทศไทย
ท่านสามารถเดินทางมาติดต่อขอรับหนังสือรับรองความประพฤติที่ศูน ย์บริการออกหนังสือรับรองความประพฤติได้ด้วยตนเอง โดยต้องจัดเตรียมเอกสารสำหรับกรณีต่าง ๆ ดังนี้

1.1 กรณีบุคคลสัญชาติไทย
1) หนังสือเดินทางพร้อมสำเนา 1 ฉบับ
2) บัตรประจำตัวประชาชน พร้อมสำเนา 1 ฉบับ
3) ทะเบียนบ้านพร้อมสำเนา 1 ฉบับ
4) หากท่านเคยเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุลต้องมีหลักฐานการเปลี่ยนชื่อห รือนามสกุลพร้อมสำเนา 1 ฉบับ
5) หลักฐานทางทหาร( สด.8 หรือ สด.43 หรือหนังสือรับรองการเรียน รด.หลักสูตร 3 ปี หรือ 5 ปี
สำหรับชายไทยอายุ 20 ปีขึ้นไป และ สด.9 สำหรับชายไทยอายุ 17 – 19 ปี) พร้อมสำเนา 1 ฉบับ
6) ใบสำคัญการสมรส หรือใบสำคัญการหย่า (ถ้ามี) พร้อมสำเนา 1 ฉบับ
7) หนังสือส่งตัวขอให้ตรวจสอบประวัติจากสถานทูตของแต่ละประเทศที่จ ะเดินทางไป (ถ้ามี)
8) กรณีผู้ร้องขอหนังสือรับรองความประพฤติเป็นผู้เยาว์ ผู้ปกครองหรือผู้ใช้อำนาจ ปกครอง
ต้องเดินทางมาให้ความยินยอมด้วย

1.2 กรณีชาวต่างชาติ
1) หนังสือเดินทาง พร้อมสำเนา 1 ฉบับ
2) เอกสารหลักฐานที่แสดงว่าทำงาน เคยทำงานหรือพำนัก อยู่ในประเทศไทย
3) หนังสืออนุญาตให้ทำงานในประเทศไทย (ถ้ามี) พร้อมสำเนา 1 ฉบับ

2. สำหรับผู้ที่พำนักในต่างประเทศ

ท่านสามารถจัดส่งเอกสารทางไปรษณีย์มายังศูนย์บริการออกหนังสือร ับรองความประพฤติ โดยต้องจัดเตรียมเอกสารสำหรับกรณีต่าง ๆ ดังนี้

2.1 สำหรับบุคคลสัญชาติไทย
1) สำเนาหนังสือเดินทาง
2) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
3) สำเนาทะเบียนบ้าน
4) หากท่านเคยเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล ต้องมีสำเนาหลักฐานการเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล
5) สำเนาหลักฐานทางทหาร (สด.8 หรือ สด.43 หรือหนังสือรับรองการเรียน รด. หลักสูตร 3 ปี หรือ 5 ปี
สำหรับชายไทยอายุ 20 ปีขึ้นไปและ สด.9 สำหรับชายไทย อายุ 17-19 ปี)
6) สำเนาใบสำคัญการสมรส หรือใบสำคัญการเหย่า (ถ้ามี)
7) รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว หรือ 2 นิ้ว จำนวน 2 รูป
8) แผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือ จำนวน 3 แผ่น (ท่านสามารถติดต่อขอรับพิมพ์ลายนิ้วมือได้ที่สถานีตำรวจในประเท ศนั้น
หรือที่สถานทูตไทยหรือสถานกงสุลไทย ประจำประเทศนั้นๆพร้อมประทับตรารับรองจากเจ้าหน้าที่ผู้พิมพ์ลา ยนิ้วมือด้วย)
9) ซองไปรษณีย์ จ่าหน้าซองถึงตนเองพร้อมติดแสตมป์ เพื่อศูนย์บริการฯ จะได้จัดส่งหนังสือรับรองความประพฤติกลับไปให้

ทั้งนี้ผู้ขอหนังสือรับรองความประพฤติต้องลงชื่อรับรองสำเนาถูก ต้องในเอกสารต่าง ๆ ข้างต้นด้วย

2.2 สำหรับชาวต่างชาติ

1) สำเนาหนังสือเดินทาง
2) เอกสารหลักฐานที่แสดงว่าเคยทำงาน หรือเคยพำนักอยู่ในประเทศไทย
3) สำเนาหนังสืออนุญาตให้ทำงานในประเทศไทย (ถ้ามี)
4) รูปถ่ายขนาด 1นิ้ว หรือ 2 นิ้ว จำนวน 2 รูป
5) แผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือ จำนวน 3 แผ่น (ท่านสามารถติดต่อขอพิมพ์ลายนิ้วมือได้ที่สถานีตำรวจในประเทศนั ้นๆ
หรือที่สถานทูตไทยหรือสถานกงสุลไทย ประจำประเทศนั้นๆพร้อมประทับตรารับรองจากเจ้าหน้าที่ผู้พิมพ์ลา ยนิ้วมือด้วย)
6) ซองไปรษณีย์ จ่าหน้าซองถึงตนเองพร้อมติดแสตมป์ เพื่อศูนย์บริการฯจะได้จัดส่งหนังสือรับรองความประพฤติกลับไปให ้

ทั้งนี้ผู้ขอหนังสือรับรองความประพฤติต้องลงชื่อรับรองสำเนาถูก ต้องในเอกสารต่างๆ ข้างต้นด้วย

ระยะเวลาดำเนินการ

หากศูนย์บริการออกหนังสือรับรองความประพฤติตรวจสอบแล้วพบว่าท่า นไม่มีประวัติคดีอาญา
หรือพฤติการณ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงศูนย์บริการฯจะออกหนังสือ รับรองความประพฤติให้ภายใน 7 วันทำการ

การรับหนังสือรับรองความประพฤติ

สามารถทำได้ 3 วิธี คือ
• มารับด้วยตนเอง
• มอบอำนาจให้ผู้อื่นมารับแทน
• ให้ศูนย์บริการฯจัดส่งหนังสือรับรองความประพฤติให้ทางไปรษณีย์ ทั้งนี้ท่านต้องจัดเตรียมซองไปรษณีย์
จ่าหน้าซองที่อยู่ถึงตัวเองพร้อมติดแสตมป์ เพื่อศูนย์บริการฯจะได้จัดส่งหนังสือรับรองความประพฤติกลับไปให ้

การติดตามผลการออกหนังสือรับรองความประพฤติ

ท่านสามารถติดต่อสอบถามผลการออกหนังสือรับรองความประพฤติได้ที่ ศูนย์บริการออกหนังสือรับรองความประพฤติ หรือทางโทรศัพท์ หรือทาง e-mail ของศูนย์ฯ

สถานที่ตั้งศูนย์บริการออกหนังสือรับรองความประพฤติ และการติดต่อ

คำแนะนำเรื่องการเดินทางมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการจอดรถ

จะเป็นการสะดวกที่สุดสำหรับท่านในการเดินทางมายังสำนักงานตำรวจ แห่งชาติ
โดยเดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS มาลงสถานีสยามสแควร์ แต่หากท่านขับรถมาเอง ข อแนะนำว่าจะเป็นการสะดวกกว่า หากท่านจอดรถที่บริเวณศูนย์การค้ารอบๆสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
อาทิ เซ็นทรัลเวิลด์พลาซ่า หรือสยามสแควร์ เนื่องจากที่จอดรถภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีจำนวนจำกัด

ข้อมูลจาก : http://pcscenter.sb.police.go.th

ทำงาน,เรียน,ทำงาน,แต่งงาน,หย่า ฯลฯ ทุกเรื่องที่เดียว

Posted on | November 8, 2009 | No Comments

be

เว็บไซต์นี้ดีมากค่ะ( เมื่อก่อนรู้สึกว่าไม่มีภาษาอังกฤษ แต่ตอนนี้มีแล้ว )

http://www.belgium.be/en/

มีรายละเอียดทุกเรื่องที่คุณอาจจะสงสัยข้องใจ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับการติดต่อหน่วยงานราชการของเบลเยี่ยม, การเข้ามาเป็นผู้อาศัย, เป็นประชากร, มาเรียนต่อ, แต่งงาน, หย่าร้าง, มรดก, ภาษี, การศึกษา, การลงทุนทธุรกิจ, การเข้ามาทำงานในเบลเยี่ยม, เงินช่วยเหลือประกันสังคม, สุขภาพ, การย้ายมาอยู่เบลเยี่ยม, ซื้อบ้าน, ขายบ้าน, เปลี่ยนสัญชาติ,  ฯลฯ

ลองเข้าไปลองอ่านกันดูนะคะ


ความรู้ใหม่เรื่อง ID card ของคนต่างด้าวในเบลเยี่ยมค่ะ

Posted on | November 7, 2009 | No Comments

Written by : PLOY

เรื่องของเรื่องคือได้ทราบความหมายเกี่ยวกับ ID card มาก็เลยอยากเอามาเล่าให้ เพื่อน ๆ ฟัง เป็นความรู้ เวลาที่ได้มาจะได้ไม่งงกันนะคะ

จะเล่าให้ฟังก่อนว่า บัตรประชาชนต่างด้าว เมื่อสมัยโบราณกาลมาแล้วมันจะมีลักษณะ ใหญ่ค่ะ ใหญ่มาก ใหญ่กว่าฝ่ามืออีกอ่ะ เป็นกระดาษกึ่งแข็งกึ่งอ่อน เค้าจะเรียกว่าบัตรเหลือง(หรือบัตรส้มไม่แน่ใจ)นะคะ อายุการใช้งาน 5 ปี ค่ะ ลองนึกสภาพดูนะคะว่า เวลาเอาไปไหนมาไหน มันก็จะเก่า ขาด เป็นขุย ๆ ตัวหนังสือเลือนลางค่ะ แล้วต้องใช้ พร้อม passport ค่ะ ยุ่งยากมาก เห็นพี่ข้างบ้านใช้แล้วสงสารบัตรอ่ะแบบว่าเก่า สมบุกสมบันผ่านสนามรบมาหลายปี และแล้วสวรรค์ก็มีตา เค้าเริ่มกวาดล้างบัตรเก่าพวกนี้ทิ้งไปค่ะเพราะว่าเค้าเปลี่ยนมาใช้ Electronic card ตั้งแต่ปี 2005 จะมีชิพฝังในบัตรเวลาไปไหนก็พกบัตรเดียวเที่ยวทั่ว EU ตัวบัตรก็เป็นสี่เหลี่ยม smartcard ทั่วไปค่ะ ขนาดเท่าของบ้านเรา คือปกติบัตรพลาสติกก็ขนาดเท่ากันอยู่แล้วนะคะ ID card ของคนต่างด้าวมันจะมี 2 ชนิดคือ 1. F card 2. C card

cei_etrangers

ลักษณะของ F card จะคล้ายคลึงกับของคนเบลเยี่ยมนะคะเป็นสีเขียว ถ้าดูผ่าน ๆ นึกว่าเราเป็นสัญชาติเบลเยี่ยม (อันนี้เคยเจอมาแล้ว มีสถานที่นึงที่ต้องเข้าไป เค้าดูของเราผิด เค้าหาว่าเราเป็นสัญชาติเบลเยี่ยมอ่ะ แต่ก็ขี้เกียจอธิบายเค้าก็เลย เลยตามเลย มันไม่มีผลไรหรอก แต่แค่จะบอกว่ามันเหมือนจนเค้าเข้าใจผิด) แต่ว่ารายละเอียดข้างในมันไม่เหมือนกันหรอกค่ะ ด้านบนของหน้าบัตรเขียนว่า F card บอกชนิดไว้ แล้วก็จะระบุว่าเราเป็นคนที่อาศัยอยู่กับครอบครัว ๆ นึงของคนสัญชาติเบลเยี่ยม (ในกรณีอยู่ด้วยกันไม่ต้องแต่งงาน แต่แต่งงานไม่รู้ว่าเขียนว่าไง) บอกชื่อบอกวันเกิดบอกเลขประจำตัว บอกรายละเอียดต่าง ๆ ค่ะ ด้านหลังก็จะบอกว่าเรามากจากไหน บัตรที่นี่ไม่มีที่อยู่นะคะ ไม่เหมือนบ้านเรา แต่จะมีบอกว่าเราเกิดที่ไหน ส่วนไหนของโลกเค้าก็ระบุหมดเลย ว่าเรามาจากไหน ค่ะ คนที่ได้ F card มานั้นคือ คนที่มาอยู่ในเบลเยี่ยมโดยคนสัญชาติเบลเยี่ยมค่ะ เช่น แต่งงานมากับคนที่มีสัญชาติเบลเยี่ยม ในกรณีของพลอยแฟนเป็นคนไทย แต่ได้เปลี่ยนสัญชาติเป็นเบลเยี่ยมแล้ว ก็เลยได้ F card มาค่ะ คือใครก็ได้ที่ถือสัญชาติเบลเยี่ยมแล้วทำเรื่องเอาคนต่างด้าวมาพำนักในเบลเยี่ยมถ้าเรื่องผ่านก็จะได้ F card

ส่วนลักษณะของ C card จะเหมือนในรูปค่ะเป็นสีแดง C card นี่ยังไม่เคยเห็นของจริงค่ะ พี่ข้างบ้านเค้าไปทำอยู่บัตรยังไม่ได้เลยไม่เห็นว่าเค้าเขียนไรไว้บ้าง เค้าอยู่มา 10 ปีแล้วแต่เค้าไม่ยอมถือ 2 สัญชาติ เค้าก็เลยได้ C card แล้วเค้าแต่งงานเอาภรรยามาอยู่นี่ ภรรยาเค้าก็ได้บัตร C card เหมือนกัน แต่คนที่ได้ C card ไม่ได้จำกัดเฉพาะแค่คนไทยนะคะ คือคนต่างด้าวที่มาพำนักอาศัยในเบลเยี่ยมและไม่ได้ถือสัญชาติเบลเยี่ยม เค้าก็ถือ C card กันหมดค่ะ เพราะตอนไปทำบัตรที่อำเภอเห็นคนอิตาลีถือบัตรสีแดงออกมากันค่ะ

บัตร smart card ที่ได้มาเค้าจะใช้งานได้จริงนะคะ ตอนก่อนจะนำบัตรออกจากอำเภอ เค้าให้เรากำหนดรหัสด้วยค่ะ เราต้องจำรหัสให้ได้เหมือนบัตร ATM เลย ไม่เหมือนเมืองไทยอ่ะ มีแต่ทำเป็นชิพฝังเท่ห์ ๆ แต่ว่าไม่ได้ใช้งานอย่างแพร่หลาย ที่นี่ใช้ทุกที่เลย อำเภอ ธนาคาร แม้แต่ใน casino เค้าก็มีการเอาบัตรเราไปเช็คนะคะ ใช้งานโดยวิธีการเสียบกับเครื่องอ่านอย่างเช่นในรูป เสียบเข้าไปเลยข้อมูลเราก็จะขึ้นมาเค้าก็จะรู้ว่าเป็นของจริง

9250_1

วิธีการทำบัตรประชาชนของที่นี่คือ ไปถ่ายรูปเอาเองค่ะ เอาไปให้เค้า 2 หรือ 3 รูปนี่แหละเสียค่าธรรมเนียม 10 Euros แล้วเค้าก็จะเอารูปไปติดบัตรค่ะ กว่าจะได้บัตรนี่ประมาณ 3 อาทิตย์ จะนานไปไหนเนี่ย ไม่เหมือนเมืองไทยถ่ายปุ๊บได้ปั๊บเลย

นี่เป็นรูป ID card ของคนเบลเยี่ยมเอามาให้ดูชัด ๆ

eid-belgium-front-medium

หมดแล้วค่ะความรู้ที่นำเสนอในวันนี้ ถ้าเกิดว่าได้เห็น C card สีแดง แล้วจะเอารูปมาโพตส์ให้ดูนะคะ

+ The myth : ทำงาน หางาน ในเบลเยี่ยม (updated)

Posted on | November 7, 2009 | 9 Comments

- – – งาน งาน และ งาน ในเบลเยี่ยม – – -

โพสต์นี้ยาวนิดนึงนะคะ แต่หวังว่าคงจะไขข้อข้องใจหลาย ๆ คนได้

ถามกันมาหลายคนมากมาย เกี่ยวกับการทำงานในประเทศเบลเยี่ยม ว่ามันยังไงกัน ยากไหม ใช้ภาษาอะไร หางานยังไง ทำยังไงถึงจะมาทำงานที่เบลเยี่ยมได้

ขอเกริ่นไว้ตรงนี้ก่อนเลยนะคะ ว่าตอนที่ฉันมานี่ ไม่ได้ตั้งใจว่าจะมาทำงานประจำ เพราะเป็น freelance อยู่แล้ว และเป็นงานที่ทำที่ไหนก็ได้ ขอแค่มีคอมพิวเตอร์และโปรแกรมออกแบบกราฟฟิค ฉันก็เปิดออฟฟิศได้แล้ว (เอางานไปนั่งทำที่ข้างกองขยะที่อินเดียก็ทำมาแล้ว)

”"

เพราะฉะนั้นตอนมาถึงที่นี่ใหม่ ๆ ก็เลยไม่ได้หางานเลยค่ะ เพราะว่าลำพังแค่งานที่ตอนนั้นยังไม่ได้ปิด ก็แทบจะไม่ได้นอนอยู่แล้ว แต่พอดีว่ามีพอร์ทโฟลิโอ รวบรวมงานไว้บนเว็บไซต์ coroflot และแค่เขียนไว้สั้น ๆ ว่า “ตอนนี้ดิฉันเป็น freelance และเปิดรับงานตามปรกติ แต่ว่าถ้าที่ไหนสนใจรับดีไซเนอร์ ไม่ว่าจะเป็นระดับจูเนียร์ ซีเนียร์ หรือแม้แต่ระดับฝึกงานที่ไม่ได้ค่าจ้าง ดิฉันก็สนใจ ขอแค่ให้บริษัทอยู่ในเบลยี่ยมก็พอค่ะ”

แล้วพอดีว่ารู้จักเพื่อนคนเบลเยี่ยมที่ทำสายเดียวกันหลายคน พอมีงานเปิดที่นั่นที่นี่เค้าก็โทรมาบอกว่า เฮ้ย แก ลองส่ง CV ไปยัง บางที่ก็อีเมล์มาก่อนที่ฉันจะส่งอีเมล์ไปติดต่อเสียอีก แต่ถ้าไม่ require ภาษาเริ่ดหรู (อังกฤษ ดัชท์ และ ฝรั่งเศส) ก็ require พวกโปรแกรมขั้นเทพ ที่มันไม่ใช่งานดีไซเนอร์แล้วล่ะ มันเป็นการโปรแกรมเมอร์แล้ว ฉันก็ได้แต่บอกปัดไป ว่าฝีมือไม่ได้เทพขนาดนั้น

สรุปรวม ๆ แล้วคือฉันสัมภาษณ์งานไปสองที่ และที่แรกที่ติดต่อมาฉันก็ไม่ได้ไปด้วยซ้ำ เพราะเค้าต้องการฝีมือขั้นเทพอย่างว่า (อยากจะบอกเค้าว่าจบศิลปกรรมศาสตร์มา ไม่ได้จบวิศวยานอวกาศ รู้สึกจะหาคนผิด field ไปหน่อยแล้วล่ะ) ส่วนที่ที่สองเป็นบริษัทที่เคยทำด้วยมาแล้วที่เมืองไทย แต่เค้ามี office บริษัทแม่อยู่ที่เบลเยี่ยม เค้าเลยเรียกไปคุย และถามว่ายังอยากจะทำงานด้วยกันมั้ยและอยากได้เงินเดือนเท่าไหร่ อะไรยังไง ฉันก็บอก ไม่รู้อ่ะค่ะ ก็เสนอมาแล้วกัน ฉันเพิ่งมาถึงจะไปรู้อะไร

ที่ที่สามเค้าโทรมาเลย ว่าเห็นงานแล้วสนใจอยากคุยด้วย ฉันก็เข้าไปคุย เค้าก็รับวันนั้นเลย ฉันยังงง ๆ ว่าทำไมรับง่ายขนาดนั้น สงสัยจะหาคนทำไม่ได้จริง ๆ (มารู้ทีหลังว่าเค้าสัมภาษณ์มาแล้วประมาณ 15 คนในเวลาสามเดือน แต่ถ้าไม่ใช่ติดเรื่องภาษา ที่เค้าหาคนที่พูดอังกฤษคล่อง และ ดัชท์และฝรั่งเศสพอได้ ก็ติดเรื่องงานที่ห่วยชนิดไม่ไหวจะเคลียร์จริง ๆ )

นั่นแหละค่ะ ฉันถึงได้งาน (ทำเอาเพื่อนฝูงตกใจกันไปตาม ๆ กัน เพราะฉันไม่ทำงานประจำมสองปีกว่าแล้ว และไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาทำ)

จริง ๆ แล้วทำงานประจำนี่ ฉันก็ไม่ได้ได้เงินเดือนเยอะกว่าตอนที่เป็น freelance เท่าไหร่นะ เพราะ freelance ทำมากยิ่งได้มาก และงานประจำทำไปเหอะ จะเป็นจะตายก็ได้แค่เงินเดือน แถมยังอิสระกว่า อยากหยุดก็หยุด อยากไปไหนก็ไป


- – – แล้วรับงานทำไม?- – –

บอกตรง ๆ ว่าที่รับงานประจำที่นี่เพราะแฟน สงสารแฟน คือต้องยอมรับว่าผู้หญิงไทยในสายตาชาวโลก (หรือแม้แต่ชาวไทยด้วยกัน)ที่มีแฟนฝรั่ง คือถ้าไม่แต่งเพราะเงิน ก็เพราะหาผู้ชายไทยไม่ได้แล้ว หรือไม่ก็แต่งเพราะเท่

คนที่นี่เค้าก็มองว่าแบบนั้น แต่มองว่าเราแต่งกับคนที่นี่เพราะเงิน และแต่งเพื่อเอาสัญชาติ อย่าว่าแต่คนไกลตัวเลย ขนาดเพื่อนน้องชายแฟนฉันเองยังพูดถึงแฟนฉันว่า ระวังจะถูกหลอกเอาเงิน ผู้หญิงไทยน่ะขึ้นชื่อมาก แน่ใจแล้วเหรอจะแต่งกับผู้หญิงไทย

นี่แฟนเฉันยังไม่รู้เลยนะ ฉันรู้มาจากเพื่อน เพราะเพื่อนสาวคนนี้เป็นเพื่อนกับน้องชายของแฟนฉันด้วย เค้าก็คุย ๆ กันเอง นี่ถ้าแฟนฉันรู้มีหวังจิตตก โมโหไปอีกหลายวัน

จริง ๆ แล้วแม้แต่น้องชายแฟนเองก็เหอะ เมื่อก่อนก็มีนะ ชอบถามแบบว่ากวน ๆ ถามเหมือนหยั่งเชิง ว่าฉันเรียนจบอะไรมา จะทำงานที่นี่ไหม ครอบครัวเธอทำงานอะไร หรือเพื่อนของพ่อแฟนที่เจอกันครั้งแรกเค้าก็ถามเลยว่า “พูดภาษาอังกฤษได้ไหมเนี่ย” (เวร แล้วจะให้กรูพูดภาษาไทยหรือจีนฮกเกี้ยนกับแฟนเหรอ) ฉันก็ทำเป็นเฉย ๆ (จริง ๆ อยากชกปาก) ว่า “พูดได้ค่ะ” ยังถามต่ออีกนะ “พูดคล่องหรือเปล่า?” (จะให้กรูตอบว่าไงวะ “อ๋อ ไม่คล่องค่ะ โนกู๊ดๆ” งี้เหรอ กวนประสาทจริงๆ)

ชักจะออกทะเล กลับมาเข้าเรื่องต่อ

เพราะฉะนั้นเนี่ยพวก immigrant (ฉํันก็เป็นหนึ่งในนั้น) ที่มาอยู่ที่นี่อย่างถูกกฎหมายแล้วไม่ทำงาน แล้วสามารถพิสูจน์ได้ว่า กำลังหางานอยู่, ไม่สามารถทำงานได้ (ป่วย พิการ ฯลฯ), หนีภัยสงครามมา หรือแม้แต่เป็นแม่บ้านต้องอยู่บ้านเลี้ยงลูก ฯลฯ บอกเค้าไปเถอะ รัฐบาลเค้าเลี้ยงหมดแหละ จะมากจะน้อยก็อีกเรื่อง

แล้วคนเบลเยี่ยมที่ทำงานจ่ายภาษีกันหลังแทบหัก เค้าก็ไม่ชอบอะดิ (ก็แหงล่ะ ทำงานแทบตาย ใครไม่รู้เข้ามาในประเทศเค้าแล้วเข้ามาใช้เงินเค้า) แล้วพอเค้าเห็นฉันอยู่บ้านเฉย ๆ วัน ๆ ไม่ได้ออกไปทำงานทำการ (ก็ฉันทำงานอยู่บ้าน) เค้าก็คิดกันว่า เอาอีกละ มาอีกรายละ อีพวกกาฝาก เกาะรัฐกิน

แฟนฉันก็พาลถูกเหมารวมไปด้วยว่าคงไปซื้อผู้หญิงไทยมาไม่กี่ตังค์ เอามาอยู่บ้านทำงานบ้าน ซักผ้า ล้างจาน ปรนนิบัติพัดวี

เพราะฉะนั้นฉันยอมรับค่ะว่าส่วนหนึ่งที่ยอมกลับไปทำงานประจำ เพราะอยากจะพิสูจน์ให้คนปากแมว ๆ ที่นี่เห็นค่ะ ว่าฉันผู้หญิงไทยที่พวกเอ็งดูถูกกันนักน่ะ ก็มีงานทำละกันวะ (แอบโรคจิตเล็กน้อยค่ะอิฉัน)

เค้าไม่สนใจหรอกนะคะว่าคุณจะหอบเอาปริญญาอะไรมาจากเมืองไทย ตราบใดที่คุณไม่ทำงานจ่ายภาษีที่นี่ คุณก็เหมือนมาเกาะประเทศเขากิน (ฉันไม่ได้คิดแบบนี้นะคะ เพราะผู้หญิงเบลเยี่ยม หรือ ดัชท์ ก็ไม่ได้ทำงานหลายคน เป็นแม่บ้านกันทั้งนั้น) แต่คนส่วนใหญ่คิด เพราะมี immigrants เยอะมากๆๆๆๆ ที่มาไม่มาเปล่า พอได้สัญชาติแล้วก็กลับไปเอาครอบครัวแห่ตามาอยู่ด้วยเป็นสิบ แถมทุกคนได้รับ benefit จากรัฐบาลทั้งนั้น เดือนนึงไม่ใช่น้อย ๆ นะคะ หลายร้อย บางทีก็เป็นพันยูโรน่ะครอบครัวหนึ่ง

ฉันเลยต้องลองดูซักตั้ง หนึ่งคือทำเพราะเห็นแก่แฟน สองคือทำเพื่อเอาประสบการณ์ ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเพราะทำมาครึ่งปีนี่รู้สึกว่าโตขึ้นมาก สามคือเพื่อพิสูจน์ตัวเอง และบอกตามตรงนะคะ ที่ฉันได้งาน ไม่ใช่เพราะว่าฉันเก่งอะไรนักหนานะคะ นับตามความสามารถคงจะประมาณ 30% ที่เหลือ “ดวง”ล้วน ๆ ค่ะ

ที่พูดมานี่ คนที่เค้ารู้จักคุณเค้าคงไม่มาดูถูก ว่ามาอยู่นี่แล้วไม่ทำงานทำการ (การเป็นแม่บ้านก็เป็นงานอย่างหนึ่ง) แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพวกคนที่เราไม่รู้จัก เช่น พวกที่ทำงานที่ city hall, เพื่อนบ้าน, เพื่อนของครอบครัวแฟน ฯลฯ ที่เค้าไม่ได้มารู้จักมักจี่อะไรกะเราเลย แต่ก็ตัดสินเราไปตั้งแต่รู้ว่าเราเป็นหญิงไทย และ อยู่บ้านเฉย ๆ แล้ว (ทำไงได้วะ งานไม่ได้หาง่าย ๆ นี่..)


”"

- – – ภาษากับการทำงานที่เบลเยี่ยม – – –

กรณีของฉันแตกต่างกับสาขาอื่น ที่มันเป็นสายวิชาชีพ หรือ เฉพาะทางนะคะ ทำให้เรื่องภาษาไม่ได้สำคัญอันดับหนึ่ง (แต่ก็ยังสำคัญมาก) ตอนสัมภาษณ์เค้ายังถามว่าความสามารถด้านภาษาฉันเป็นอย่างไร และถามว่าดัชท์หรือฝรั่งเศสฉันพูดได้ไหม (ฉันพูดไม่ได้นะคะ โดยเฉพาะฝรั่งเศสนี่ไม่กระดิกเลยค่ะ ไม่เรียนเลยมาเลยแม้แต่นิดเดียว)

ถ้าเค้าถามนะคะ บอกไปเลยตรงๆ เลยค่ะ ถ้าภาษาคุณดี บอกไปเลยว่าดี อย่าบอกว่า “พอใช้ได้” การถ่อมตัวไม่จำเป็นสำหรับการสัมภาษณ์งานที่นี่ค่ะ แต่ไม่ใช่ว่าโอ้อวดหรือโม้ซะจนเว่อร์นะ เอาเป็นว่าตอบให้ “มั่นใจ” เป็นพอ

ฉันก็บอกเค้าไปอย่างมั่นใจเลยค่ะ “ว่าภาษาอังกฤษไม่มีปัญหา ภาษาดัชท์กำลังเรียน และภาษาฝรั่งเศสไม่ได้เลยค่ะ” (ดูเค้าแอบอึ้ง ๆ ไปเล็กน้อย) เค้าถามต่ออีกว่า ถ้าฉันจะใช้เวลาเรียนภาษาใหม่เนี่ย คิดว่าจะทำได้ดีแค่ไหน (ฉํนก็ตอบไปว่า ฉันคิดว่าฉันทำได้ค่ะ)

แต่ถ้าเป็นสาขาอื่น หากเป็นงานใด ๆ ก็ตามที่ต้องมีการติดต่อกับคนท้องถิ่น ภาษาต้องได้ ไม่อย่างน้อยก็ดัชท์ หรือ ฝรั่งเศส อันนี้แน่นอนค่ะ ส่วนโอกาสที่จะใช้ภาษาอังกฤษทำงานอย่างเดียวเลยนั้น มันก็มีอยู่ค่ะ แต่น้อยกว่าดัชท์และฝรั่งเศสมาก และขึ้นอยู่(อย่างมาก)กับบริษัท และประเภทงานที่คุณจะไปทำค่ะ


- – – เค้าจะรับคนต่างชาติไหม – – –

รับค่ะ ถ้าคุณมีความสามารถพอ (และในสาขาที่ทางนี้ขาดแคลน) มีประสบการณ์การทำงานมาบ้าง, หรือเขียน resume ออกมาดูดีน่าสนใจ (แต่ไม่ใช่ว่าเขียนซะเว่อร์นะ เอาที่เป็นความจริงเท่านั้นนะคะ) และอยู่ที่นี่อย่างถูกกฎหมาย

”"

หนึ่งคุณต้องมีวีซ่ามาที่นี่อย่างถูกต้องก่อนค่ะ และไม่ใช่วีซ่าท่องเที่ยวนะคะ ถ้าไม่ได้แต่งงานเป็น resident ของที่นี่ก็ต้องมี work permit ซึ่งถ้าเค้าอยากได้คุณมาทำงานด้วยจริง ๆ ทางบริษัทต้องเป็นผู้จัดการเรื่อง work permit ให้ค่ะ (โดยปรกติจะต้องออกให้ก่อนคุณเดินทางมาเบลเยี่ยม) ซึ่งส่วนมากจะเป็นงานที่เค้าหาคนเบลเยี่ยมทำไม่ได้จริง ๆ หรืองานเฉพาะทางจริง ๆ (เช่น นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ งานไอที เชฟ หมอ พยาบาล วิศวกรเฉพาะทาง ฯลฯ) เลยต้องหาคนต่างชาติเข้ามาทำค่ะ และตามธรรมเนียมแล้ว เค้าจะพิจารณาประชากรจากประเทศสมาชิก EU ก่อนค่ะ

สถานฑูตไทยในกรุงบรัสเซลส์มีข้อมูลน่าสนใจ ตรงนี้ค่ะ ลองดูหน้านี้นะคะ รายงานความต้องการจ้างแรงงานในเบลเยียมในปัจจุบัน สรุปสถานการณ์ความต้องการจ้างแรงงานในเบลเยียม”< /span>

ส่วน รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลทางเศรษฐกิจ สังคม สถานการณ์ความต้องการแรงงานในเบลเยียม รวมทั้งกฎระเบียบ ข้อกฎหมาย และขั้นตอนการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง ในการเดินทางไปทำงานของแรงงานต่างชาติ สามารถดาวน์โหลด เอกสารได้ที่นี่ (ขอบคุณสถานฑูตไทยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ)

ทั้งนี้ทั้งนั้นนะคะ อย่าคาดหวังสูงมากนัก เพราะมันค่อนข้างจะยากจริง ๆ ถ้าไมโชดดีจริง ๆ ก็ต้องเป็นสาขาที่เค้าขาดแคลนจริง ๆ ถึงจะมีโอกาสสูงในการหางานที่นี่ค่ะ ถ้านึกภาพไม่ออก ลองนึกดูเล่น ๆ ว่า อย่างเมืองไทยเงี้ย จู่ ๆ เราจะไปรับคนจีน เขมร ฮ่องกง โบลิเวีย เวียดนาม เปรู เบลเยี่ยม ดัชท์ ฯลฯ มาทำงาน admin หรือ งานออฟฟิศเล็ก ๆ น้อย ๆ ไหมละคะ ถ้าคนๆนั้นพูดได้ภาษาเดียวคือภาษาอังกฤษ ในประเทศที่ไม่ได้แม้แต่จะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ เราก็คงไม่จ้างอ่ะนะ นอกจากจะเป็นงานเฉพาะจริง ๆ ชนิดที่หาคนไทยทำไม่ได้แล้ว (เช่น เชฟอาหารจีนในโรงแรมอิมพอร์ตจากปักกิ่ง หรือ อาจารย์สอนภาษาอารบิคจากอียิปต์ กูรูโยคะมหาภารตะยุทธจากอินเดีย อะไรก็ว่าไป แล้วแต่จะออกทะเลกันไป ) ก็เหมืิอนที่นี่อ่ะค่ะ ถ้าภาษาไม่ได้ ไม่มีประสบการณ์การทำงาน ไม่ใช่งานเฉพาะทาง โอกาสก็น้อยค่ะ (พูดถึงเฉพาะงานออฟฟิศนะ)

-แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะหางานไม่ได้นะ เพราะจริงๆ บริษัทข้ามชาติในเบลเยี่ยมก็มีอยู่เยอะพอสมควร ที่ใช้เฉพาะภาษาอังกฤษ – เน้น : ทั้งนั้นทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับ “โชค” ด้วยเป็นอันมาก อาจจะได้งานแต่ต้องรอนานนนนนนมากกกกก กว่าเค้าจะเรียกค่ะ ขอให้อดทนไว้

แต่วันก่อนดูทีวี มีหมอคนนึงเป็นชาวอิหร่าน มาเบลเยี่ยมตอนเป็นนักเรียนและช่วงที่กำลังจะกลับบ้าน ประเทศมีปัญหาด้านการเมืองไม่สงบเลยไม่กลับ แต่วีซ่าก็จะขาดแล้ว เลยฮึดเรียนภาษาดัชท์เพื่อสอบเข้า “แพทย์” โดยให้เพื่อนติวให้ และเน้นเฉพาะที่คิดว่ามันจะออก โดยคุณหมอในเวลาเรียนดัชท์ประมาณ 3 เดือน สอบผ่าน เข้าคณะแพทย์ได้ ตอนนี้เป็นหมอผ่าตัดที่โรงพยาบาลเฉพาะทางแห่งหนึ่งที่นี่

แต่นี่คือเข้าขั้นอัจฉริยะแล้วนะคะ ถ้าถามฉันนะ ฉันว่าภาษาดัชท์กว่าจะใช้ได้จริง ๆ ก็คงประมาณสองปีค่ะ


- – – งานประเภทไหน ที่พอจะมีโอกาสทำได้ – – –

จะไม่ขอกล่าวถึงระเบียบการจ้างงานอีกนะคะ เพราะเอกสารด้านบน บอกครบหมดแล้ว ที่นี่มาดูค่ะว่า จะหางานที่ไหน

งานที่ไม่ได้ต้องการดีกรีอะไร และไม่ยากเย็นนัก ไม่ต้องการความสามารถด้านภาษาเริ่ดหรู ก็คงจะเป็นงานในร้านอาหาร (งานครัว), พนักงานนวดตามร้านนวดไทย หรือสปา, au pair พี่เลี้ยงเด็ก (ซึ่งฟังดูง่ายนะคะ แต่เหนื่อยมาก), พนักงานตามศูนย์อาหาร (ไปดูตามร้าน Lunch Garden ในคาร์ฟูร์ ดิ คนเอเชียทั้งนั้น แต่ส่วนมากเค้าพูดดัชท์ได้นะ), ทำความสะอาด, เก็บผลไม้ตามฤดูกาล ฯลฯ มีอะไรอีกมั้ย นึกไม่ออก -อันนี้คืองานที่แบบ “ทำ ๆไปก่อน” นะ ไม่ใช่ว่าจะให้ทำไปตลอดชีวิต การทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ มันก็ทำให้เรารู้จักคนมากขึ้น รู้จักคนมากขึ้น เน็ตเวิร์คก็เยอะขึ้น โอกาสก็มากขึ้น ระหว่างนี้ก็เรียนภาษาไปด้วย ต่อไปค่อยขยับขยายค่ะ

ใครนึกงานประเภทไหนออก ช่วย ๆ แปะไว้เพิ่มหน่อยนะคะ

”"

ส่วนงานวิชาชีพ ที่ต้องการภาษาอังกฤษดีถึงดีมาก และพอจะมีโอกาสหางานได้ก็คงจะไม่พ้นงานด้านไอที ทั้งการเขียนโปรแกรม ออกแบบซอฟท์แวร์ วิศวกรคอมพิวเตอร์ นักออกแบบกราฟฟิค วิศวกรทั้งหลายทั้งแหล่ นักวิจัยสาขาต่าง ๆ

อย่างสถาบัน IMEC ที่ Leuven นี่ อาจจะมีคนต่างชาติกว่าครึ่ง แต่ทุกคนต้องเรียนภาษาดัชท์ เค้าจัดคนมาสอนถึงบริษัทเลย เพื่อนฉันที่เป็นชาวสิงคโปร์ก็ทำอยู่ที่นี่คนหนึ่ง

- – – ตัวอย่างตำแหน่งงานในเบลเยี่ยม – – -

ที่นี้มาดูตัวอย่าง requirement ของตำแหน่งงานที่นี่นะคะ
ฉันลองสุ่ม ๆ มาตามด้านล่างนี้เลยนะคะ (นี่ฉันเลือกมาเฉพาะที่ list งานเป็นภาษาอังกฤษนะคะ)

PROJECT ENGINEER – WATER SYSTEMS
(วิศวกรระบบน้ำ)
- A degree in engineering or in applied sciences
- effective written and verbal communication skills
- very good command of English; other European language(s) an important asset (คือภาษาอังกฤษเป็นหลัก และถ้าได้ภาษายุโรปอื่น ๆ จะพิจารณาเป็นพิเศษ)
- One-two years working experience preferably but not a must
ฯลฯ

Customer Service Specialist
- NO EXPERIENCE NECESSARY
- Fluent English & Good spoken French
- Any other EU language is an asset
- Communicative, adaptable to different nationalities
ฯลฯ

JUNIOR Customer Service Specialist
- NO EXPERIENCE NECESSARY
- Fluent English & Good spoken French
- Any other EU language is an asset
- Communicative, adaptable to different nationalities
ฯลฯ

Freelance Sales Entrepreneurs
- Self-starter
- Geboren verkoper (แปลเป็นอังกฤษตรง ๆ เลยว่า born seller)
- Sociaal en communicatief
- Dynamisch en innovatief
- Kennis van het Engels / Frans / Nederlands (สามารถสื่อสารได้ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส และดัชท์)
ฯลฯ

Customer Services Dispatcher
(งานจัดส่งและบริการลูกค้า : คล้าย ๆ admin คือรับโทรศัพท์ ตอบอีเมล์ วางออเดอร์ที่ลูกค้าส่งมา)

- Fluent in English, French AND German
- Educational Level: at least A1 language or knowledge by experience
- Experience: preferably in a service environment
- Basic PC and Office knowledge
ฯลฯ

SALES & MARKETING COORDINATOR EUROPE
- A Bachelor’s degree (in marketing and communication)
- initial experience in a similar position, preferably gained in an international company active at European level.
- Fluent in English, French (and Dutch)
- Knowledge of German is a strong plus.
ฯลฯ

เรียกว่าแทบทุกตำแหน่งเลย ต้องใช้ภาษาดัชท์ อังกฤษ และ ฝรั่งเศส (บางที่อยากได้คนที่พูดเยอรมันได้มากกว่าด้วยซ้ำ) ไม่ง่ายเลยใช่ไหมคะ ยังไงก็พยายามกันต่อไป


เงินเดือน รายได้ ค่าครองชีพ

ที่นี้เรื่องเงินเดือน และ รายได้อื่น ๆ : ทำงานที่นี่เสียภาษีกันอานค่ะ ฉันเองก็จ่ายประมาณ 30% ของรายรับแต่ละเดือน แต่เบลเยี่ยมจะมีระบบช่วยเหลืออื่น ๆ สำหรับพนักงานประจำ เป็นสวัสดิการ เช่น ถ้ามาทำงานโดยระบบขนส่งมวลชน (ไม่มีรถส่วนตัว) บริษัทต้องช่วยออกค่าเดินทางเดือน ๆ หนึ่งอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง (บางที่ออกให้ทั้งหมดเลย พวกตั๋วรถไฟ รถเมล์ เมโทร รายปี)

บางทีมี “เงินพิเศษ”จากรัฐด้วย สำหรับคนทำงานประจำ แต่อันนี้นาน ๆ จะมาทีค่ะ แล้วฉันก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงเหมือนกัน คือเหมือนคืนภาษีให้บางส่วน ตรงนี้ปวดเฮดมากค่ะ ขนาดคนเบลเยี่ยมเองก็ยังอธิบายไม่ค่อยจะถูก

ลองมาดูระดับเงินเดือนในสาขาต่าง ๆ ดู
เว็บ Payscale เค้าสำรวจไว้ ไปดูได้ที่นี่เลย
http://www.payscale.com/research/BE/Country=Belgium/Salary

หรือดาวน์โหลดมาดู มีอีกที่ที่นี่ค่ะ
http://www.robertwalters.com/resources/salarysurvey/Belgium_Salary_Survey_2009.pdf

โดยมากเค้าจะคิดเป็นรายได้ต่อปีนะคะ

ฉันบอกคร่าว ๆ ละกันนะคะ สำหรับระดับเงินเดือนที่นีื่ สำหรับพนักงานบริษัททั่ว ๆ ไป ระดับปฎิบัติการ ก็เริ่มประมาณที่พันยูโรต้น ๆ ขึ้นไป (หักภาษีแล้ว) วิศวกรประสบการณ์ 3-5 ปีก็สองพันขึ้นไป และก็ไล่ขึ้นไปเรื่อย ๆ ค่ะ แต่ปรกติแล้วก็จะได้กันอยู่ประมาณนี้ละค่ะ พันกว่า สองพันกว่า ระดับคนธรรมดาเดินดินกินข้าวแกง(ของที่นี่นะ)

ที่นี้ร่ายจ่าย บางคนเห็นว่าเงินเดือนคิดเป็นเงินไทยแล้วมากมาย แต่ว่าคงทราบกันอยู่แล้วว่าที่นี่ค่าครองชีพมันสูงแค่ไหน ถ้าเช่าอพาร์ทเมนต์ หรือบ้านเล็ก ๆ ก็ไม่ต่ำว่าเดือนละ 300-400 ยูโร, ถ้าเช่าบ้านทั้งหลัง(ไม่ใหญ่นะ)ก็ตกประมาณ 600 ยูโรขึ้นไป, ถ้าเป็นในบรัสเซลส์ ก็คูณสองไปเลย อพาร์ทเมนต์ส่วนมาก จะเช่ากันที่ 500 ยูโรขึ้นไป ลองดูตัวอย่างที่เว็บนี้ได้ http://xpats.spotter.be/en/Housing/For-rent-furnished/category_5.htm

ค่ากิน ของใช้ นู่นนี่ ตกเดือนละ 100-200 ยูโร (ซื้อของตามซูเปอร์ฯ ทีไม่เคยจ่ายน้อยกว่า 20 ยูโร ถ้าเป็นที่เมืองไทย ของเหมือน ๆ กัน ปริมาณการซื้อพอกัน คงไม่เห็นประมาณ 200-300 บาท)

รถเมล์รายปี ปีละ 200 กว่ายูโร หรือถ้าซื้อเป็นเที่ยว ก็ตกเที่ยวละ 100 กว่าบาท, ออกไปกินข้าวตามร้านอาหาร ก็ตกหัวละราว ๆ 20 กว่ายูโร ถ้าร้านไฮโซขึ้นมาหน่อยก็ไม่ต่ำกว่าหัวละ 40 ยูโร (ประมาณกินได้ปีละครั้งสองครั้งเต็มที่ ไม่งั้นตายพอดี), ถ้าขับรถ มีค่าน้ำมันอีก ถ้ามีรถต้องมีประกัน, ค่าตรวจสภาพรถอีก, ค่าซ่อมแซมบำรุงบ้าน จิปาถะ

ปีที่แล้วฉันรื้อหลังคาที่บ้านกัน เพราะมันจะพังแหล่มิพังแหล่ ต้องไปจ้างเค้ามาปูกระเบื้องหลังตาใหม่ รอเป็นปีกว่าเค้าจะมาทำให้ เพราะช่างที่นี่ถ้าไม่แพงมากนี่รอให้กันลืมไปเลย​(ส่วนมากเป็นช่างชาว โปแลนด์) ฉันสองคนจ่ายค่าซ่อมหลังคานี้ไปประมาณ 8000 ยูโร (-_-”)


จะเริ่มหางานในเบลเยี่ยมอย่างไรดี?

ลองเซิร์ชตามเว็บสมัครงาน

http://www.jobscareer.be
http://belgium.xpatjobs.com/

http://www.monster.be

http://www.expatica.com/be/main.html

http://www.careerjet.be/

http://www.vacature.com

(อันนี้ค่อนข้างเป็นที่รู้จักมากค่ะ เพราะมีพิมพ์แจกตามซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ ๆ ด้วย)

http://vdab.be/mijnvdab/jobs/wz/jobs.jsp?dist_channel=www
(อันนี้เป็นของบริการช่วยเหลือเกี่ยวกับการหางานจากรัฐบาลฟลานเดอร์สค่ะ – มีเฉพาะภาษาดัชท์)

http://www.jobsinbrussels.com/
(อันนี้โฟกัสภาษาอังกฤษโดยเฉพาะค่ะ)
http://www.brusselsjobs.com/
ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส ดัชท์

ทำการฝากเรซูเม่ (ซี.วี.) ไว้ตามเว็บไซต์จัดหางาน

วิธีการอีกอย่างสำหรับการหางานคือ แทนที่จะสมัครโดยตรงกับบริษัทที่เราสนใจ ก็ลองสมัครผ่านนายหน้าหรือสำนักงานจัดหางานแทน โดยเอาประวัติไปทิ้งไว้ แล้วทางสำนักงานเค้าจะช่วยจับคู่เรากับบริษัทที่กำลังหาพนักงานที่คุณสมบัติ ใกล้เคียง

จะใช้เวลามาก น้อย ยังไง ก็ขึ้นอยู่กับ “ดวง” อีกนั่นแหละ บางทีจะว่าง่ายก็ง่าย ยากก็ยาก มันอยู่ที่จังหวะว่าที่ไหนเค้ากำลังหาตำแหน่งที่ตรงกับตัวเราหรือเปล่า

เรื่องภาษา ถ้าเป็นเมืองใหญ่ ๆ เป็นบริษัทที่เป็น international ชาติผสม หรือ ต่างชาติ โอกาสที่จะใช้เฉพาะภาษาอังกฤษ ก็มีสูง (โดยไม่เน้นดัชท์ หรือฝรั่งเศส)

เว็บไซต์ที่ฝาก resume ได้
http://www.pagepersonnel.be/espace-candidat.html
http://www.belgium.plusjobs.com/site/postresume.shtml
http://www.learn4good.com/jobs/language/english/registration/jobseeker/
http://www.sendingmycv.com/index.php?language=3
http://www.stepstone.be/home_fs.cfm?lang=BEN

บริการจัดหางาน (เจ้าใหญ่ ๆ) อันนี้ลองเลือก ๆ มาจากหนังสือสมัครงาน Vacature
บางเว็บจะมี list งานที่ยังว่างอยู่ (Vacancies, Vacatures, Offers d’emploi) ไว้ด้วย หรือจะอีเมล์ไปสอบถามเค้าเลยก็ได้
http://www.derveaux-select.be/
http://searchselection.com/
http://www.ascento.be/
http://www.velde.be/uk/home-be/
http://www.yer.be/en-us/homepage.aspx


งานอื่น ๆ ที่ทำได้แบบไม่ต้องรอให้เก่งภาษาที่สาม

งานวิชาชีพแทบทุกอย่างค่ะ เช่น แม่ครัว ผู้ช่วยเชฟ งานตามร้านดอกไม้ ซูเปอร์มาร์เก็ต ช่างทำผม (ที่นี่ร้านหรู ๆ คนเอเชียเป็นคนตัดก็เยอะนะคะ หรือไม่ก็คนอเมริกาใต้ รายได้ค่อนข้างดีถึงดีมากด้วยอ่ะ) หรือ พี่เลี้ยงเด็ก (au pair) ซึ่งหลาย ๆ ครอบครัวเค้าก็โอเคที่เราจะพูดแค่ภาษาอังกฤษนะคะ แต่ถ้าพูดภาษาเค้าได้นิดหน่อยจะช่วยได้มาก (งาน au pair ส่วนมากจะรับพี่เลี้ยงที่อายุระหว่าง 18-26 ปีนะคะ นอกจากว่าทางครอบครัวจะยกเว้นให้ค่ะ ต้องดูป็นครอบครัว ๆ ไปค่ะ

งาน au pair ลองดูที่
http://www.aupair-world.net
http://www.findaupair.com/index.asp
http://vdab.be/werklinks/werklinks.jsp?mapId=4225
http://www.aupairconnect.com/aupair-Belgium.asp


ยังหางานไม่ได้ ทำอะไรดี?

ไปเรียนภาษาค่ะ ปรกติถ้าแต่งงานกับคนเบลเยี่ยม หรือ มาด้วยวีซ่า cohabitation จะมีสิทธิ์เรียนภาษาดัชท์ฟรี (เฉพาะ level 1 ปรกติ 60 ยูโร) และค่าหนังสือสองปีแรกก็ฟรีค่ะ (80 ยูโร แต่กว่าจะได้คืนก็เป็นหลายเดือนแหละ)

นอกจากกรณีนี้ ก็จ่ายค่าเรียนไปตามปรกติค่ะ ไม่แพงค่ะ เพราะภาษาดัชท์ ทางรัฐบาลช่วยออกให้บางส่วนแล้ว เพราะเค้าอยากให้คนเรียนภาษาเค้าเยอะ ๆ ค่ะ

สำหรับที่เรียน ที่เป็นทางการ และรัฐบาลรับรอง ดูได้ที่นี่ค่ะ
http://www.huizenvanhetnederlands.be

กว่าจะเรียนอยู่ในระดับสื่อสารกับคนอื่นได้ ก็น้อย ๆ จบ level 1 ก็พอถูไถ (ตอนนี้ฉํนเรียนที่สถาบัน ACE ของมหาวิทยาลัย GroepT ที่ Leuven ก็ 60 ยูโร กำลังจะจบ level 1 จ้ะ) ซึ่งก็ยังไม่ได้เริ่มสร้างประโยคที่เป็นอดีตเลยด้วยซ้ำ ยังแค่ประโยคบอกเล่าธรรมดาอยู่เลย สิว ๆ มาก ๆ คือเป็นลักษณะง่าย ๆ อยู่ ไว้จะเขียนเรื่องการเรียนภาษาดัชท์ที่นี่ทีหลังละกันนะคะ ยาวค่ะ

ระหว่างเรียนภาษาก็ลองหางานพิเศษอื่น ๆ ทำไปด้วยก็ได้ค่ะ



เพิ่มเติมที่เพิ่งนึกออก

connections

ที่นี่ก็เหมือนเมืองไทย เรื่อง connection แต่ไม่ใช่เส้นสายนะคะ ออกจะเป็นไปในแบบที่ยิ่งรู้จักคนมากก็ยิ่งมีโอกาสได้งานมาก เพราะเวลาเค้าหาคนเข้าทำงาน ส่วนมากแล้วเค้าก็จะถาม ๆ กันเองก่อนในบริษัทแหละค่ะ ว่ามีใครรู้จักใครที่เข้าข่ายจะทำตำแหน่งนี้ได้บ้างไหม ให้ไปบอกให้ลองมาสมัคร เค้าก็จะถามต่อ ๆ กันไปค่ะ ถ้าหาไม่ได้แล้วจริง ๆ หรือว่าเป็นบริษัทใหญ่จริง ๆ เค้าจะค่อยลงประกาศหาคนเข้ามาทำค่ะ

เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ได้ทำอะไร ไปลงคอร์สเรียนอะไรเล่น ๆ ก็ได้ค่ะ หรือแม้แต่การไปเข้าสังคม ปาร์ตี้ เล่นกีฬา (เป็นทีมได้ยิ่งดี) ไปเล่นโยคะ เรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม เรียนถ่ายภาพ ฯลฯ อะไรก็ได้ทั้งนั้น

อย่างพวก English for business คนเบลเยี่ยมก็ลงเยอะ แล้วส่วนมากก็จะเป็นคนทำงาน เราก็ได้เรียนอะไรเพิ่มเติมไปด้วย ได้เพื่อนใหม่ ๆ ไปด้วย เวลามีอะไร เค้าก็อาจจะนึกถึงเราขึ้นมา ว่าเออ งานนี้เราน่าจะทำได้ ฯลฯ มีเยอะนะคะ กับงานที่คนรู้จักบอกผ่านมาให้ จนเราได้งานเนี่ย


งาน freelance

งาน freelance ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งนะคะ ที่เลือกจะทำได้ มีแค่คอมพิวเตอร์กับอินเตอร์เน็ตเราก็ทำงานได้แล้วค่ะ ไม่ว่าจะเป็นงาน ออกแบบ, รับเขียนคอนเท็นต์ต่าง ๆ, รับทำบัญชี, คียร์ข้อมูล, หรืออะไรก็ว่าไปค่ะ มีเยอะ แล้วแต่ว่าถนัดสาขาไหน

งานสายอื่นฉันไม่ค่อยทราบนะคะ ทราบแต่สายออกแบบและ IT (เอาเฉพาะที่เคยใช้ละกันนะ) ซึ่งก็มี
www.getafreelancer.com (bid project ค่ะ)
www.99designs.com(อันนี้แข่งกันมันส์ค่ะ เป็นลักษณะ bid งานแข่งกันผ่านเว็บไปเลย หนุกหนานมาก)
http://www.coroflot.com/public/jobs_browse.asp
(ออกแนวไปฝาก port ไว้แล้วถ้ามีคนสนใจเค้าจะติดต่อมาค่ะ)

ส่วนเว็บที่มีงานครอบคลุมหลายสาขาหน่อยก็คงจะเป็น
www.elance.com(ค่อนข้างดัง)
www.odesk.com (อ้นนี้เพื่อนที่นี่ชอบใช้ เห็นว่าดีทีเดียว)
http://www.peopleperhour.com (อันนี้ยังไม่เคยลองค่ะ แต่ดู ๆ แล้วงานก็มีเยอะอยู่)

งานชั่วคราว หรือ Interim

อีกอย่างที่ไม่ใช่งานประจำ คือ พนักงานชั่วคราว หรือ interim (บางทีเรียกสั้น ๆ ว่า Temp job ในภาษาอังกฤษ) งานประเภทนี้คือ ถ้าบริษัทไหนหาคนมาช่วยชั่วคราว ระยะสั้น ๆ เช่น ต้องการพนักงานแอดมิน 3 เดือน, โปรแกรมเมอร์สำหรับ 1-2 โปรเจ็คท์, พนักงานขายของ, มาร์เก็ตติ้ง ฯลฯ มีเยอะมากมาย แต่จะเป็นสัญญาระยะสั้น แต่ก็มีมาก ที่ทำ ๆ ไปแล้ว ทางบริษัทแฮปปี้ ให้เลื่อนเซ็นต์สัญญาเป็นพนักงานประจำ ก็มีบ่อย ๆ แนะนำว่ายังไงก็ลองงานแบบ interim ไปด้วย ถ้าได้ก็เท่ากับว่าง่ายขึ้นไปอีกเท่าตัว สำหรับการหางานในเบลเยี่ยม

รวมลิงค์ สำหรับบริษัทที่ให้บริการ interim
http://www.hr4europe.com/europe.php?cpl=be14th

เอาเท่านี้ก่อนนะ


- – – ฝากไว้ท้ายนี้ – – -

คนถามมาเยอะค่ะเรื่องงาน ซึ่งฉันก็เห็นใจนะคะเพราะก็เคยกังวลเป็นบ้าเป็นบอมาก่อน กับเรื่องงาน ยังไงก็อยากฝากไว้ว่า ก่อนมาที่นี่ วางแผนให้รอบคอบก่อนนะคะ

ก่อนจะมาที่นี่ถ้ามีเวลาว่าง ฉันอยากแนะนำไปเรียนวิชาชีพไว้ค่ะ มีอะไรก็เรียนไปเลยค่ะ จะเป็นนวดไทย, แกะสลัก, ทำอาหาร, ถ่ายภาพ, คอมพิวเตอร์, เสริมสวย, หลักสูตรปฐมพยาบาลของสภากาชาด (บางที งานเลี้ยงเด็ก หรืองานเนิร์สเซอรี่ อันนี้มีประโยชน์มากค่ะ),ร้อยลูกปัด, ทำเครื่องประดับ, เย็บปักถักร้อย, ทำสบู่, เปเปอร์มาเช่ ฯลฯ

เรียกว่ามีอะไรให้เรียนแล้วคุณสนใจก็เรียนไปเลยค่ะ มีประโยชน์ทุกอย่าง เพื่อนสาวคนหนึ่งของฉัน เคยทำงานแบงค์ เธอแต่งงานไปอยู่อังกฤษได้ปีนี้ปีที่สามแล้ว แต่เธอชอบถักไหมพรม ทุกวันนี้เธอเปิดร้านออนไลน์ขายพวกงาน handmade ของเธอนะคะ ไปได้ดีเลยทีเดียว ไม่ได้ทำให้ร่ำรวยแต่ก็มีเงินค่ากับข้าว พอใช้จ่ายและเหลือเก็บเล็กๆน้อย ๆ ไม่ต้องพึ่งแฟนมากมาย และที่สำคัญเธอมีความสุขดีค่ะ - เข้าใจว่าอาชีพแนว ๆ นี้ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ เพราะถ้าใจไม่รักก็ไปต่อลำบาก แต่เรียน ๆ ไว้ ก็ไม่เสียหลายหรอกนะคะ

แล้วคิดเผื่อด้วยว่าถ้ามาแล้วปีสองปีแรก ยังไม่มีงานทำเนี่ย ถ้ามาอยู่กับแฟน แฟนจะรับภาระคนเดียวไหวไหม และ จะอยูไปได้นานแค่ไหนเต็มที่ ทุกวันนี้ทุกสิ่งอย่างมันไม่แน่นอนนะคะ อย่างแฟนฉันทำงานบริษัทซอฟท์แวร์ ใหญ่อยู่แหละ ข้างนอกแบบว่า ดูดีมาก แต่วันนึงฟ้าผ่าเลยค่ะ เค้าไล่พนักงาน(วิศวกร) ออกรวดเดียว 40 คน ดีนะที่แฟนฉันยังไม่โดน มันทำให้ฉันเสียวสันหลังวูบเลยค่ะ ว่าถ้าแฟนต้องออกจากงานจริง ๆ ฉันจะทำยังไง นี่ถ้าไม่มีงานทำนะ คงแย่มากถึงมากที่สุด เพราะไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน ว่าถ้าแฟนตกงานไป ฉันจะทำไง จะหาเงินพอเลี้ยงสองปากไหม บริษัทฉันดีไซเนอร์ยังโดนให้ออกไปคนนึงเลย (update : ตอนนี้แฟนตกงานเรียบร้อยแล้วจ้าาาาา 5555 อยู่บ้านเฉย ๆ ชิว ๆ กินตังค์เก็บไปก่อน ระหว่างหางานใหม่ ดีที่ว่าฉันยังมีรายได้เป็นของตัวเอง ไม่งั้นกินแกลบกันแน่ค่ะงานนี้)

คือ ไม่ใช่อะไรหรอกนะคะ แฟนน่ะพึ่งได้ค่ะ แต่อย่าคิดว่ามันจะแน่นอน ยิ่งเศรษฐกิจแบบนี้ อีกนานพอดูแหละค่ะกว่าจะฟื้น ขนาดคนเบลเยี่ยมยังตกงาน คนนอกจะเหลือเหรอคะ ยังไงเค้าก็ต้องเอาคนของเค้ามาก่อนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคิดยาว ๆ นะคะ วางแผนให้ดี คิดหลาย ๆ ด้าน มีแผนหนึ่ง แผนสอง แผนสาม แล้วก็ลุยเลยค่ะ

อีกเรื่องคือ อย่าเพิ่งหวังเรื่องที่จะมาถึงปุ๊บหางานปั๊บเลย อยากให้โฟกัสเรื่องภาษาก่อนเลยอันดับแรกค่ะ เพราะมันเป็นปราการด่านหินโคตร ที่ถ้าผ่านไปได้ ชีวิตจะง่ายขึ้นล้านเท่า

แต่ฉันว่านะคะ ถ้าไม่เลือกงาน ยังไงก็ไม่อดตายค่ะ งานจะเล็ก จะดูไม่โก้ไม่หรูอะไรเราก็ทำ ๆ ไปเถอะค่ะ ถ้าทำได้ ยังไงซะก็มีทางไปแน่นอนค่ะ

—-

ไม่รู้มีใครอ่านมาจนจบหรือเปล่าเนี่ย ยาวเป็นกิโลเชียว

แบบฟอร์มเชงเก้นวีซ่า (ฉบับภาษาไทย)

Posted on | October 26, 2009 | 8 Comments

เอามา post ให้ดูนะคะ เผื่อใครต้องการแบบฉบับภาษาไทย

แต่ว่าเอาไว้ดูเฉย ๆ นะคะ ปริ๊นท์เอาไปกรอกไม่ได้ค่ะ เพราะว่าเวลายื่นต้องใช้ตัวภาษาอังกฤษเท่านั้นค่ะ

Written by : PLOY

thai1

thai2

หวังว่าจะมีประโยชน์กับทุกคนนะคะ

keep looking »
  • ไม่อยากรู้ก็จะบอก

  • legal stuff

    หากต้องการนำข้อมูลใดๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อความหรือรูปภาพ กรุณาแจ้งให้ทราบพอเป็นมารยาท : คุณมีสิทธิ์นำไปใช้ได้ แต่ต้องให้เครดิตกลับมาที่เว็บนี้ค่ะ

    Creative Commons License


    ข้อมูลและภาพประกอบที่สร้าง
    โดย Chaleerat Ng. บนเว็บไซต​์ beebah.wordpress.com และ beebah.net เผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ แบบแสดงที่มา (by) 3.0 ประเทศไทย. อ่านสัญญาฉบับเต็ม [คลิก] ครีเอทีฟคอมมอนส์คืออะไร? ดู vdo บน youtube [คลิก] vdo จัดทำโดย รายการแบไต๋ ไฮเทค
  • +เมนู