beebah.net/visabelgium

ข้อมูลงู ๆ ปลา ๆ เกี่ยวกับวีซ่าเบลเยี่ยม + คุยกันเรื่องทั่ว ๆ ไปเกี่ยวกับชีวิตในเบลเยี่ยม

+ เชงเก้นวีซ่า วีซ่าสู่ยุโรป 25 ประเทศ

Posted on | June 24, 2009 | 1 Comment

ไหน ๆ ก็เสียเวลาหาข้อมูลเรื่อง Schengen ไปนานพอสมควร จนปวดสมองซีกซ้ายไปหลายรอบแล้ว เอามาเขียนทิ้งไว้หน่อยแล้วกัน เผื่อใครกำลังสงสัยว่า ไอ้ เชงเก้นวีซ่า เนี่ย มันเข้าประเทศ อะไรได้บ้าง และประเทศไหน ที่เป็นสมาชิก อียู แต่ไม่สามารถใช้เชงเก้นวีซ่าในการท่องเที่ยวได้

ส่วนหนึ่งของการแบ่งเขตแดนประเทศเบลเยี่ยม-เนเธอร์แลนด์ ฮาดี

ส่วนหนึ่งของการแบ่งเขตแดนประเทศเบลเยี่ยม-เนเธอร์แลนด์ ฮาดี

ข้อควรระวัง

ข้อมูลบางทีถ้าหาจาก google มันก็ไปโผล่ที่เว็บไซต์ที่ไม่ได้เป็นทางการ เช่น เว็บ www.schengenvisa.cc (ไม่ต้องลิงค์ไปดูหรอกนะคะ เพราะข้อมูลมันเหลวไหลทั้งเพ แต่ดันขึ้นอันดับหนึ่งเมื่อ search คำว่า schengen visa info บน  google) เว็บนี้ข้อมูลไม่อัพเดท และเข้าข่ายหลอกลวงอย่างเห็นได้ชัด คือ แบบฟอร์มการขอวีซ่า (application form) คุณสามารถดาวน์โหลดได้ฟรี ๆ จากสถานฑูตไหน ๆ ก็ได้ที่ใช้วีซ่าเชงเก้น แต่อีเว็บไซต์นี้ คิดเงินค่ะ!! มันชาร์จ 40 ดอลล่าร์ เพื่อดาวน์โหลดแบบฟอร์มที่จริงๆ แล้ว มัน “ฟรี”

ไม่เข้าข่ายหลอกลวงแล้วจะอะไรล่ะเนี่ย เห็นใจคนที่หลงเข้าไปแล้วอาจจะจ่ายเงินดาวน์โหลดแบบฟอร์มนี่มาก ๆ อย่าได้ไปใช้เชียว

แล้วจะไปดูข้อมูลที่ไหน

อิฉันเลยไม่ค่อยจะเชื่อพวกข้อมูลบนเว็บไซต์รวมมิตรแบบนี้เท่าไหร่ เข้าไปดูที่เว็บทางการของ EU ดีกว่า ปลอดภัยกว่า ดูได้ที่ http://europa.eu/abc/travel/index_en.htm มีทั้งคำแนะนำในการท่องเที่ยวในยุโรป ขับรถได้เร็วเท่าไหร่ สายการบินมีอะไรบ้าง รายชื่อเว็บไซต์การท่องเที่ยวของประเทศต่าง ๆ ใน อียู ฯลฯ

ส่วนรายละเอียดเชงเก้นวีซ่า wikipedia ยังคงเป็นอันดับหนึ่ง เพราะข้อมูล update ตลอดเวลา
http://en.wikipedia.org/wiki/Schengen_Area#Schengen_visa

รายชื่อประเทศ ก็แบ่งเป็น..
1) Annex I list : คือรายชื่อประเทศที่ต้องขอวีซ่าสำหรับวีซ่าประเทศ short-term stay
2) Annex II list :  คือรายชื่อประเทศที่ไม่ได้อยู่ใน EU แต่ไม่ต้องขอวีซ่า (ยกเว้นผู้ถือพาสสปอร์ตฮ่องกง และ มาเก๊า ที่ต้องขอวีซ่า)

ประเภทขอวีซ่าเชงเก้น (Categories)

  • ประเภท A (Category A) : เป็นวีซ่าทรานซิท กรณีที่เดินทางทางอากาศ และมีการ stop-over หรือ แวะ ในประเทศที่เป็นเชงเก้น ในระหว่างการเดินทางระหว่างประเทศหนึ่ง ไป อีกประเทศหนึ่ง แต่ถ้าไม่ได้ออกนอกสนามบิน ก็ไม่ต้องขอวีซ่าประเภทนี้
  • ประเภท B : เป็นวีซ่าทรานซิท  เช่นกัน คล้ายกับประเภท A แต่ ประเภท B เป็นวีซ่าที่มีอายุไม่เกิน 5 วัน สำหรับผู้ที่ถือพาสสปอร์ต ที่ไม่ได้เป็น visa-free สำหรับประเทศปลายทาง (ที่ไม่ใช้เชงเก้น) เช่น คนไทย จะเดินทางไป สหรัฐอเมริกา ต้องมีวีซ่าอเมริกา กรณีนี้ หากจะแวะ”ผ่าน” ยุโรป สามารถขอวีซ่าประเภทนี้ได้ แต่ได้ไม่เกินครั้งละ 5 วันเท่านั้น
  • ประเภท C : short-term stay visa วีซ่าเพื่อการพำนักระยะสั้น ส่วนใหญ่แล้ว จะขอเป็นวีซ่าประเภทนี้กัน รวมถึงการเดินทางมาท่องเที่ยวด้วย และวีซ่าประเภทนี้ เราไม่สามารถอยู่ใน EU ได้เกิน 90 วัน ภายในระยะเวลารวมครึ่งปี (เช่น อาจจะมาหลายครั้งภายใน 6  เดือน สมมตินะ สมมติ ครั้งแรกอยู่ 30 วัน ครั้งสองอยู่ 30 วัน ครั้งที่สาม ถ้ายังอยู่ในระยะหกเดือน ไม่สามารถขอวีซ่าเกิน 30 วันแล้ว เพราะนั่นจะทำให้รวมกันแล้วเกิน 90 วันภายใน 6 เดือน)
  • ประเภท D : อ่านเองเนาะ อันนี้ ขี้เกียจแปล คร่าว ๆ คือว่า วีซ่าประเภทนี้ ใช้เข้าได้เฉพาะประเทศที่คุณขอไปเท่านั้น เช่นขอที่สถานฑูตเบลเยี่ยม วีซ่านักเรียน เค้าก็อาจจะให้ type D มา คือต้องเข้าเฉพาะเบลเยี่ยม และห้ามออกไปประเทศอื่น จนกว่าจะไปทำเรื่องขอ ID นักเรียนที่เบลเยี่ยมซะก่อน (คือมาถึงที่เบลเยี่ยมแล้ว ให้รีบไปทำเรื่องเลย) พอได้ ID นี้แล้วถึงสามารถเดินทางไปประเทศในกลุ่มเชงเก้นประเทศอื่นได้นะคะ

    Category D refers to national visa. They are issued by a Schengen state in accordance with its national legislation as with respect to the conditions (however, a uniform sticker is used). Only after the holder has obtained a residence title after arrival in the destination country (or a different visa), he may again travel to other Schengen countries.

* Category D+C visas combine the functions of the visa of both categories: They are intended to allow the holder to enter the issuing Schengen state for long-term stay in that state, but also to travel in the Schengen area like a holder of a Category C visa.

* FTD and FRTD are special visas issued for road (FTD) or rail (FRTD) transit only between mainland Russian Federation and its western exclave of Kaliningrad Oblast.

เข้าเขตเยอรมนี

เข้าเขตเยอรมนี

* * * *  รายชื่อประเทศที่สามารถเข้าได้ด้วยวีซ่าเชงเก้น * * * *

(ในวงเล็บคือปีที่เข้าเป็นสมาชิก EU)

  1. Austria (1995)
  2. Belgium (1985)
  3. Czech Republic (2004)
  4. Denmark (1996)
  5. Estonia (2004)
  6. Finland (1996)
  7. France (1985)
  8. Germany  (1985)
  9. Greece  (1992)
  10. Hungary  (2004)
  11. Iceland  (1996)
  12. Italy  (1990)
  13. Latvia  (2004)
  14. Lithuania  (2004)
  15. Luxembourg  (1985)
  16. Malta  (2004)
  17. The Netherlands  (1985)
  18. Norway  (1996)
  19. Poland  (2004)
  20. Portugal  (1992)
  21. Slovakia  (2004)
  22. Slovenia  (2004)
  23. Spain  (1992)
  24. Sweden  (1996)
  25. Switzerland  (2004)

นอกจากนี้ ยังมีประเทศสมาชิก European Economic Area (EEA) แต่ยังไม่สามารถเข้าด้วยวีซ่าเชงเก้น คือต้องขอวีซ่าแยกต่างหาก และเวลาขอเชงเก้น ต้องขอเป็น Multiple Entries เพราะถ้าเข้้าประเทศพวกนี้ ก็เท่ากับออกจากเชงเก้นไปแล้ว หากจะกลับเข้ามาใหม่ ก็ต้องมีวีซ่า (ปีในวงเล็บ คือปีที่ขอเข้าเป็นสมาชิก)

  • Bulgaria (2007)
  • Cyprus (2004) จะเข้า จะเข้า แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ผ่าน
  • Ireland (2000)
  • Liechtenstein (2008) : เป็นสมาชิก EFTA (สมาคมการค้าเสรียุโรป) แต่ไม่ได้เป็นสมาชิก EU ถ้าจะเข้า ข้อมูลปีที่แล้วเห็นว่าต้องไปขอวีซ่า แต่เนื่องจากไม่มีสถานฑูตในไทย ต้องไปขอผ่านสถานฑูตสวิสเซอร์แลนด์ (แต่ตอนนี้สวิสเข้าเป็นเชงเก้นแล้ว แต่ลิคเทนสไตน์ ยังไม่เข้า) ก็ไม่รู้เข้าจัดการกันยังไง แต่มีเว็บอย่างเป็นทางการ เข้าไปอ่านเองเน้อ เพราะไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเค้าเปลี่ยนกฎหรือยังนะ หาข้อมูลดูกันเองอีกทีละกันนะคะ
  • Romania (2007) ยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิก แต่คาดว่าจะเป็นเชงเก้นปี 2011
  • The United Kingdom. (1999) เป็นสมาชิก EU แต่ไม่ใช่เช่เชงเก้น ต้องไปขอวีซ่าอังกฤษ

และยังมีประเทศหรือรัฐอิสระจิ๋ว ๆ อีก เช่น

  • Andorra (อยู่ระหว่างสเปน กับ ฝรั่งเศส) อันนี้ไม่สามารถเข้าได้ด้วยวีซ่าเชงเก้น คนที่ถือสัญชาติประเทศใน EU ใช้ ID  ก็เข้าได้เลย แต่ถ้าไม่ได้ถือสัญชาติในEU ก็ลืม ๆ มันไปซะเตอะ..
  • Monaco : มีฐานะเป็นประเทศ แต่กฏหมายเชงเก้น ถือว่าโมนาโคเป็นสวนหนึ่งของฝรั่งเศส วีซ่าเชงเก้น เข้าได้
  • San Marino : เคยเป็นเชงเก้นเต็ม ๆ แต่ตอนนี้เห็นว่ามีการตรวจเช็คบ้าง อันนี้ไม่แน่ใจว่าเข้าได้ด้วยวีซ่าเชงเก้นหรือเปล่า
  • Vatican City : มีฐานะเป็นรัฐอิสระเหมือนกัน แต่อันนี้ไม่มีปัญหา เข้าได้เลยจ้ะ (จริงๆ มันก็เหมือนส่วนหนึ่งของโรม อะแหละ เล็กซะขนาดนั้น)

หมดแล้วข้อมูลที่รวมๆ มาได้ อันนี้ผิดพลาดไป หรือใครมีข้อมูลที่  update กว่าอีก โพสต์ตอบไว้ด้วยนะคะ จะได้แก้ไขจ้า

+ประสบการณ์ การขอ Cohabitation หรือ Samenwonen visa ค่ะ

Posted on | April 21, 2009 | 44 Comments

clip-art-house

เริ่มแรกเลยอยากช่วยพี่บี ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องวีซ่านะคะ เพราะเห็นถามกันเข้ามาเยอะเหมือนกันเกี่ยวกับ วีซ่าประเภทนี้เอกสารที่ประกอบในการขอนั้นคล้ายกับการขอวีซ่าประเภทแต่งงานค่ะ ดังที่พี่บีได้แนะนำไปแล้วว่ามีอะไรบ้างในนี้นะการยื่นขอวีซ่า

http://beebah.wordpress.com/2009/03/28/samenwonen/

อยากบอกก่อนนะคะว่า ใครที่จะขอวีซ่าประเภทไหนก็ตาม ให้เตรียมเอกสารที่ทางสถานทูตต้องการให้พร้อมก่อนเพราะตอนเราไปขอเรานี่จองตั๋วเครื่องบินกับประกันสุขภาพไว้เลย (จริงประกันซื้อตอนวีซ่าผ่านแล้วก็ได้) แต่เราเตรียมเอกสารให้รัดกุมที่สุดในส่วนของเราและของแฟนเองนะคะ ตอนเราขอเค้าขอดู จำนวนครั้งการเข้าออกประเทศไทยของแฟนเราด้วยและขอดูสเตทเม้นท์เราด้วยทั้ง ๆ ที่ในนั้นไม่ได้ระบุ คือเค้ามีสิทธิ์ที่จะเรียกขอดูเอกสารอะไรของเราก็ได้นะคะ ตอนสัมภาษณ์เค้าก็ถามเราตรงช่องที่ยื่นเอกสารเลยค่ะ ถามว่ารู้จักกันได้ยังไง ความสัมพันธ์เป็นยังไง รู้จักกันนานแค่ไหนแล้วทำนองนี้ค่ะ แล้วเค้าก็ขู่ว่ายากหน่อยนะคะเพราะคุณไม่เคยเดินทางออกนอกประเทศเลย เราก็ไม่เป็นไรค่ะ รอได้เพราะเดินทางเดือนธันวา แต่ขอวีซ่าตั้งแต่สิงหา  ระหว่างนั้นเราก็รอ ๆ  หลังจากนั้น ทางสถานทูตก็โทรมาบอกว่าวีซ่าผ่านแล้วค่ะ ไปรับเล่มได้ ฟลุคมากนะคะตอนนั้นเพิ่งเรียนจบเลย งานไม่มีทำด้วย ไม่เคยออกนอกประเทศด้วย เงินเดือนไม่มีด้วย เงินในแบงค์มีแค่ 50,000  บาท สถานะเราเสี่ยงมากแต่ก็ยังผ่านนะคะ

หมายเหตุ***   การยื่นขอวีซ่า ผลที่ออกมาจะยากหรือง่าย ก็แล้วแต่ case และแล้วแต่คนด้วยค่ะ ไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าของใครจะผ่านหรือไม่ผ่าน แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ ๆ สถานทูตเค้าก็ไม่ทราบเหมือนกัน  เพราะฉะนั้นทำใจให้สบายค่ะ ไม่ผ่านก็ยื่นใหม่พลอยถึงบอกว่าให้เตรียมตัวศึกษาหาข้อมูลให้ดีก่อนทำการยื่นนะคะพลอยไปสถานทูตก่อนเลย ไปหาฮองเฮาที่ช่องแรกเลยค่ะไปขอระเบียบการมาก่อนเลยฮองเฮาก็ดีนะคะ เค้าให้ระเบียบการทั้งภาษาไทย ภาษาดัตช์ แอนด์ เดอะ ฟองค์เซ (ที่เบลเยี่ยมภาษาดัตช์เรียกภาษาฝรั่งเศสว่า ฟองค์เซ)  คือให้อ่านให้ถึงแก่นกันไปลย ว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง

เท่านี้เราก็ไปเตรียมตัวให้พร้อมก่อนยื่นได้ค่ะ  ตอนพลอยมาถึงที่นี่ก็ต้องไปรายงานตัวที่อำเภอค่ะ และก็จะให้ใบกระดาษมานะคะเอาไว้ใช้ควบคู่กับ passport เวลาที่ไปไหนมาไหนแล้วตำรวจขอตรวจ แต่ส่วนมากไม่เคยโดนตรวจเท่าไหร่ และพอเราไปรายงานตัวแล้วเค้าจะแจ้งไปทางตำรวจค่ะ ในท้องที่เราให้มาตรวจเราที่บ้านที่เราอยู่  ของพลอยมีตำรวจมาตรวจ 3 ครั้งนะคะ แต่ไม่ได้บอกว่าวันไหนบ้างคือจะสุ่มตรวจว่าเรานั้นอยู่บ้านนี้จริง ๆ หรือเปล่า เราโชคดีที่อยู่แต่บ้านตำรวจมาก็เจอทุกครั้ง (แต่มีพี่คนนึงโดนตำรวจมาตรวจที่บ้าน11 ครั้ง เยอะเกิน)  แต่เค้ามาตรวจก็ไม่ได้อะไรมากนะคะ มาสอบถามว่าเราอยู่นี่ได้ไหม เป็นยังไง แฟนเราเลี้ยงดูดีหรือเปล่า ถ้ามีปัญหาอะไรก็ให้ติดต่อตรงไหนเค้าก็แนะนำเราค่ะ

สาเหตุที่ตรวจเพราะเค้ากลัวว่า ผู้ชายจะพาเราไปขายค่ะ  แล้วตำรวจก็จะเขียนใบกระดาษให้เราเอาไปยื่นที่อำเภออีกครั้งค่ะ ในกระดาษก็จะเขียนว่ามาตรวจแล้วเจอเราอยู่บ้านเลขที่นี้จริง แล้วเราก็เอากระดาษนี้ไปยื่นที่อำเภอค่ะว่ามีตำรวจมาหาชั้นแล้วนะ  แล้วเค้าก็จะให้ใช้ใบที่ตำรวจให้มานี่แหละยื่นคู่กับ passport  แล้วคราวนี้ก็รอ ๆๆๆๆๆๆๆๆ  รอจนเรื่องเราพิจารณา ต้องใจเย็น ๆ นะคะ  เค้าไม่ได้ทำเรื่องให้เราคนเดียว  เพราะที่นี่ต่างชาติเยอะมากค่ะ ไทย ลาว โมร็อกกา ตุรกี จีน  คือหลายเชื้อชาติ แล้วเค้าจะส่งเรื่องให้ทางรัฐบาล ผู้พิจารณาเรื่องการขอพำนักในเบลเยี่ยมค่ะ พอตำรวจมาตรวจจนหนำใจแล้ว

ครั้งสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ให้ไปที่อำเภอเค้าก็จะออกใบกระดาษให้เราอีกค่ะ และไปเซ็นสัญญาอยู่ด้วยกัน เซ็นทั้ง 2 คนนะคะ ว่าเราทำสัญญาแบบ samenwonen หรือ cohabitation แล้วเค้าจะให้เราเก็บสัญญานี้ไว้ (เมื่อเราเซ็นสัญญาที่อำเภอแล้วเราไม่ต้องไปที่ notaris อีกแล้วนะคะ) และเจ้าหน้าที่จะออกบัตรประจำตัวสีส้ม ๆ เป็นบัตรชั่วคราวนะคะมีอายุ 5 เดือน และระยะ 5 เดือนนี้ ต้องอยู่ในเบลเยี่ยมหรือในเขตประเทศ EU ค่ะ ห้ามกลับไทย

ระหว่างที่รอ 5 เดือนก็จะมีตำรวจมาตรวจอีกค่ะ  คราวนี้ตำรวจก็มาอีกนะคะ มาตรวจถึงห้องนอนเลย ว่าเราอยู่กันยังไง ตอนแรกคุณแฟนเราไปทำงาน  เราอยู่กับแม่แฟน ตำรวจไม่เข้ามาตรวจบอกว่าต้องการพบเราทั้ง 2 คน เค้าก็คงจะอยากรู้ว่า แฟนเราดูแลดีไหม รักกันดีไหม อยู่ด้วยกันได้ไหม ตำรวจเลยบอกว่าเดี๋ยวมาใหม่รอแฟนเรากลับจากทำงานก่อน ก็ผ่านไปด้วยดี เค้าก็เห็นแล้วว่าเราอยู่แบบไหน พอถึงครบ  5 เดือน เราก็ไปเอาบัตรประจำตัวแบบ electronic card ได้เลยค่ะ และถ้าถึงเวลารายงานตัวทางอำเภอจะส่งจดหมายมาให้เราไปรายงานตัวที่อำเภอนะคะ แต่ตอนไปรับบัตรเค้าไม่เห็นพูดอะไรเลย ให้บัตรประชาชนต่างด้าวมาเลย 5 ปี ค่ะ เบ็ดเสร็จแล้วเรารอกว่าจะได้มา 1 ปีพอดีค่ะ นานมาก ๆ ไม่ได้กลับบ้านเลย คิดถึงเมืองไทยมาก ๆ

ขั้นตอนทั้งหมดมันไม่ยากเท่าไหร่นะคะ แต่รอนานมากกกกกกกกกกกกกกก นานจนเบื่อไปเลย อะไรก็ต้องทำผ่านกระดาษหมดจนกระดาษ จะทับเราตายอยู่แล้ว

หมายเหตุ (อีกรอบ) *** วีซ่าประเภทนี้ได้ถูกกำหนดใช้เพื่อ เอื้อประโยชน์ให้แก่คนที่ถือสัญชาติเบลเยี่ยมค่ะ เพราะว่าถ้าเกิดว่าเราเลิกกับแฟนเราต้องกลับประเทศเราอย่างเดียวค่ะ  ในระยะเวลาที่กำหนด ไม่สามารถขออยู่ต่อภายในประเทศเบลเยี่ยมได้ และก็ไม่ได้สมบัติอะไรกลับไปหากไม่ได้เซ็นสัญญากันแต่แรก วีซ่าประเภทนี้เหมือนแบบว่า ถูกกำหนดใช้เพื่อให้บุคคลที่ต้องการจะแต่งงานกันจริง ๆ ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันก่อนนะคะ ว่าสามารถอยู่ด้วยกันได้ไหม เพราะว่าถ้าแต่งงานกันเลย เวลาหย่ากัน มันจะยุ่งยากขึ้นโรงขึ้นศาล เสียเงินเสียเวลามากเลยค่ะ        เรากะว่าอีกสัก 2 ปี ก็จะทำเรื่องแต่งงานกันค่ะ เพราะว่ามันจะได้รับสิทธิ์ต่าง ๆ ที่ดีกว่า  อ๋อแล้วเรื่อง เสียภาษีของคุณแฟน คุณแฟนสามารถเอาชื่อเราไปลดหย่อนภาษีได้นะคะ เหมือนในกรณีที่แต่งงานกัน ใครสงสัยเรื่องใด สอบถามได้นะคะ

+ วีซ่าอยู่ร่วมกันโดยไม่แต่งงาน (Cohabitation หรือ Samenwonen)

Posted on | March 28, 2009 | 16 Comments

วีซ่าเพื่ออยู่ร่วมกัน บนความสัมพันธ์ที่มั่นคง,ระยะยาว (Belgium)

(Visa for cohabitation within a stable, long-term relationship)

ขอบอกก่อนเลยนะคะ ว่าเราคงตอบคำถามเกี่ยวกับวีซ่านี้ให้ไม่ได้ค่ะ เพราะไม่เคยขอ แต่ทราบว่ามีคนไทยที่มาอยู่ที่นี่ ขอวีซ่าประเภทนี้อยู่บ้างพอสมควร ก็ลองสอบถามกันเองนะคะ ที่ช่วยได้ ณ ตอนนี้คือ แปลระเบียบการขอวีซ่าประเภทนี้มาให้อ่าน จากเว็บไซต์ของสถานฑูตเบลเยี่ยมค่ะ ไปอ่านเต็ม ๆ ได้ที่ http://www.diplomatie.be/en/travel/visa/visumFicheDetail.asp?TEXTID=44225 ค่ะ

หรืออ่านบทความของน้องพลอยได้ที่นี่ค่ะ
+ประสบการณ์ การขอ Cohabitation หรือ Samenwonen visa

วีซ่าประเภทนี้คือสำหรับคนที่เป็นแฟนกันและจะอยู่ร่วมกันฉันท์สามี ภรรยา (เพศเดียวกันก็ได้) แต่ยังไม่อยากจดทะเบียนสมรส

การประกาศการอยู่ร่วมกัน (Samenwonen) นี้ถือเป็นทางการ แต่ไม่ใช่การแต่งงาน

visa มีอายุอย่างมากสุด 90 วัน ภายใน 90 วันนี้คุณต้องไปทำเรื่องอยู่ร่วม ให้เรียบร้อยก่อนวีซ่าหมดอายุ

ถึงแฟนคุณจะไม่ใชประชากร EU แต่พำนักอยู่ในเบลเยียม ก็สามารถขอวีซ่านี้ได้เช่นกัน จะไม่ขอลงรายละเอียด ลองไปอ่านดูที่เว็บของสถานฑูตนะคะ

General Conditions:เงื่อนไขทั่วไป

คุณต้องการมาพำนักอาศัยในเบลเยี่ยมร่วมกับคู่ของคุณ โดยการอยู่ร่วมกันนี้ต้องตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ที่มั่นคงและยาวนาน (เป็นคู่ชาย-หญิง หรือ เพศเดียวกันก็ได้) และคุณไม่ได้มีการลงนามสัญญา `registered partnership’ ใด ๆ ในต่างประเทศมาก่อน สำหรับกรณีนี้คุณสามารถขอวีซ่าประเภท C (Type C) ซึ่งคุณจะได้รับอนุญาตให้อยู่ในเบลเยียมได้เป็นเวลา 90 วัน โดยในระยะเวลาดังกล่าว คุณสามารถมาทำเรื่องประกาศทางกฎหมายเพื่อการอยู่ร่วมกัน (declaration of statutory cohabitation) เมื่อคุณมาถึงเบลเยี่ยมแล้ว

ความสัมพันธ์ของคุณ จะยอมรับได้ว่าเป็นความสัมพันธ์ระยะยาว ต่อเมื่อ..

คุณอยู่ร่วมกัน เป็นระยะเวลาต่อเนื่องอย่างน้อยหนึ่งปี ในเบลเยี่ยม หรือประเทศอื่น ก่อนที่คุณจะทำเรื่องขอวีซ่า

(หรือ) คุณพิสูจน์ได้ว่าคุณรู้จักกันมาไม่ต่ำกว่าสองปี และตลอดระยะเวลาที่รู้จักกัน คุณมีการติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นทางโทรศัพท์, จดหมาย, อีเมล์ ซึ่งบ่งบอกได้ว่า คุณได้พบกันแล้วไม่น้อยกว่าสามครั้งในระยะเวลาสองปีนี้ และแต่ละครั้งที่พบกัน (ทุกครั้งรวมกัน)ต้องไม่ต่ำกว่า 45 วัน (ไม่ใช่ว่า สองปี เจอกัน ห้าครั้ง ครั้งละ 3 วัน แบบนี้ก็ไม่ได้อ่ะนะคะ)

(หรือ) คุณมีบุตรด้วยกัน

เมื่อมาถึงเบลเยี่ยมแล้ว…

- ภายในเวลา 3 เดือน คุณต้องไปดำเนินการทำเรื่องขอใบประกาศการอยู่ร่วมกัน ให้เรียบร้อย โดยไปทำเรื่องที่สำนักงานของเมืองที่คู่ของคุณพำนักอยู่ในเบลเยี่ยม (ฝั่ง flanders คือ Stad Huis หรือ Stad Kantoor, Hôtel de Ville สำหรับฝั่งวัลลูเนีย)

- เมื่อคุณไปดำเนินการเดินเรื่องดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว คุณต้องทำเรื่องขอใบอนุญาตพำนักอาศัย (residence permit) ที่สำนักงานของเขตหรือเมืองที่คุ่ของคุณมีรายชื่ออาศัยอยู่

ใบประกาศดังกล่าวนี้ สรุปได้ว่าคุณได้อยูภายใต้สัญญาการอยู่ร่วมกัน (cohabitation contract) ซึ่งไม่เทียบเท่าการแต่งงาน การที่จะผ่านเงื่อนไขทั้งหมดทั้งปวงนี้ คุณต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 21 ปี ยกเว้นแต่ว่าคุณสามารถพิสูจน์ได้ว่าคุณได้อยู่ร่วมกันมาแล้วเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งปี (อย่างต่อเนื่อง) กรณีอนุโลมให้ผู้ทำการขอวีซ่านี้ มีอายุอย่างน้อย 18 ปี

Cohabitation with a Belgian or EU citizen

การอยู่ร่วมกันกับคู่ชาวเบลเยี่ยม และ ผู้ที่มีสัญชาติของประเทศในกลุ่ม EU (รวมถึง นอร์เวย์, ไอซ์แลนด์ และ ลิกเท็นสไตน์)

ดำเนินเรื่องขอวีซ่าในต่างประเทศ (คือประเทศใด ๆ ก็ตามที่ไม่ใช่เบลเยียม)

คุณต้องไปดำเนินการขอวีซ่าด้วยตนเอง ณ สถานฑูตเบลเยี่ยม โดยเตรียมเอกสารไปดังนี้

1. หนังสือเดินทาง ที่มีอายุเหลือไม่ต่ำกว่า 12 เดือน

2. แบบฟอร์มวีซ่า สองชุด หรอกให้เรียบร้อย พร้อมรูปถ่ายสองใบ (ฉากหลังสีขาวเท่านั้น ไม่ควรรีทัช ตกแต่งใด ๆ ทั้งสิ้น)

3. สำเนาบัตรประชาชนเบลเยี่ยม ของแฟนคุณ หรือ กรณีที่ไม่ใช่ชาวเบลเยี่ยม(แต่อาศัยอยู่ในเบลเยี่ยม) ให้ใช้ใบอนุญาตพำนักในเบลเยี่ยม (settlement permit) หรือ หลักฐานอื่นทีีพิสูจน์เจตนาในการอยู่ในเบลเยี่ยม (เช่น สัญญาการจ้างงานในเบลเยี่ยม, สัญญาเช่าบ้าน ฯลฯ)

4. ใบรับรองโสด จากทางทั้งสองฝ่าย (คุณ และ แฟน)

5. สูติบัตร

6. ใบรับรองการสอบประวัติอาชญากรรม (ให้ขอ”ใบส่งตัว” จากสถานฑูตและนำใบส่งตัวนี้ไปขอสอบประวัติได้ที่ สนง ตำรวจแห่งชาติ ปทุมวัน)

7. ใบรับรองแพทย์ จากแพทย์และสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรองจากสถานฑูต (ให้รอรายชื่อโรงพยาบาล พร้อมรายชื่อโรคที่ต้องได้รับการตรวจ ได้จากเจ้าหน้าที่ที่สถานฑูต) และดาวน์โหลดแบบฟอร์มนี้ http://www.diplomatie.be/en/pdf/medischattesten.pdf เพื่อให้แพทย์เซ็นต์หลังการตรวจ

8. หลักฐานที่พิสูจน์ความสัมพันธ์ระยะยาว เช่น จดหมาย, อีเมล์, บิลโทรศัพท์, ตั๋วเครื่องบิน(ที่ใข้เดินทางไปแล้ว), ตราประทับวีซ่า (ที่เคยได้มาก่อนขอวีซ่าครั้งนี้), หรือหลักฐานอื่นใดที่พิสูจน์ให้เห็นได้ว่าทั้งคู่ได้อยู่ร่วมกัน ณ ที่อยู่เดียวกันมาก่อน

9.หลักฐานทางการเงินของแฟนคุณ ในกรณีให้แฟนการันตี โดยต้องให้แฟนคุณไปขอเอกสาร annexe 3bis / bijlage 3bis มาอย่างเป็นทางการ (ให้แฟนไปสอบถามที่สำนักงานเขต ที่เบลเยี่ยม) รายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับการให้แฟนการันตี ดูได้ที่…

เวอร์ชั่นฝรั่งเศส

http://www.dofi.fgov.be/fr/informatiebrochure%20garanten.pdf

เวอร์ชั่นดัชท์

http://www.dofi.fgov.be/nl/informatiebrochure%20garanten.pdf

10. ประกันสุขภาพเพื่อการเดินทาง : ให้ขอไปก่อนล่วงหน้า ยื่นพร้อมกับแบบฟอร์มวีซ่า ปรกติถ้าวีซ่าไม่ผ่าน สามารถเอาใบเสร็จไปรับเงินคืนได้ แนะนำของ BUPA (www.bupa.co.th) เพราะรู้ระเบียบค่อนข้างดี ยังไงให้สอบถามก่อนจ่ายค่าประกันให้แน่ใจว่า จะขอคืนเงินถ้าวีซ่าไม่ผ่าน (ค่าประกันขึ้นอยู่กับจำนวนวัน ยิ่งนาน ยิ่งแพง)

เอกสารที่กล่าวข้างต้นเป็นแค่เอกสารเบื้องต้นเท่านั้น โดยสถานฑูตอาจจะมีการขอเอกสารอื่น ๆ เพิ่มเติมเป็นกรณีไป

การดำเนินการทั่ว ๆ ไป

- เอกสารทุกอย่าง ควรนำตัวจริงไปด้วย และถ่ายเอกสารทุกฉบับ สถานฑูตจะดูเอกสารตัวจริง แต่จะไม่เก็บไว้ จะเก็บไว้เฉพาะสำเนาเท่านั้น ส่วนเอกสารตัวจริง คุณนำกลับบ้านไปได้

- เอกสารทุกฉบับที่เป็นภาษาอื่น นอกเหนือจาก ภาษาฝรั่งเศส, ดัชท์, อังกฤษ และเยอรมัน ต้องนำไปแปล (แฟนคุณอยู่ส่วนไหนของเบลเยียม ก็แปลเป็นภาษานั้นแหละค่ะ) โดยต้องแปลโดยสำนักงานแปลที่ได้รับการรับรอง(ขอรายชื่อได้ที่สถานฑูต)

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับรองเอกสาร อ่านได้ที่

http://www.diplomatie.be/en/services/legalisation/default.asp

เมื่อเอกสารได้รับการตรวจสอบโดยทางการทางสถานฑูตเบลเยี่ยมเรียบร้อยแล้ว ทางสถานฑูตหรือกงสุลจะแจ้งไปยังกองตรวจคนเข้าเมือง (ที่ Federal Public Service Home Affairs ในบรัสเซลล์,เบลเยี่ยม) เพื่อพิจารณาว่าจะให้วีซ่าคุณหรือไม่ (ที่อยู่ของกองนี้อยู่ที่ Chaussée d’Anvers 59 B, B-1000 Brussels, Belgium;โทรฯ +32 (0) 2 206 15 99, แฟกซ์ +32 (0) 2 206 14 63, e-mail helpdesk.dvzoe@dofi.fgov.be) ทั้งนี้การพิจารณาจะพิจารณนาจากระยะเวลาและความจริงจังในความสัมพันธ์ระหว่างคุณและแฟน โดยจะพิจารณาผู้ขอวีซ่าเป็นราย ๆ ไป

เมื่อคุณมาถึงเบลเยี่ยมแล้ว ต้องไปรายงานตัว ณ สำนักงานเขต (หรือ city hall) ณ เมืองที่แฟนคุณอาศัยอยู่ ภายใน 8 วันนับจากวันที่คุณเดินทางมาถึงเบลเยี่ยม

+ things เบลเยี่ยมๆ

Posted on | January 18, 2009 | 2 Comments

integration course หรือ คอร์สปรับตัวที่ต้องเรีียน ใกล้จะจบแล้ว เหลืออีกแค่สองครั้งเอง (ดีใจ)

จากที่(จำใจต้อง)เรียนมาร่วมสามเดือน ได้รู้อะไรใหม่ ๆ เกี่ยวกับเบลเยี่ยมเยอะ บางอย่างก็ทำให้เราคิดว่า เออ ดีนะ ประเทศนี้ แต่หลายอย่างก็แบบ “เฮ้ย จะบ้าเปล่า”

หนึี่งในหลาย ๆ เรื่องคือเรื่องคนแอนท์เวิร์ป และสถานการณ์ผู้อพยพ (ที่ทั้งเป็นผู้ลี้ภัยสงคราม และผู้เข้ามาแสวงโชค หางาน หาเงิน ในเบลเยี่ยม แบบถูกกฎหมายมั่ง ไม่ถูกกฎหมายมั่ง)  จริงๆ แล้วแอนท์เวิร์ปมีคนต่างชาติแทบจะมากกว่าคนแอนท์เวิร์ปอีก ตัวอย่างเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ โรงหนังแห่งหนึ่งที่แอนท์เวิร์ป ฉายหลังอาหรับ และหนังบอลลีวู้ด อินเดียมากกว่าหนังฮอลลีวู้ด และหนังยุโรปด้วยซ้ำ

Antwerp เป็นเมืองใหญ่อันดับสองของเบลเยี่ยมค่ะ
อากาศก็เหมือนเบลเยี่ยมทั่ว ๆ ไปอะค่ะ
ประเทศ เล็กมากนะคะ ถ้าเทียบกับเมืองไทย เบลเยี่ยมก็มีขนาดประมาณไม่กี่จังหวัดของภาคกลางบ้านเรารวมกัน (ถ้าเอา กทม เป็นศูนย์กลาง วาดรัศมีออกไปก็คงไปถึงประมาณชัยนาท ลพบุรี ระยอง ราชบุรี ฯลฯ นั่นคือขนาดของประเทศเบลเยี่ยม)

ant-1

Photo by : erroba

ที่อยู่อาศัย ส่วนมากคนจะอยู่อพาร์เมนท์ขนาดหนึ่งหรือสองห้องนอนเป็นอย่างน้อย (แบบว่าต้องมีครัวแยกต่างหาก ห้องนอนแยกจากห้องนั่งเล่่น) บางคนก็แชร์กันอยู่ (ถ้ามีหลายห้องนอน – เทียบกับบ้านเราก็คงเรียกว่า คอนโด แต่คนที่นี่เค้าเรียกรวม ๆ กันหมดว่าอพาร์ทเมนท์ หรือ แฟลต) บ้านนี่ถือว่าน้อยมาก ถ้าเป็นบ้านก็จะเป็นลักษณะแบบที่บ้านเราคงเทียบได้กับทาวน์เฮาส์ คือติด ๆ กัน อย่างที่บอกเบลเยี่ยมไม่ใหญ่ ที่ก็เลยแพงมาก ๆ ๆ โดยเฉพาะเมืองใหญ่ ๆ

แอนท์เวิร์ปมีปัญหาเรื่องผู้อพยพมาก เพราะทุกอย่างต้องใช้เงินทั้งนั้น ผู้อพยพที่นี่ ถ้ามาอย่างถูกกฎหมาย (เช่น ลี้ภัยสงคราม, แต่งงานกับผู้ลี้ภัยด้วยกันที่มีสิทธิ์อาศัยในเบลเยี่ยม ฯลฯ) ถ้าไม่มีงานทำ หรือไม่สามารถทำงานได้ ยังได้เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลอีกเดือนละประมาณ 2-3 หมื่นบาท (สำหรับเบลเยี่ยม เงินจำนวนนี้ไม่เยอะ ถ้ามีครอบครัวต้องเลี้ยงดู ยังไงก็ไม่พอ) แต่ด้วยความที่ระบบมันโกงง่ายมาก ชาวต่างขาติบางกลุ่มก็พากันย้ายเข้ามาอยู่อาศัย และไม่ทำงาน (ถึงแม้จะมีสิทธิ์ทำงานได้) รอรับแต่เงินช่วยเหลือ เมื่อไม่ทำงาน ก็ไม่เสียภาษี เมื่อไม่เสียภาษี รัฐบาลก็ไม่มีรายได้ เป็นวงจรแบบนี้ไปเรื่อย ๆ นี่ยังไม่นับชาวดัชท์ และรัสเซีย โปแลนด์ ฯลฯ ก็พากันเข้ามาอยู่ในแอนท์เวิร์ปนะ

ant-21

ชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยในแอนท์เวิร์ป (แอนท์เวิร์ปเป็นเมืองยิวก็ว่าได้ เศรษฐกิจส่วนใหญ่อยู่ในมือของชาวเบลเยี่ยมเชื้อสายยิว ธุรกิจที่สร้างชื่อและสร้างเงินให้แอนท์เวิร์ปมาก นอกจากท่าเรือขนส่งสินค้าแล้วก็คือ “เพชร” แต่ตอนนี้แอนท์เวิร์ปเริ่มมีปัญหา เพราะธุรกิจเพชรค่อย ๆ ย้ายไป ดูไบ กันแทบทั้งนั้น, นอกจากชาวยิวแล้วก็เป็นชาวตะวันออกกลาง (ส่วนมาก เป็นชาวโมรอคโค และ ตุรกี)
Photo by : louisahennessyvikinghorns
ant-2

รูป : แฟลตทั่ว ๆ ไปในเบลเยี่ยม
credits : bhoshmer, celesteh, travis_nelson

อพาร์ทเมนต์แบบห้อง “สตูดิโอ” แบบหอพักนักศึกษาแบบบ้านเราเนี่ย ไม่ค่อยมี หรือมีแต่น้อย เมืองไทยถึงไม่มีครัวก็อยู่ได้ เพราะกินชายสี่หมี่เกี๋ยวนอกบ้านทุกวันก็ชามละ 20-30 บาท แต่ที่นี่ กินนอกบ้านทุกวัน ตายแน่ ๆ (ถึงจะกินอะไรที่ถูกที่สุดแล้วก็ตาม) เลยจำเป็นต้องมีครัวไว้ทำกับข้าวง่าย ๆ กินเอง (ไม่พ้นสปาเก๊ตตี้) มีส่วนสำหรับนั่งดูทีวี ทำงาน(โต๊ะคอม) โซฟา โต๊ะกินข้าว นี่คือเบสิค แต่ส่วนมากแล้วแฟลตจะมีสองถึงสามห้อง (แต่มีห้องน้ำเดียว ครัวเดียว วางโต๊ะกินข้าวซักตัว แล้วใช้รวมกัน โดยมากแล้วถ้าเป็นนักเรียน จะอยู่กันแบบนี้ บางคนก็เช่าบ้านทั้งหลังรวมกัน แล้วแชร์ค่าน้ำค่าไฟ ค่าเช่าบ้าน)

คนแอนท์เวิร์ป คนเบลเยี่ยมจากเมืองอื่นมักไม่ค่อยชอบ เพราะคนแอนท์เวิร์ป (ที่มาจากแอนท์เวิร์ปจริงๆ ไม่ได้เพิ่งย้านไปอยู่) มีชื่อเรื่องการวางตัวเป็นโฮโซ พูดจาอวดดี ภูมิใจว่ามาจากแอนท์เวิร์ปแล้วคิดว่าคนจากเมืองอื่นนั้นต่ำกว่า (อันนี่เราไม่ได้พูดเองนะคะ เพื่อนคนเบลเยี่ยมหลาย ๆ คนบอกมาแบบนี้ แม้แต่เพื่อนคนดัชท์ที่อยู่ Bergen op zoom ที่ไม่ไกลจากแอนท์เวิร์ปมาก ก็พูดแบบนี้ ฉันก็ได้แต่ฟังไว้เฉย ๆ)

ตนที่นี่เราเรียกลักษณะแบบนั้นว่าพวก thick neck (ไม่รู้เกี่ยวอะไรกับ “คอหนา” 555) ตัวอย่าง : เมื่อปีก่อนมีรายการเกมส์โชว์บนทีวี ให้คู่รักไปช่วยกันซ่อมแซมตกแต่งบ้าน แต่ละปีก็จะเปลี่ยนไปแต่ละเมือง ปีที่แล้วเค้าไปจัดกันที่ โอสเต็นด์ (Oostende) คู่หนึ่งที่มาจากแอนท์เวิร์ป เมื่อถูกเอาผ้าปิดตาไปปล่อยที่ โอสเต็นด์ (คือเค้าจะไม่บอกว่าที่ไหน แต่ให้เดาเอาเองว่านี่มันที่ไหน)

ผู้หญิงก็บอกว่า “นี่ที่รัก ดูเหมือนว่า เราจะอยู่ใน “เมือง” (some city) อะไรซักอย่างนะ” ( city = เมือง, town = เมืองก็เล็ก ๆ ประมาณว่าอำเภอบ้านเราอ่ะ)

ผู้ชายก็หันมาบอกว่า “อะไรเธอ “เมือง” อะไร เธอก็รู้ว่าเบลเยี่ยมมีอยู่ “เมือง”เดียวเท่านั้นแหละ” (เค้าหมายถึง แอนท์เวิร์ป) ดูดิ ขนาด บรัสเซลส์ คนแอนท์เวิร์ปยังไม่นับเลยอ่ะ คือนับชาวบ้านเค้าเป็น town  หมด

เล่าให้ฟังขำ ๆ นะ อย่าคิดมาก :-)

มีเพื่อนมาจากแอนท์เวิร์ปหลายคน ทุกคนน่ารักนิสัยดีหมด แต่พวกนี้เป็นพวกแบกเป้ พวกเที่ยวเยอะ เจอคนต่างชาติ พบคนใหม่ ๆ เยอะ โดยธรรมชาติแล้วก็เลยจะแบบ “อะไรก็ได้” แล้วเข้ากับคนอื่นง่าย เป็นมิตรมาก ๆ (นั่นก็แสดงว่า ไม่ใช่ว่ามาจากแอนท์เวิร์ปแล้วจะ”กวนทีม” ทุกคน มันอยู่ที่ว่าสภาพแวดล้อมเค้าเป็นอย่างไรมากกว่า)

lim-1

lie-2
lim-21

จังหวัดลิมเบิร์กหน้าหนาว, คอนเสิร์ตปุกเกิ้ลป็อป ที่จังหวัดลิมเบิร์ก
credit : nikjanssen, bart claeys

ส่วนคนจากแถว ๆ ลิมเบอร์ก (ฝั่งตะวันออกของเบลเยี่ยม ติดชายแดนฮอลแลนด์) คนเบลเยี่ยมมักจะล้อเลียนคนจากจังหวัดนี้ตลอดเวลา ด้วยความที่สำเนียงเค้าช้าาาาาา มากกกกก แต่คนจังหวัดนี้เป็นที่รู้จักว่ามีนิสัยกันเอง ๆ ง่าย ๆ ใจดี จริงใจ (แบบที่คนบ้านเราเรียกว่า “คนบ้านนอกซื่อๆ”)  แฟนข้าพเจ้าก็มีรากมาจากลิมเบอร์ก แต่ไม่ได้โตที่นั่นก็เลยไม่มีสำเนียงช้า ๆ เนิบ ๆ เหมือนญาติคนอื่น ๆ ที่ยังอยู่ลิมเบิร์ก

คนเบลเยี่ยมมีเรื่องโจ๊กเล่ากันว่า
“เฮ่ย รู้ป่าวคนจังหวัดไหนที่สัตว์เลี้ยงที่มีชื่อยาวที่สุดในโลก”
“เออ ไม่รู้ว่ะ จังหวัดไหนเหรอ”
“ลิมเบิร์ก”
“ทำไมวะ สัตว์อะไรของเอ็ง”
“อ้าว ก็ -หมาาาาาาาาาาาา-ไง”

นั่นคือสำเนียงคนลิมเบิร์ก :-) (เค้าล้อกันเล่น แต่แอบจริง)

แต่สมัยนี้ลิมเบิร์กมันไม่ใช่บ้านนอกแล้วนะ เริ่มจะ “ฮิป” แล้ว (แต่สำเนียงยังช้าเหมือนเดิม) คอนเสิร์ตหลาย ๆ คอนเสิร์ตก็ไปจัดกันที่ลิมเบิร์ก เช่น Pukkelpop (แปลว่า คอนเสิร์ต “บีบสิว” มีแต่วัยรุ่น ๆ เด็ก ๆไปเย้วๆ กัน คอนเสิร์ตใหญ่มาก จัดทุกปี จัดทีก็หลายวัน เอาเต๊นท์ไปกางนอนกันเลย)

อีกที่ที่อยากจะพูดถึงคือ จังหวัด “ลิเอจ”ในฝั่งวัลลูน

คนฝั่งฟลานเดอร์ส ไม่ค่อยลงรอยกับ ฝั่งวัลลูนนัก เพราะฝั่งวัลลูนใช้เงินส่วนกลาง(จากคลังประเทศ) มาก และสร้างรายได้น้อย ทั้ง ๆ ที่เคยมั่งคั่งมาก่อน พอเหมืองปิดตัวไป ก็จนลงอย่างฮวบฮาบ เรียกว่าถ้าขับรถจากฝังฟลานเดอร์ส (พูดดัชท์) ไปฝั่งวัลลูน (พูดฝรั่งเศส) จะเห็นความแตกต่างชัดเจน ฝั่งวัลลูนดูค่อนข้างทรุดโทรม โรงงานที่เคยสร้างงานจำนวนมาก แต่ต้องปิดตัวลงก็ถูกปล่อยรกร้าง บ้านช่องก็ไม่ค่อยได้บำรุงรักษากันเท่าไหร่ (พูดถึงเฉพาะบางจังหวัดนะ) ถ้าเป็นคนเบลเยี่ยมอยู่เอง บ้านจะดูดีหน่อย เพราะซ่อมบ้านที รัฐบาลก็ช่วยออกเงินอย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่ง คนเบลเยี่ยมเลยชอบที่จะซ่อมแซมบ้านกันอยู่เรื่อย ถ้าเป็นผู้อพยพ ไม่มีสิทธิ์ตรงนี้ก็ต้องอยู่บ้านโทรม ๆ ไป

lie-1

photo by : peter ih

ใครคิดว่าที่นี่ไม่มีคนจน ต้องคิดใหม่ เพราะคนจนนั้นมี มีเยอะด้วย แต่ว่ายังได้ความช่วยเหลือบางอย่างจากรัฐฯ บางคนก็ไม่ได้จนจริง แค่ขี้เกียจและเห็นว่ามันง่ายดีที่อยู่บ้านเฉยๆ ก็ได้เงิน ก็เลยพลอยไม่ได้ทำงานกันทั้งบ้าน เด็ก ๆ ก็ไปเรียนกันแค่ถึงอายุ 11-12 แล้วเลิกเรียน พอไม่มีการศึกษาก็หางานทำไม่ได้ ไม่มีงานก็ไม่มีเงิน ไม่มีเงินก็ไม่เสียภาษี วงจรเดิม ๆ อีก เบลเยี่ยมจ่ายเงินตรงนี้ (welfare หรือ รัฐสวัสดิการ) เยอะมากกกกกกก ปีที่แล้วใช้ไปตั้งหมด 500 ล้านยูโร! (คูณ 50 ไปดิ กี่ล้านบาท)

พูดแล้วเครียด ตอนนี้รัฐบาลเบลเยี่ยมใกล้จะถังแตกเต็มที นี่ก็เห็นว่าจะออกกฎใหม่ ๆ กันอีกแล้ว ไม่งั้นเงินไม่พอใช้ใน รัฐสวัสดิการ นี่แหละทำให้คนที่ทำงาน เสียภาษีที่นี่ไม่พอใจ ทำงานแทบตาย ภาษีก็แพง วันหยุดก็ไม่ได้เยอะมากมาย แต่คนไม่ได้ทำงาน อยู่บ้านเฉย ๆ กลับได้เงิน (ถ้าทำงานไม่ได้จริง ๆ ก็ว่าไปอย่าง เช่น ป่วย พิการ ชราภาพ ฯลฯ) แต่เชื่อเถอะ บางคนไม่ได้อยู่ในขอบข่ายที่น่าจะได้เงินช่วยจากรัฐเลย (แต่ก็ยังได้ ) เพราะระบบมันโกงง่ายอย่างว่า..

+ วีซ่าแต่งงานเบลเยี่ยม

Posted on | July 30, 2008 | 148 Comments

เรียนผู้อ่านทุกท่าน ต้องขออภัยด้วยนะคะที่ไม่สามารถตอบคำถามให้เป็นส่วนตัวเป็นรายคนได้ อย่าโกรธกันนะคะ เพราะเราเองก็ไม่ได้เป็นเอเยนซี่หรืออะไร และไม่มีข้อมูลว่าทำอย่างไรให้ได้วีซ่า และแบบไหนวีซ่าถีงจะผ่าน ทั้งหมดทั้งปวงขึ้นอยู่กับ

- ความพร้อมของเอกสารของคุณเอง
- ความพร้อมของเอกสารของผู้เชิญ (ถ้ามี)
- profile รวม ๆ ของคุณเอง
- ประเภทของวีซ่าที่ขอ

บางคน ไม่เคยไปต่างประเทศมาเลย ขอรอบเดียวผ่านก็มี บางคนไปมาหลายที่แล้ว แต่ขอของที่เบลเยี่ยมเป็นหลาย ๆ รอบก็ยังไม่ผ่านซักที อันนี้เราไม่ทราบจริง ๆ ค่ะว่ากฎเกณฑ์มาตรฐานของเค้าเป็นยังไง

เพราะฉะนั้นจะขอให้ข้อมูลเฉพาะที่ทราบนะคะ หากมีข้อสงสัยอะไร กรุณาดูข้อมูลบนเว็บของสถาณฑูตที่ http://www.diplomatie.be/en/travel/visa/visumFiche.asp ซึ่งข้อมูลครบถ้วนทุกประการ หรือรบกวนโทรติดต่อกับสถานฑูตเบลเยี่ยมที่  02-679-5454 นะคะ

ถ้าถามว่า ทำเองได้ไหม หรือต้องให้ เอเยนซี่ ทำ บอกได้เลยว่าถ้าคุณมีเงินเหลือ จะให้เอเยนซี่ทำก็ได้ค่ะ ง่าย และ ไว แต่ทั้งหมดนั้นก็เพราะเค้ามีประสบการณ์ทำมาหลายเจ้า รู้ว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง มันก็ไวกว่า แต่ถ้าคุณเสียดายเงินที่ต้องจ่ายเป็นหมื่น ๆ  (แบบเราอ่ะ) ก็ทำเองได้สบายมากค่ะ ใช้เวลาและความอดทนหน่อย ไม่ยากค่ะ ขั้นตอนอาจจะเยอะนิดนึงแต่ถ้าเอกสารคุณครบ เราบอกได้เลยว่า ไม่ยาก จริงๆค่ะ

อันนี้คือข้อมูลสำหรับ วีซ่าประเภท Marriage in Belgium (Visa to marry in Belgium) นะคะ สำหรับ คนที่ “ยังไม่ได้แต่งงานกัน และจะไปแต่งที่เบลเยี่ยม” ส่วนคนที่แต่งแล้ว ต้องขอเป็นวีซ่าประเภท Family reunification to join a spouse in Belgium (Visa for family reunification to join your spouse) นะคะ

สรุปขั้นตอนคร่าว ๆ ก่อนนะคะ

1) ไปสถานฑูต ขอเอกสารที่จำเป็นต้องใช้
2)  เตรียมเอกสารของตัวเอง
3) เอาเอกสารไปรับรองที่กระทรวงต่างประเทศ
4) เอาเอกสารที่ผ่านการรับรองแล้วไปแปลเป็นภาษาดัชท์ หรือ ฝรั่งเศส (แล้วแต่ว่าแฟนคุณใช้ภาษาอะไร)
5) รับเอกสารกลับมา แล้วเอาไปสถานฑูตเพื่อรับรองเอกสารขั้นที่ 2
6) รับเอกสารกลับมา ส่งไปให้แฟนที่เบลเยี่ยม
7) ให้แฟนคุณไปขอ “ใบประกาศแต่งงาน” ที่คอมมูน และเตรียมเอกสารอื่น ๆ ที่ต้องใช้
8) ให้แฟนคุณส่งเอกสารทั้งหมดของเค้า และใบประกาศแต่งงานมาให้คุณที่เมืองไทย
9) นำเอกสารทั้งหมดของแฟน และ ของคุณ ไปขอวีซ่าที่สถานฑูต จ่ายค่าธรรมเนียม และรอ ค่ะ

ขั้นตอนที่ 1 : ติดต่อสถานฑูตเพื่อขอเอกสารต่อไปนี้

หนังสือนำ เพื่อยื่นคำร้องขอใบรับรองความประพฤติ
แบบฟอร์มหนังสือรับรองแพทย์ (พร้อมบัญชีรายชื่อสถานพยาบาล)
รายชื่อสำนักงานแปล
แบบฟอร์มวีซ่า 2 ชุด (หรือดาวน์โหลดเอาก็ได้ค่ะ)

ขั้นตอนที่ 2 : เตรียมเอกสารทั้งหมดนี้​ “ก่อนทำการยื่นวีซ่า”

สูติบัตร ตัวจริง พร้อมสำเนา
ใบเปลี่ยนชื่อ สกุล (ถ้ามี)
ทะเบียนบ้าน ตัวจริง พร้อมสำเนา
หนังสือรับรองสถานภาพโสด (ไปขอที่อำเภอ) ตัวจริง (ทำสำเนาเก็บไว้ตัวนึงก็ได้ เผื่อๆ ไว้)
ใบรับรองความประพฤติ
(คือการสอบประวัติอาชญากร) ไป ขอที่ สนง ตำรวจแห่งชาติ เยื้อง ๆ วัดปทุมวนาราม ปทุมวัน เอาบัตรประชาชนไปด้วยค่ะ ไปถึงก็ถามคุณตำรวจข้างหน้าก็ได้ว่ามาทำใบรับรองประพฤติ ติดต่อที่ไหน ก็เดิน ๆ เข้าไปได้เลยค่ะ ด้านในก็มีึคุณตำรวจสาวสวยอยู่ที่ประชาสัมพันธ์ ก็ขอแบบฟอร์มกรอกให้เรียบร้อยแล้ว รอพิมพ๋ลายนิ้วมือ รอถ่ายรูป (เหมือนทำบัตรประชาชน)
หนังสือมอบฉันทะ (power of attorney) ว่าเรามอบฉันทะให้แฟนไปทำเรื่องขอใบประกาศแต่งงานแทนเราได้ โดยใบนี้ พิมพ์แค่รายละเอียด ยังไม่ต้องเซ็นต์ชื่อ *** ให้ไปเซ็นต์ต่อหน้าเจ้าหน้าที่สถานฑูต ***

เขียนยังไง : ตัวอย่างนะคะ
Bangkok, <ใส่วันที่ที่นี่นะคะ>”
“I, <your name, date of birth, address> hereby give power of attorney to <ชื่อแฟน,วันเดือนปีเกิดแฟน, ที่อยู่ของแฟนที่เบลเยี่ยม > to file our marriage registration in ………….. (ชื่อเมืองที่คุณจะไปแต่งงาน)” ลงชื่อ คุณนะคะ เซ็นต์ให้เรียบร้อย.. แล้วก็ส่งไปไปรษณีย์ไปให้แฟนคุณที่เบลเยี่ยม แค่นี้เค้าก็ไปทำเรื่องขอใบประกาศแต่งงานได้แล้วค่ะ พอได้แล้ว เค้าก็จะส่งใบประกาศแต่งงานกลับมาให้คุณนะคะ (เพื่อให้คุณเอาไปยื่นที่สถานฑูตต่อไปค่ะ)

อื่น ๆ แล้วแต่คอมมูนทางแฟนคุณจะขอ อัน นี้ต้องให้คุณแฟนถามกับทางคอมมูนเองนะคะ ว่าเค้าต้องการจะแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ สัญชาตินี้ ต้องใช้เอกสารอะไรอีก แต่ละเมืองจะไม่เหมือนกันนะคะ อย่างของเรา เค้าขอใบรับรองสัญชาติไทย ซึ่งก็แปลกมากที่เราไม่สามารถทำที่เมืองไทยได้ (ทางเขตบอกว่า passport คุณก็บอกโร่ อยู่แล้วนี่ว่า Nationality : Thai) เราก็เลยต้องทำหนังสือมอบอำนาจอีกฉบับ ให้คุณแฟนไปขอใบรับรองสัญชาติไทยของเรา ที่สถานฑูตไทยในกรุงบรัสเซลส์ (ซะงั้น) แต่บางเมืองก็ไม่ขอนะคะ

ขั้นตอนที่ 3 : รับรองเอกสาร (Legalization)

ไปทำที่ไหน : กองสัญชาติและนิติกรณ์ กระทรวงต่างประเทศ เว็บไซต์
ต้องรับรองเอกสารอะไรบ้าง :

สูติบัตร
ใบเปลี่ยนชื่อ สกุล (ถ้ามี)
ทะเบียนบ้าน

ทำยังไง : ไปที่กองสัญชาติ (อยู่ถนนแจ้งวัฒนะ) เอาเอกสารตัวจริงไปทั้งหมด และถ่ายเอกสารไปอย่างละชุด โดยไม่ต้องเซ็น ต์รับรองสำเนาถูกต้อง ติดต่อที่ประชาสัมพันธ์ของกองสัญชาติเลยค่ะ เจ้าหน้่าที่น่ารักมาก ๆ ได้บัตรคิวมาก็ไปนั่งรอ เวลาถึงคิวเราเค้าก็จะขอเทียบสำเนา กับเอกสารตัวจริง ว่าเป็นฉบับเดียวกันแน่นอน ชำระเงินค่าธรรมเนียม (ฉบับละ 200 บาท) เสร็จแล้วเค้าก็จะให้เราเอาเอกสารตัวจริงกลับบ้านไปได้ แล้วทางกองสัญชาติจะเก็บสำเนาไว้ โดยจะนัดวันมารับ หรือถ้าไม่สะดวกไปรับเอง เค้าก็มีบริการส่งทางไปรษณีย์ให้ โดยมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเล็กน้อยค่ะ ทั้งหมดนี้ก็ใช้เวลา2-4 วันค่ะ

เป็นอันเสร็จขั้นตอนที่สองค่ะ

ขั้นตอนที่ 4 : แปลเอกสาร

ไปทำเมื่อไหร่ : เมื่อเราได้เอกสารกลับมาจากกองนิติกรณ์กระทรวงต่างประเทศ แล้วนะคะ (ด้านหลังเอกสารจะมีสติกเกอร์ ที่มีรายละเอียดหมายเลขการรับรองเอกสาร ชื่อผู้รับรอง และตรากระทรวงต่างประเทศ แปะมาให้) ทำสำเนาไปให้เค้าแปลก็ได้ค่ะ ไม่ต้องเอาตัวจริงไป แต่ให้ถ่ายเอกสารไปทั้งสองหน้านะคะ (คือเอาด้านที่มีสติกเกอร์ของกระทรวงต่างประเทศด้วย)

ไปทำที่ไหน : ขอรายชื่อสถาณที่รับแปลเอกสารที่ผ่านการรับรองโดยสถานฑูตได้ ที่สถานฑูตเบลเยี่ยมค่ะ ถ้าเป็นของภาษาดัชท์ก็จะมีสองที่ คือ INTERNATIONAL TRANSLATIONS ตรงศาลาแดง กับ TRANSLATION EXPRESS ที่แถว ๆ เพลินจิต (อาจจะมีการย้ายออฟฟิศ) ที่หลัง (Express) จะถูกกว่า คิดฉบับละประมาณ 800 บาท (ที่แรกคิดหน้าละพันบาทขึ้นไป) ใช้เวลาแปล 3-5 วัน เบอร์โทร 02 650 9076   มือถือ 081 170 7875 และ 081 552 3855 ค่ะ

อะไรต้องแปลบ้าง :
สูติบัตร
ใบเปลี่ยนชื่อ สกุล (ถ้ามี)
ทะเบียนบ้าน
ใบรับรองโสด

เป็นอันเสร็จขั้นตอนที่ 4 ค่ะ หมดแรงยังคะ?

ขั้นตอนที่ 5 : รับรองเอกสาร(ที่แปลแล้ว)ที่สถานฑูต

เมื่อได้เอกสารต่าง ๆ นานา ทั้งหลายทั้งปวงแปลมาเรียบร้อยแล้ว   ก็ต้องให้สถานฑูตรับรองอีกชั้นหนึ่ง (เพราะกระทรวงต่างประเทศรับรองเอกสารภาษาไทย เมื่อแปลเป็นดัชท์ หรือ ฝรั่งเศสแล้ว ก็ต้องให้สถานฑูตรับรองอีกรอบหนึ่งว่า เอกสารที่แปลมานั้น แปลได้ถูกต้อง ทิ้งเอกสารไว้ แล้วสถานฑูตก็จะเอาไปทำการตรวจเช็ค และนัดวันไปรับเอกสารคืน โดยเอกสารที่เราได้มานั้น จะมีตราสถานฑูตประทับมาด้วย จบขั้นตอนที่ 5 ค่ะ

ค่าธรรมเนียม :  ฉบับละ 10 ยูโร

ขั้นตอนที่ 6 : ส่งเอกสารของคุณทั้งหมดไปเบลเยี่ยม

สูติบัตร, ใบเปลี่ยนชื่อ สกุล (ถ้ามี), ทะเบียนบ้าน, ใบรับรองโสด ที่ผ่านการแปล และรับรองเอกสารทางกระทรวงต่างประเทศ และ สถาณฑูตแล้ว และ สำเนาหนังสือเดินทางสองฉบับ, ใบมอบฉันทะ ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้วนะคะ ไม่ต้องแปล (อย่าลืมนะคะ ว่า ใบมอบฉันทะ ต้องไปเซ็นต์ต่อหน้าเจ้าหน้าที่สถานฑูต ห้ามเซ็นต์ไปก่อน) ทั้งหมดนี้ส่งไปรษณีย์ (อย่าลืมทำสำเนาเก็บไว้ชุดนึงล่ะ เผื่อหาย แล้วก็อย่าลืมลงทะเบียนด้วยนะ) ไปให้แฟนคุณที่เบลเยี่ยมค่ะ

ขั้นตอนที่ 7 : ให้แฟนไปเดินเรื่องขอใบประกาศแต่งงาน

ให้แฟนคุณเอาเอกสารทั้งหมด(ในข้อ 6) นั้นไปยื่นขอ ใบประกาศแต่งงาน เป็นอันเสร็จพิธี พอได้แล้วก็ให้แฟนคุณส่งใบประกาศนั้นกลับมาให้คุณค่ะ ทีนี้ล่ะค่ะ ถึงเริ่มขั้นตอนการขอวีซ่าได้

ใบประกาศแต่งงานคืออะไร
ปรกติแล้วคู่ที่จะแต่งงานต้องไปที่คอมมูนด้วยกัน เพื่อทำหนังสือประกาศแต่งงาน โดยคอมมูนจะออกเอกสารที่เรียกว่า marriage notice form หรือในภาษาดัชท์คือ Akte van aangifte van het huwelijk (ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าทางฝั่งฝรั่งเศสเรียกว่าอะไร) มาให้ แต่ในเมื่อเรายังอยู่ที่เมืองไทย ไม่สามารถไปทำใบประกาศแต่งงานกับแฟนได้ด้วยตนเอง เพราะฉะนั้นต้องให้แฟนไปดำเนินการคนเดียว โดยใน ใบมอบฉันทะเราต้องลงรายละเอียดว่า เราอนุญาตให้คู่หมั้น ไปทำเรื่องขอดำเนินการสมรสที่เบลเยี่ยมได้  ในใบประกาศแต่งงานที่จะได้นั้นก็จะมีรายละเอียดว่า นาย..ชื่อนี้ นางสาว.. ชื่อนี้ ได้มาทำการดำเนินเรื่องประกาศแต่งงานในวันที่ …. (ก็เลือกวันที่จะจดทะเบียนสมรสที่นั่นไปอ่ะค่ะ)

ขั้นตอนที่ 8 : ให้แฟนส่งเอกสารกลับมา

เมื่อได้ใบประกาศแต่งงานแล้ว ก็ให้แฟนคุณเตรียมเอกสารทางฝ่ายของเค้าเอง(ดูในข้อ 9) แล้วให้เค้าส่งเอกสารทั้งหมดมาให้คุณที่เมืองไทยค่ะ

ขั้นตอนที่ 9 : ยื่นขอวีซ่า

ไปทำเมื่อไหร่ : เมื่อเราเตรียมเอกสารของตัวเอง และ ได้เอกสารมาจากแฟนครบแล้ว

อกสารที่ทางฝ่ายเบลเยี่ยมต้องส่งมาให้คุณที่เมืองไทย :

● ต้นฉบับ “หนังสือประกาศสมรส” ออกโดยคอมมูน  (และสำเนา 2 ฉบับ)
● ต้นฉบับ หนังสือค้ำประกัน (3 bis) อันนี้ให้คุณแฟนไปขอที่ city hall มานะคะ
หนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ สัญชาติ และสถานภาพสมรสของแฟนคุณ (สำเนาอย่างละ 1 ฉบับ)
สำเนาบัตรประชาชนเบลเยี่ยม 2 ฉบับ
พยานเอกสารยืนยันรายได้ สำเนาการชำระภาษีอากร

เอกสารที่ทางฝ่ายไทยต้องเตรียม :

หนังสือเดินทาง (อายุเหลือไม่ต่ำกว่า  1 ปี พร้อมสำเนา 1 ชุด)
แบบฟอร์มวีซ่า กรอกข้อความสมบูรณ์ ติดรูป(พื้นหลังสีขาว) 2 ชุด
ต้นฉบับใบรับรองแพทย์ (และสำเนา 2 ฉบับ)
ต้นฉบับหนังสือรับรองความประพฤติจาก สนง ตำรวจแห่งชาติ (และสำเนา 2 ฉบับ)
ค่าธรรมเนียมวีซ่า 60 ยูโร
● เอกสารทุกฉบับเซ็นต์รับรองสำเนาถูกต้อง
ตั๋วเครื่องบิน (เที่ยวเดียวก็ได้) อันนี้ค่อยเอาไปแสดงตอนที่ทราบผลวีซ่าว่าผ่านแล้ว
ต้นฉบับประกันสุขภาพระหว่างการเดินทาง วงเงิน 3 หมื่นยูโร (เมื่อวีซ่าผ่านแล้วเท่านั้นเช่นกัน) ดูที่ www.bupa.co.th

ปล. หลักฐานการเงินของคุณเอง ไม่ต้องใช้ค่ะ ถ้าคุณใช้ของแฟนแล้ว​(คือเอกสารที่เรียกว่า 3 bis นั่นแหละค่ะ)
………………………………………………………………………

เท่านี้แหละค่ะ ที่เหลือก็แค่รอ รอ รอ รอ และ รอ อาจจะนานถึง สองเดือน อ่ะค่ะ ใจเย็น ๆ ค่ะ ถ้ามีเวลาก็เตรียมเอกสารเสียแต่เนิ่น ๆ นะคะ เพราะทั้งหมดใช้เวลาค่อนข้างมากทีเดียวอ่ะค่ะ โชคดีนะคะ
……………………………………………………………………..

+ วาจาพิฆาต สถานฑูตเบลเยี่ยม

Posted on | March 25, 2008 | 5 Comments

NOTE : Blog นี้เขียนขึ้นเมื่อยามอารมณ์บูด ๆ ๆ ๆ ๆมาก ๆ อาจจะรุนแรงทำร้ายอารมณ์อยู่เล็กน้อย ขอให้ทำใจก่อนอ่าน และต้องขอพูดแทนเจ้าหน้าที่สถานฑูตเบลเยี่ยมคนนั้นด้วยว่าจริงๆ he ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำอะไรนักหนา แต่ลองคิดดูแทนเขาว่าวัน ๆ เจอคนไม่รู้กี่คนถามคำถามเดียวกันซ้ำๆ ซาก ๆ บางคนก็ไม่ยอมไปหาข้อมูลมาเองก่อน กะว่าโทรมาถามอย่างเดียวจบ …

คุณขา วัน ๆ สถานฑูตมีคนติดต่อเป็นสิบเป็นร้อย ช่วยเหลือตัวเองกันก่อน ตรงไหนไม่เข้าใจจริง ๆ ค่อยถาม (ไม่ใช่แบบ “ฮะโหล คือ จะไปเยี่ยมแฟนที่เบลเยี่ยม ต้องใช้ไรมั่งอะคะ?” แล้ว expect ให้เค้ามานั่งจาระไน บอกคุณทีละข้อทางโทรศัพท์ พูดตรง ๆ นะ เป็นเราเราก็เซ็งอ่ะ พอเค้าเจอแบบนี้บ่อย ๆ ทุกวัน ๆ (กี่ปีมาแล้วล่ะ เราไปมา 3 รอบแล้วอ่ะเบลเยี่ยม ไปขอวีซ่ากี่รอบเค้าก็ยังทำงานอยู่ที่เดิม) พาลให้เค้าอารมณ์เสียไปกับทุกคนด้วย เพราะฉะนั้น ช่วย ๆ กันหน่อยนะคะ ทำการบ้านไปกันก่อน จะได้ไม่มีใครต้องมีอารมณ์เหวี่ยงกันให้เซ็งค่ะ / bee | 1 August 2008

…………………………………………………………………

ใครเคยโทรไปถามข้อมูลอะไรที่สถานฑูตเบลเยี่ยม คงคุ้นกับเสียงผู้ชายที่ฟังดูก็รู้ว่าไม่แมนนี้เป็นอย่างดี ไอ้เรื่องแมนไม่แมนไม่ใช่ประเด็น แต่กิตติศัพท์หล่อนนี้ระบือไกลไปถึงไหน ๆ อันเนื่องมาจากวาจาจิกกัด ฉะดะ ทุกคนที่โทรไปถามข้อมูลวีซ่า

วันไหนหล่อนอารมณ์ดีก็อาจจะตั้งใจฟังคุณได้หน่อย วันไหน she อารมณ์ไม่ดี คนที่โทรไป ถือว่าซวย ๆๆๆๆๆๆๆ

และวันนี้มันก็เป็นวันซวยของข้าพเจ้า

เช้านี้กะว่าต้องไปกองสัญชาติฯ ที่กรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศเพื่อเอาเอกสารไปรับรองซักที ได้ฤกษ์ หลังจากขี้เกียจมานาน (โห ก็บ้านอยู่ปิ่นเกล้า กงสุลอยู่ถนนแจ้งวัฒนะ!)

ขั้นแรกเอาไป 4 ชุดก่อน คือ ทะเบียนบ้าน, ใบรับรองสถานภาพโสด, สูติบัตร จริง ๆ ก็แค่นี้แหละ แต่ของฉันมันดันมีใบเปลี่ยนชื่อด้วยก็เลยเป็น 4 ชุด

อ่านดูในใบรายละเอียดที่สถานฑูตให้มา ขั้นตอนที่สองมันต้องใช้สำเนาหนังสือเดินทางด้วย (ตอนนี้ยังไม่ต้องใช้) แต่งงว่าทำไมพาสสปอร์ตต้องรับรองเอกสารด้วยหว่า ก็เลยโทรไปถามสถานฑูต เจอเจ้าหน้าที่คนเดิม (ที่ใคร ๆ ต่างไม่อยากเจอ)
“สวัสดีครับ”
“ค่ะ คือจะถามเรื่องการรับรองเอกสารโดยกระทรวงต่างประเทศหน่อยน่ะค่ะ”
“คุณไม่ต้องถามหรอก มาเลย”
“มาไหนคะ สถานฑูตเนี่ยนะ?”
“ใช่ มาเลย”
“จะไปทำไมละคะ ดิฉันอยู่ที่กระทรวงฯแล้วค่ะ ถึงดิฉันถ่อไปถึงที่นั่นก็ไม่ได้มีความแตกต่างอะไรอยู่ดี”
“แล้วคุณจะถามอะไรล่ะ!!” น้ำเสียงเริ่มไม่พอใจ
“คือดิฉันสงสัยว่า พาสสปอร์ตเนี่ยต้องทำการรับรองเอกสารด้วยเหรอคะ”
“รับรองอะไร คุณจะทำอะไรเนี่ย”
“ขอวีซ่าเพื่อไปแต่งงานค่ะ”
“ไม่ต้องซิ ก็มันเป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว”
“อ๋อ อันไหนที่เป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ไม่ต้องรับรองเอกสารเหรอคะ”
“ไม่ใช่อันไหนที่เป็นภาษาอังกฤษ แต่อันนี้ไม่ต้อง”
“แต่เห็นบนใบรายละเอียดจากทางสถานฑูต เขียนว่าเอกสารทุกฉบับที่ออกโดยทางการไทย ต้องผ่านการรับรองจากกระทรวงต่างประเทศนี่คะ”
“งั้นก็ทำตามนั้นไปซิ!”
“เอ่า เมื่อกี๊คุณยังบอกไม่ต้องอยู่เลยนี่คะ ตกลงยังไงกันแน่คะ งงค่ะ”
“คุณ คุณจะโทรมาถามแบบนี้ไม่ได้นะ!! มาที่สถานฑูตเถอะน่ะ!!”

อะไรว๊ะ !!?!?!?! ไม่ให้ตูโทรถามสถานฑูตแล้วจะให้ตูโทรถามกระต่ายที่ไหนเนี้ยยยยยยยย นรกมาก ก็เราอ่านบนเว็บไซต์จนตาแทบปลิ้นแล้ว ไม่เห็นบอกว่าพาสสปอร์ตต้องรับรองเอกสาร แต่ใบรายละเอียดภาษาไทยที่สถานฑูตให้มา ดันบอกว่าต้องรับรอง (แต่ไม่ได้ระบุว่าเอกสารอะไรบ้าง หว่านแหเอาเเลย ว่าเอกสารไทยทุกฉบับ) แล้วจะไม่ให้ตูงงได้ไงวะ โทรไปถามก็โดนด่าอีก

แล้วกว่าท่านจะมาคุยโทรศัพท์กับข้าพเจ้านะ ก็ให้รอโคตรนานเลย ประมาณว่าหันไปตะคอกกับฝรั่งอีกคนอยู่
“No Nederlands!! English!” (ชั้นไม่พูดภาษาดัชท์ย่ะ พูดแต่อังกฤษ)

เฮ้ย นี่มันสถานฑูตเบลเยี่ยมนะเว้ย ไม่เห็นหัวคนไทยก็เกรงใจเจ้าของประเทศเค้าหน่อยมั้ยล่ะนั่นน่ะ

ตอนที่ฉันไปเอาแบบฟอร์มวีซ่าก้เหมือนกัน เจ๊ไม่พอใจอะไรก็ชอบปิดหน้าต่างเคาท์เตอร์ดังโครม! คนเค้าระอากันทั้งสถานฑูตแล้ว เสื่อมมาก ไม่รู้ทำไมถึงเลือกคนนี้มาทำ

หวังว่าเอกสารอื่นใด มันคงจะไม่มีปัญหาและให้มันเสร็จๆ ไปโดยเร็ว

ชั้นล่ะไม่อยากจะยุ่งกับเกย์วัยทองให้อารมณ์เสียเหมือนกัน ทนมาหลายทีแล้ว ให้ท่านโขกสับ ไม่รู้ไปเป็นหนี้บุญคุณอะไรคุณท่าน ถึงได้ปฎิบัติกับคนที่ไปติดต่อราวกับท่านเป็นพระเจ้า และคนอืื่นเป็นเห็บหมาได้ถึงปานนี้

ข้อมูลแถม : การรับรองเอกสารโดยกระทรวงต่างประเทศ

สำหรับคนที่จะเอาเอกสารไปรับรองที่ กองสัญชาติฯ กรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศ ง่าย ๆ เลย ก็เอาเอกสารตัวจริงที่จะรับรองไปด้วยนะ แล้วถ่ายสำเนาอย่างละใบ ไม่ต้องเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง เอาไปโล้น ๆ อย่างนั้นแหละ

ไปถึงก็รีบไปกดบัตรคิวรอไว้ก่อนเลย แล้วก็จะมีโต๊ะประชาสัมพันธ์ติดกับตู้กดบัตรคิวน่ะแหละนะ ให้พี่คนสวยและใจดีสองคนนี้ตรวจสอบเอกสารให้ซักรอบก่อน พร้อมรับแบบคำร้อง ซึ่งก็ง่าย ๆ แค่กรอกชื่อนามสกุล เลขบัตรประชาชน พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนไปกับแบบฟอร์มคำร้องด้วย ใครไม่ได้มาด้วยตนเองก็เอาใบมอบอำนาจให้คนอื่นมาทำให้ก็ได้

เสร็จแล้วก็ไปนั่งรอเรียกคิว

พอถึงคิวก็นยื่นแบบฟอร์ม + แนบสำเนาบัตรประชาชน และเอกสารตัวจริงและสำเนาอย่างละชุด ของเอกสารที่เราจะรับรองให้เจ้าหน้าเอาไปดู พอเค้าดูเสร็จก็จะคืนตัวจริงให้ และเก็บสำเนาไป

ชำระเงิน ค่ารับรองเอกสาร (แบบไม่ด่วน) ฉบับละ 200 บาท (โดนไป 4 ชุดก็ 800 บาท) ถ้าจะไม่มาเอาเอกสารเอง แต่ให้เจ้าหน้าทีส่งมาทางไปรษณีย์ก็แจ้งได้เลย เพิ่มเงินอีก 50 บาท เค้าก็จะให้ซองเอกสารมาจ่าหน้าถึงตัวเราเอง กรอกใบนำส่ง ems

รอใบเสร็จรับเงิน

กลับบ้านได้ ชะเอิงเอย

คนเยอะนะ แต่รอไม่นานมาก ไม่ถึงชั่วโมงก็เสร็จแล้ว ทุกสิ่งอย่าง

เหลือก็แต่อีสถานฑูตเบลเยี่ยมนี่แหละ ที่ต้องไปรบราฆ่าฟันกับท่านต่อไป

+ “อยู่”เบลเยี่ยม

Posted on | March 21, 2008 | 25 Comments

มีคนอีเมล์มาถามบ่อยพอสมควร กับการมาอยู่ที่เบลเยี่ยม เนี่ยว่าต้องทำยังไง ส่วนมาก มีแฟนเป็นคนเบลเยี่ยมกัน หรือไม่ก็มีญาติอยู่ที่นี่

กรณีมีญาติอยู่ที่นี่นี่เราก็ไม่รู้เหมือนกันนะ ว่าจะทำยังไงถึงจะมา “อยู่” ที่นี่ได้

* * อ้อ ต้องบอกก่อนนะคะว่า ข้อมูลของฝั่งวัลลูเนีย เราไม่ค่อยมีอะนะคะ เพราะอยู่ฝั่งฟลานเดอร์ส ค่า * *

LIVING AND WORKING

มาจะอยู่ที่นี่ อย่างแรกเลย ไม่มีทางเลือก (ถ้าอยากจะทำงานที่นี่) คือต้องเรียนภาษาก่อน ยกเว้นกรณีเรานะ ซึ่งโชคดีมาก ได้งานทำก่อน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องไปเรียนภาษาแล้วนะ คือยังต้องไปเรียนอยู่ เมื่อจบ integration course (บังคับเรียน 60 ชม)

belg1

ถ้ามาถึงเบลเยี่ยมแล้ว สิ่งที่ต้องไปทำ

ไปแสดงตัวและทำบัตรประจำตัว
1) ไป city hall ก่อนเลย กรณีแต่งงานแล้ว เอาทะเบียนสมรสไปยื่น บอกเค้าว่าต้องการทำ ID card
2) เค้าจะให้เรากรอกเอกสารมากมาย ประมาณ 4-5 หน้าสอบประวัติไปถึงพ่อแม่กันเลยทีเดียว
3) เค้าจะนัดให้เราไปรับ ID ชั่วคราว เป็นใบสีส้ม ๆ ขนาดเท่า passport และให้หมายเลขประจำตัว (national registration number) มาก่อน หมายเลขนี้ สำคัญมาก ต้องเอาไว้ใช้ในการทำงาน เพื่อเสียภาษี
4) รอ ไปเลย 4-5 เดือนเป็นอย่างน้อย จนกว่าจะได้ ID card ที่เป็นบัตรอีเลคทรอนิคเหมือนคนเบลเยี่ยมเค้าน่ะ

5) บางทีก็รอจนใบส้มหมดอายุ บัตรอิเล็คทรอนิคก็ยังไม่มา ให้รีบไปติดต่อก่อนที่บัตรจะหมดอายุอย่างน้อยซักอาทิตย์หนึ่ง เอารูปถ่ายติดบัตรไปด้วย 2 ใบ ถ้าบัตรอิเล็คทรอนิคยังไม่มา เค้าจะออกเอกสารชั่วคราวให้อีกใบ(เป็นกระดาษ A4 ธรรมดานี่แหละ มีรูปเราติดอยู่ ข้อความก็ประมาณว่า คนๆนี้ชื่อนี้ ได้ลงทะเบียนรอบัตรอิเล็คทรอนิคไว้ ในขณะที่ยังไม่มีบัตรนี้ ใช้ข้อมูลบนนี้แทนไปก่อน และเอกสารนี้มีอายุถึงวันนั้นวันนี้ ฯลฯ)แล้วก็รอ ต่อ ไป..


เรียนภาษา + หางาน
1) ถ้าแต่งงานหรือหมั้นกับคนเบลเยี่ยม เรียนฟรี แต่ต้องไปลง integration course ก่อน (อันนี้เฉพาะคนที่จะมาอยู่ฝั่งฟลานเดอร์ส นะคะ) ไปดูที่ http://binnenland.vlaanderen.be/inburgering/integrationprograme.htm

2) เรียนภาษาดูที่ http://www.huizenvanhetnederlands.be/

3) หางาน : ส่วนมากแล้ว ต้องผ่านการทดสอบภาษก่อน ไม่มีทางเลือก (นอกจากกรณียกเว้น บางงานที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ แต่มีไม่เยอะหรอก บอกตามตรง) พอมาอยู่ที่นี่แล้ว เรียนภาษาแล้ว หนีบเอาดีกรีจากเมืองไทยมาด้วยนะ แต่ไม่รู้ว่าจะเอามาเทียบอะไรที่นี่ได้หรือเปล่า แต่เอามาด้วย transcript ภาษาอังกฤษน่ะนะ ส่วนงานเนี่ย ไปที่ VDAB (อ่านว่า”เว เด อา เบ” ย่อมาจาก Vlaamse Dienst voor Arbeidsbemiddeling en Beroepsopleiding หรือภาษาอังกฤษคือ Flemish Public Employment Service) เค้าจะช่วยหาเราหางาน แต่ไม่ได้การันตี นะ ว่าเราจะได้งาน เพียงแต่จะช่วยเราเท่าที่เค้าทำได้ เช่น หางานว่างที่ตรงกับ profile เรา, ช่วยเรากรอก resume, หรือแม้กระทั่งไปสัมภาษณ์งานยังไปเอาค่าตั๋วรถไฟที่ VDAB ได้เลย เว็บ : www.vdab.be

เปิดบัญชีธนาคาร
เมื่อมีบัตรส้มแล้ว คือลงทะเบียนอาศัยอยู่ที่นี่เรียบร้อย ไปเอาไปเปิดบัญชีธนาคารได้ เปิดบัญชีที่นี่ ไม่ต้องเสียตังค์ (เราไม่ได้เสียอ่ะ) ไม่มีตังค์ในบัญชีด้วย เดินดุ่ย ๆ เข้าไปขอเปิดเลย แล้วก็เดินออกมาตัวเปล่า ๆ เมื่อบัตร ATM/Debit มาก็เป็นอันเรียบร้อย ส่วนการใช้ e-banking  ก็ทำได้ปรกติ โดยธนาคารเค้าจะให้อุปกรณ์อ่านบัตรมาหนึ่งตัว ก็ทำตามขั้นตอนบนเว็บของธนาคารไป

อื่น ๆ : เรียนวิชาชีพ
ที่นี่เค้าจะมีสอนวิชาชีพด้วย บางอย่างก็เรียนฟรี เพราะเค้าอยากส่งเสริมให้คนมีความรู้เอาไปประกอบอาชีพเองได้ ลองสอบถามดูได้ที่ CVO (“เซ เว โอ” ถ้าจะลอง search ใน google ให้ลองเซิร์ชคำว่า centrum voor volwassenenonderwijs แล้วตามด้วยชื่อเมือง) ซึ่งปรกติจะมีทุกเมือง แต่ข้อมูลบนเว็บไซต์จะเป็นภาษาดัชท์เป็นส่วนใหญ่

ห้องสมุดประชาชน
ไม่ใช่ด๋อย ๆ เหมือนห้องสมุดตำบลหนองปลาดุกนะ ห้องสมุดประชาชนที่เบลเยี่ยมค่อนข้างน่าประทับใจ ใครจะยืมหนังสือ (หรือซีดี หนัง เพลง ฯลฯ) ก็ได้ โดยเสียค่าธรรมเนียมแค่ปีละ 5 ยูโร หนังสือยืมฟรี ส่วน  CD  นั้นคิดค่ายืมซึ่งก็ถูกแสนถูก (ไม่ถึง 1 ยูโร) เมื่อเดือนก่อน เราก็ไปยืมซีรีย์ LOST มาทั้ง season  ดูกันตาแฉะเลย เหอๆๆๆ

Photo by johan van vlijtingen

ห้องสมุดประชาชน เมือง Leuven : ชั้นล่างสุดเป็นร้านกาแฟ คนชอบมานั่งเล่น อ่านหนังสือ จิบกาแฟกัน บางทีก็พาเด็ก ๆ มาปั่นสามล้อที่ลานนอกห้องสมุดด้วยในวันแดดดีๆ (Photo by johan van vlijtingen)

STUDYING AND WORKING

สำหรับคนที่จะมาเรียน ก็ต้องมา “เรียน” จริงๆ ไม่ใช่ว่าว่าอยู่กับแฟน หรือมาโดยวีซ่าท่องเที่ยวแล้วไปเรียนมั่งไม่เรียนมั่ง หรือ เลิกเรียนไปเลย ถ้ามาวีซ่านักเรียนก็ต้องเรีียนค่ะ ถ้ามาวีซ่าท่องเที่ยวก็ไม่สามารถ เรียน หรือทำงานได้ นอกจากว่าจะมาเรียนคอร์สภาษาสั้น ๆ ตามสถาบันทั่ว ๆ ไป กรณีนี้อาจจะทำได้ แต่ว่าไม่สามารถขอวีซ่านักเรียนได้เท่านั้นเอง คือจุดประสงค์หลักคือมาเที่ยว หรือมเยี่ยมแฟน แต่มีเวลาว่าง ก็ไปเรียนฆ่าเวลา (เหมือนไปเรียนคอมพิวเตอร์ หรือภาษา ตามสถาบันในห้างบ้านเราอ่ะแหละ)

สรุปคือ จะมาทำอะไรก็ขอวีซ่าให้ตรงจุดประสงค์ อย่าแอบแฝง หรือ ขอให้ได้มาก่อน แล้วค่อยคิดทีหลัง หรือขอวีซ่ามาเรียน แต่ไม่เรียน ไปทำงานแทน (ซึ่งจริงๆ ไม่ง่ายนะ เพราะเค้าไม่ค่อยรับทำงานหรอก นอกจากว่าเป็นงานที่ไม่มีการเสียภาษี หรืองานมืด ไม่ได้หมายความเป็นงานผิดศีลธรรมนะ แต่เป็นงานธรรมดาๆ นี่แหละ เช่น ก่อสร้าง ทำความสะอาด งานเสิร์ฟ แม่ครัวฯลฯ แต่ไม่จ่ายภาษี เพราะไม่มี national number ไง เลยจ่ายไม่ได้ แต่โดยมาก รายได้จะค่อนข้างห่วยแตก และงานก็ค่อนข้างห่วยแตกด้วย เพราะเราไม่มีสิทธิ์ต่อรอง เพราะจริงๆ เราไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานด้วยซ้ำ) กรณีนี้มีหลายคนชอบทำ ซึ่งเค้าอาจจะจับได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ขอความกรุณา อย่าทำจะดีกว่า เพราะคนอื่นที่เค้าไม่มีจุดประสงค์แอบแฝง ต้องมาพลอยลำบากในการขอวีซ่าในภายภาคหน้ากันอีก

แต่ถ้าถามว่า จะมาเรียนแล้วทำงานด้วยได้ไหม

ได้ค่ะ

ลองดูตัวอย่างข้อมูลจาก KU Leuven ได้ที่นี่ค่ะ (เป็นภาษาอังกฤษ) http://www.kuleuven.be/studentemployment/

เดี๋ยวนึกอะไรออกแล้วจะมาพิมพ์ไว้อีกละกันนะคะ


THIS AND THAT

แต่ถ้าถามเรานะ ความคิดเห็นส่วนตัว (เดี๋ยวก่อน บอกไว้ก่อนว่า ไม่ได้กำลังจะบอกว่า “โอ๊ย อย่ามาเล้ย เบลเยี่ยม อยู่เมืองไทยแหละดีแล้ว” เปล่านะ จะเล่าให้ฟังเฉย ๆ ว่าอยู่ที่นี่เป็นยังไง จริงๆ เราก็มาอยู่นี่ได้ไม่นานหรอก เพิ่งเข้าเดือนที่  6 เอง)

“อยู่ที่นี่ไม่ได้มีชีวิตเลิสเลอสวยหรูอย่างที่ใคร (อาจจะ)คิด” หรอก
เมื่อก่อน เคยได้แต่ฟังคนอื่นพูดว่า อยู่ที่ไหนก็ไม่มีึความสุขเหมือนอยู่เมืองไทยบ้านเรา ฟังแล้วก็เฉย ๆ นะ เพิ่งจะมารู้ซึ้งเอาก็ตอนมาอยู่ไกลบ้านตัวเองเข้าไปซะนานพอดู


ชีวิตที่นี่ (เบลเยี่ยม) ค่อนข้างจะน่าเบื่อพอดู มาแรก ๆ คิดถึงรถเข็นข้างทางมากกกกก คืออยู่บ้านเรา อยากกินส้มตำ ไก่ทอดหาดใหญ่ก็เกินออกไปซื้อ หิวตอนตีสองตีสามก็ออกไปเซเว่น บางทียังออกไปนั่งกินชายสี่หมี่เกี๊ยวกันขำๆ ที่นี่ไม่มีเลย คนแทบไม่ออกจากบ้านกัน (ยกเว้นหน้าร้อน ยามเมื่อมีแดดออก) ถ้าเป็นหน้าอื่น แดดไม่ออกเลย ย้ำนะว่า “ไม่มีแดดเลย” ฟ้าเป็นสีขาวๆ เทา ๆ ทั้งวัน ยิ่งเข้าหน้าหนาวแล้วด้วย แปดโมงเช้าแล้วฟ้ายังดำปิดปี๋อยู่เลย พอซักห้าโมงครึ่งตอนเย็นก็พระอาทิตย์ตก ไม่มีแสงแล้ว (แสงสว่างนะ ไม่ใช่แดด แดดน่ะไม่เคยออกอยู่แล้ว)

อยู่เมืองไทย เราบ่นว่าร้อน (ซึ่งมันก็ร้อนจริง ๆ ให้ตายเถอะ) แต่อยู่ที่นี่ หนาวจับขั้วหัวใจ ตอนเช้า ๆ ต้องไปยืนรอรถเมล์ริมถนนอ่ะ โห แม่เจ้า ฆ่ากันให้ตายไปเลยดีกว่า หนาวชนิดที่ว่ามือนี่ชาเลย ขนาดว่าใส่ถุงมือนะ แล้วมันหดหู่มาก ทุกอย่างดูอึมครึมไปซะหมด ให้หิมะตกซะยังดีกว่าฝนพรำ ๆ แล้วแดดไม่ออก (ซึ่งดูเหมือนมันจะเป็นอย่างนั้นแทบทุกวัน)

รถเมล์ที่นี่ มาเป็นเวลา จะ late ก็ไม่เกิน 5-15 นาที แต่รถคันสุดท้ายหมดประมาณสี่ทุ่ม – เที่ยงคืน ถ้าเป็นวันธรรมดา และไม่ใช่ป้ายหลัก ๆ ด้วยนะ น้านนานนนน มันจะมาซักคัน วันเสาร์อาทิตย์จะมี Night Bus ตีสองตีสาม แต่นาน ๆ มาคันเหมือนกัน ถ้าตกรถก็น้ำตาไหลกันเลย เรื่องจะนั่งแท๊กซี่นี่ลืมไปได้เลย แพงหูดับ


SOME GOOD SOME BAD

แต่อยู่ที่นี่ไม่ใช่ว่าจะไม่ดีไม่มีความสุขนะ เรียกว่า มีความสุขตามอัตภาพก็แล้วกัน อยู่ไหนมันก็ไม่สบายใจ ลัลลัลลา เหมือนอยู่ในที่ที่เราเกิดและโตมา ไกลบ้าน ไกลครอบครัว ไกลเพื่อนฝูง ก็ต้องทำใจ แต่ถ้ามีอะไรทำก็ไม่แย่นะ หาอะไรเรียนไป หรือลองเข้ากลุ่มกิจกรรมที่ชอบ เช่น โยคะ (มีฟรี ก็มีนะ) บางคนไปเต้นซัลซ่า บางคนไปเรียนคอมพิวเตอร์ ฯลฯ และแนะนำว่าให้คบคนเบลเยี่ยมเข้าไว้ เพื่อการ “เนียน” ให้เข้าสังคมกับเค้าได้ และไม่รู้สึกแปลกแยก อาหารไทยนับว่า hot มาก จัดปาร์ตี้อาหารไทยทีไร คนเต็มบ้านทุกที ถือว่าเป็นข้ออ้างในการสร้างมิตรภาพใหม่ ๆ ก็แล้วกัน :-)

สิ่งที่อาจจะรบกวนจิตใจบ้่างก็คงเป็นความไม่ชินกับพฤติกรรม ธรรมเนียม เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ขึ้นรถเมล์แล้วเจอคนถือของหนัก ๆ ด้วยความชินแบบไทย ๆ ก็อาสาช่วยเค้าถือ คนที่นีอาจจะมองว่าคุณอยากทำมิดีมิร้ายเค้าหรืออะไรยังไง บ้าป่าว ฯลฯ (เชื่อเหอะ เจอมาแล้ว) แต่ไม่ใช่ว่าคนเค้าใจร้ายนะ เค้าก็ใจดีเป็นมิตรดี แต่ไม่ถึงขนาดคนไทย ที่ออกง่าย ๆ ไม่ค่อยถือความเป็นส่วนตัวสูงเหมือนคนที่นี่ แต่ที่เหมือนกันอยู่อย่างคือ คนนอกเมืองใหญ่ ๆ จะเป็นมิตรมากกว่าคนในเมืองมากกกกก (ลองไปบรัสเซลส์ดิ 5555 ต่อให้หลงให้ตายก็แทบไม่มีใครอยากช่วยบอกทาง คนไม่มีเวลาให้คุณหรอก)


INTEGRATION
ชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะ ถ้าเราอ่าน ฟัง พูดภาษาเค้าออก ทางฝั่งวัลลูนเราก็ไม่ทราบนะคะ เท่าที่ทราบคือ ทางฝั่งวัลลูเนียเค้าไม่บังคับให้เราต้องลงคอร์สปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่นี่ เหมือนที่ทางฝั่งฟลานเดอร์ส คนทางฝั่งวัลลูเนีย เห็นว่ามันเป็นการบังคับไม่เข้าเรื่อง แต่ทางฟลานเดอร์สเห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็น ในเมื่อคุณมาอยู่ในสังคมของเราแล้ว คุณก็ควรจะปรับตัวให้เข้ากับสังคมเราด้วย ซึ่งเราก็เห็นด้วยนะ ไม่งั้นมันก็มีปัญหาตามมาอีกหลายอย่าง เช่น ความไม่เข้าใจในวัฒนธรรม ธรรมเนียมของกันและกัน บางคนมา ไม่ยอมปรับตัวใด ๆ ทั้งสิ้น (คนไทยไม่ค่อยมีปัญหาหรอก เราแบบเนียน ๆ กันไปได้อยู่แล้ว คนไทยชิวๆ) ทำให้คนท้องถิ่นรู้สึกว่าเค้าถูกคุกคามแบบเงียบๆ (ลองนึกว่าถ้าเป็นบ้านเราแล้วมีชาวต่างชาติเป็นเพื่อนบ้าน อยู่มาเป็นสองชั่วคนแล้วยังพูดภาษาไทยไม่ได้ซักคำ ลูกหลานก็พูดไทยไม่ได้ คือเหมือนมายืมประเทศอยู่เฉย ๆน่ะ ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศนี้เลย เป็นเราเป็นเจ้าของประเทศ เราก็แอบเคืองนะ พูดง่าย ๆ เข้าเมืองตาหลิ่ว ก็ต้องหลิ่วตาตาม นั่นแหละ) เป็นการให้เกียรติเจ้าของประเทศเค้าด้วยอีกหนึ่ง


ทำไมฝั่งฟลานเดอร์สถึงได้สนับสนุนเรื่องภาษาดัชท์มากเป็นพิเศษ  เรื่องมันยาว ตั้งแต่เบลเยี่ยมเมื่อก่อนเป็นประเทศที่พูดฝรั่งเศสอย่างเดียว เป็นภาษาราชการ ถึงแม้คนจะพูดดัชท์ที่บ้าน แต่นอกบ้านก็ต้องพูดฝรั่งเศส แต่หนึ่งในจุดแตกหักมันมาถึงที่ การใช้ภาษาฝรั่งเศสตัดสินคดีความในศาล และผู้รับฟังคำตัดสิน เป็นชาวนาชาวเฟลมมิช ที่ฟังฝรั่งเศสไม่ออก แต่ศาลก็ได้รับอนุญาตให้ใช้ภาษาฝรั่งเศสในการตัดสินคดีความอยู่ดี ทำให้ชาวเฟลมมิช (ที่ถึงแม้จะพูดฝรั่งเศสได้) ไม่พอใจเป็นอันมาก เลยต้องลุกขึ้นมาเรียกร้อง และต่อต้าน ให้ดัชท์เป็นอีกหนึ่งในภาษาราชการ ซึ่งก็มาสำเร็จในยุค 60s นี่เอง ไม่ได้นานเท่าไหร่นะ

คนก็เลยกลัวว่าหากปล่อยไปชิว ๆ ภาษาฝรั่งเศสจะมากลืนฝั่งฟลาสเดอร์สอีก(ซึ่งก็เป็นไปแล้วกับบรัสเซลส์) ก็เลยต้องกันไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยที่เค้าไม่ได้บังคับขืนใจให้เราไปเรียนภาษาดัชท์ แต่จูงใจให้ไปเรียน คือ หนึ่ง คุณเรียนฟรีถ้าคุณแต่งงานกับคนเฟลมมิช หรือถ้าคุณไม่ได้แต่งงาน ก็จ่ายค่าเรียนถูกมากๆ เพราะรัฐบาลฟลานเดอร์สให้เงินช่วยเหลือสนับสนุนอยู่แล้ว แบบว่าเต็มที่เลย จะเอาอะไรล่ะ ขอให้เรียนภาษาเขาเท่านั้นแหละ

ซึ่งจริง ๆ อยู่ ๆ ไปคุณก็ต้องอยากเรียนเอง เพราะไปไหนมาไหน อ่านไม่ออก ฟังไม่ออก พูดไม่เป็นมันก็อึดอัดอยู่แล้ว แล้วมันก็สนุกดีด้วยแหละ ได้เรียนภาษาใหม่ ๆ

PEOPLE

คนที่นี่ โดยมากก็ดี เค้าไม่ค่อยสนใจเราเท่าไหร่หรอก โดยเฉพาะเมืองที่เราอยู่ เพราะมีนักเรียนต่างชาติเยอะ แต่บอกให้รู้ว่า พรรคการเมืองทีี่มาแรงมากเมื่อไม่กี่ปีมานี่ คือพรรค Vlaams Belang ซึ่งหนึ่งในนโยบายหลัก (นอกจากต้องการแยก ฟลานเดอร์สเป็นสาธารณรัฐ) คือผลักดันคนต่างด้าวออกจากเบลเยี่ยม

เบลเยี่ยมมีปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าวมาก โดยเฉพาะชาวโมรอคโค และเติร์ก ซึ่งบางกลุ่มไม่ได้เป็น “แรงงาน” ด้วยซ้ำ เพราะอพยพมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายแล้ว แต่ก็ไม่เคยทำงานเลย แต่เนื่องจากเป็น “ผู้อยู่อาศัยโดยถูกกฎหมาย” (ไม่ใช่ ประชากร หรือ citizen นะ) นี่ยังไม่รวมปัญหาทางฝั่ง วัลลูเนีย อีก ที่คนว่างงานมากว่า 50%-60% เพราะเค้าไม่เรียนหนังสือกัน มันเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ เมื่อก่อนฝั่งวัลลูเนีย รวยมาก มีเหมือง มีโรงงาน พออุตสาหกรรมปิดตัวลง คนก็ว่างงาน แล้วก็ไม่ยอมปรับตัวให้เข้ากับอุตสาหกรรมโลกใหม่ แต่กลับอยู่ใน “ความสำเร็จ”ในอดีต ที่ทุกวันนี้ไม่เหลือแล้ว พูดง่าย ๆ คือ จมไม่ลง

ทำให้ฝั่งฟลานเดอร์สต้องส่งเงินไปช่วยเหลือฝั่งวัลลูเนีย เป็นจำนวนมหาศาล แล้วคนเฟลมมิชก็ไม่ชอบเอามาก ๆ ที่คนวัลลูนไม่ยอมทำงาน เอาแต่นั่งรับเงินช่วยเหลือ หรือ welfare money ที่มาจากภาษีของคนทำงาน

แล้วคนต่างชาติที่มาอยู่ที่นี่ ถึงจะแต่งงานกับคนเบลเยี่ยม และอยู่ที่นี่อย่างถูกกฏหมายก็ตาม เค้าค่อนข้างจะมีทรรศนคติที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่หรอก เพียงแต่เค้าไม่พูด ไม่แสดงออกเท่านั้นเอง เพราะส่วนมากแต่งงานแล้วก็ไม่ได้ทำงาน (ซึ่งจะไปโทษเค้าก็ไม่ได้ เพราะงานที่นี่หายากมาก) แต่ในเมื่อแต่งงานกับคนเบลเยี่ยมแล้ว ทำให้ได้สิทธิ์เหมือนคนเบลเยี่ยม(เกือบ) ทุกประการ ตั้งแต่การรักษาพยาบาล (รัฐจ่ายหมด ยกเว้นทันตกรรม ซึ่งรัฐจะ”คืนเงิน” ค่ารักษาให้ประมาณ 80-90%), การศึกษาบุตร.. พอมีลูก ลูกก็ได้เงินช่วยเหลืออีก เรียนก็ฟรี ถ้าภรรยาไม่ได้ทำงาน สามีก็ได้ลดหย่อนภาษีอีก, หรือสำหรับคนทำงาน กรณีถูกเลิกจ้าง จะได้เงินชดเชยช่วยเหลือ (โดยมากประมาณ 60% ของเงินเดือนของงานสุดท้าย) ไปจนกว่าจะได้งานใหม่ ฯลฯ คือได้สิทธิ์เยอะพอสมควร แล้วเงินที่เค้าเอามาให้ “สิทธิ์” ตรงนี้ล่ะมาจากไหน.. ก็ภาษีของคนทำงานอีกอ่ะแหละ


ภาษีที่นี่ ถ้าเงินเดือนปานกลาง (ประมาณ 1300 – 1500 ยูโร/เดือน) ก็เสียแล้วไม่ต่ำกว่า 20-30% ของรายได้ ถ้ารายได้ปานกลางถึงดี ก็เตรียมใจได้เลย ไม่ต่ำว่า 50% เวลาจะคุยเงินเดือน เค้าถึงคุยกันแค่ “Netto” ให้เท่าไหร่ เพราะ “Bruto” หรือเงินเดือนก่อนหักภาษี ไม่มีความหมายเลย เช่น เงินเดือน Bruto 2,400 ยูโร/เดือน หักแล้ว เหลือแค่ 1,500 ยูโรต่อเดือนเองนะ

แต่ถ้าเราทำงาน เสียภาษี คนที่นี่จะให้ความนับถือเราขึ้นมาทันใด (ก็จ่ายภาษีอ่ะ ไม่ได้มาอยู่ฟรี) เอาง่าย ๆ เลย ไป city hall ลองไปบอกว่าไม่ได้ทำงาน อยู่บ้านเฉยๆ สามีเลี้ยง เค้าจะแบบ แทบไม่อยากคุยกะเราเลย (ก็แปลกนะ เพราะผู้หญิงเบลเยี่ยมก็มีเหมือนกัน ไม่น้อยด้วย ที่เป็นแม่บ้านเฉย ๆ ไม่ได้ทำงานอะไร แต่ต่างกันตรงนี้ เค้า เกิด มาเป็นคนเบลเยี่ยมไง แต่เราเปล่า) คนเค้าจะรู้สึกว่าคนต่างชาติ ชอบเข้ามาอยู่เบลเยี่ยมแล้วรอเอาแต่เงิน support ซึ่งก็ช่วยไม่ได้เหมือนกันนะ เพราะกฎหมายเบลเยี่ยมทำช่องโหว่ไว้เยอะเหลือเกิ๊นนนนนน คนเลยชอบเข้ามาอยู่กัน

THINGS I LIKE THOUGH.
แต่เรื่องดี ๆ ที่ฉันชอบ ที่นี่..ก็มีนะเดี๋ยวจะคิดว่า เฮ้ย ที่นี่มันจะไม่มีอะไรดีเลยเรอะ

ชอบ.. ที่เค้าไม่บ้าถุงพลาสติกเหมือนบ้านเรา ชอบที่ไปซูเปอร์ต้องเอาถุงไปเอง จะเอาถุง คิดตังค์เพิ่ม คิดถึงสิ่งแวดล้อมดี ไม่สร้างขยะ

• ชอบ.. ที่เค้าแยกขยะกันจริง ๆ จัง ๆ ไม่ใช่ทำถังออกมาสามสี ซึ่งไอ้เราก็อุตส่าห์แยกขยะ แต่พอรถเก็บขยะมาเก็บ เค้าก็เอาไปเทรวมกันอยู่ดีแบบบ้านเรา
• ชอบ..ที่รถเมล์เค้ามาตรงเวลา และจอดรอให้คนขึ้นและลงให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยออกรถ(อย่างนิ่มนวล เป็นส่วนมาก)
• ชอบ..ที่เค้าใส่ใจคนพิการ ทุกอย่างออกแบบมานึกถึงคนพิการด้วยทั้งนั้น ทั้งการทำทางลาดชันสำหรับรถเข็น, รถเมล์ที่มีเครื่องหมายว่าคันนี้คนพิการขึ้นได้ (คือรถมันจะปรับเอียงลง เพื่อให้รถเข็นขึ้นสะดวก พอขึ้นเสร็จแล้วก็ปรับเข้าที่เดิม)
• ชอบ..ที่รถหยุดให้คนข้ามที่ทางม้าลาย! (แบบไม่ต้องมองถนนเลยก็ได้ ข้าม ๆ ไปเลย เออ ยกเว้นที่บรัสเซลส์นะ จะข้ามก็ดู ๆ หน่อย เดี๋ยวจะตายเอา)
• ชอบ..ที่เค้ามีทางจักรยานอย่างดี คู่กับเลนสำหรับรถยนต์ กับถนนแทบทุกสาย
• ชอบ..ที่เค้าเก็บภาษี(โคตรแพง) แต่ก็ดูแลเรื่องสวัสดิการการรักษาพยาบาลอย่างดีมากๆๆ
• ชอบ..ที่ไปไหนมาไหนในยุโรปสะดวก เบลเยี่ยมโลเคชั่นดี๊ ดี
• ชอบ..ที่เค้าให้โอกาสในการทำงาน ชาย หญิง ทุกวัยเท่าเทียมกัน (ที่นี่คุณจะได้เห็นคนขับรถเมล์ที่เป็นผู้หญิงเยอะมาก ๆ ๆ ๆ ๆ) และไม่ว่าคุณจะอายุ 40 แล้วคิดจะลาออก หางานใหม่ก็ทำได้ ที่นี่คุณไม่ได้อายุงานหยุดที่ 29-30 ปี เหมือนบ้านเรา (จริง ๆ น่าจะออกกฎหมายได้แล้วนะ ที่รับสมัครงานแล้วบอกว่า รับเพศชาย, รับเพศหญิง อายุไม่เกิน 30 ปี ฯลฯ เนี่ย บ้ามาก -เสียงบ่นจากคนอายุใกล้ 30)
• ชอบ..ที่ทำอาชีพไหนคนก็ไม่มีการดูถูกกัน (จะขับรถเมล์ เก็บขยะ เป็นสาวโรงงาน พนักงานทำความสะอาดฯลฯ) มันก็แค่งาน ๆ หนึ่ง
• ชอบ..ที่รัฐบาลสนับสนุนเงินในเรื่องที่น่าสนับสนุน เช่น ถ้าคุณซื้อบ้านมือสอง จะจ่ายภาษีน้อยกว่าซื้อบ้านใหม่หรือสร้างใหม่ และถ้าคุณลงมือซ่อมแซมบูรณะบ้านหลังนั้น คุณสามารถไปขอเงินช่วยจากรัฐบาลได้อีก เพราะถือว่ามีส่วนช่วยรักษาสภาพแวดล้อม ไม่ให้ทรุดโทรม ติดตั้งฉนวนเก็บความร้อนใหม่, ติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ ฯลฯ รัฐก็ช่วยจ่ายคืนให้บางส่วนอีก เพราะถือว่าช่วยชาติประหยัดพลังงาน
• ชอบ..ที่เค้าให้ความสำคัญกับการศึกษามาก ๆ
• ชอบ..ที่กินเฟรนช์ฟรายส์บ่อย ๆ ก็ไม่ต้องรู้สึกผิด เพราะมันเป็นอาหารประจำชาติ ฮ่าๆๆ
• ชอบ..ที่มี IKEA ถูกดี

อยากรู้อะไรเกี่ยวกับฝั่งฟลานเดอร์ส ทั้งการเรียน การอยู่อาศัย การเรียน การทำงาน ฯลฯ เพิ่มเติม ไปดูได้ที่ http://www.flanders.be จ้ะ และ http://www.visitflanders.com/ สำหรับการท่องเที่ยวใน Flanders และ http://visitbelgium.com สำหรับการท่องเที่ยวในเบลเยี่ยมค่ะ

นึกอะไรไม่ออกละ เดี๋ยวนึกออกจะมาตามโปะ ตอนนี้จะกลับไปเชียน ทริป โรม ต่อล่ะ

—-

First Published on: Dec 21, 2008 @ 16:55
Updated on : March 25, 2008

✈ ประเทศสมาชิกใหม่ในกลุ่มเชงเก้น

Posted on | January 7, 2008 | 24 Comments

จากเดิมที่เข้าได้ 15 ประเทศ คือ ออสเตรีย, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, ไอซ์แลนด์ (Iceland), อิตาลี, กรีซ, ลักเซมเบิร์ก, เนเธอร์แลนด์, นอร์เวย์, โปรตุเกส, สเปน และ สวีเดน (มีอยู่สองใน 15 ประเทศนี้ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปคือ Norway และ Iceland ในขณะที่อังกฤษ และ ไอร์แลนด์ (Ireland) เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป แต่ไม่สามารถเข้าได้ด้วยวีซ่าเชงเก้น ต้องขอวีซ่าแยกต่างหาก)

newschengen-countries.jpg

ยังไงก็ตาม หลังจากรอคอยกันมานาน วีซ่าเชงเก้น สามารถเข้าประเทศต่าง ๆ ได้อีก 10 ประเทศแล้วจ้ะ คืือ มอลต้า, โปแลนด์, ฮังการี, สาธารณรัฐเชค, ลัตเวีย, ลิธัวเนีย, เอสโตเนีย, สโลวาเกีย และ สโลเวเนีย เพราะฉะนั้นการเดินทางในประเทศเหล่านี้ ไม่มีพรมแดนอีกต่อไป มีแค่วีซ่าเชงเก้นเท่านั้นก็ไปได้สบายบรื๋อ ไม่ต้องมีการตรวจลงตรา ผ่านแดนใด ๆ (และอีกหนึ่งคือ ไซปรัส ที่ยังคงมี check point ตรวจวีซ่าอยู่ แต่ขอแค่เป็นเชงเก้นเป็นใช้ได้)

ในขณะที่สวิตเซอร์แลนด์ กำลังจะเข้าเป็นสมาชิกเร็ว ๆ นี้ด้วย
รายละเอียดเพิ่มเติม ไปนี่โลด http://en.wikipedia.org/wiki/Schengen_Agreement


✈ เหตุเกิด ณ สถานฑูตเบลเยี่ยม

Posted on | May 23, 2007 | 126 Comments

manneken.jpg
อาทิตย์ที่แล้ว เอเยนซี่ที่ซอยรามบุตรี ข้างๆวัดชนะสงครามโทรมาปลุกแต่เช้า
“ฮาโหลลลล”
“พี่คะ ตั๋วเครื่องบินพี่เมื่อไหร่จะมาซื้อคะ รอจนแห้งแล้ว”
“ตั๋วอารายยย” (ยังไม่ตื่น)
“ตั๋วไปบรัสเซลส์อะค่ะ พี่จ่ายไว้แล้วนะ 5 พันกว่าบาท”
พอพูดถึงเรื่องเงินตาก็สว่างโร่.. เออ จริงด้วย ยังไม่ได้ไปซื้อซักที เพราะมันต้องมีวีซ่าก่อน เอ๊ะ แต่เดี๋ยว วีซ่า ยังไม่ได้ไปขอเลยนี่หว่า กรำ …
“ได้ค่ะคุณน้องเดี๋ยวขอไปทำวีซ่าก่อน”
“รีบๆหน่อยนะคะเดี๋ยวโดนแขกมันตบเอาค่ะพี่” แขกตบไม่ว่า แต่แขกเอานี่ อืม 555 โอเครีบไปทำวีซ่าดีกว่า

เอกสาร เอกสาร และ เอกสาร

เอกสารก็ยังไม่ได้ก๊อปปี้อะไรซักอย่าง เมื่อไหร่จะเลิกนิสัยนี้ได้ก็ไม่รู้ เบื่อตัวเองมาก เช้ามาต้องบึ่งแท็กซี่ไปถ่ายเอกสารก่อน เอ๊า ไปที่ไหนดีวะเนี่ย ศึกษาภัณฑ์ละกันน่าจะมี เดินเข้าไปศึกษาภัณฑ์ราชดำเนิน เจอเด็กพาณิชย์ฝึกงาน หน้าตาจิ้มลิ้มเลยถามว่าในนี้มีที่ถ่ายเอกสารไหม
“พี่ลองไปถามพี่เสื้อเหลืองดูอ่ะค่ะ”
หันไป เจอเสื้อเหลืองประมาณ 20 คน null
“ไม่มี ต้องไปถ่ายข้างนอก” (เอ๊า เดี๋ยวเลอะเทอะหรอก) น้ำเสียงเธอช่างขุ่นมัว แม้มันจะเพิ่งเลยเวลาเข้างานมาไม่ถึง 2 ชั่วโมงเท่านั้น ไม่น่าหงุดหงิดได้เร็วขนาดนี้ stamina อยู่ในระดำต่ำมากแน่นอน เลยต้องเดินตัวลีบ(พยายามแล้วก็ไม่ค่อยลีบเท่าไหร่)ออกมาข้างนอก ในที่สุดก็หาร้านถ่ายเอกสาร ได้จากความช่วยเหลือของแม่ค้าขายปกพลาสติกหน้าศึกษาภัณฑ์นั่นแหละ (ขอบคุณค้าบบบ)

สถานฑูตเบลเยี่ยม

ไปถึงสถานฑูตเบลเยี่ยม ถนนสาทรใต้ ก็ปาเข้าไปจะ 11 โมง
03-escal.jpg
สถานฑูตที่นี่เล็กนิดเดียว กระจุ๋มกระจิ๋ม แม้ที่นั่งรอก็มีเพียงม้านั่ง 4 ตัวเท่านั้น สงสัยค่าเช่าจะแพงหรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้ หรือจะเพราะคนไม่ค่อยมาขอวีซ่าที่นี่ก็คงไม่ใช่ เพราะไปทีไรคนก็ล้นทะลักกันออกมาข้างนอกทุกที ช่างอัตคัตเหลือคณา ยืนรอกันจนขาแข็งเป็นตอไม้กันทุกคน
02-sign-belgium-embassy.jpg
หยิบบัตรคิวแล้วไปยืนหาวหวอด ๆ อยู่ด้านนอก แล้วเสียงเรียกเบอร์ก็เบาแสนเบาราวกับลมที่ลอดผ่านรูกุญแจ เลยไปรอไกลก็ไม่ได้ ต้องมายืนคอย เหมือนเวลาคอยรถเมล์ พลาด มี อด ขึ้น นะ เว้ย

ได้เลขดีเชียว สิบสาม null
เจ้าหน้าที่ฝ่ายกงสุลยังเป็นคนเดิม หน้าตาคุ้นเคย ดุแบบนิ่มๆ เหมือนเคย แต่ก็เข้าใจนะ ว่าทำไมเจ้าหน้าที่สถานฑูตมักจะดุ หรือไม่ก็ฟังดูน่ากลัวเหมือนลอร์ดโวเดอร์มอร์ เพราะคนที่มาขอแต่ละคนนี่ก็จริง ๆ เลย บางคนโดนดุจนเราสงสารแทน แต่มันก็มีเหตุผลที่เค้าต้องดุ
01-atmsph.jpg
เช่น คนนึงมาพร้อมเอกสารที่ได้มาทาง fax เอามาทำวีซ่า ซึ่งมันใช้ไม่ได้ ต้องใช้ตัวจริงเท่านั้น คือส่งเอกสารจริงมาทางไปรษณีย์ ซึ่งก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร 4-5 วันก็ถึงแล้วจากยุโรปมาเมืองไทยอะนะ ซึ่งฟังจากบทสนทนาแล้ว (ไม่ได้ตั้งใจแอบฟัง แต่ยืนต่อแถวอยู่ ไม่ได้อยากฟังจริง จริ๊งงงงง) คือเธอคนนี้เอาเอกสารมาผิด 3 รอบแล้ว
“ผมบอกแล้วไงครับว่าให้เอาตัวจริงมา ไม่ใช่แฟกซ์”
“แต่เค้าส่งอันนี้มาให้ คือ…”
“ไม่ได้ครับอันนี้มันไม่ใช่ตัวจริง มันคือแฟกซ์ ผมบอกคุณไปสองรอบแล้ว ปากจะฉีกอยู่แล้วนะครับเนี่ย” จ๋อยอะดิ…ก็กลับบ้านไปตามระเบียบ

ที่เจ้าหน้าที่โดนคนที่มาติดต่อหลอกด่าก็มี ผู้หญิงวัยซัก 30 ปลาย ๆ มาคนเดียว และแต่งตัวธรรมดาแบบติดดิน กางเกงขาก๊วยมาเลย แต่ดูออกว่าท่าทางไม่ใช่คนจะไปทำมิดีมิร้ายในต่างประเทศ หรือไปขุดทองยุโรปแต่อย่างใด เธอเดินไปชำระค่าวีซ่า แต่เจ้าหน้าที่ไม่มีเงินทอน เธอเลยหันมาพูดดังปานโทรโข่งเวลาสนามหลวงมีงานประท้วง
“เอ้า ใครมีแบ็งค์ร้อยแลกบ้างคะ!เค้าไม่มีเงินทอน!” ออกแนวประณามเล็กน้อย
“สุดยอดเลย ต้องทำเองทุกอย่าง บริการประชาชนนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ไม่มีเลย” แล้วก็บ่นต่อไปอีกประมาณหลายยก

ส่วนที่เหลือ ที่ส่วนมากเป็นผู้หญิงวัยไม่น่าเกิน 20-30 ปี มากับคู่ชาวเบลเยี่ยมที่อายุอานามห่างกันหลายปีแสง สงสัยมาขอคนเดียวคงจะเหงา เลยต้องลากเจ้าของประเทศมาด้วย (ก็ไม่ได้หมายความว่าวีซ่าจะผ่านนะ)

ไม่สัมภาษณ์เรอะ?

ถึงคิวเราซะที
“ทำงานอะไรคะ” เจ้าหน้าที่หลังเคาท์เตอร์ถาม ระหว่างเรามีกระจกใสกั้น ไม่รู้ว่าให้ความรู้สึกอย่างไรเมื่ออยู่ด้านใน อาจให้ความรู้สึกอภิสิทธิ์เล็กน้อย เห็นกระจกใสที่แบ่งฐานันดรก็เป็นได้ เห่อะๆๆ
“เป็นฟรีแลนซ์ค่ะ”
“ไม่ได้ทำงานประจำหรือคะ?” เธอถามพลางพลิกดูเอกสารที่เราแนบไปด้วย มีจดหมายเชิญ ใบจองตั๋วเครื่องบิน พาสสปอร์ต 2 เล่ม(เก่า ที่หมดอายุแล้ว แต่มีวีซ่าเชงเก้นอยู่ 2 ใบ ใช้แล้วเมื่อปี 2005 และเล่มใหม่เอี่ยมอรทัย มีแค่สแตมป์เข้าสิงคโปร์ มาเลเซีย และลาวเท่านั้น ยังไม่มีวีซ่าซักใบ ใหม่สดซิงๆ) จดหมายแนะนำตัวที่ใช้แทนจดหมายรับรองการทำงาน​(เพราะไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง)
“ไม่ได้ทำค่ะ”
“ไปกี่วันคะ”
“เอิ่มมมม… 3 เดือน” เธอมาหยุดที่จดหมายแนะนำตัว แล้วอ่านอย่างละเอียดทุกบรรทัด (ดีนะ ที่อุตส่าห์เขียนโม้ไปมากมาย ภาษาอังกฤษคงผิดตรึม แต่ช่างมัน)
“ค่าวีซ่า 2600 ค่ะ” ประมาณ 60 ยูโร มีป้ายเขียนไว้เป็นภาษาไทยว่า โปรดเตรียมเงินให้พอดี (แล้วตรูจะไปแลกที่ไหนล่ะ นาทีนี้ ไม่ใช่ที่นั่งเล่นเกมตู้นะ จะได้มีโต๊ะพนักงานรับแลกเหรียญบริการ) ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็ไปหาเงินมาทอนให้เราจนได้น่ะแหละ
“ทำประกันสุขภาพยังคะ”
“เอ่อยังค่ะ”
“ไปทำมาก่อนนะคะไม่งั้นวีซ่าไม่ออกนะคะ”

ลืมมมมไปซะสนิิท ดูนาฬิกาตอนนั้นอีกใกล้ 11 โมงเข้าไปทุกที เอาวะ ลองดู

ทำประกันสุขภาพ
ออกไปเรียกมอไซค์ไป office ของประกัน BUPA ที่ Qhouse ซอยคอนแวนต์ มอไซค์ก็ดี๊ดี ตรงนั้นมันห้ามกลับรถ เลยไปซอกแซกออกซอยบ้านท่านคึกฤทธิ์โน่น จนโผล่มาออกสาทรได้เหมือนเดิม ตรงไปก็เข้าซอนคอนแวนต์แล้ว มันเสือกเลี้ยวขวา ! เลี้ยวทำม้ายยยยยยยยย ตูยิ่งรีบๆ อยู่
“น้องๆ Qhouse ตรงไปก็ถึงแล้ว ตะกี๊ตรงไปไม่ได้เหรอ”
“อ๋อตรงได้ครับ”
“อ่าวแล้วจะเลี้ยวไปไหนเนี่ย”
“ก็คิดว่าจะไปเข้าอีกทาง”
ทางไหนวะ????? งงซิครับ ​Qhouse อยู่ข้างหน้าเห็นกันอยู่จะจะ พ่อเล่นเลี้ยวไปขี่รถเล่น
“วนกลับไปเลยน้องเอ๋ย พี่รีบโคตรๆ ขอย้ำ รีบโคตรๆ”
“ครับๆๆ”

ถ้าเดินคงใช้เวลา 20 นาที นั่งมอไซค์ควรจะ 5-10 นาที แต่มอไซค์ท่านนี้ใช้เวลาจากสาทรใต้ไปซอยคอนแวนต์ร่วม 20 นาที
“ไปวนเล่นซะรอบกรุงเทพฯเลยนะ” เราคืนหมวกกันน็อกให้มอไซค์ตัวแสบ
“แหะๆๆๆๆ คับ” ค่าเสียหาย 40 บาท …ขณะนี้เวลา 11:10

ประกันสุขภาพ ต้องทำแผน Gold เท่านั้น แล้วระยะประกัน 90 วัน อยู่ที่ราคา 3600 บาทถ้วน!! กรูอยากกกกตายยยยย เจ้าหน้าที่สาวๆ ที่นี่หน้าตาน่าเอ็นดู ทำเอกสารแป๊บ ๆ เสร็จละ ดูเวลา 11:22 ใช้บัตรเครดิตรูดปื้ดไปตามระเบียบ (เพราะเงินม่ะพอแว้ว) บึ่งมอไซค์กลับไปสถานฑูต อ๊ะจ๊าก อีก 2 นาที อันมีค่า รีบวิ่งขึ้นลิฟต์ไปชั้น 17

ส่งเอกสารทันเป็นคนสุดท้ายพอดี เฮ่อ…อ…อออ

เจ้าหน้าที่ไม่ยักกะพูดอะไร ไม่มีนัดสัมภาษณ์ ไม่มีนัดรับเอกสาร ก็เลยงงๆเล็กน้อย กะว่าอีก 2-3 จะโทรมาตามผลอีกที เพราะวันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุดของสถานฑูต (เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ อะไรซักอย่าง)

หมดไปอีกหนึ่งวัน นรกสุด ๆ
05-foodcourt.jpg

^
^
Food Court ที่ชั้นใต้ดิน สาทรซิตี้ทาวเวอร์ ใช้ได้ ๆ
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
เมื่อวานโทรไปถามมา เจ้าหน้าที่ทำเสียงดุ ๆ ใส่ว่า
“แล้วเค้าบอกว่าเมื่อไหร่ให้มารับ”
“ไม่มีใครบอกอะไรนี่คะ”
“มีซิ” เอ่า ก็ไม่มีจริงจริ๊งงง
“เอ่อ ไม่มีจริงๆค่ะ”
“พรุ่งนี้เข้ามาฟังผลตอนเช้า” ไรว้า ฟังผล แค่เนี้ยะเหรอ
ปรากฎว่าไปถึงสถานฑูต ยื่นใบรับให้เจ้าหน้า เค้าก็ไปหยิบพาสสปอร์ตมาให้
“90 วันนะ”

อ่าว ได้ละเหรอ อะไร งง งงมาก เออ แต่ก็ดี 555
คือคราวที่แล้วที่เราไปขอ เค้าให้เราอยู่รอสัมภาษณ์ต่อตอนบ่าย ถามคำถามเช่น รู้จักกันมานานหรือยังกับคนเชิญ ( 4 ปี), มีแผนแต่งงานมั้ย (ไม่รู้), จะไปทำอะไร (ไปเยี่ยมเฉย ๆ และไปพักผ่อน), ซื้อตั๋วหรือยัง (จองแล้วยังไม่ได้จ่ายตังค์), แฟนทำงานอะไร (เป็นวิศวกรซอฟท์แวร์), ไปนาน ๆ แบบนี้เจ้านายไม่ว่าเหรอ (ไม่ว่าอะไร เจ้านายเป็นคนเบลเยี่ยมเหมือนกัน), จะไปทำงานหรือเปล่า (เปล่า..), ฯลฯ แล้วห้องสัมภาษณ์ก็ยังกะห้องเยี่ยมนักโทษ มีกระจกกั้น มีเก้าอี้ฝั่งละตัว ผนังสีขาว เข้าไปนั่งร้องเพลงรออยู่ตั้งหลายนาที (เสียงมันก้องดี เหมือนร้องเพลงในห้องน้ำ)

รอผล 3 วัน เค้าก็โทรมา ให้เอาตั๋วเครื่องบิน (ตัวจริง) ไปรับวีซ่า ได้มา 45 วัน แต่คราวนี้ ไม่ยักกะถามอะไร ตั๋วก็ยังไม่ได้ซื้อเลย แต่คิดว่าเค้ามีประวัติอยู่แล้ว แล้วคราวก่อนที่ไปมาก็ไม่ได้ overstay หรืออะไร ก็เลยง่าย

06-visa.jpg
ไปแระ เดือนหน้า ข้อยซิไปเบลเยี่ยมแล้วเด้อล่า
เมืองที่ข้าพเจ้าจะไปสิงสถิตย์นั้นหรือ มันคือเมือง Leuven นั่นเอง รูปนี้แหละ แต่มันไม่สวยอย่างนี้ทุกวันหรอกนะคะพี่น้อง บางวันอากาศห่วย มันก็โคตรจะน่าเบื่อเลยค่ะ แต่ไม่บ่นก็ได้ เพราะเบียร์อร่อย อิอิ

07-leuven.jpg

« go back
  • ไม่อยากรู้ก็จะบอก

  • legal stuff

    หากต้องการนำข้อมูลใดๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อความหรือรูปภาพ กรุณาแจ้งให้ทราบพอเป็นมารยาท : คุณมีสิทธิ์นำไปใช้ได้ แต่ต้องให้เครดิตกลับมาที่เว็บนี้ค่ะ

    Creative Commons License


    ข้อมูลและภาพประกอบที่สร้าง
    โดย Chaleerat Ng. บนเว็บไซต​์ beebah.wordpress.com และ beebah.net เผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ แบบแสดงที่มา (by) 3.0 ประเทศไทย. อ่านสัญญาฉบับเต็ม [คลิก] ครีเอทีฟคอมมอนส์คืออะไร? ดู vdo บน youtube [คลิก] vdo จัดทำโดย รายการแบไต๋ ไฮเทค
  • +เมนู